สุดธิดา

ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะคะ อย่าลืมติดตามเรื่องและตอนอื่นๆของสุดธิดาด้วยค่ะ

บทที่ 32 บุกบ้านหมอ (แม่สามี น้องสาว และเราสองคน)

ชื่อตอน : บทที่ 32 บุกบ้านหมอ (แม่สามี น้องสาว และเราสองคน)

คำค้น : นางร้าย Facety Girl เพราะฉันเป็นนางร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.6k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2559 09:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 32 บุกบ้านหมอ (แม่สามี น้องสาว และเราสองคน)
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

 

 

#

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แม่ไม่อยากอุ้มหลานหรอครับ # ขอเสนอหมอวิน

 

หรือจะเรียกพี่สะใภ้ก็ได้ # ขอเสนอเมเม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 32 บุกบ้านหมอ

           

            ฉันพยายามแล้ว เถียงแล้ว อธิบายเหตุผลก็แล้ว แม้แต่โวยวายไม่ให้กอดแล้วด้วย แต่สุดท้ายฉันก็ต้องหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าตัวเองเข้ามาในบ้าน เอ่อ เรียกบ้านมันเล็กไป คฤหาสน์หลังงามของเขาดีกว่า

            “แม่อยู่ไหน?” คุณหมอวินถามสาวใช้ที่รีบออกมาต้อนรับคุณชายของบ้าน

            “ห้องเอนหลังค่ะ” คุณพระ จะเอนหลังต้องมีห้องด้วยหรอ อยากนอนตรงไหนก็นอนได้มั้ยหล่ะ

            “ไปเรียนท่านทีว่าผมพาคุณเมมาแล้ว” สาวใช้คนนั้นก้มหัวให้แล้วเดินจากไป สวนกลับสาวใช้อีกสองคนที่แต่งตัวและรัดผมเหมือนกันไม่มีผิด แบบฟอร์มที่นี่เข้มงวดอย่างกับโรงเรียนประจำ

            “คุณหนูไปรอที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวให้เด็กยกของว่างไปให้” คนนี้ดูมีอายุและท่าทางที่มีอำนาจขึ้นมาเล็กน้อย น่าจะเป็นหัวหน้าแม่บ้าน

            “นมครับ นี่คุณเมแฟนผม แล้วนี่ก็นมน้อมเป็นแม่นมผมเองครับ” ฉันยกมือไหว้ผู้สูงวัยด้วยความเคารพ ไม่น่าไปคิดว่าเขาเป็นหัวหน้าแม่บ้านเลย

            “ตัวจริงสวยกว่าในทีวีอีกนะคะ” ใครๆก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ

            “ไม่ร้ายแบบในละครด้วยค่ะ” รีบออกตัวไว้เลย แต่ความหมายจริงๆคือ..ไม่ร้ายโง่ๆแบบนั้นแน่ค่ะ

            “ไม่เคยเห็นคุณหนูพาสาวเข้าบ้าน พอพามาทีก็เล่นเอาแตกตื่นกันทั้งตระกูล”

            “ยังไงหรอคะ?”

            “ก็คุณหนูเล่นบอกว่าจะพามาอยู่ด้วยสิคะ”

            “เมรู้ค่ะว่ามันดูไม่งาม แต่เมมีความจำเป็นจริงๆ”

            “ผมบอกทุกคนแล้ว ไม่เป็นไรหรอกครับ ไปนั่งรอแม่กันดีกว่า” คุณหมอวินโอบฉันให้เดินไปด้วยกัน แค่นี้ก็เกร็งและอายสายตาบ่าวไพร่จะตายแล้ว ทำไมที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงเรียนประจำหญิงล้วนเลย ทำอะไรก็กลัวจะโดนครูผู้ปกครองฟาดก้น

            “คุณเมเม่คะ ลูกชุบกับหม้อแกงค่ะ รับประทานเป็นมั้ยคะ?” สาวใช้ยกของว่างมาให้ ฉันหันมามองหน้าคุณหมอวิน เข้าใจแล้วว่าทำไมต้องหนีออกไปอยู่คอนโด

