Faddist/ปอฝอ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วันเกิดอาจารย์หมอ (100%)

ชื่อตอน : วันเกิดอาจารย์หมอ (100%)

คำค้น : วิศวะมีเกียร์น่ะเมียหมอ นิยายวายน่ารัก นิยายหวานๆ ฟิน มหา'ลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 136.1k

ความคิดเห็น : 322

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2559 00:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วันเกิดอาจารย์หมอ (100%)
แบบอักษร

 

 

 

 

 

TOSSARA 19

[Tossakan]

 

 

 

 

 

          งานวันเกิดอาจารย์แพทย์ฝีมือดีใน มหาลัย เป็นงานที่ได้รับความสนใจจากอาจารย์ทุกคณะ รวมทั้งนักศึกษาแพทย์ทุกชั้นปี ผมเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่สวมชุดสูททางการมาร่วมงาน ตามสไตล์อาจารย์หมอที่ชอบอะไรที่เป็นระเบียบ

          ผมยืนอยู่ส่วนหนึ่งของงานกับบีมและนะ ในมือพวกมันถือกล่องของขวัญไว้เช่นเดียวกันกับผม ผมมองไปรอบๆ งานเพื่อมองหาคนบางคนที่ผมนัดไว้

 

          “หาใครวะ หรือบริหารคอ” นะว่าแล้วมองตามผม

          “ตลกละตัวเล็ก มันมองหาแฟนมัน” ไอ้บีมเป็นคนตอบ ผมก็หันไปมองพวกมันงงๆ 

          ตัวเล็ก?

          นี่คือความรู้สึกของพี่บาร์ตอนที่อยากรู้เรื่องของคนอื่นใช่ไหม?

 

          แต่ผมต้องปัดความคิดนั้นไปก่อน แล้วมองไปรอบๆ งานอีกครั้ง เพื่อหาคนที่บอกว่าจะมาหลังจากทำโปรเจ็กต์เสร็จ งานน่าเบื่อแบบนี้ถ้ามีคนมาเป็นเพื่อนมันก็ดีใช่ไหมล่ะครับ

          ปกติถ้ายังไม่มีแฟน นะก็จะมาอยู่กับผม แต่ตอนนี้คนเขารู้ทั้งมหาลัยแล้วว่าผมกับนะมันไม่ใช่ แล้วบีมแม่งก็ติดนะมากขึ้น พวกมันก็ไปกันสองคน ผมนี่ก็กลายเป็นหมาหัวเน่าสิครับ

          “มองหาเพื่อนฉันเหรอจ้ะ” พี่ปุยฝ้ายในชุดสูทสีฟ้าอ่อนเดินเข้ามาทัก ในมือพี่เขาถือเครื่องดื่มมาด้วยและยื่นให้ผมแก้วหนึ่ง

          “ครับ ทำไมยังไม่มานะ” ผมตอบพี่ปุยฝ้าย แล้วบ่นกับตัวเองเบาๆ

          “กูจะตอบมึงได้ไหมล่ะ?” พี่โซ่ที่มาเป็นแพ็คคู่กับพี่ปุยฝ้ายตอบ

 

          บางทีผมก็แอบคิดว่าคู่นี้จะเป็นอะไรกัน พี่โซ่เป็นคนตัวสูงที่หล่อตามแบบฉบับหมอ ส่วนพี่ปุยฝ้ายก็ตัวเล็กหน้าพี่เขาจะว่าหล่อก็หล่อจะว่าสวยก็สวย ตอนตั้งชื่อแม่อาจจะยังไม่รู้จึงตั้งชื่อว่าเมฆา ถ้าเป็นผู้ชายก็คงจะหล่อสมชื่อ แต่พอพี่เขามาเปิดตัวอย่างงี้พี่เขาก็น่ารักแบบปุยฝ้ายนั่นแหล่ะ

          “จะมาเมื่อไหร่เนี่ย” ผมว่าเซ็งๆ

          “นั่นไงๆ น่ารักสัสอ่ะ” บีมว่าแล้วชี้ไปที่คนตัวบางคนนึงที่เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ชายตัวสูงในชุดสูทคนหนึ่ง

 

          พี่บาร์อยู่ในชุดสูทสีขาวทั้งชุด ผมที่เคยมีหน้าม้าปรกหน้าหน่อยๆ ถูกเซตขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ดวงหน้าที่ใครก็มองว่าหล่อถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์เล็กน้อย ปากสวยดูอวบอิ่มคงถูกแต้มด้วยลิปกลอสอย่างดี พี่เขาส่งยิ้มให้คนที่เดินมาด้วย พูดคุยกันเหมือนไม่ได้เจอกันมาเป็นชาติ นักศึกษาแพทย์และอาจารย์หลายคนมองไปที่พวกเขาที่เดินคู่กันเข้ามาในงาน

          เดี๋ยวก่อน….

