Finland (ช้อย)

นิยายเรื่องใหม่ของช้อยอีกเรื่องค่ะ รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง ช่วยเป็นกำลังใจให้ช้อยด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณที่อยู่ด้วยกันมาตลอด หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้ทุกท่านจะชอบ ขอบพระคุณค่ะ / finland (ช้อย)

Chapter 40 : ทฤษฎีใหม่

ชื่อตอน : Chapter 40 : ทฤษฎีใหม่

คำค้น : finland,ช้อย,yaoi,ธีร์,ปิง,โป้,เจได,ดอกหญ้าที่ปลายฟ้า,รุจ,คิว,หื่น,เด็กแว้นที่รัก,Love you my bad boy,คนคุก,ดอม,คุณ,กุมหัวใจมังกร,เล้ง,มังกร,เรือง,ครูกานต์,ภูมิ,ขม,รักร้าย ๆ สไตล์ลูกทุ่ง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.5k

ความคิดเห็น : 116

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2559 06:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 40 : ทฤษฎีใหม่
แบบอักษร

 

เรือง...............................

 

 

หลังจากที่เกิดเรื่อง ครูใหญ่ก็ให้กานต์กลับไปเป็นครูเหมือนอย่างเคย ชาวบ้านก็ไม่นินทาว่าร้ายผมกับกานต์ให้แม่ได้ยินอีก แม่ก็ไปตลาดได้ตามปกติ  ผมรู้ว่ามีบางคนยังคงกังขาเรื่องของผมกับกานต์อยู่ ผมไม่ถือโทษโกรธใครเลยมันเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ยาก มันต้องใช้เวลา

 

เช้านี้กานต์ก็ไปสอนหนังสือตามปกติ

 

“ชั้นไปโรงเรียนก่อนนะ”   กานต์บอกกับผมด้วยสีหน้าแจ่มใส ดีใจที่จะได้กลับไปสอนหนังสืออีกครั้ง

 

“มาให้จูบก่อน”  ผมบอกไป กานต์ค่อย ๆ เดินเข้ามาหาผม

 

จุ๊บ...ผมจูบเข้าที่หน้าผากกานต์เบา ๆ

 

“รีบกลับบ้านนะ”  ผมบอกไป

 

“อื่อ” 

 

“รินเสร็จรึยัง....?”   กานต์ตะโกนถามเพราะรินไปโรงเรียนพร้อมกับกานต์ด้วย  ผมเดินออกมาส่ง

 

“พ่อแม่ ผมไปสอนหนังสือก่อนนะครับ”  กานต์ยกมือไหว้บอกพ่อกับแม่

 

“ไปเถอะลูก เย็นรีบกลับมาทานข้าวนะ แม่จะทำกับข้าวไว้ให้”  แม่บอกกับกานต์ไป กานต์ได้แต่ยิ้มให้แม่ และพารินซ้อนมอไซค์ออกจากบ้านไป

 

“เอ็งได้คู่ครองที่ดีนะไอ้เรือง รักษาไว้ให้ดีหล่ะ”  พ่อบอกกับผม

 

“ครับพ่อ” 

 

หลังจากที่ทานข้าวเสร็จผมก็พาควายไปกินหญ้าที่ทุ่งเหมือนกับทุกวัน แล้วก็มานั่งเล่นในเถียงนา

 

[เอ็งมีดีอะไรก็ทำให้เขาเห็น ทำให้เขายอมรับพวกเอ็งให้ได้]  คำสอนของหลวงตามันยังก้องอยู่ในหูของผม

 

“จะทำอะไรดีน๊า...? จะมานั่ง ๆ นอน ๆ ให้เมียเลี้ยงก็ใช่ที่ เราเป็นหัวหน้าครอบครัวก็ต้องดูแลคนในบ้านดิ” 

 

“จะทำอะไรให้ชาวบ้านได้รู้ว่าคนอย่างไอ้เรืองก็มีดีกับเค้าเหมือนกัน ถึงอยู่กินกับกานต์ก็สามารถสร้างหลักปักฐานได้  แถมไม่พอยังเลี้ยงครอบครัวได้อีก”   เฮ้ออออ  ผมได้แต่นั่งถอนหายใจยาวคิดของผมอยู่คนเดียว

 

“ค่อย ๆ คิดไปไอ้เรือง ทุกอย่างมันมีทางออกเสมอ”  ผมได้แต่ให้กำลังใจตัวเอง

 

พอตกเย็นพวกเราก็นั่งล้อมวงทานข้าวกัน คุยกันสัพเพเหระตามประสาครอบครัว พอทานข้าวเสร็จผมกับกานต์ก็กลับเข้าไปในห้อง ผมเห็นกานต์เอาการบ้านของเด็กมาตรวจ

 

“เป็นไงมั่งเหนื่อยมั้ย...?”  ผมเดินเข้าไปหากานต์นี่โต๊ะ แล้วโน้มตัวกานต์เอามากอด

 

“ไม่เหนื่อยหรอก มันเป็นงานที่ชั้นรัก”  กานต์เงยหน้าบอกกับผม

 

