MintK

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 11 : : ทางเลือกทั้ง3

ชื่อตอน : Chapter 11 : : ทางเลือกทั้ง3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2559 08:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 11 : : ทางเลือกทั้ง3
แบบอักษร

 

Chapter 11 : : ทางเลือกทั้ง3

 

 

 

 

“พี่เมฆ”

 

ผมเอ่ยเสียงแผ่วนัยตายังคงเบิกกว้างและจ้องมองสบตากับบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักตรงหน้า แววตาของพี่เมฆส่งต่อความรักมาให้ผมเหมือนช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุอยู่แว๊บหนึ่ง เน้นนะครับว่าแว๊บเดียวเท่านั้นแล้วเค้าก็หลบหน้าก้มลงหลับตาเหมือนจะมีอาการผิดปกติอะไรขึ้นมาสักอย่าง

 

“พี่เมฆ?”

 

“พี่...ปวดหัว”

 

“ไหวไหมเมฆ ไปหาหมอไหม?”

 

พี่น้ำที่นั่งอยู่ข้างๆประคองผู้เป็นน้องชายให้เอนหลังพิงเบาะดีๆพี่เมฆไม่ตอบโต้อะไรตอบกลับมาผมจึงหันไปมองหน้าพี่น้ำเป็นอันรู้กันว่าพาไปโรงพยาบาลจะดีที่สุด

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผม พี่เมฆ พี่น้ำและพี่เหมียวก็มาถึงโรงพยาบาลกันแล้วครับและพี่เมฆก็เข้าห้องตรวจไปแล้วด้วย

 

“ตาหมู”

 

พี่เหมียวนั่งลงข้างๆผมก่อนจะเอ่ยเรียก พี่น้ำไม่อยู่แต่ผมได้ยินเสียงโทรศัพท์เค้าดังก่อนหน้านี้คงจะออกไปคุยไม่ไกลนี่แหละมั่ง

 

“ครับ?”

 

“แกคิดว่าความจำตาเมฆจะกลับมารึยัง?”

 

ผมส่ายหัว

 

“ไม่รู้สิ”

 

“เอ๊า เมื่อกี้ยังบอกรักแกอยู่เลย อย่างนี้ก็ต้องกลับมาแล้วดิ”

 

“แต่ผมก็ไม่มั่นใจอยู่ดี”

 

“ทำไมถึงคิดงั้น?”

 

“แววตา...วูบหนึ่งแววตาพี่เมฆกลับมาเป็นเหมือนเดิมจริงแต่มันก็แค่วูบเดียวอะ หลังจากนั้นก็...”

 

ผมลากเสียงพร้อมกับหันไปมองที่ประตูห้องตรวจ

 

“นั้นแสดงว่าเป็นลางดีแล้วไง แสดงว่าจิตใต้สำนึกกำลังจะกลับมา แววตาถึงได้ออกมาก่อน”

 

“ถ้าเป็นอย่างที่พี่พูดก็ดีสิ”

 

เวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมงหมอก็ออกมาจากห้องตรวจแต่กลับไม่มีพี่เมฆตามมา ผมกับพี่เหมียวลุกขึ้นแทบจะทันทีแต่พี่น้ำเป็นฝ่ายเปิดปากถามก่อน

 

“น้องผมเป็นไงบ้างครับอาจารย์หมอ?”

 

“แค่กดดันตัวเองเกินไป ประสาทจึงตึกเครียดจนเกิดผลข้างเคียง แต่ไม่เป็นไรแล้วแหละ หมอจะเพิ่มยาระงับอาการปวดไปให้อีกเผื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ให้กินได้เลย แต่ถ้าไม่เกิดก็ไม่ต้องกินนะ มันเป็นยาสำหรับกรณีฉุกเฉินเท่านั้น”

 

“แล้วความทรงจำ”

 

“ดูท่าจะยังนะ”

 

ทุกคนเงียบกริบในขณะที่ผมใจกระตุกวูบ มือเท้าชาไปชั่วขณะ ถึงจะพอรับรู้และเผื่อใจไว้บ้างแล้วแต่ก็ยังคงรับไม่ได้เมื่อมาได้ยินจากหูรู้เห็นกับตาเข้าจริงๆ พี่เหมียวเอื้อมมือมาโอบไหล่แล้วบีบเบาๆเพื่อให้ผมตั้งสติผมเลยหันไปยิ้มอ่อนให้ผู้เป็นพี่สาว

 

“แล้วตอนนี้น้องผม...”