          นั่นแฟนผม

 

 

          ผมขมวดคิ้วมองคนตัวสูงข้างพี่บาร์เล็กน้อย พยายามคิดว่าคนที่คุ้นหน้าคุ้นตานี่ใคร ก่อนที่คิ้วผมจะผูกกันเป็นโบว์พี่โซ่ก็ไขข้อข้องใจให้ผมก่อน

          “ไอ้พีม มึงมากับบาร์ได้ไงวะ” เสียงทุ้มของคนที่ยืนข้างพี่ปุยฝายถามขึ้น คนที่ถูกถามก็ยกยิ้มเล็กน้อย

          “บังเอิญเจอกันตอนเข้ามาน่ะ” รุ่นพี่ตอบ พี่พีม นักศึกษาแพทย์ปีสาม

          “ทำไมมองอย่างนั้น” พี่บาร์ว่าแล้วมองหน้าผม “กูดูไม่ดีใช่ไหม? พีมโกหกกูว่ะ ไหนบอกว่ากูดูดีแล้วไง” พี่เขาถามผมแล้วหันไปต่อว่าคนข้างๆ อ้อที่มาช้านี่เพราะเดินชมกันไปชมกันมาอยู่ใช่ไหม

          ทำไมคนแรกที่ได้เห็นพี่เขาในชุดนี้ไม่ใช่ผม

 

 

          ผมไม่เคยเห็นพี่เขาอยู่ในชุดสูทแบบนี้ มันดูน่ารักจนผมละสายตาไปไหนไม่ได้ ยิ่งสูทเป็นสีขาวพี่เขายิ่งเหมือนเทวดาตัวน้อยๆ ที่เดินมาโปรดมนุษย์โลภมากอย่างผม สวยจนอยากเก็บเอาไว้บ้านคนเดียว ไม่อยากให้ใครมองจริงๆ

          “น่ารัก” ผมก้มลงไปพูดเบาๆ กับพี่เขาแล้วส่งยิ้มไปให้ คนตัวตัวเล็กกว่าก็ยิ้มตอบกลับมาเขินๆ เหมือนกัน

          “กะกูเป็นผู้ชาย ต้องชมว่าหล่อสิ!” พี่เขาว่า

          “ไม่ชอบให้ชมว่าน่ารักเหรอ?” ผมก้มลงไปถามโดยไม่สนใจคนที่มองมา

          “ใครจะชอบเล่า” พี่เขาตอบ

          “ไม่ชอบแล้วทำไมหน้าแดง”

          “ก็ก็กูโกรธไง!” พี่เขาตอบกลับมาหน้าแดงกว่าเดิม ผมยิ้มขำๆ แล้วพยักหน้าให้ช้าๆ พี่เขาก็หน้าแดงไปอีก

          “มีความหยอด” นะที่อยู่ข้างๆ ผมว่า

          “ตอนเขายังไม่มานี่หูลู่หางตก พอเขามานี่หูกางหางตั้งเชียวนะเพื่อน” บีมว่า

          “กูเป็นคน” ผมตอบกลับไป

          “เป็นคนที่คอยาวมาก ยืนรอมึงนานม๊ากกกกอ่ะบาร์” พี่ปุยฝ้ายว่า

          “จริง กูยืนอยู่ฝั่งนู้นยังเห็นคอมันเลย” พี่โซ่เสริม

          “พวกมึงก็เว่อร์” พี่บาร์ก็ตอบกลับไปหน้าแดงๆ

          “จะเอาของขวัญไปให้อาจารย์ก็ยังรอ” นะพูดกับพี่บาร์

          “เพื่อนพี่สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอคะ” พี่ปุยฝ้ายถามผม

          “สำคัญสิครับ ก็นี่แฟนผม” ผมว่าแล้วจับมือข้างที่ว่างของพี่เขา เสียง อูยยยย จากเพื่อนในวงก็ดังขึ้น

          “เอ่อเราขอเอาของขวัญไปให้อาจารย์ก่อนนะ” พี่พีมว่าแล้วยิ้มน้อยๆ ให้พี่บาร์

          “อื้อ~ ขอบใจมากเลยนะ อุตส่าห์เดินเข้ามาเป็นเพื่อน ถ้าเดินเข้ามาคนเดียวกูต้องรู้สึกแปลกๆ แน่ๆ” พี่บาร์ตอบแล้วส่งยิ้มกลับไป

          “ไม่เป็นไรก็บาร์ไม่มีเพื่อนนิ่” พี่พีมว่าแล้วโบกมือไปมา

          “ไม่มีเพื่อนแต่มีแฟนนะครับ ทีหลังก็โทรหาแฟนสิ” ผมพูดขึ้นลอยๆ ไม่ได้จงใจจะว่าให้ใครโดยตรง พี่พีมมองมาที่ผมก่อนจะส่งยิ้มให้บางๆ

          “พี่ไม่ได้ชอบบาร์….พี่ชอบกัณฐ์” พี่พีมว่ายิ้มๆ แล้วมองสบตาผมตรงๆ

          “เหยด….

          “กูนึกว่าจะได้เห็นหมอหึง”

          “แม่งแฟนเขาก็ยืนอยู่ไอ้สัสพีม”

 

          ผมเหมือนถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ พูดอะไรไม่ออกสักคำ เพื่อนที่อยู่ข้างๆ ก็มองไปที่พี่พีมแล้วพูดนั่นนี่กันใหญ่ เป็นประโยคที่ผมไม่สามารถจับใจความได้และไม่คิดจะฟัง

 

          ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้สึกอะไรกับการที่มีคนมาสารภาพอย่างงี้ มันไม่ใช่เรื่องแปลก ตั้งแต่เข้ามหาลัยมาก็มีอยู่ไม่ขาดเหมือนกัน แล้วผมก็ไม่ได้รังเกียจเรื่องเพศเดียวกัน พี่พีมเป็นผู้ชายที่สูงกว่าพี่บาร์อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เตี้ยกว่าผมเล็กน้อย ดวงตาพี่เขาหวานแต่ผมที่ตัดสั้นนั้นทำให้เขาดูหล่อ เวลาที่พี่เขายิ้มหน้าหล่อๆ นั่นกลับน่ารัก

          มันไม่แปลกจริงๆ กับการที่ผู้ชายมาสารภาพรักกับผม แต่ที่แปลกก็เพราะผู้ชายคนนั้นเดินมากับแฟนผมอย่างร่าเริง พี่บาร์มองไปที่พี่พีมสลับกับมองมาที่ผม ก่อนที่คนตัวบางจะหันกลับไปจ้องพี่พีม

          “นี่มึง….