            “เป็นค่ะ เมชอบขนมไทยมากค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันแทบจะยกมือไหว้สาวใช้รุ่นน้อง

            “ผมป้อนดีกว่า” ในขณะที่ทุกคนเหมือนอยู่ในวัง คงมีคนเดียวเท่านั้นที่ขยันทำประเจิดประเจ้อและนอกกรอบสุดขั้ว

            “อ้าปากสิครับ หรืออยากให้ป้อนด้วยปาก” เป็นเด็กต่อต้านไม่น่ารักเลย ฉันแอบดุเขาทางสายตาแต่ก็ไม่ได้ผล ซึ่งคงมีคนอื่นพยายามลองมาก่อนฉันแล้วแน่ๆ และผลลัพธ์ก็เหมือนกัน

            “วิน ที่นี่บ้านนะ แล้วสาวใช้ก็ยืนมองอยู่” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามาในห้องเสียอีก ฉันยกมือไหว้คุณหญิงกรรณิการ์และก้มหน้ามองพื้นรอชะตากรรม

            “ถ้าแม่อยากให้ผมกลับมาอยู่ด้วยถาวรก็ต้องเห็นแบบนี้ทุกวันอยู่แล้ว ทำใจยอมรับและฝึกให้ชินไม่ดีกว่าหรอครับ” ฉันแอบตีแขนคุณหมอวินเบาๆ พูดอะไรแบบนี้กับมารดาได้ยังไง

            “ตอนเป็นข่าวเกย์ก็ว่าปวดหัวแล้ว พอมาตอนนี้ปวดหัวกว่าเดิมอีก”

            “นมครับหยิบยาแก้ปวดให้แม่ผมทีสิครับ” สาบานมาค่ะว่าไม่รู้ว่าท่านประชด

            “แม่ชักไม่อยากให้ลูกกลับมาอยู่ด้วยแล้ว”

            “แม่ไม่อยากอุ้มหลานหรอครับ เด็กตัวเล็กๆน่ารักน่าชัง พอโตหน่อยก็จะวิ่งเล่นในบ้านเรา เรียกแม่ว่าย่าครับ ย่าคะ” พูดซะเห็นภาพเลย ไม่แค่ฉันคนเดียวด้วย ทั้งคุณหญิงและคุณนมต่างอมยิ้มมุมปากเหมือนถูกใจด้วย

            “นมอยากเลี้ยงคุณหนูน้อยไวๆจังเลยค่ะ คุณหญิงคิดเหมือนอิชั้นใช่มั้ยคะ?”

            “จ้ะ” คุณหญิงยอมรับจนได้

            “คุณเมพร้อมยังครับ?” คุณหมอวินหันมาถามฉันที่ยังตั้งสติไม่ได้

            “พร้อมอะไรคะ?” เมรินงง

            “อ้าว ปล่อยให้คนแก่คอยนานๆไม่ดีนะครับ เราต้องเร่งมือผลิตหลานให้พวกท่านแล้ว” เอ่อ คุณหมอวินพูดหน้าตาเฉย แล้วคนฟังคนอื่นก็อีก ไม่ปฏิเสธหรือเถียงกันหน่อยหรอคะ

            “จะบ้าหรือไงคะ ผลิตอะไรหล่ะ” ปฏิเสธเองก็ได้

            “คุณหนูกับคุณเมต้องมีหลายๆคนหน่อยนะคะ เดี๋ยวแย่งกันเลี้ยงอีก” คุณนมคะ อย่าให้ท้ายกันสิคะ ต้องเลี้ยงกันแบบตามใจมาใช่มั้ยคะ คุณหมอวินถึงเป็นแบบนี้เนี่ย

            “นมครับ ผมจะจัดให้ตามคำขอเลยครับ” ฉันย้ายออกวันนี้ทันมั้ย ไม่อยากอยู่แล้ว

 