 

“หลับอยู่นะ หมอฉีดยาให้เลยหลับไปไม่เกินชั่วโมงเดี๋ยวก็ตื่น”

 

“งั้น ขอบคุณมากครับอาจารย์หมอ”

 

“ไม่เป็นไร ยังไงก็น้องชายหมอน้ำทั้งคนนี่นะ”

 

“ครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ”

 

พี่น้ำหันมาเรียกผมกับพี่เหมียวเข้าไปหาพี่เมฆในห้องพวกเราก็เดินตามไปจนเจอพยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์อยู่ พี่เมฆยังคงหลับตาพริ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่เคยปวดหัวไม่เคยความจำเสื่อม

 

“ตาหมู”

 

พี่เหมียวเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว จากที่โอบไหล่ผมอยู่กลับกลายเป็นยื่นมือมากุมมือทั้งสองข้างของผมไว้แล้วดึงให้หันไปหา ผมเงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นพี่สาวเพียงคนเดียวก่อนจะโผเข้าไปกอด กอดแบบกอดเฉยๆแน่นๆ พี่เหมียวกอดตอบมือก็ลูบหัวปลอบไปด้วย ผมอึดอัดนะครับไม่รู้อารมณ์อะไรบ้างมันจุกอยู่ที่อก เสียใจ เศร้า ผิดหวัง มันแน่นจนผมอยากร้องไห้แต่น้ำตากลับไม่ไหลอกมา

 

“เวลามีปัญหา มันมีทางให้เราเลือกแค่ 3 ทาง คือเราจะหนีมันไป จะสู้กับมัน หรือจะอยู่ร่วมกับมันให้ได้ แกลองคิดดีๆนะตาหมู ว่าแกจะเลือกทางไหน แต่ไม่ว่าแกจะเลือกทางไหน ฉันก็ยังอยู่ข้างแกเสมอ เข้มแข็งเข้าไว้ละ”

 

เท่านั้นแหละครับ บ่อน้ำตาที่อัดอั้นมานานก็แตกไหลทะลักลงอาบแก้มทั้งที เสียงสะอื้นดังขึ้นเบาๆพร้อมกับคำขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ขอบคุณทุกคนที่ยังคงเป็นกำลังใจให้ผม

 

ขอบคุณจริงๆ

 

 

 

 

 

 

ความร้อนของแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้องนอนจนผมต้องปรับสายตานิดหน่อยเมื่อลืมตาขึ้นมาจากการหลับไหล แดดแรงขนาดนี้นี่มันกี่โมงแล้วหว่า แต่ก็นะ วันนี้เป็นวันหยุด จะนอนพักยันเที่ยงเลยก็ได้

 

“เด็กขี้เซา ตื่นได้แล้ว”

 

เสียงทุ้มของคนคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสียงดังเอี้ยดของบานประตูด้านหน้า ผมได้ยินและตื่นแล้วแต่ยังคงหลับตาพริ้มแกล้งหลับสนิทจนคนตัวโตเดินเข้ามาประชิดที่ขอบเตียง ใบหน้าหล่อคมก้มลงมามองใกล้ๆพลางหลี่ตาสังเกตุอาการผิดแปลกก่อนจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

 

“ไม่ยอมตื่นใช่ไหม งั้นคงต้อง...”