 

TOSSARA

 

“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เราแค่อยากบอกเราไม่ได้ต้องการอะไร” พี่พีมหันไปพูดกับพี่บาร์

          “ไม่ได้ต้องการอะไรแล้วบอกทำไมวะ” คนตัวเล็กกว่าว่าแล้วจ้องหน้าเพื่อนใหม่

          “เราก็แค่อยากบอก ทำไมกลัวกัณฐ์หวั่นไหวกับเราเหรอ” พี่พีมว่าแล้วมองหน้าพี่บาร์กลับ

          “ผมชอบพี่บาร์ครับ” ผมว่าแล้วดึงมือพี่บาร์ให้มายืนอยู่ข้างๆ พี่พีมยิ้มก่อนจะมองมาที่เราสองคน

          “พี่ได้คุยกับเขามาตลอดทางก็พอจะรู้แหล่ะว่าทำไมกัณฐ์ถึงชอบบาร์ บาร์เป็นตัวของตัวเอง การแสดงออกของบาร์น่ารักและสามารถดึงดูดได้เสมอ เราไม่ได้คิดจะแย่งจริงๆ เราแค่อยากบอก” พี่พีมหันไปบอกพี่บาร์ในประโยคสุดท้าย

          “แต่มึงก็ไม่ควรบอกป่ะวะ เขายืนอยู่ด้วยกันเนี่ย” พี่โซ่ว่า

          “ก็เราอยากแสดงออกถึงความจริงใจไง ถ้าไปบอกลับหลังเดี๋ยวก็มีปัญหาอีก ก็แค่บอกๆ ไป ไม่ได้คิดจะเอาอยู่แล้ว” พี่พีมหันไปตอบพี่โซ่

          “มึงแค่บอกจริงๆ ใช่ไหม?” พี่บาร์ถาม

          “อืม” พี่พีมครางตอบในลำคอ

          “ถ้ามึงแค่บอกก็ดี เพราะถ้ามึงจะแย่งกูก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้ กูก็มีอยู่แค่นี้ ไม่ได้มีอะไรดีกว่าที่เป็นอยู่เลย กูชอบกัณฐ์แล้ว กูเริ่มชอบมันมากขึ้นแล้ว กูขอเถอะกูอยากให้มันชอบกูแค่คนเดียว ไม่ว่าคนที่ชอบมันจะมีมากเท่าไหร่ก็ตาม” พี่เขาว่าแล้วมองหน้าพี่พีมตลอดที่พูดสารภาพอันยาวเหยียดนั่น มือเล็กบีบกระชับที่มือผมตอนที่พูดว่าอยากให้ผมชอบแค่พี่เขาแค่คนเดียว เหมือนมีลูกโป่งนับล้านดึงผมขึ้นไปยังท้องฟ้าสีทองที่สวยจนไม่สามารถหาคำบรรยายได้

          “ผมมีความสุขจัง” ผมว่าแล้วลูบแก้มนิ่มที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์เล็กน้อย ยิ้มให้พี่บาร์เพื่อบอกว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้ยินพี่เขาพูดอย่างนั้น

          “ใครจะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมนะคะคู่นี้” พี่ปุยฝ้ายว่าแล้วมองไปที่พี่พีม

          “อย่ามองจิกขนาดนั้นสิ เราก็ชอบคู่นี้เหมือนกัน เห็นคนที่เรารักมีความสุขเราก็มีความสุขใช่ไหมล่ะ” พี่พีมว่า

          “เมื่อกี้มึงบอกว่าชอบ” คนข้างผมพูดออกไปให้ผมได้กลั้นขำ มีอะไรในตัวผมที่พี่เขาคิดว่าผมจะไปรักไปชอบคนอื่นเหรอ

          “ใครจะชอบใครจะรัก ไอ้กัณฐ์มันก็รักแค่พี่คนเดียวแหล่ะน่า” บีมว่าแล้วมองมาที่เราสองคน

          “ถ้าพี่ไม่เชื่อใครก็เชื่อผมนี่ ผมถูกจิ้นคู่มันมาสองปีแม่งยังไม่หวั่นไหว” นะว่าแล้วทำหน้างอนผม

          “เราบอกว่ารักหรือชอบกัณฐ์มันไม่แปลกหรอ เพราะคนที่คณะก็แอบไปสารภาพกับกัณฐ์อยู่ทุกวัน” พี่พีมว่าขำๆ

          “จริงเหรอ?” พี่เขาถามแล้วเงยหน้าขึ้นมองผม

          “ใครบอกรักบอกชอบแล้วไง ก็เคยบอกไปแล้วว่าจะรักแค่คนนี้คนเดียว” ผมว่าแล้วเอานิ้วจิ้มแก้มพี่บาร์ พี่เขาหน้าแดงแล้วปัดมือผมออก ก่อนจะหาทางเฟดตัวเองออกจากเสียงแซวด้วยการเอาของขวัญไปให้อาจารย์

 

 

 

          ผมกับพี่บาร์และเพื่อนอีกสองคนเดินเข้าไปหาผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าภาพในงาน ท่านกำลังคุยกับอาจารย์หมออีกคนและหัวหน้าพยาบาลอยู่ ตาคมของท่านหันมามองที่ผม ก่อนที่มุมปากจะกระตุกยิ้มขึ้น

          “นี่ไงครับ ทศกัณฐ์ลูกชายผม” ท่านเดินเข้ามาโอบหลังผม ผมยิ้มให้คนเป็นพ่อแล้วต้องหยุดเดินเพราะคนข้างๆ หยุดก่อน

