หลิ่งฟาง

ยินดีต้อนรักนักอ่านทุกท่าน ขอให้เดินทางสนุกไปกับนิยายหลิ่งฟาง

องค์ชายสามแห่งตำหนักบูรพา

ชื่อตอน : องค์ชายสามแห่งตำหนักบูรพา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ส.ค. 2559 11:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
องค์ชายสามแห่งตำหนักบูรพา
แบบอักษร

 

 

 

วันเวลาผ่านไปนานเท่าไรจิ้นเห่อไม่อาจจดจำได้ สองวันหรือสามวันเขาไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าร่างกายเขายังถูกมัดติดกับโต๊ะเหมือนเดิม กลิ่นอับและเหม็นเน่าภายในห้องมันทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียน แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องทนมันให้ได้ ความเจ็บรวดร้าวทำให้น้ำตาไหลอีกครั้ง
       

   ไม่มีแล้ว...
      

  ไม่มีแท่งหยกอีกแล้ว!
    

 ต่อไปนี้เลิกคิดจะมีลูกมีเมียได้เลย ท่านปู่คงไร้สิ้นวาสนาจริงๆ เพราะเขาไม่อาจมีทายาทไว้สืบตระกูลจิ้นอีกแล้ว แม้จะเป็นความโชคร้ายที่ถูกจับมาเป็นขันที ทว่าวรยุทธภายในร่างกับก้าวกระโดดขึ้นอย่างน่าตกใจ มันทำให้ร่างกายเขามีพละกำลังมากขึ้น และต่อต้านกับความเจ็บปวดได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับและหมั่นฝึกวิชาที่อาจารย์สอนให้กล้าแกร่งและหนีไปจากที่นี่ให้ได้ หรือไม่เขาต้องมีอำนาจให้มากพอจนสามารถปกป้องตัวเองได้
      

 แกร๊ก
         

เสียงเปิดประตูพร้อมขันทีผู้หนึ่งคนที่เคยลงมีดกับเขาเดินเข้ามา กวาดสายตามองรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่เตียงเขานอน
         

 “เจ้าคือจิ้นเห่อ”
         

 “ขอรับ” จิ้นเห่อตอบรับอย่างนอบน้อม การเอาตัวรอดต้องถ่อมตนไว้จนกว่าจะมีอำนาจที่แท้จริง ขันทีผู้นั้นพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะตรวจสอบบาดแผลเขาอีกครั้งพร้อมช่วยแก้เชือกให้
        

“ผ่านไปสี่วันแล้วแต่แผลเจ้ากลับสมานตัวได้เร็ว ยินดีด้วยที่เจ้ารอดชีวิตมาได้เป็นคนที่สาม หลังจากนี้สามเดือนเจ้าต้องไปเรียนรู้มารยาทของขันที ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าวังหลัง แต่จะได้รับหน้าที่ใดนั้นสุดแล้วแต่วาสนา” จิ้นเห่อมองขันทีเฒ่าด้วยความตกใจคำพูดนี้หมายถึงสิบคนที่ถูกนำตัวมาพร้อมเขามีคนรอดตายแค่สามคนเท่านั้นหรือ
         

 “ข้าเซี่ยอวี้ เรียกข้าเซี่ยกงกง ต่อไปนี้ข้าจะเป็นคนสอนมารยาทแก่เจ้า”
         

 “ขอบคุณเซี่ยกงกง ข้าน้อยจิ้นเห่อจะไม่ลืมบุญคุณท่าน” เซี่ยอวี้พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะนำทางออกไปพร้อมบอกเล่ากฎระเบียบภายในวังหลวงอย่างเคร่งครัด ทว่าสิ่งที่ต้องจดจำให้ขึ้นใจคือ นายอยู่ข้าอยู่ นายตายข้าตาย นายเจริญข้าได้ดี นายตกต่ำข้าต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัข จะได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจ้านาย
         

จิ้นเห่อเรียนรู้มารยาทและกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพราะหากจำไม่ได้อาจตายเร็วกว่าปกติเขาจึงใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ทำตัวโดดเด่นให้ขันทีเก่าแก่หมั่นไส้การก้มหน้าและทำตัวสำรวมไว้ ทำให้รอดปลอดภัยไม่โดนข่มเหงมากนัก ทุกวันนี้เขาเริ่มเชี่ยวชาญการพลิกลิ้นพูดจาประจบประแจงได้อย่างไม่มีติดขัด
         

