เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : บทที่ 05 ไร้เดียงสา 08-04-61

ชื่อตอน : Re : บทที่ 05 ไร้เดียงสา 08-04-61

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.2k

ความคิดเห็น : 81

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2561 20:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Re : บทที่ 05 ไร้เดียงสา 08-04-61
แบบอักษร

**แก้ไขช่วงท้าย

บทที่

05

ไร้เดียงสา

                การได้แก้แค้น แม้ได้ลิ้มรสเพียงเล็กน้อยก็หอมหวาน…

                ไม่ต่างอะไรกับการได้ลิ้มลองน้ำผึ้งเพียงแค่หยดเดียว…

                ภูผาจูงรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดในโรงรถบ้านของต้นสน แม้จะผ่านมาได้สักพักแล้วทว่าสัมผัสที่ริมฝีปากนั้นยังคงตราตรึง ทั้งรุนแรงและหยาบช้า ยิ่งคิดเด็กหนุ่มก็ยิ่งแค้นใจ รู้สึกเจ็บแสบทุกครั้งเวลาที่เผลอขบริมฝีปากแน่น

                “ทำไมวันนี้ถึงได้กลับมาช้านักล่ะภู”

                เสียงของต้นสนถามดังมาจากในครัวทันทีที่ได้ยินเสียงประตูบ้านปิด นั่นทำให้ภูผาตกใจเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านเคาน์เตอร์เข้าไปในส่วนของครัวเพื่อตอบคำถาม ตาคู่คมจ้องมองแผ่นหลังของเจ้าบ้านที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการปรุงแต่งมื้อเย็น

                “พอดีผมต้องแวะไปทำธุระนิดหน่อย ขอโทษนะครับที่กลับมาช้า”เด็กหนุ่มบอกขอโทษเมื่อรู้สึกเหมือนถูกผู้ปรกครองดุ

                “ไม่เป็นไร พี่แค่เป็นห่วงน่ะ คราวหลังถ้าภูจะกลับช้าหรือว่าจะไปไหนภูต้องบอกพี่ก่อนรู้ไหม พี่จะได้ไม่เป็นห่วง”ต้นสนหันมายิ้มให้

                “โอเคครับ คราวหลังถ้ากลับช้าผมมาจะโทรมาบอกพี่ก่อน…ว่าแต่วันนี้พี่สนไม่ไปดูร้านเหรอครับ”

                “พี่ไม่ค่อยอยากไปน่ะ วันนี้ขอขี้เกียจหนึ่งวันก็แล้วกัน ให้คนอื่นดูแทนบ้าง อย่าห่วงเรื่องของพี่เลย ห่วงตัวเองจะดีกว่า บอกพี่มาว่าแผลที่ปากนั่นไปโดนอะไรมา? แล้วทำไมเสื้อผ้าถึงได้ยับยู่ยี่แบบนั้น”

                ต้นสนถามพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้ แปลกใจไม่น้อยกับสภาพดูไม่จืดของเด็กหนุ่มที่ราวกับผ่านมรภูมิรบมาหมาดๆ

                “พอดีมีปัญหานิดหน่อย”แทนที่จะตอบความจริงภูผากลับเลือกที่จะโกหก เด็กหนุ่มหลุบตามองปลายเท้าตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหนี

                                “หวังว่าปัญหาที่ว่าจะไม่ใช่การไปมีเรื่องกับใครหรอก”ชายหนุ่มหรี่ตาคล้ายจะจับผิด

                “ไม่ใช่สักหน่อย พี่ก็คิดมาก หน้าตาดีอย่างผมเนี่ยนะจะไปมีเรื่องกับใครได้”ภูผายิ้มเฝื่อนแสร้งหัวเราะ

                เขาจะไปมีเรื่องกับใครได้นอกจากไอ้หมอสองหน้าที่เขาทั้งเกลียดทั้งชังจนไม่อยากจะหายใจร่วมโลกใบเดียวกัน

                แต่ใครจะรู้ว่าต้นสนนั้นมีสายตาที่เฉียบคมกว่าที่คาด ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม ใกล้จนได้กลิ่นลมหายใจเจือกับกลิ่นบุหรี่ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือกดลงมาบนริมฝีปากของเด็กหนุ่มส่วนที่บวมปริ