            ฉันเอาของไปเก็บห้องคุณหมอวิน ไม่ผิดหรอก ฉันโดนทุกคนกึ่งบังคับให้อยู่ร่วมห้องกับเขา แม้แต่คุณหญิงกรรณิการ์ที่ควรจะเกลียดฉันที่สุดยังไม่แย้งลูกชายตัวเองสักคำ เชอะ คอยดูเถอะ จะมีหลานให้เลี้ยงกันไม่ไหวเลย ล้อเล่นกับตัวเองเฉยๆ ห้ามให้คุณหมอวินรู้เด็ดขาด รายนั้นปฏิบัติจริงแน่นอน

            “พี่วินขา อยู่ในห้องมั้ยคะ?” ระหว่างเก็บของฉันก็ได้ยินเสียงมารผจญ ยัยน้องนอกไส้มาหาแฟนฉันอีกแล้ว ต้องให้จัดการอีกแล้วใช่มั้ย

            “ไม่อยู่จ้ะคุณน้อง” ฉันเปิดประตูห้องรับแขกไม่อยากเชิญนั้น

            “ใครให้เข้ามาอยู่ในห้องพี่วิน” ยัยกุหลาบตกใจที่เห็นฉัน

            “ถามตัวเองหรือเปล่าจ๊ะ นั่นสิ พี่ก็สงสัยอยู่เหมือนกัน”

            “แล้วพี่วินไปไหน?” ยัยนั่นพยายามชะเง้อหาผู้ชายของคนอื่นจนคอจะยาวเป็นยีราฟอยู่แล้ว สงสารยีราฟเนอะที่ต้องมาโดนเปรียบเทียบ

            “นี่บ้านของหมอวิน และพี่เป็นแฟนไม่ใช่ผู้คุมขังที่จะมัดหมอวินไว้ติดตัวตลอดนะคะ หมอวินก็มีสิทธิ์จะเดินไปไหนในบ้านตัวเองตามใจชอบมั้ยคะ จริงๆพี่ว่าหมอวินเขาต้องอยากหลบหน้าใครบางคนแน่เลยก็เลยไปซ่อนตัวอยู่” ฉันทำเป็นกระซิบกระซาบในประโยคหลัง

            “ใคร พี่วินต้องหลบใคร?” โถ จบถึงเมืองนอกเมืองนายังโง่อยู่เลย เสียดายค่าเทอม

            “ใครหล่ะ คิดซิ พี่เนี่ยไม่ใช่แน่ เพราะเขาเป็นคนพาเข้ามา คนในบ้านก็ไม่ใช่อีก เพราะเมื่อกี้ยังเห็นคุยกับทุกคน หัวเราะกันเสียงดังเลย มีใครนะที่เพิ่งมาถึง มาแล้วก็ไม่เจอ”

            “นี่แก.. ว่าฉันหรอ?” พอฉลาดก็หยาบคายเลย ไม่น่ารักอีกแล้ว

            “คุณพี่ค่ะหรือจะเรียกพี่สะใภ้ก็ได้ ไม่ใช้คำหยาบคายนะ ที่นี่เป็นบ้านผู้ดี และคุณน้องก็ถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี อย่าเอานิสัยตอนเกิดมาใช้ค่ะ”

            “แก คอยดูเถอะ ฉันไม่มีวันยอมให้แกสมหวังกับพี่วินแน่” ยัยกุหลาบค้างปีอาฆาตเคียดแค้นฉันก่อนจะเดินจากไป ฉันต้องกลัวหล่อนมั้ย?

            “บอกช้าไปนะคะ คุณพี่สมหวังมาจะสามเดือนแล้วค่ะ” นี่ไงคำตอบ อารมณ์ดีจังเลยเก็บของต่อดีกว่า

 

            ไม่มีอาหารเย็นมื้อไหนอึดอัดเท่าค่ำนี้อีกแล้ว คุณหญิงกรรณิการ์นั่งอยู่หัวโต๊ะ ด้านหนึ่งเป็นคุณหมอวินและฉัน ส่วนอีกฝั่งเป็นยัยกุหลาบค้างปีที่พูดไม่หยุดหย่อน

            “คุณป้าคะ รับประทานเยอะๆนะคะ ช่วงนี้ดูซูบลงสงสัยจะเครียดแน่เลย” เจ้าหล่อนตักกับข้าวหลากหลายใส่จานของคุณหญิง แต่ก็ไม่เห็นท่านจะกิน