“นายเป็นอะไรรึเปล่า...? สีหน้าเครียด ๆ”  แล้วกานต์ก็ถามผมขึ้น

 

“ตอนนี้ก็หมดหน้านาแล้ว อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะลงมือทำนาอีก ชั้นไม่อยากนั่ง ๆ นอน ๆ รอฟ้ารอฝน”  ผมบอกกับกานต์ไป ผมนั่งคิดเรื่องนี้มาทั้งวันผมเห็นกานต์คิดอะไรอยู่ซักพักแล้วค้นหาอะไรบางอย่างในกองหนังสือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ

 

“อ่ะ ลองเอานี่ไปอ่านดู”  กานต์ยื่นหนังสือมาให้ผมเล่มหนึ่ง ผมหยิบหนังสือขึ้นมาดู  หน้าปกเขียนเอาไว้ว่า    “เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ”    ผมก้มลงมองหน้ากานต์

 

“ลองอ่านดู อาจเป็นประโยชน์กับนายนะเรือง”  กานต์ยิ้มบอกกับผม

 

“ขอบใจนะ”  ผมยิ้มตอบ แล้วเดินกลับไปที่เตียง ล้มตัวลองนอน ผมค่อย ๆ เปิดหนังสืออ่าน  ส่วนกานต์ก็ตรวจการบ้านของเด็กนักเรียนไป ผมตั้งใจอ่านตั้งแต่บรรทัดแรก

 

เศรษฐกิจพอเพียง

“เศรษฐกิจพอเพียง”  เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต แก่ พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

 

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผลรวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน การดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม และสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากภายนอกได้เป็นอย่างดี

 

ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง

 

พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝนและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่าง ๆ

 

พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้

 

พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ  30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย

 

พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่น ๆ

 

พอผมอ่านจบมาถึงตรงนี้ ผมค่อย ๆพับหนังสือเก็บ แล้วก้มลงกราบหนังสือที่มีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ที่หน้าปก ผมพอจะคิดออกแล้วว่าผมจะทำอะไรต่อไปดี

 

ผมเดินเข้าไปหากานต์

 

“ขอบใจนายมากนะที่ให้หนังสือดี ๆ แบบนี้อ่าน ชั้นได้ข้อคิดอะไรดี ๆแล้วหล่ะว่าต่อไปจะทำอะไรดี”  ผมเข้าไปกอดบอกกับกานต์

 

“ดีแล้ว ชั้นเอาใจช่วยนะ” 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น วันนี้เป็นวันเสาร์กานต์กับรินไม่ได้ไปโรงเรียน พอทานข้าวเสร็จ

 

“พ่อ ผมมีเรื่องอยากปรึกษาพ่อหน่อย”  ผมบอกกับพ่อไป

 

“มีอะไรเหรอวะไอ้เรือง...?”

 

“พ่อเชื่อมือผมหรือเปล่า...?”   ผมถามไปก่อนเลย

 

“เรื่องอะไรหล่ะวะ...? ไม่บอกข้าแล้วข้าจะรู้มั้ยไอ้เรือง”  พ่อทำหน้างงสงสัย

 

“ผมจะเอาที่นาพ่อมาทำประโยชน์ พ่อจะยอมหรือเปล่า...?”  ผมบอกไป

 

“เฮ้ย....!!! ไอ้เรืองเอ็งจะเอาที่นาข้าไปจำนองเหรอวะ...? ไม่มีทางโว้ย ที่นาข้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายอุตส่าห์เก็บไว้ให้”   พ่อรีบปฏิเสธ

 

“พ่อ ผมไม่ได้จะเอาไปจำนอง ผมจะทำให้ที่นามีมูลค่ามากขึ้น พ่อเชื่อมือผมนะ”  ผมบอกกับพ่อไป

 

“ไหนเอ็งลองบอกมาสิ จะเอาที่นาข้าไปทำอะไร...?”   พ่อตั้งหน้าตั้งตารอฟังผม

 

“ผมจะเอาที่นาพ่อไปทำเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ในหลวงท่านสอนเอาไว้”   ผมบอกกับพ่อไป แล้วผมก็อธิบายให้พ่อฟังเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ที่ผมเพิ่งอ่านไปเมื่อคืนให้พ่อฟัง 

 

ผมรู้ดีชนบทบ้านเรามีอาชีพก็แค่ทำไร่ทำนา พอหมดหน้านาแล้วที่นาก็ปล่อยว่างไม่ได้ทำประโยชน์อะไร รอให้ฝนตกมาอีกรอบถึงได้ลงมือปลูกข้าวกันอีกครั้ง มันเป็นวัฏจักรมานมนาม ถ้าผมอยากจะเปลี่ยนแปลงแนวความคิดเดิมๆของคนเฒ่าคนแก่มันคงจะยากซักหน่อย ผมรู้ดี

 

“ถ้าเอ็งเห็นว่าสมควรก็ลองทำดู ข้าก็ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเหมือนกันปลูกแต่ข้าวอย่างเดียวมาตั้งแต่สมัยพ่อสมัยแม่แล้ว”  พ่อบอกกับผม ผมแปลกใจที่พ่อไม่ค้านผม