                “อะ โอ๊ย!! พี่ทำอะไรน่ะ ผมเจ็บนะ”ภูผาสะดุ้งตัวโยนร้องโอดโอย

                “ปากแตกขนาดนี้แล้วยังมีหน้ามาบอกพี่อีกว่าไม่ได้มีเรื่องกับใคร? คราวหน้าคราวหลังถ้าโกหกอีกระวังจะอดกินข้าวเย็น”ต้นสนชี้หน้าคาดโทษ

                “ผมก็ไม่ได้ไปมีเรื่องกับใครจริงๆนี่”เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบกับตัวเองเพราะเถียงได้ไม่เต็มปาก

                “ยังจะมาพึมพำ…ไปเลย ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว จะได้รีบมากินข้าว”พูดจบก็ทำขมวดคิ้วใส่ทีเล่นทีจริง ไม่วายเอื้อมมือมาขยี้หัวเด็กหนุ่ม

                “พี่แน่ใจนะว่ากินได้น่ะ ไม่ใช่ว่ากินแล้วท้องเสียผมไม่เอาด้วยนะ”ไม่วายจะพูดแซว ไม่ยอมไปอาบน้ำง่ายๆ

                “รีบไปก่อนที่พี่จะเปลี่ยนใจ”เดือดร้อนให้ต้นสนต้องคาดโทษอีกรอบ

                “ครับๆ ไปแล้วก็ได้”ภูผารับคำ ฉีกยิ้มร่าล้อเลียน

                โยกหัวหลบฝ่ามือใหญ่ที่หมายจะลบหัวเกรียนๆของตัวเอง ก่อนจะหัวเราะคิกคักชอบใจที่หลบได้ทัน

                ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นติดๆกัน ทว่าความรู้สึกนั้นกลับแตกต่างกัน ความใจดีของต้นสนต่างจากความเย็นชาของใครบางคนโดยสิ้นเชิง แตกต่างราวกับอยู่บนโลกคนละใบ

                โลกของต้นสนเต็มไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน…

                ส่วนโลกของน่านนทีนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาและเยือกเย็น…

                ---------------------------------------------------------

                เมื่อมื้อเย็นสิ้นสุดเด็กหนุ่มก็รับหน้าทีเป็นเด็กเก็บจาน ตาคู่คมลอบมองเจ้าของบ้านนั่งดูทีวีบนโซฟาผ่านเคาน์เตอร์ครัว ท่าทางของต้นสนดูอบอุ่นชวนให้คนมองรู้สึกสบายใจตามไปด้วย ยิ่งได้รู้จักกับอีกฝ่ายก็ยิ่งเห็นแต่ด้านดี อดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าผู้ชายที่มีนิสัยอ่อนโยนทำไมถึงได้เปิดร้านอาหารกึ่งบาร์เหล้าแทนที่จะเป็นร้านอาหารธรรมดาทั่วไป

                คิดไปก็ล้างจานไป บางครั้งก็ถอนหายใจให้ความความโชคดีของตัวเอง นึกภาพไม่ออกว่าหากไม่ได้เจอกับต้นสนป่านนี้ชีวิตจะเป็นยังไง มือผอมใช้ฟองน้ำถูจานแต่ละใบอย่างระมัดระวังด้วยกลัวว่าจะทำแตก การล้างจานไม่ง่ายอย่างที่ใจนึกเอาไว้ นอกจากจะต้องระวังเรื่องแตกแล้วยังต้องระวังเรื่องความสะอาด ต้องคอยหมุนแล้วหมุนอีกจนกว่าจะแน่ใจว่าสะอาดดี กว่าจะล้างเสร็จก็ร่วมชั่วโมง

                “เฮ้อออ”

                เด็กหนุ่มใช้แขนปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ยกยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อการล้างจานครั้งแรกในชีวิตลุล่วงไปด้วยดี ไม่มีจานใบไหนต้องโชคร้าย

                อาจจะเพราะใช้เวลาล้างจานมากไปหรือเปล่าภูผาเองก็ไม่แน่ใจ หันไปอีกทีก็ไม่เจอต้นสนแล้ว เจอก็แต่ทีวีเปิดทิ้งเอาไว้เสียงดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ เด็กหนุ่มหยิบรีโมทมากดปิดทีวีก่อนจะเดินออกไปดูนอกบ้าน มองเห็นร่างสูงใหญ่ยืนพึงต้นไม้คุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล…ต้นสนกำลังสูบบุหรี่?