            “พี่วินชอบแกงจืดใช่มั้ยคะ โรสตักให้นะคะ เราควรจะทานอะไรที่สบายท้อง พวกที่เผ็ดร้อนและแรงไปไม่เหมาะกับคนอย่างเราๆหรอกค่ะ” เผ็ดร้อนแล้วไง ถึงใจเขาแล้วกัน

            “ไม่เป็นไรโรสพี่ตักเองถึง” คุณหมอวินปฏิเสธยัยนั่น แต่ก็ยอมตักแกงจืดมาลองชิม แถมยังตักให้ฉันอีกด้วย

            “คุณเมลองผัดผักรวมมั้ยครับ? ผักเราปลอดสารพิษแน่นอน เพราะนมน้อมของผมปลูกเอง”

            “ขอบคุณค่ะ ดีจังเลยนะคะ เพราะสมัยนี้อะไรก็ไว้ใจไม่ได้ แม้แต่ผักที่ดูไร้ราคาแต่จริงๆแล้วอาจจะเคลือบยาพิษไว้ก็ได้ หมอต้องเตือนคุณนมดีๆนะคะว่าเวลาจะปลูกผักหรือจะเลี้ยงอะไรต้องดูดีๆก่อน บางอย่างโตมาแล้วก็ไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด เปลืองเปล่าๆ” ฉันยิ้มหวานให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม ตาใสซื่อไม่มีอะไรแอบแฝง

            “พี่เมเม่หมายถึงผักใช่มั้ยคะ?”

            “ค่ะ คุณน้องเข้าใจยังไงก็แบบนั้นแหละค่ะ” ถ้าหล่อนเข้าใจว่าฉันด่าก็แสดงว่าฉันด่าไง

            “กินต้มยำดีกว่าครับ คุณเมน่าจะชอบรสชาติ” คุณหมอวินพยายามห้ามทัพด้วยการตักนั่นตักนี่เอาใจฉัน

            “พี่วินตักให้คุณป้าบ้างสิคะ อย่าเอาใจแต่แฟนตัวเองคนเดียว” อิจฉาก็บอกมาเถอะ

            “ไม่ต้องหรอก ตักมาเยอะแยะผสมกันจนไม่รู้รสแล้ว” ถึงว่าหล่ะ คุณหญิงไม่แตะส่วนที่ยัยนั่นตักให้เลย

            “ขอโทษค่ะคุณป้า” หน้าสลดลงได้บ้างเล็กน้อย

            “แล้วนี่เมื่อไหร่จะกลับไปเรียนต่อให้จบ หยุดมานานๆไม่ลืมหมดหรือไง” ข้อมูลใหม่ นี่หล่อนยัยเรียนไม่จบแล้วกลับมาทำไม เงินทองก็ไม่น่าขาดมือนะ

            “โรสกำลังคิดว่าจะย้ายกลับมาเรียนที่ไทยเลยค่ะ ไม่อยากห่างบ้านอีกแล้ว” สายตาหล่อนไม่ได้มองบ้านนะ แน่ใจหรอว่าหวงบ้านไม่ใช่หวงพี่ชาย

            “อีกแค่เทอมเดียวจะกลับมาต่อที่นี่ทำไมให้วุ่นวาย”

            “โรสอยากกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว คุณป้าอนุญาตโรสเถอะนะคะ”

            “ไปตกลงกับแม่เธอเองแล้วกัน” คุณหญิงเลิกใส่ใจหล่อน แล้วหันมาหาฉันแทน

            “เธอต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหนหล่ะ?” ค่อยไล่กันทีหลังไม่ได้หรอคะ ต่อหน้ายัยกุหลาบเน่านี่ฉันไม่อยากแพ้

            “จนกว่าเรื่องที่ผมบอกแม่ไปจะจบแหละครับ” คุณหมอวินคงไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องของฉันนัก ซึ่งก็ดีแล้ว ถ้าเป็นข่าวขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่

            “ถ้านานไปจะเกิดข่าวไม่ดีขึ้น แม่ไม่อยากเป็นข่าวเสียหาย” ก็จริงอย่างที่ท่านว่า หอบผ้ามาอยู่บ้านผู้ชายนี่คงไม่ใช่ข่าวในแง่บวกหรอก