 

“พ่อไม่กลัวว่ามันจะล้มเหลวเหรอ...?”  ผมรีบถามพ่อไป

 

“ถ้าพระองค์ท่านว่าดี ก็ต้องดีสิวะไอ้เรือง ลองทำดูไม่ลองก็ไม่รู้”   พ่อบอกกับผม

 

ผมหันไปมองหน้ากานต์ กานต์ได้ยิ้มให้กับผม 

 

“ขอบคุณครับพ่อ”  ผมยกมือไหว้พ่อ  บ้านผมก็มีที่นาอยู่เกือบสี่สิบไร่ ผมจะเอาที่นาทั้งหมดมาปรับทำตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้

 

“แล้วนายจะเริ่มต้นทำอะไรก่อน...?”  กานต์ถามผมขึ้น พ่อก็อยากฟังคำตอบของผมเช่นกัน

 

“ชั้นจะขุดสระเก็บกักน้ำก่อนอันดับแรก น้ำมีส่วนสำคัญของทั้งหมด ถ้ามีน้ำเราจะทำจะปลูกอะไรก็ได้”  ผมบอกไป พ่อได้แต่พยักหน้ารับ

 

“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะเข้าไปในเมือง ไปว่าจ้างรถแบคโฮมาขุดสระน้ำให้”   แล้วพ่อก็บอกกับผม

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับผมและสำหรับคนในหมู่บ้าน  ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ผมก็อยากจะลองทำดูเท่าที่อ่านมันสามารถเอามาปรับใช้ได้กับบ้านผมพอคุยกันเสร็จพ่อก็เข้าไปในเมืองตามที่ได้คุยกันเอาไว้

 

“ชั้นดีใจด้วยนะเรือง จะคอยเป็นกำลังใจให้ ค่อย ๆ ทำไป ถ้าเราช่วยกันคิดช่วยกันทำซักวันมันต้องสำเร็จ”  กานต์บอกกับผม ผมมีกำลังใจขึ้นตั้งเยอะ

 

และแล้วรถแบคโฮก็มาขุดสระน้ำกลางที่นาผม ผมให้ขุดเอาไว้สองสระ สระแรกเอาไว้ปลูกข้าว อีกสระเอาไว้ปลูกพวกผักผลไม้ ถ้ามีสระเดียวกลัวว่าน้ำจะไม่พอ

 

“ไอ้เรืองนั่นเอ็งจะทำอะไรของเอ็งวะ...? ที่นาอยู่ดี ๆ จะขุดเป็นหลุมเป็นบ่อให้เสียที่เสียนาทำไม”   เสียงลุงชุมที่กำลังเลี้ยงควายอยู่ใกล้ๆเอ่ยถามผมขึ้น

 

“ผมจะขุดสระหน่ะลุง”  ผมบอกไป

 

“จะขุดทำไมให้เสียที่นา รอฟ้ารอฝนไม่ดีกว่าเร้อไอ้เรือง...?”  ลุงชุมส่ายหน้าบอกกับผม ผมได้แต่ยิ้มตอบแกไป ไม่รู้จะอธิบายให้แกเข้าใจได้ยังไง 

 

พอสามวันสระน้ำผมก็เสร็จ ผมให้รถแบคโฮปรับขอบบ่อให้เรียบผมจะได้ปลูกต้นไม้เพื่อยึดหน้าดินเอาไว้

 

ช่วงนี้เข้าช่วงปลายฤดูฝนแล้ว ผมภาวนาให้ฝนตกลงมาอีกซักห่าสองห่าก่อนที่จะเข้าฤดูหนาวและฤดูแล้ง ฝนจะทิ้งช่วงไปอีกหลายเดือน

 

หลายวันต่อมาผมได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามมาแต่ไกล ไม่นานนักเมฆดำทะมึนก็เข้าปกคลุม ผมภาวนาให้ฝนตกลงมาเยอะ ๆ น้ำจะได้เต็มสระ  และแล้วฝนก็กระหน่ำเทลงมาอย่างที่คาดหวังไว้ ตกมาเกือบทั้งคืน พอรุ่งเช้าผมก็รีบเดินไปที่นา กานต์ก็วิ่งตามผมมาด้วย

 

“น้ำเต็มสระแล้วเรือง”  กานต์ยิ้มบอกกับผม

 

“อื่อ  พอมีน้ำแล้วทีนี้เราจะปลูกอะไรก็ได้”  ผมหันไปบอกกับกานต์

 

“สำเร็จไปแล้วขั้นนึงแล้วนะ”  กานต์บอกกับผม 

 

ถ้าผมอยากเปลี่ยนแนวความคิดเดิม ๆ ของคนในท้องถิ่น ผมต้องลงมือทำเองซะก่อน  ค่อย ๆ ทำไป มันเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมเหมือนกัน แต่ผมจะตั้งใจทำ และทำจนสำเร็จให้ได้

 

 

 

............................................................................................

To be continue...........................

...........................................................................................

 

 

กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณาติดตามมาตลอด

1 เม้น = 1 กำลังใจ

ขอบพระคุณค่า

 

finland (ช้อย)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}