                “สูบบุหรี่ด้วยเหรอวะ?”พึมพำถามกับตัวเองเสียงเบา

                อดที่จะแปลกใจไม่ได้เมื่อสิ่งที่เห็นนั้นขัดกับภาพลักษณ์ของต้นสนไปถนัดตา ต้นสนกับการสูบบุหรี่ช่างไม่เข้ากันเอาเสียเลย แต่จะยังไงก็ช่าง ภูผาไหวไหล่ ยังไงซะต้นสนก็เป็นคนๆหนึ่งเหมือนกัน ก็แค่สูบบุหรี่ คนอื่นๆเขาก็ทำกัน เด็กหนุ่มบอกตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เพื่อถามหาอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน จะได้ทำงานให้คุ้มเงินเดือนที่ได้รับ

                “แค่กๆ”

                ทว่ายังไม่ทันจะถึงตัวก็ต้องสำลักกับควันบุหรี่ที่ต้นสนพ่นออกมา เรียกความสนใจจากต้นสนให้หันมามอง

                “แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ดึกๆฉันจะโทรไปใหม่”พอเห็นภูผาสำลักต้นสนก็รีบตัดบทกับคู่สนทนาก่อนจะหันมาคลี่ยิ้มคล้ายจะหัวเราะเยาะล้อเลียนใส่ คิ้วได้รูปเลิกขึ้นเล็กน้อยเหมือนตั้งคำถาม

                “ผม…แค่จะมาถามว่าอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ที่ไหน ผมหาไม่เจอ”

                “ถามแค่นี้? อุตส่าห์เดินออกมาสูบบุหรี่ข้างนอก คิดว่ากลิ่นบุหรี่หลุดเข้าไปในบ้านซะอีก”

                “ไม่ใช่ครับ…ว่าแต่พี่สนสูบบุหรี่กับเขาด้วย?”ส่ายหน้าและถามอย่างอยากรู้อยากเห็น

                “พี่ดูเป็นคนไม่สูบบุหรี่รึไง?”สูบบุหรี่อีกครั้งพร้อมกับร้อยยิ้มขบขัน ก่อนจะเงยขึ้นมาพ่นควันสีขาวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่ภูผายืนอยู่

                “สูบบุหรี่มันเท่ขนาดนั้นเชียว? มันอร่อยมากไหมผมอยากรู้”

                “แล้วภูคิดว่ามันอร่อยไหมล่ะ”

                “ไม่รู้สิ พี่สอนผมสูบบ้างได้ไหมล่ะ ผมอยากลอง”

                อยากจะลองทำในสิ่งที่ต้นสนทำดูบ้าง ใจนึกอยากจะยึดต้นสนเป็นต้นแบบ ถ้าหากว่าตนเองดูอ่อนโยนและน่าเกรงขามแบบต้นสน…น่านนทีก็คงไม่กล้ารังแกกันอย่างกับวันนี้

                จูบที่น่ารังเกลียด…

                “ภูว่าอะไรนะ?”ต้นสนหันมาถามราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง ตาคู่สีดำสนิทหรี่มองคล้ายจับผิด

                “ผมอยากให้พี่สอนผมสูบบุหรี่ ผมอยากลอง”ตอบย้ำ

                “รู้ไหมว่าถ้าเป็นไอ้แมนพี่ตบหัวทิ่มไปแล้ว แล้วนึกยังไงถึงได้อยากลอง หืม?”ไม่พูดเปล่า ต้นสนกลับเอื้อมมือที่ไม่ได้ถือบุหรี่มารั้งคอดึงให้เด็กหนุ่มเข้าไปใกล้ “ขนาดแค่ได้กลิ่นยังไอขนาดนี้ แล้วถ้าสูบจริงๆไม่สำลักเลยรึไง”

                “ก็มันคนละอย่างกันนี่”ภูผาอ้อมแอ้ม

                ขมวดคิ้วไม่พอใจกับคำพูดคล้ายจะดูถูกกัน มองดูต้นสนสูดเอาควันบุหรี่เข้าไปในปอดอีกครั้ง แต่ทว่า…ครั้งนี้แทนที่จะพ่นมันออกไปในทิศทางตรงกันข้าม ต้นสนกลับดึงคอเด็กหนุ่มแล้วดึงเข้ามาใกล้ ใกล้จนริมฝีปากได้รูปทาบทับลงมาบนริมฝีปาก ภูผาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทว่ากว่าจะตั้งตัวกลิ่นควันบุหรี่ก็คละคลุ้งอยู่เต็มโพลงปาก ชั่วอึดใจหนึ่ง เด็กหนุ่มเผลอสูดเอาควันเข้าไปในปอด