          ผมหันไปมองพี่บาร์ที่มองมาที่ผมอย่างขอคำตอบ จากนั้นผมก็ยิ้มให้แล้วแอบแตะมือพี่เขาเบาๆ

 

          “ลูกชายหล่อจังเลยค่ะ”  หัวหน้าพยาบาลเดินเข้ามาหากลุ่มผมแล้วเอ่ยชมขึ้น ผมก็แค่ยิ้มรับเท่านั้นแหล่ะ กับคนอื่นไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้มากหรอกครับ

          “ได้เป็นรองเดือนปีนี้เชียวนะครับ” พ่อยังคงคุยกับผู้ใหญ่พวกนั้นต่อสักพัก จนพวกเขาขอตัวเดินออกไป

          “ผมเอาของขวัญมาให้” ผมพูดก่อนจะยื่นของขวัญให้พ่อไป คนแก่กว่าก็แค่รับไปแล้วลูบหัวผมเบาๆ เท่านั้น

          “ขอบคุณครับ” เสียงทุ้มของนายแพทย์สุดหล่อเอ่ยตอบผม แม้ว่าพ่อจะแก่แล้วแต่ความหล่อของพ่อก็ยังคงไม่หายไปไหน อย่าคิดว่าผมไม่รู้ว่าคุณป้าหัวหน้าพยาบาลมองพ่อยังไงนะ

          “สุขสันต์วันเกิดครับคุณพ่ออออ” นะกับบีมเดินมาคู่กันพร้อมกับยื่นของขวัญให้ ผมมองคนข้างหลังที่ถูกปล่อยให้ยืนงงคนเดียวแล้วยิ้มขำ ผมเดินกลับไปหาพี่เขาแล้วจูงมือบางให้เดินตาม

          “อะไรของมึง ทำไม่บอกว่าเป็นงานพ่อมึง” พี่เขากระซิบถามผม

          “ถ้าบอกแล้วพี่จะมาไหม?” ผมถามกลับแล้วพี่เขาก็ส่ายหน้า นั่นไงล่ะคิดผิดตรงไหน

          “นั่นใครอ่ะกัณฐ์” พ่อถามหลังจากที่คุยกับลูกรักทั้งสองแล้ว

          “คุณพ่อคะ!” เสียงหวานดังมาจากด้านหลังพ่อ ผมมองเลยไปเห็นน้องดาในชุดสีเดรสสีขาวเดินมาพร้อมกับแม่และเจ้าแฝด

          “อย่าบอกนะว่า….” คนข้างๆ ตัวครางในลำคอเบาๆ

          “ใช่ครับ นั่นครอบครัวผม” ผมว่าแล้วยิ้มให้พี่เขา

 

          หน้าที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างดี มีสีของความกังวลมาฉาบอย่างรวดเร็ว มันซีดลงกว่าเดิมอยู่มาก และมือคนข้างๆ ก็เริ่มเย็น

          “กลัว?” ผมกระซิบถาม

          “มึงแม่ง….

          “พี่กัณฐ์ นั่นใครคะ” แม่ถามขึ้นหลังจากที่เดินมาถึง

          “สวัสดีครับ” คนข้างผมกล่าวทักทายทั้งพ่อทั้งแม่ มือสวยก็ประนมไหว้แบบที่คนไทยทั่วไปเขาทำกัน แม่ผมก็รีบยกมือรับไหว้ทันทีก่อนจะมองพี่เขาอย่างพิจารณา

          “แม่ว่าคุ้นๆ นะเนี่ย” แม่ว่าแล้วเดินเข้าไปใกล้พี่บาร์ พี่เขาถอยหลังครึ่งก้าวแล้วหยุดอยู่แค่นั้น ก่อนจะยิ้มให้แม่ผม

          “ยิ้มน่ารักมาก” พระลักษณ์ว่าขึ้นแล้วเดินมาข้างแม่

          “เฮ้ยนี่มันคนที่

          “คนที่อยู่ในรูปที่พี่กัณฐ์ชอบมอง” น้องดาตอบก่อนที่พระรามจะนึกได้ แล้วน้องชายผมก็ อ้อ ขึ้นมาเบาๆ

          “คนที่เป็นข่าว!” พระลักษณ์ว่าแล้วชี้ไปที่พี่บาร์ พี่เขาก็เหมือนจะตกใจเล็กน้อยแต่ก็พยายามเก็บอาการไว้

          “ข่าวอะไร” พ่อถามแล้วเดินออกมามองหน้าพี่บาร์

          “เอ่อ….

          “ข่าวที่ว่ารองเดือนปีนี้ประกาศขอคบคนที่ชอบมาตลอดหกปีกลางงานดาวเดือนไงครับพ่อ” บีมบอก พ่อกับแม่ก็หันขวับกลับมามองพี่บาร์

          “อย่าบอกนะว่า….