 

พุดลากเสียงอย่างน่าสงสัยผมเลยลองลืมตาขึ้นนิดหน่อยเพื่อมองดูสถานการณ์แต่ยังไม่ทันได้คำตอบอะไรตัวผมก็ลอยหวืดขึ้นทันที

 

“เฮ้ย! พี่เมฆจะทำอะไรนะ ปล่อยผมลงนะ”

 

“หึ ตื่นแล้วหรอกเหรอ งั้นไปอาบน้ำเลยแล้วกัน”

 

“ผมไปอาบเองได้ ปล่อยๆๆๆ”

 

พี่เมฆหัวเราะลั่นก่อนจะว่างผมลงบนเตียงเหมือนเดิม คนๆนี้เค้าขี้แกล้งเป็นปกติครับ คือตั้งแต่ไปหาหมอรอบล่างสุดนี่ก็ผ่านมาร่วมสามเดือนแล้ว ความสัมพันธ์เราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆทั้งๆที่ความทรงจำยังคงไม่กลับมานั้นแหละครับ ผมเองก็ยังไม่ละความพยายามที่จะให้พี่เมฆจำได้หรอกนะแต่ผมก็ไม่ได้จ่ำจี้จ่ำไชเพื่อที่จะให้เค้าจำได้เหมือนแต่ก่อน ผมเลือกทางเลือกตามที่พี่เหมียวเสนอมาแล้วครับ ผมเลือกที่จะอยู่กันมันให้ได้และค่อยๆแก้มันไปทีละนิดแทน ผลก็คือทุกคนแฮปปี้ ผมเครียดน้อยลง พี่เมฆไม่มีอาการปวดหัวเหมือนแต่ก่อนอีกเลยด้วย

 

“รีบอาบน้ำเลย วันนี้จะไปซื้อของไม่ใช่เหรอ?”

 

“ซื้อของ?”

 

“อัลไซเมอร์เหรอเรา ซื้อของขวัญให้ไอ้โอไง วันนี้วันเกิดมัน”

 

“อ้อ จริงด้วยสิ แต่ไปบ่ายไม่ได้เหรอ ผมอยากนอนต่ออะ”

 

“ไม่ได้ครับ ลุกเลย พี่อยากแวะไปที่ร้านด้วย”

 

ผมยู่ปากขัดใจจนพี่เมฆยิ้มขำยื่นมือมาดึงปากผมไปอีก

 

“เจ็บนะ”

 

“ทำปากน่าบีบเอง ลุกไปอาบน้ำ”

 

“รู้แล้วน่า พี่จะไปไหนก็ไปดิ”

 

“ไม่ละ จะยืนเฝ้าอยู่นี่แหละ อย่าคิดนะว่าพี่ไม่รู้ว่าถ้าพี่ออกไปเราก็จะล้มตัวลงนอนอีกรอบนะ”

 

“แสนรู้จริงๆ”

 

“น้องหมู!

 

ผมรีบลุกวิ่งเข้าห้องน้ำปิดประตูดังปัง!ทันที ถึงแม้จะไม่มีกลอนแต่พี่เมฆก็ไม่เคยเข้ามาระหว่างที่ผมยังอยู่ด้านในเลยสักครั้ง(ตั้งแต่ความจำเสื่อมอะนะ) เสียงหัวเราะดังแผ่วเบาอยู่ไม่นานก็หายไปพร้อมกับเสียงประตูห้องที่ปิดลง ถ้าให้เปรียบความสัมพันธ์ของผมกับพี่เมฆในตอนนี้ คงเหมือนกับการพึ่งคบกันเป็นแฟนนั้นแหละครับ ถึงจะไม่มีคำเอ่ยขอแต่ท่าทางการกระทำมันเริ่มส่อแววมากขึ้นจนถึงขั้นเริ่มหวงผมต่อหน้าคนอื่นแล้ว ผมก็ดีใจอะนะที่ความสัมพันธ์ของเราไม่จางหายไปตามความทรงจำที่หายไป

 

อ๊ะๆ อย่าพึ่งไปคิดถึงเรื่องบนเตียงนะครับ ปัจจุบันนี้ยังอยู่ในโหมดนอนกอดกันเฉยๆ อย่าพึ่งไปคิดลึกซึ้งละ

 

ผมใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นานก็ลงมายังชั้นล่าง พี่เมฆนั่งดูโทรทัศน์รอที่ห้องนั่งเล่น ในครัวไม่มีใครเพราะเลยเวลาอาหารเช้าไปพอสมควรแล้ว

 

“เสร็จแล้วเหรอ หิวไหม?”

 

“หิว”

 

“มากรึเปล่า ถ้าไม่มากเดี๋ยวพาไปกินที่ห้าง”

 

“ได้ แล้วจะกินอะไรอะ?”