            “ใช่ค่ะคุณหญิงป้า ถ้านักข่าวรู้เข้าครอบครัวเราจะเสียหายนะคะ พี่วินไม่น่าพาพี่เมเม่มาอยู่ด้วยเลย ให้กลับไปอยู่คอนโดตัวเองเหมือนเดิมดีกว่า” ฉันจ้องหน้าคนตรงข้ามนิ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

            “ถ้าแม่กลัวข่าว ผมพาคุณเมไปอยู่ที่อื่นก็ได้ครับ” ฉันตามคุณหมอวินอยู่แล้ว เขาอยู่ไหนฉันก็อยู่นั่น

            “ไม่ได้บอกว่าให้ไปอยู่ที่อื่น”

            “แล้วแม่หมายถึงอะไรครับ?” นั่นสิ ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้

            “อยู่นี่ด้วยกันก็ตบแต่งให้เป็นเรื่องเป็นราว ใครจะได้ครหาไม่ได้ แล้วอีกอย่าง..แม่อยากรีบอุ้มหลานด้วยแล้ว” เอ๊ะ!! ฉันหูแว่วหรือฝันไป แต่จากที่หยิกตัวเองดูแล้วก็เจ็บนี่นา

            “แม่จะให้ผมแต่งงานกับคุณเมหรอครับ?” ฉันไม่ได้หูแว่วคนเดียวสินะ

            “ใช่สิ หรือวินไม่อยากแต่ง” นั่นสิ คุณหมอวินไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย เขาคงไม่อยากแต่งกับฉันหรอก แล้วเราก็เพิ่งจะคบกันเองด้วย

            “ไม่แต่งกับแม่ของลูกจะให้ไปแต่งกับใครหล่ะครับ” คุณหมอวินเกาหัวน้อยๆ พอฉันหันไปมอง โอ้ พ่อคุณ หน้าแดงอย่างกับตากแดดร้อนๆมาทั้งวัน หูก็แดง คอก็แดงอีก จะเขินอะไรนักหนา ฉันเป็นผู้หญิงยังไม่เขินเท่าไหร่เลย(มั้ง)

            “แต่คุณป้าคะ จะยอมให้พี่วินแต่งงานกับดาราที่มีแต่ข่าวฉาวจริงๆหรอคะ หัวนอนปลายเท้าก็ไม่มี ไม่เห็นคู่ควรกับพี่วินเลยสักนิด” แล้วเธอคู่ควรหรือไง ก็เด็กกำพร้าเหมือนกันแหละ

            “พี่ไม่เคยมองคนที่ภายนอกและชาติตระกูล บางคนถูกเลี้ยงมาอย่างดีก็ยังไม่เห็นจะเป็นคนดีเลย” ผู้ชายปกป้องค่ะ พ่อของลูกช่างประเสริฐอะไรเยี่ยงนี้

            “ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ แม่ให้วินเป็นคนตัดสินใจเลือกเมียเอง” คุณหญิงกรรณิการ์ก็เห็นชอบ ไม่ใช่สิ ท่านเป็นคนต้นคิดเรื่องแต่งงานเลยต่างหาก ยัยกุหลาบหัวเน่าได้แต่มองคนนั้นคนนี้อย่างกระฟัดกระเฟียด

            “คุณเมหล่ะครับ อยากแต่งงานกับผมมั้ย?” ถึงคราวฉันต้องตอบแล้วหรอ อะไรกัน ขอแต่งงานมันต้องโรแมนติกมั้ยหล่ะ ไม่ใช่สภาพกดดันต่อหน้าว่าที่แม่สามีและเด็กขี้อิจฉาที่จ้องตาแทบถลนนั่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอบยังไงดี โอ๊ย คิดไม่ออก สมมติว่าหมอวินกำลังขอแต่งงาน

งานมโนเลยค่ะ ตอบรับเลยดี หรือควรเล่นตัวพองาม..

 

 

แอบมาหวานระหว่างจับคนร้าย

 

 

ความคิดเห็น