          “พี่สะใภ้” น้องดาว่าขึ้นก่อนที่พ่อจะได้ถามจบ

          เสียงรอบด้านที่เคยเงียบเมื่อสักครู่ กลับเป็นฮือฮาขึ้นระรอกใหญ่ ในกลุ่มนักศึกษาน่ะไม่เท่าไหร่เพราะเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว แต่กับพวกอาจารย์และคนที่ทำงานพ่อนี่สิ

 

 

          “ลูกคุณหมอชอบผู้ชายเหรอเธอ”

          “ตายแล้วฉันว่าจะแนะนำลูกสาวฉันให้”

          “โอ๊ยยยย น่ารักอ่ะเธอ”

          “หน้าตาก็ดีนะ ทำไมมาชอบผู้ชาย”

          “อย่างงี้ก็ไม่มีลูกน่ะสิ”

          “พามาอย่างงี้คุณหมอจะว่ายังไงล่ะ”

          “แต่ก็ดูเข้ากันได้ดีนะคะ”

 

 

 

          “กัณฐ์” คนข้างๆ กระตุกชายเสื้อสูทผมแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ผมแค่ยิ้มกลับไปให้พี่เขาบางๆ แล้วเอื้อมมือไปกุมมือบางไว้

          “จริงเหรอกัณฐ์” พ่อถาม

          “คนนี้เหรอลูก” แม่ก็ถาม

          “ครับ”

          “เอ่อผม

          “ไม่ต้องพูด!” พ่อพูดขัดก่อนที่พี่บาร์จะพูดจบ พี่เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะถอยหลังออกมายืนข้างผม

          “คนที่ลูกบอกว่าจะจีบคือคนนี้เหรอ!” แม่ผมถาม

          “อย่าเล่นใหญ่น่าพี่เขาหน้าซีดหมดแล้วเห็นไหม?” พระลักษณ์ว่าแล้วเดินมาข้างแม่ “สวัสดีครับผมชื่อพระลักษณ์นะ เป็นน้องชายพี่กัณฐ์ ไม่มีชื่อเล่นเรียกพระลักษณ์นั่นแหล่ะ” มันยิ้มแล้วยื่นมือมาจับมือพี่บาร์

          “ไม่ให้จับ!” ผมว่าแล้วปัดมือเรียวๆ ของน้องออก มันก็จิ๊ปากกลับมาให้ผม

          “ผมชื่อพระรามนะครับ เป็นแฝดพระลักษณ์ที่เป็นน้องชายพี่กัณฐ์ สรุปแล้วผมก็เป็นน้องพี่กัณฐ์นั่นแหล่ะ ผมเอฟซีพี่นะครับพี่บาร์” เจ้าน้องชายอีกคนพูดแล้วขยิบตาให้พี่เขา

          พี่บาร์ยิ้มตอบกลับไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ พี่เขาคงจะยังกลัวพ่อผมที่มองมาไม่วางตา และแม่ผมที่มองอย่างพินิจพิจารณา

 

          “เรียนคณะอะไร” พ่อผมถาม

          “วิศวะครับ” พี่เขาก็ตอบ ได้ยินแม่พึมพำเบาๆ ว่า คนละขั้วเลย แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ

          “อืมมม ชื่อล่ะ ไม่แนะนำตัวหน่อยเหรอ” พ่อถามต่อ พี่เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าผม ผมก็พยักหน้าให้น้อยๆ

          “สวัสดีครับ ผมศราวุธครับ เรียกว่าบาร์ก็ได้ เรียนวิศกรรมเครื่องกล ปีสามครับ” พี่เขาแนะนำตัวพร้อมกับไหว้พ่อกับแม่ผมอีกรอบ

          แม่รับไหว้อีกครั้งแต่พ่อแค่พยักหน้ารับก่อนจะเดินไปที่เวที

 

 

          “สวัสดีครับทุกคน” เสียงที่ดังอยู่รอบตัวเงียบลง เมื่อเสียงทุ้มนุ่มของนายแพทย์เจ้าของวันเกิดกล่าวทักทายผ่านไมโครโฟน

          “ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณทุกท่านที่มาอวยพรวันเกิดให้ผมในปีนี้ ปีนี้มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นมากมาย ผมมีความสุขกับปีที่ผ่านมาของผมมากครับ จนกระทั่งลูกชายผมพาคนคนนึงมา….” พ่อเว้นช่วงการพูดไป แล้วมองมาที่ผมกับพี่บาร์ คนทั้งงานก็มองมาที่เราพร้อมๆ กับเสียงที่เริ่มดังขึ้นอีกรอบ

          

          “กัณฐ์กูอยากกลับ” พี่เขาว่าก่อนจะหมุนตัวออกไป แต่ผมกลับจับแขนเล็กไว้ก่อน

          “พ่อผมเป็นคนมีเหตุผลนะ” ผมบอกพี่เขา

          “เหตุผลมันใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้นะกัณฐ์ มึงจะพากูมาแบบนี้ทำไมไม่บอกให้กูได้เตรียมตัวก่อน” พี่เขาว่าแล้วมองหน้าผม

          “ถ้าบอกพี่ก็ไม่มา”

          “กูไม่อยากมาเพื่อที่จะฟังพ่อมึงบอกให้มึงเลิกกับกูนะ” พี่เขาว่าผมเบาๆ แต่ผมก็ยึดมือบางนั้นไว้แล้วหันไปมองพ่อ

 

          ก็คงต้องวัดใจกันสักหน่อย

 

TOSSARA

 

          “ก่อนหน้านี้ ลูกชายผมบอกกับผมว่าจะจีบคนคนนึงหลังจากสอบเข้าคณะแพทย์ที่นี่ได้ ผมไม่คิดว่าลูกชายจะทำจริงๆ เลยอนุญาต พอมาวันนี้เขาพาคนคนนั้นมาเปิดตัว ต้องบอกเลยครับว่าผมดีใจมากกว่าการฉลองวันเกิดปีนี้เสียอีก” พ่อพูดยิ้มๆ แล้วมองตรงมาที่ผม ผมได้ยินเสียง ห้ะ? เบาๆ จากคนข้างๆ ผมมองพี่บาร์ที่ทำหน้างงแล้วยิ้มขำ

          “นอกจากทุกท่านจะมาอวยพรให้ผมในวันนี้ ผมขอให้ทุกท่านอวยพรให้ลูกชายผมกับว่าที่ลูกสะใภ้ผมด้วยนะครับ” พ่อพูดจบแล้วโค้งให้ทุกคน เสียงฮือฮาดังขึ้นกว่ารอบแรก ก่อนที่เสียงหนึ่งจะแทรกออกมา

          

          “แต่งกันเลยไหมครับอาจารย์!” พี่โซ่เป็นคนตะโกนผ่านเสียงเหล่านั้นมาจากมุมหนึ่งของห้อง

          “นั่นสิครับ ลูกชายอาจารย์อาจจะตายได้ถ้าไม่ได้แต่ง” ตามด้วยพี่ปุยฝ้าย

          “มันหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่กับพี่เขาแล้วนะพ่อ” ตามด้วยบีมที่อยู่ไม่ไกลจากผม

          “กัณฐ์ นี่มัน….