 

“อยากกินปลาดิบ”

 

ผมไม่กิน

 

“โอเคครับ”

 

แต่ก็ยอม

 

คนตัวโตยิ้มกว้างเดินไปหยิบของจำเป็นที่โต๊ะใกล้ๆปิดทีวีแล้วเดินนำออกไปยังหน้าบ้าน ไอ้อ๊อดเอารถมาจอดไว้ให้อยู่แล้วเราเลยขึ้นรถและขับตรงไปยังห้างทันที การจราจรวันหยุดหนาแน่นตามปกติ กว่าจะหาที่จอดได้จากที่ไม่ค่อยหิวก็กลายมาเป็นหิวโคตรๆในบันดล

 

“เอาร้านนี่แหละ ผมหิวแล้ว”

 

ผมชี้ไปที่ร้านตรงหน้าทันทีที่เข้าห้างมาและเจอร้านอาหาร พี่เมฆส่ายหน้าแล้วจูงมือผมไปยังอีกทาง ก็อยากจะซึ้งอะนะที่มาจับมือเดินจูงกันต่อหน้าสาธารณะชนขนาดนี้แต่เวลานี้ความหิวมันบดบังทุกสรรพสิ่งไปแล้วครับ

 

“จะไปไหนอ่า หิวววววว”

 

“ตามมาเถอะน่า”

 

“ก็มันหิวนี่ ไม่มีแรงเดินแล้วด้วย”

 

“หรือจะให้พี่อุ้ม?”

 

“หยุดเลย”

 

“หึหึ”

 

เถียงกันมาตลอดทางจนกระทั้งมาหยุดอยู่ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง ร้านนี้ผมรู้จักครับเพราะอาหารอร่อยบรรยากาศดีพนักงานบริการเยี่ยมแถมยังดังมากอีกด้วย เอ๊ะ รู้สึกว่าเจ้าของจะยังอายุน้อยอยู่เลยนะ พนักงานออกมาต้อนรับเราตั้งแต่หน้าประตูจนพาเข้าไปนั่งสั่งอาหารเสร็จสรรพแล้วจึงแยกตัวออกไปทำหน้าที่อื่นต่อ

 

ผมฟุบหน้าลงกับแขนที่ค่ำอยู่บนโต๊ะ อาการหิวจนหน้ามืดตาลายมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

 

“หิวมากเหรอ?”

 

“ใช่ดิ”

 

“ใครบอกให้ตื่นสายเองละ”

 

พูดพลางยิ้มกริ่มส่งสายตาไอด๊อนแคร์จนผมหมั่นไส้ เข้าใจความหมายของคำว่าเหมือนเป็นคนละคนทั้งๆที่เป็นคนเดียวกันก็คราวนี้แหละครับ พี่เมฆเปลี่ยนไปอยู่บ้างอย่างเช่นไม่ค่อยตามใจผมเหมือนเมื่อก่อน ดุด่ามากขึ้นแต่ก็เหมือนสอนอยู่กลายๆ อย่างเมื่อวานผมอยากกินสาลี่แต่ที่บ้านมีแต่แอปเปิ้ลกะฝรั่งผมเลยจะออกไปซื้อแต่พี่เมฆก็ดุมาซะงั้นว่ามีอะไรกินก็กินไปก่อนพอซื้อมากินแต่อันที่ซื้อพวกที่เหลือไม่สนใจก็เน่าทิ้งอีก อื้อหือ กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปในทันที

 

“ว่าตลอด”

 

“ก็เราไม่รู้จักโต”

 

“อายุจะเข้าเลยสามอยู่ละยังกล้าว่าไม่โตอีก”

 

“นั้นแหละยิ่งต้องดุจะได้โต”

 

“โว๊ะ ไม่พูดด้วยละ”

 

“เอา งั้นพี่ก็เหงาแย่ดิ”

 

“เหงาไปเลย เหงาตายไปเลย”

 

“พี่ตายน้องหมูก็ต้องอยู่คนเดียวน๊า?”

 

“ไม่เป็นไร ผมอยู่ได้”

 

“จริง?”

 

“............”