                “แค่กๆๆ พะ พี่ทำอะไร…ของพี่ แค่กๆ”ผละออกมาถามด้วยความตกใจ

                ตาคู่คมเบิกกว้างมองคนที่กำลังหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งกันจนสำลัก

                “หึ! เป็นยังไงล่ะ เป็นเด็กเป็นเล็กริอาจอยากลองนั่นลองนี่ คราวหลังอย่าได้อยากลองอะไรอีกล่ะรู้ไหม ไปๆเข้าบ้านได้แล้ว ข้างนอกยุงมันเยอะ”

                พูดจบก็โน้มคอของเด็กหนุ่มเข้าไปกอดแล้วพากันเดินเข้าบ้านทั้งที่ยังไอไม่หยุด แม้ว่าต้นสนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดีและภูผายังสำลักควันบุหรี่ไม่หยุด ทว่าใจของภูผานั้นกลับทำใจให้มองข้ามจูบเมื่อครู่ไปไม่ได้เลย

                จูบของต้นสน…

                เป็นจูบจริงๆไม่ใช่แค่คิดไปเอง ไม่ใช่แค่ส่งควันเข้ามาในปากแต่ริมฝีปากนั้นแนบชิดลงมา ถึงจะไม่ได้สอนลิ้นเข้ามาเหมือนใครอีกคน

                หนึ่งเหมือนท้องฟ้าที่สดใสในยามเช้า…

                อีกหนึ่งเหมือนท้องฟ้าอันดำมืดในยามค่ำคืน…

                อ่านไม่ออกเลยว่าต้นสนคิดยังไงที่จูบนี้ ตั้งใจหรือว่าแกล้งกันกันแน่ แต่ถ้าเป็นการแกล้งกันก็เป็นการแกล้งกันที่รุนแรงเสียเหลือเกิน

                ทว่าบางอย่างมันกำลังเอ่อล้น ก้อนเนื้อในอกรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาจนนึกหวั่นใจ

                -----------------------------------------------------------

                นาฬิกาบนฝาผนังเดินเป็นวงกลมบอกเวลาดึกขึ้นเรื่อยๆ ต้นสนยังคงนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟาอย่างสบายอารมณ์ ภูผายังคงตั้งหน้าตั้งตาแกว่งไม้กวาดกับพื้นบ้านท่าทางเก้ๆกังๆ ดูท่าว่าเด็กหนุ่มที่ทำความสะอาดท่าทางเก้ๆกังๆจะน่าดูน่ามองกว่ารายการทีวีตรงหน้า ต้นสนถึงได้เอาแต่มองไม่ละสายตาอยู่อย่างนี้

                ภูผารู้ดีว่าถูกจ้องอยู่นานแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นทำให้กระดากอายเกินกว่าจะจ้องตอบหรือเอ่ยปากถามออกไป ตรงกันข้ามเด็กหนุ่มเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง

                                “ภู”

                “อะ คะ ครับ?”ยืดตัวตรงตอบรับเสียงดัง อดที่จะตกใจไม่ได้เมื่อเห็นว่าต้นสนกวักมือเรียกให้ไปหา

                “มานี่สิ”

                “ผมกำลังกวาดบ้านอยู่”บอกเสียงเบา ส่ายหน้ารัว พอนึกถึงจูบขึ้นหน้าก็ขึ้นสีเข้มไม่รู้ตัว

                                “มานี่เถอะน่า”

                เลี่ยงไม่ได้จึงต้องเดินเข้าไปหา พอเดินเข้าไปใกล้ก็ถูกดึงข้อมือให้ทรุดลงไปนั่งข้างกันบนโซฟา เกร็งตัวแข็งทื่อเมื่อต้นสนโน้มหน้าลงมาใกล้อีกครั้ง ใกล้จนได้กลิ่นบุหรี่เจือมากับลมหายใจ

                “คราวหลังก็อย่าไปซนไม่เข้าเรื่องอีกล่ะ”ต้นสนบอกเสียงเบา ก่อนที่ปลายนิ้วชี้จะเกลี่ยยาลงมาที่แผลมุมปากแล้วคลึงอย่างเบาๆ “เอานี่ไป เอาไว้ทาจนกว่าจะหาย” ยื่นตลับยาเล็กๆใส่มือ

                “ขะ…ขอบคุณครับ”หลุบตามองดูตลับยาในมือ

                “ไปกวาดบ้านต่อได้แล้ว รีบกวาดจะได้รีบไปทำการบ้าน เสร็จแล้วจะได้นอน”มือใหญ่ผลักหัวเกรียนเบามือ

                “อื้อ”ภูผารับคำ

                ลุกขึ้นจากโซฟาเตรียมจะไปกวาดบ้านต่อ ทว่าก็นั่งลงอีกครั้งแล้วหันไปมองหน้าเจ้าของบ้านให้เจ้าของบ้านเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ

                “หืม? ว่าไง?”