          “เราโดนพ่อแกล้ง” ผมตอบคนตัวเล็กที่มองมางงๆ

          “ทำไมชอบทำให้กูตกใจ” พี่เขากระซิบถามผม

          “ผมไม่รู้เรื่องเลย” ผมว่าแล้วโบกมือไปมา

          “งั้นก็คงต้องให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ผมมาตัดเค้กสินะครับ” พ่อว่ายิ้มๆ คนในงานก็หัวเราะครืน มีทั้งคนที่ชอบแล้วชื่นชม และก็มีคนที่ไม่ชอบแต่ว่าพูดอะไรไม่ได้

          “พ่ออย่าบ้าน่า” ผมว่าเบาๆ ยอมรับว่าเขินอยู่มาก ก็คนรอบข้างยังพูดกันไม่ขาดปาก ชมพี่บาร์ว่าน่ารัก บอกว่าเราเหมาะสม

บอกว่าไม่น่าเป็นอย่างงี้นั่นนี่ก็ว่ากันไป

 

          “พ่อมึงเอาจริงเหรอ” พี่บาร์หันมาถามผมพลางมองไปที่พ่อที่ถือมีดตัดเค้กเดินมาทางพวกเรา รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนหน้าคุณหมอสุดหล่อของโรงพยาบาลทำให้ใบหน้านั้นดูน่ามองไปอีก

          “เดินไปเอามีดสิลูก” แม่บอกพร้อมกับดันผมกับพี่บาร์ให้เดินออกไปหาพ่อ

          “แม่” ผมเรียกผู้เป็นมารดาเบาๆ พร้อมกับหันไปมองเธอ แม่ยังดันเราสองคนไปข้างหน้าพร้อมๆ กับเดินตามมาด้วยเป็นการบังคับกลายๆ  พี่บาร์มองหน้าผมสลับกับแม่แล้วก็พ่ออีกที หน้าสวยดูตื่นๆ ก็ไม่ต่างจากผมสักเท่าไหร่หรอก

          “จับมีดแล้วตัดสิคะ อยากได้มานานแล้วไม่ใช่เหรอ” คนเป็นแม่ว่าล้อแล้วยิ้มให้ผม

          “อยากได้อะไรครับ” พี่เขาหันไปถามแม่

          “อยากได้หนูไง นี่บอกแม่ว่าจะแต่งงานกับหนูตั้งแต่อยู่ ม.4 แน่ะ”  ผมได้แต่เขินแล้วเขินอีกกับการกระทำของพ่อกับแม่ เสียงโห่แซวของสองแฝดกับเพื่อนที่อยู่ด้านหลังทำให้ผมตัวแทบแตก ยิ่งมองไปที่พี่เขาแล้วยิ่งเหมือนลอยได้ทั้งๆ ที่ไม่มีปีก

          พี่เขาก็เขิน

 

 

          ผมรอดจากการตัดเค้กที่พ่อยัดเยียดให้มาได้อย่างหวุดหวิด เพราะพี่บาร์เป็นคนขอพ่อไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่านี่เป็นงานวันเกิดของพ่อก็อยากให้เจ้าของวันเกิดเป็นคนตัดเอง พ่อเลยให้พวกเราสัญญาว่าจะตัดเค้กในงานแต่งของพวกเราและเชิญแขกในงานวันนี้ไปร่วมพิธีล่วงหน้า เขินไม่รู้จะเขินยังไงแล้วล่ะครับ พ่อแม่เป็นใจขนาดนี้

          หลังจากจบงานวันเกิดของอาจารย์แพทย์ที่เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของผม แม่ก็ขอให้ผมกลับมานอนที่บ้านสักคืนสองคืนแล้วผมก็งอแงขอให้พี่บาร์มาด้วย แล้วพ่อแม่ก็เป็นใจด้วยนะ ช่วยกันบังคับขู่เข็นพี่เขามาอีกทีเหมือนกัน

 

 

          “ลูกๆ หิวกันไหมคะ?” คนสวยของบ้านถามขึ้นเมื่อเราก้าวผ่านประตูเข้ามาในตัวบ้าน

          “หิวอะไรล่ะคะแม่ กินจนอิ่มไม่รู้จะอ้วนยังไงแล้ว” น้องดาว่าเสียงใสแล้วยู่หน้าใส่คุณแม่

 

          ผมหันไปมองที่บาร์ที่มองไปรอบๆ บ้านอย่างสำรวจ แต่พี่เขาก็ไม่ได้มองให้มันน่าเกลียดมากเกินไป คนที่อยู่ข้างๆ หันมามองผมที่ขยับปากถามว่า หิวไหม? แล้วส่ายหัวให้เป็นคำตอบเบาๆ

 

TOSSARA

 

          “ผมเหนื่อยแล้วอ่ะครับแม่ ผมขอขึ้นไปข้างบนเลยได้ไหม?” ผมถามคนเป็นแม่ที่ดูท่าว่าจะอยากเดินเข้าครัวอีกรอบ นี่มันก็เลยเที่ยงคืนมาแล้ว ทำไมแม่ถึงหิวล่ะครับ เพศหญิงเป็นอะไรกับเรื่องกินเหรอ?