 

“หึหึ”

 

ให้ตายสิ ไม่ว่ายังไงผมก็เอาชนะผู้ชายคนนี้ไม่ได้สักทีสิน่า

 

สักพักอาหารที่สั่งก็ทยอยมาเสิร์ฟแต่ผมนี่จวกตั้งแต่จานแรกแล้วครับ พี่เมฆคงกินข้าวเช้ามาแล้วมั่งเลยไม่ค่อยกินเท่าไหร่ส่วนมากมีแค่คีบมาให้ผมทั้งนั้นผมก็งับกินอย่างไม่ขัดศรัทธาพี่ท่านเลยครับ กินกันไปจนอิ่มเราก็เช็คบิลออกจากร้านมุ่งตรงไปยังชั้นช็อปปิ้งที่คาดการว่าจะซื้อเลย ที่ผมคาดการไว้คือเสื้อเชิ้ตยี่ห้องหนึ่งครับ ยี่ห้อนี้ผ้าเค้าดีทรงสวยเนี้ยบมากเหมาะสมกับราคาที่แพงเอาโล่ จริงๆผมก็ใช้ยี่ห้องนี่อยู่นะ พี่เมฆเองก็ด้วย คุณภาพมีคนรับประกันถึงสองคนแล้วจะซื้อไปให้เพื่อนๆเค้ารับรองไม่มีเสียหน้าอะ

 

ผมเดินเข้าร้านไปเลือกไซต์เลือกสีจนได้เสื้อเชิตสีดำกับไทสีชมพู ผมว่าพี่โอออกแนวเจ้าสำอางเพราะงั้นสีนี้เหมาะแถมยังดูเจ้าชู้กะล่อนสมตัวเค้าอีกด้วย จุ๊ๆ อย่าไปบอกเจ้าตัวเค้านะครับ เราจ่ายเงินแล้วรอพนักงานห่อใส่กล่องผู้ริบบิ้นให้ไม่นานก็เสร็จ

 

“จะไปไหนต่อรึเปล่าเรา?”

 

ถามอย่างเดียวไม่พอ ยังมีการยกมือขึ้นมายีหัวผมจนฟูไปแล้วมั่ง

 

“ปล่อยเลย ผมเสียทรงหมด”

 

“เหมือนเดิมนะ”

 

“หล่อเหมือนเดิมอะดิ”

 

“บ๊องเหมือนเดิม”

 

“พี่เมฆ!

 

“ฮ่าๆๆๆๆ”

 

นั้นแหละครับ ไม่ว่าจะยังไงความกวนนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน ผมแยกเขี้ยวใส่คนตัวโตไปได้ไม่นานก็เมฆก็ดึงลากไปที่ร้านหนังสือต่อ เราแยกย้ายกันไปดูหนังสือตามความสนใจของตัวเอง

 

Rrrrrrrr

 

เสียงโทรศัพท์ในเป้ของผมดังขึ้นแต่ไม่ใช่เครื่องของผมนะครับ เป็นเครื่องของพี่เมฆที่ฝากไว้กับผมตั้งแต่ตอนกินข้าวนู้นแหละ ผมมองหาเจ้าของโทรศัพท์แต่ก็ไม่เจอพอมองดูชื่อที่โชว์เห็นเป็นพี่โอเลยรับสายแทนไปซะ

 

“ครับ”

 

/อ้าว ลูกหมูเหรอ ไอ้เมฆอะ?/

 

“หายไปไหนก็ไม่รู้ครับ”

 

/อะไร ผัวตัวเองทั้งคนกลับทิ้งๆขว้างๆไปได้/

 

“ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกทิ้งนะ”

 

“ใครทิ้งใครเหรอ?”

 

ผมเกือบสะดุ้งเมื่อจู่ๆก็มีมือมาโอบรอบเอวแถมยังพูดเสียงแผ่วอยู่ข้างๆหู ผมหันควับไปมองด้านหลังจนแก้มไปชนเข้ากับจมูกของคนตัวโตที่ตั้งท่ารออยู่แล้ว พี่เมฆยิ้มกริ่มแล้วแย่งโทรศัพท์จากมือผมไปคุยต่อหน้าตาเฉยปล่อยให้ผมยืนอ้าปากค้างอยู่ที่เดิม ดีนะที่โซนนี้ไม่ค่อยมีคนแถมยังไม่มีใครเงยหน้าออกจากหนังสือมาสนใจเราสองคนด้วย

 

หยึ๋ยยยยยยย

 

มันน่านัก!