                “พี่จูบผมทำไม”

                พยายามคิดทบทวนในใจ วันนี้ถูกจูบถึงสองครั้ง และคนที่จูบทั้งสองครั้งก็เป็นผู้ชายเหมือนกันกับเขา หากไม่ได้ถามคืนนี้คงจะนอนไม่หลับเพราะคิดแต่เรื่องนี้แน่

                                “ก็ภูอยากรู้ไม่ใช่รึไงว่ารสชาติของบุหรี่มันเป็นยังไง”ต้นสนยิ้ม

                “ผมอยากรู้ก็จริง แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ถึงต้องจูบผม”

                “แค่นั้นไม่เรียกว่าจูบหรอกน่า เด็กน้อยเกินไปแล้ว หึหึ อย่าบอกนะว่าภูไม่เคยจูบกับใครน่ะ”ต้นสนหัวเราะในลำคอ หรี่ตามองคาดคั้นรอคำตอบ

                “มะ…ไม่ใช่สักหน่อย จูบแค่นี้…ผมก็ต้องเคยอยู่แล้ว”

                “หืม? เคยแล้ว? กับใคร”ต้นสนหันมาถามด้วยสีหน้าแปลกใจ

                เด็กหนุ่มไม่ได้โกหกเพราะพึ่งจะถูกจูบมาก่อนหน้านี้ แต่จะให้พูดได้ยังไงว่าถูกพี่เขยตัวเองจูบมา

                “ทำไมผมต้องบอกพี่ด้วยล่ะ พี่ตอบไม่ตรงคำถามผมเลย จู่ๆก็มาจูบผมเป็นฝ่ายเสียหายนะ ถ้าไอ้แมนรู้มันคงล้อผมตาย”

                “ที่จูบก็เพราะว่าพี่อยากจูบ โอเคไหม ไปกวาดบ้านให้เสร็จได้แล้วไป เห็นกวาดมาเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่เสร็จสักที ชักช้าโดนหักเงินเดือนไม่รู้ด้วยล่ะ”

                “คำตอบอะไรของพี่วะเนี่ย”บ่นใส่แต่ก็ยอมลุกแต่โดยดี

                คำตอบที่ได้เหมือนไม่ช่วยอะไร ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้หวนนึกถึงจูบของน่านนที ยังจำได้ดีถึงปลายลิ้นอันร้อนผ่าวรวมถึงกลิ่นเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในโพลงปาก หากเป็นไปได้ก็จะไม่มีวันเข้าใกล้คนน่าขยะแขยงแบบนั้นอีกเป็นอันขาด

                -----------------------------------------------------

                “ไอ้ภู นี่มึงชวนกูมาทำอะไรที่นี่วะเนี่ย”

                เมืองแมนบ่นเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้ รู้แค่ว่าบ่นมาตลอดทาง หลังเลิกเรียนเด็กหนุ่มนักเรียนมอปลายทั้งสองคนก็พากันขี่รถคู่ใจพากันมาที่โรงพยาบาล แน่นอนว่าจะต้องมีอะไรแอบแฝงเมื่อโรงพยาบาลแฟ่งนี้เป็นที่ทำงานของน่านนที พี่เขยของภูผา

                “มึงไม่สบายรึไงไอ้ภู”

                “ไม่สบายบ้านมึงสิ”ภูผาหันไปว่าใส่

                “ไม่เป็นอะไรแล้วมึงจะมาโรงพยาบาลทำไมวะ”

                “เออน่า หยุดบ่นหยุดถามแล้วถามกูมาเงียบๆเถอะน่า”หันมาตัดบทใส่

                เมื่อคืนทั้งคืนภูผาแทบไม่ได้นอนเพราะนอนไม่หลับ มันยากที่ข่มตัวเองให้หลับเมื่อหลับตาลงแล้วนึกถึงภาพที่ตัวเองถูกน่านนทีจูบ ความเจ็บแค้นที่มีอยู่ล้นอกสั่งให้คิดห้าทางแก้แค้น