          “โธ่พี่กัณฐ์อ่ะ แม่ว่าแม่จะทำสลัด นิดเดียวเองลูก ไม่อ้วนๆ กินก่อนนอน สุขภาพดีไปอีก” คุณแม่หันมากะพริบตาปริบๆ อ้อนผม พี่บาร์มองด้วยสายตายิ้มๆ แล้วบอกกับผมเบาๆ ว่า เหมือนมึงเวลาอ้อนเลย

          “น้ำสลัดแคลลอรี่เยอะ  อ้วนไปอีก” หนึ่งในแฝดว่า

          คือมันเป็นแฝดที่เหมือนกันมาก มากจนแบบบางทีแม่ก็แยกไม่ออก ทั้งส่วนสูง หน้าตา ท่าทาง คือเหมือนกันทุกอย่างถ้ามันทำหน้าแบบเดียวกัน มองด้วยสายตาแบบเดียวกัน จะไม่มีทางรู้เลยครับว่าคนไหนพระลักษณ์คนไหนพระราม ยกเว้นตอนที่มันยิ้ม ถ้ามันไม่ตั้งใจยิ้มให้เหมือนกัน พระรามจะยิ้มหวานกว่าพระลักษณ์ นั่นเป็นโชคดีของคนที่สังเกตสำหรับวันที่มันใส่ชุดเหมือนกันอย่างเช่นวันนี้

 

          “พระลักษณ์แม่จะทำแบบหวานน้อยๆ แคลลอรี่น้อยๆ ไง” แม่หันไปว่าให้แฝด

          “จะน้อยจะมากก็เท่าเดิมแหล่ะ นี่ตีหนึ่งกว่าแล้วนะคุณนายใครเขาจะรอกิน อ้อที่สำคัญนั่นไปใช่พระลักษณ์” แฝดอีกคนว่าแล้วชี้ไปที่คู่แฝดของตัวเอง แม่มองพวกมันอย่างงๆ เช่นเดียวกับผมและคนอื่นๆ

          “จริงเหรอ? ตายแล้ววันหลังก็ใส่คนละชุดหน่อยสิ” แม่ว่าแล้วมองค้อนแฝด

          “แต่ว่านี่พระลักษณ์ไม่ใช่เหรอครับ?” คนข้างผมพูดขึ้นแล้วชี้ไปที่แฝดคนที่แม่เรียกว่าพระลักษณ์ในตอนแรก เอาจริงผมก็ปวดหัวกับพวกมัน เวลาเกรียนแต่ละทีนี่รู้สึกโง่ทั้งบ้าน

          “ยังไงกันแน่เนี่ย” ผมถามเสียงเข้ม

          “เป็นแม่ยังไงเนี่ยคุณ แยกลูกไม่ออก” พ่อว่าแล้วมองแม่ล้อๆ ส่วนแม่ผมก็ทำหน้าเหวอไปเรียบร้อยแล้ว

          “แล้วคุณแยกออกเหรอคะ” แม่ถามพ่อเคืองๆ

          “ฮึใครแยกพวกมันออกก็บ้าแล้ว” พ่อว่า

          “งั้นพี่บาร์ก็บ้าอ่ะดิ” ใครสักคนในคู่แฝด (ที่ผมแยกไม่ออก) พูดขึ้น

          “บาร์แยกออกเหรอลูก” แม่หันกลับมาถามพี่เขาอึ้งๆ

          “คนนี้ที่จะจับมือผมคือพระลักษณ์ คนนี้คนที่ขยิบตาให้ผมพระราม” พี่บาร์ตอบแล้วชี้ทีละคน ก่อนจะแอบบ่นเบาๆ กับตัวเองว่า ใช่ไหมวะ

          “สุดยอด!” พระรามพูดแล้วยกนิ้วให้พี่บาร์

          “ยินดีตอนรับเข้าสู่ครอบครัวที่ไม่มีใครแยกเราออก พี่คือคนแรก ดีมากครับ” พระลักษณ์ว่าแล้วปรบมือเสียงดัง

          “บาร์เก่งมากเลยลูก” แม่ผมว่าแล้วเดินเข้ามาลูบไหล่คนตัวบางข้างผม

          “งี้พี่บาร์ก็เป็นบ้าน่ะสิคะ” น้องดาเอียงคอพูด

          “อะไรกันน้องดา” ผมเลยถามน้องเสียงเข้ม

          “ก็พ่อบอกว่าถ้าใครแยกพี่พระลักษณ์กับพี่พระรามออกก็เป็นบ้าแล้วไง” น้องว่าแล้วชี้ไปทางพ่อที่ทำหน้าเหรอหราไม่เหลือเค้าคุณหมอเจ้าระเบียบ

          “พ่อว่างั้นเหรอ?” พ่อหันไปถามเด็กหญิงคนเดียวของบ้าน

          “ว่างั้นสิ สรุปว่าพี่บาร์เป็นบ้า”

          “น้องดา….” ผมออกเสียงปรามน้องเบาๆ

          “ก็น่าจะบ้าจริงๆ นะครับ” พระรามบอกแล้วมองพี่บาร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า พี่เขาขยับมาชิดผมมากขึ้นจนผมต้องจับมือบางไว้

          “บ้ารักพี่กัณฐ์ไง ฮิ้วววว~” พระลักษณ์โผล่ออกมาจากหลังพระรามตะโกนออกมา ทุกคนยิ้มขำคนที่ยังไม่ชินกับการหยอกล้อของบ้าน ส่วนผมกับพี่เขาก็หน้าแดงแข่งกันไปตามระเบียบ