 

ผมเดินดูหนังสือต่อไปโดยที่มีพี่เมฆยืนคุยอยู่ข้างๆ ทั้งที่เมื่อกี้ยังแยกกันไปดูเหมือนจะไม่สนใจกันแต่ตอนนี้กลับเดินตามหลังอยู่ต่อยๆเลยนะครับ คิดแล้วก็อดขำไม่ได้

 

“พี่โอมีไรเหรอ?”

 

ผมถามเมื่อพี่เมฆวางสายแล้วยื่นโทรศัพท์มาให้ผมเก็บเหมือนเดิม

 

“กวนตีนไปเรื่อย”

 

“เหมือนพี่นะเหรอ?”

 

ไม่ตอบแต่ก้มลงมาจ้องหน้าดุๆเลยนะครับ แล้วคิดว่าผมจะกลัวไหมละ

 

“อ่า หนังสือเล่มนั้นหาตั้งนาน ผมไปดูตรงนั้นก่อนนะ”

 

ใครจะอยู่ให้โดนแกล้งอีกละครับ ปั๊ดโถ่!

 

“หึ”

 

พอออกมาจากร้านหนังสือเราก็เข้าไปที่ร้านกาแฟนั่งจิบกาแฟไปอ่านหนังสือที่ซื้อมาไปใครบางคนก็เช็คงานไปจนเที่ยงก็ไปหาข้าวกินจนอิ่มจึงพากันมุ่งหน้าสู่ร้านต่อ ไปถึงร้านวันนี้ไม่มีไอ้ตัวป่วนอย่างไอ้คิวออกมาต้อนรับแฮะ ผมเดินตามหลังพี่เมฆเข้าไปยังข้างในแต่พี่เมฆขอตัวไปดูที่โซนอู่ก่อนแล้วให้ผมขึ้นไปรอที่ห้องเลย ผมพยักหน้ารับถือถุงของขวัญขึ้นไปยังห้องกระจกชั้นบน เดินผ่านพนักงานแต่ละคนเค้าก็ทักกันว่าเข้ามาทำไม วันหยุดแท้ๆ อยากจะตอบมากว่าไปถามหัวหน้าใหญ่คุณดูสิ

 

ไปถึงห้องผมก็ทรุดตัวนั่งลงบนซฟาแรงๆแทบจะเอนตัวลงนอนไปแล้วด้วยซ้ำแต่กลับมาเสียงไลน์เด้งขึ้นมาซะก่อนผมเลยหยิบขั้นมาดู เป็นไลน์ของผมนะครับจากไอ้เด็กเลโอ

 

 

[เงียบไปเลยนะพี่หมู]

 

[งานยุ่ง มีอะไรรึเปล่า?]

 

[ผมได้เลื่อนตำแหน่งแล้วน๊า]

 

สติกเกอร์ยินดีด้วย

 

[ผมจะชวนพี่มาเลี้ยงฉลองกันอะ]

 

[วันนี้ไม่ว่าง มีนัดแล้ว]

 

[นัดกะแฟนนะเหรอ ยกเลิกนัดให้ผมสักวันก็ได้มั่ง ยังไงก็อยู่ด้วยกันอยู่แล้วอ่า]

 

 

ไอ้นี่ก็ช่างง่องแง่งไม่เปลี่ยนจริงๆ

 

 

[ป่าว งานวันเกิดเพื่อนเค้า]

 

[อ้อ งั้นผมเลื่อนนัดของผมแทนก็ได้ เป็นอาทิตย์หน้านะ ห้ามเบี้ยวด้วย]

 

[โอเคๆ]

 

[รับปากแล้วนะ]

 

[เออน่า]

 

สติกเกอร์ดีใจ

 

สติกเกอร์ขอบคุณ

 

 

 

ผมยิ้มกริ่มกำลังจะกดพิมพ์ต่อแต่โทรศัพท์กลับลอยหวืดขึ้นจากมือตรงหน้าไปยังคนบางคนที่ยืนตีหน้าเข้มอยู่ไม่ไกล

 

“นัด?”