                ภูผาเดินนำเมืองแมนเลาะกำแพงข้างลานจอดรถไปยังที่จอดรถส่วนตัวบุคลากรของโรงพยาบาลก่อนจะไปหยุดที่รถคันคุ้นตา ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มอย่างสะใจเมื่อนึกถึง ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่น่าสะใจอะไรมากนัก แต่อย่างน้อยให้ได้เอาคืนบ้างก็ยังดี

                “อย่าบอกนะว่ามึงจะ…”เมืองแมนส่ายหน้า

                “เออน่า”ภูผากลับพยักหน้า

                “มึงจะบ้าเหรอวะไอ้ภู ถ้าพ่อกูรู้พ่อกูเอาตาย เล่นบ้าอะไรของมึงวะ”

                “มึงก็บอกว่ากูเป็นคนทำคนเดียวก็ได้ แต่ตอนนี้มึงช่วยกูก่อน รีบทำจะได้รีบกลับ”

                “มึงจะให้กูช่วยทำอะไร”

                “เอานี่ไป”ภูผายื่นไขควงปลายแหลมส่งให้เพื่อนสนิท

                “มันจะดีเหรอวะไอ้ภู นี่มันแรงมากเลยนะเว้ย”

                “หึ!! แค่นี้มันไม่แรงไปหรอก”

                “มึงจะอะไรกับพี่เขยของมึงนักวะภู ขนาดออกมาอยู่ข้างนอกแล้วยังไม่เลิกหาเรื่องเขาอีก”

                “ใครหาเรื่องมัน มันต่างหากที่เป็นคนหาเรื่องกูก่อน กูไม่เล่นมันแรงแบบนี้หรอกถ้ามันไม่มาจู…อะ เออ มึงก็รีบๆทำเถอะน่า”

                “เขามาอะไรมึง”เมืองแมนเงยหน้าหรี่ตามองเพื่อน

                “เออน่า ไม่มีอะไรหรอก ถ้ามึงไม่ทำก็เอามานี่ กูทำเอง”พูดจบก็แย่งไขควงคืนมา

                “ไอ้ภู!!”เมืองแมนร้องทักเมื่อเห็นเพื่อนเงื้อมือขึ้นมา”

                ฉึก!! ฟู่วววว!!

                ไม่ทันเสียแล้วเมื่อปลายแหลมคมแทงเข้าไปในล้อรถ ภูผาใช้ไขควงเจาะล้อรถจนครบทั้งสี่ล้อ

                “ทำเป็นตุ๊ดไปได้”เด็กหนุ่มแสยะยิ้มก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆเมื่อเห็นว่าลมยางทั้งสี่ล้อรั่วออกมาหมดแล้ว

                “อย่ามาเรียกกูว่าตุ๊ดได้ไหมวะ ถ้ามึงเรียกกูว่าตุ๊ดอีกทีมึงได้เป็นเมียตุ๊ดแน่”

                “เห็นไหมล่ะ ก็มึงขี้น้อยใจเหมือนตุ๊ดเลยนี่หว่า”

                “เอ๊ะไอ้นี่!! กูบอกแล้วไงว่าอย่าเรียกกูว่าตุ๊ด แต่เอาเถอะ ตอนนี้กูจะถือว่ามึงไม่เต็มบาทก็แล้วกัน คราวหน้ากูไม่ได้แค่ขู่แน่ หึ้ย!!”

                “ขู่ซะกูกลัวมึงเลยนะเนี่ย”ภูผาส่ายหน้าเบาๆ ยิ้มอย่างอารมณ์ดี

                “มึงนี่มันจริงๆเลย…แล้วนี่มึงพอใจแล้วใช่ไหม จะได้กลับ กูว่าพวกเรารีบกลับก่อนที่ใครมาเจอจะดีกว่า”

                “ยัง…แค่นี้มันยังไม่พอ”หุบยิ้มก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชืด

                “ยังจะอะไรอีกวะไอ้ภู”เมืองแมนถาม เริ่มเป็นห่วงในความเกินเลย

                ทว่าภูผากลับไม่ตอบ เด็กหนุ่มล้วงหยิบเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา จ้องมองเศษเหรียญในมือคู่หนึ่งก่อนจะใช้มันครูดไปกับประตูรถ ไม่สนใจเสียงห้ามของเมืองแมน สนใจเพียงเสียงหวีดหวิวของโลหะเสียดสีกันเบาๆยามที่ค่อยๆก้าวเดินวนไปรอบรถ ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มอย่างพึงใจ

-------------------------------------

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}