          “ต้องบ้าแค่ไหนถึงจะมารักพี่กัณฐ์ได้วะ” พระรามว่าแล้วมองหน้าพระลักษณ์

          “นั่นดิ ต้องขั้นสุดยอดแล้วนะ” อีกคนก็เออออเห็นด้วย

          “หมายความว่าไงวะ” ผมถามน้องชายสองคนเสียงเข้ม

          “หมายความว่าพี่บาร์รักพี่กัณฐ์ไง เออออแค่นี้ก็ไม่รู้เรื่อง สอบเข้าหมอได้ไงที่หนึ่งน่ะ” พระรามว่า

          “เอออย่างงั้นเหรอ” ผมถามอีกทีก่อนจะค่อยๆ ทวนที่น้องชายพูด คิดแล้วๆ มันก็น่าจะหมายความประมาณนั้นแหล่ะ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่จริงๆ ผมพยักหน้าเห็นด้วยกับตัวเอง จากนั้นเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนข้างๆ ก็ดังขึ้น ผมหันกลับไปมองที่พี่เขาแล้วเลิกคิ้วถาม

          “มึงสอบเข้าหมอได้ที่หนึ่งจริงๆ เหรอ?” พี่เขาถามอย่างนั้นแล้วทุกคนก็หัวเราะออกมา นี่ผมทำอะไรตลกๆ เหรอ

          “สงสัยตอนสอบเข้าเขาตรวจข้อสอบผิด” พ่อว่าแล้วส่ายหน้าไปมา

          “หมายความว่าไงเนี่ย” ผมถามแล้วมองพี่บาร์งงๆ

          “ก็กูต้องบ้าก่อนที่จะรักมึง แล้วคิดตามนะคนบ้าที่ไหนจะรักคนปกติ” พี่เขาตอบกลับมาแบบนั้น

          “หมายความว่าผมไม่ใช่คนปกติ?” ผมถาม

          “ก็เออดิ”

 

          “ก็ถูกแล้วไง ผมเป็นคนปกติตรงไหน” ผมพูดแล้วก้มลงจนปากชิดใบหูพี่เขาก่อนจะขยับปากพูด “ผมเป็นคนดีแสนดีที่รักพี่แค่คนเดียว” 

 

 

 

 

 

 

 

TOSSARA

 

#Tossara

#วิศวะมีเกียร์น่ะเมียหมอ

 

1/09/2016

          ไรท์จองพระลักษณ์กับพระรามนะ อย่าแย่งเชียวนะคะ แต่ว่ายังไงก็นะน้องหมออ่ะพูดอะไรอย่างงั้น เป็นคนดีแสนดีที่รักพี่ (คนเขียน) แค่คนเดียว เขาบอกรักฉันนนนน เกิดอาการรักพี่เสียดายน้องเบอร์แรง 

31/08/2016

 

          เฮ้ยตอนแรกว่าจะไม่อัพแล้วเพราะเหนื่อยจากการเข้าเชียร์มาก แต่ก็คิดถึงไง เห็นบ่นกันว่าค้างถ้าไม่มาวันนี้ก็กลัวโดนด่า เดี๋ยวตามเผาถึงหอแล้วไรท์จะอยู่ที่ไหน เอาเป็นว่าจุ๊บๆ แปลว่าคิดถึง

29/08/2016

          อิไรท์ชอบหลอกล่อ ดราม่าที่ไหน เอ็นซีคืออะไร ปล่อยให้ลุ้นไปงั้นแหล่ะ ความรักของเขาดุจดังหินผา ใครจะเอาอะไรมาทุบก็ไม่แตก อยากมีอย่างงี้ ใครมีขอซื้อต่อ // แบบนี้ก็ได้เหรรอ? เออนั่นแหล่ะ เขาเจอครอบครัวแล้วเนี่ย ลุ้นกันต่อไปดิ

 

          ไม่อัพทุกวันเหมือนเดิมก็อย่าทิ้งกัณฐ์นะคะ รอเอ็นดูน้องกัณฐ์ด้วยค่ะ จะเปิดโทรศัพท์อ่านคอมเม้นต์ทุกชั่วโมง 55555

28/08/2016

          ว่าจะอัพให้ทันเที่ยงคืนแต่ก็ไม่ทัน แต่ยังไงก็มาอัพแล้วนะ วันอาทิตย์จะได้ไม่เหงาไง มาวางระเบิดไว้แบบงงๆ

          ไหนๆ ใครเห็นก้อนเนื้อสามพันกรัม ไม่มี๊~ ใครมันเขียนอย่างน้านนนน ขีด = 300 กรัม เอ้ออออ ไปเรียนเลขมาจากไหน เป็นไรท์เตอร์ที่คิดเลขได้เลวมากค่ะ ใครเจออีสามพันกรัมนี่อีกแค็ปไปบอกไรท์ที่ทวีตด้วย ไรท์จะบอกน้องหมอไปเข้าฝันเพื่อเป็นการขอบคุณ แล้วก็ขอบคุณลีดเดอร์ที่คอมเม้นต์มาบอกไรท์มากถ้าไม่บอกนี่ก็จะปล่อยเลยตามเลยจริงๆ สามพันกรัมนั่นมันเนื้อหมูที่ไรท์กินในแต่ะวัน ไม่ใช้ก้อนเนื้อหัวใจละ มาเอาจุ๊บทีนึงเป็นรางวัล ขอบคุณมากนะคะ

รักคนเม้นต์ รักคนอ่าน

 

 

Twitter : @pflhzt

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น