 

“เห็นเป็นสวดมนต์ไหมละ”

 

“น้องหมู”

 

“อยู่กันแค่นี้ เรียกทำไมเหรอครับ”

 

“ยัง”

 

“หืม?”

 

“ยังไม่รู้ตัวอีก”

 

“รู้ตัวไรเหรอ?”

 

“รู้ตัวว่าน่าโดนลงโทษนะสิ มานี่เลย”

 

เชื่อไหมว่าผมโดดหนีคนตัวโตตรงหน้าที่กำลังจะกระโจนเข้ามาหาผมได้ทันแบบฉิวเฉียด พี่เมฆหัวเราะร่วนในขณะที่ผมเองก็ยิ้มแก้มปริ การลงโทษของพี่เมฆคือจักกะจี้ผมไงครับ ถ้าจับตัวไม่ได้ก็อย่าหวัง แต่ห้องเล็กๆแบบนี้มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผมหนีได้นานนักหรอก ผมเลยกะจะหนีออกจากห้องให้หมดเรื่องแต่แขนยาวของไอ้คนตัวโตกลับคว้าเอวผมไว้ได้ซะงั้น

 

“เง้อ~

 

“หึหึ ไม่รอดแล้วครับ”

 

“รอดดิ ถ้าพี่ปล่อยผมอะ”

 

“ให้ปล่อยง่ายๆได้ไง กว่าจะจับได้ลมแทบจับ”

 

“แค่นี้เหนื่อย แก่แล้วเหรอครับ”

 

“น่าจับฟาดก้นจริงๆเลยนะเรานี่”

 

ผมแลบลิ้นปริ้นตาจนพี่เมฆฉกหอมแก้มไปอีกฟอด เดี๋ยวนี้เหิมเกริมครับ นิดๆหน่อยๆก็หอม เมื่อหอมจนพอใจพี่ท่านแล้วเค้าก็ลากผมกลับไปยังโซฟาโดนที่ตัวเองนั่งลงก่อนแล้วเอาผมขึ้นไปนั่งตักซะงั้น

 

“หนักไหม?”

 

“ไม่หรอก ตัวแค่นี้จะเอาที่ไหนมาหนัก”

 

“พูดไป ผมน้ำหนักขึ้นตั้งสองโลเลยนะ”

 

“จิ๊บๆ”

 

“หึ”

 

“แล้วเมื่อกี้นัดกับใคร?”

 

“เลโอไง น้องที่ทำงานเก่านะครับ”

 

พี่เมฆพยักหน้ารับแล้วเอนตัวพิงเบาะหลับตาลงเหมือนจะเหนื่อยๆ

 

“เหนื่อยเหรอครับ?”

 

“ไม่หรอก แค่...คิดอะไรนิดหน่อย”

 

“อย่าคิดมากละ เดี๋ยวจะปวดหัวเอา”

 

“ห่วงพี่เหรอ?”

 

“ไม่ให้ห่วงก็จะไม่ห่วง”

 

“ได้ไง นี่สามีคุณนะครับ”

 

“แล้วจะถามทำไมละครับว่าห่วงไหม?”

 

“ก็อยากได้ยินให้ชื่นใจหน่อย ไม่ได้เหรอครับ?”

 

เจ้าเล่ห์จริงเชียว

 

“อืม”

 

“อะไรคืออืม?”

 

“ก็นั้นแหละ”

 

“หืม?”

 

“ห่วงไงครับ ผมห่วงคุณ โอเคยัง?”

 

“ยัง”

 

“อะไรอีกอะ?”

 

“ชื่อ”

 

“ชิ ได้คืบจะเอาศอก”

 

“.........”

 

ไม่ได้พูดอะไรแต่สายตางอลๆนั้นโคตรจะกดดันผมเลยนะ

 

“หมูห่วงพี่เมฆนะครับ”

 

ยิ้มแป้นเลยครับงานนี้

 

 

Tbc.....

รออะไรอยู่ ยิ้มสิคะยิ้ม ^_______^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น