กลางวันเรียนรู้กฎระเบียบและทำงานชักล้างไปด้วย ส่วนกลางคืนเขาจึงได้มีเวลาฝึกวรยุทธผ่านไปสามเดือนที่เขาใช้ชีวิตเรียนมารยาทขันที ทำงานห้องชักล้างและฝึกวรยุทธไปในตัวจนทะลวงมาถึงขั้นที่ห้าและยังเปิดจุดได้อีกสิบจุดนับว่ารวดเร็วมาก อาจเพราะมีพื้นฐานที่อาจารย์สอนมาแล้วแต่ตอนนั้นเขาสนใจแค่สมุนไพรเพื่อไว้รักษาท่านปู่จึงคิดว่ามันยังไม่จำเป็นทว่ามันกับสายไปแล้ว ไม่สิ เขาจะท้อไม่ได้ในเมื่อรับปากท่านปู่ไว้แล้วต้องทำให้ได้ ก่อนอื่นตอนนี้เขาต้องปกปิดวรยุทธให้ดีๆ เสียก่อน
         

 และแล้ววันตัดสินชะตาก็ได้มาถึง วันนี้ขันทีใหม่ที่มารวมตัวกันมีถึงยี่สิบคน แต่กระนั้นคนเผ่าเซียนหูก็เหลือเพียงสามคนซึ่งเขาไม่ได้คุ้นเคยนักแต่ก็พูดคุยกันได้บ้างเพียงแต่ไม่อาจพูดเรื่องเผ่าเซียนหูได้เพราะชีวิตจะสั้นลงจากเดิม ที่สำคัญพวกเขาถูกแยกออกจากกันเพื่อไม่ให้เกิดกบฏในภายหลังจิ้นเห่อมองขันทีหน้าใหม่ที่ยัดเงินให้เซี่ยกงกงเป็นน้ำใจหมายจะได้ตำแหน่งดีๆ
        

“เจ้าไปช่วยงานที่หอหนังสือแล้วกัน”
         

“ขอบคุณเซี่ยกงกง บ่าวจะไม่ลืมบุญคุณในครั้งนี้" ขันทีหน้าใหม่กล่าวประจบอย่างนอบน้อม ทุกคนต่างได้รับหน้าที่ดีทันทีที่วางเงินให้เซี่ยกงกง จนกระทั่งมาถึงจิ้นเห่อเขาได้แต่ยิ้นเจี๋ยมเจี่ยมเท่านั้น เพราะไม่มีเบี้ยจะให้ซึ่งหลายเดือนมานี้เซี่ยกงกงก็ไม่ได้ใส่ใจเขานัก
        

“จิ้นเห่อ เจ้าอยากทำงานที่ใด”  จิ้นเห่อครุ่นคิดในใจความจริงเขาอยากอยู่โรงหมอ ทว่าตอนนี้เขาไม่อาจเลือกได้ตามใจชอบ
      

“บ่าวแล้วแต่เซี่ยกงกงจะเมตตาขอรับ” เซี่ยอวี้พยักหน้าพอใจ
         

 “ถ้าเช่นนั้นเจ้าไปรับใช้องค์ชายสามหยางจินแล้วกัน”  จิ้นเห่อเงยหน้ามองเซี่ยกงกงด้วยความตกใจ ก่อนจะคุกเข่าขอบคุณอย่างนอบน้อม
         

“ขอบคุณเซี่ยกงกง บุญคุณนี้บ่าวจะไม่ลืม วันไหนได้ดีบ่าวจะนึกถึงเซี่ยกงกงเป็นคนแรกเลยขอรับ" เซี่ยอวี้ยืนนิ่งดวงตาฉายแววเห็นใจก่อนจะพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง คล้ายบอกกับตัวเองว่ามันถูกต้องแล้ว...

     

        หลังจากถูกตัดสินชะตาจิ้นเห่อก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ตอนนี้เขาเก็บข้าวของอันน้อยนิดเพื่อไปวังบูรพาที่พำนักขององค์ชายสาม เขาไม่ได้ดีใจอย่างที่แสดงออก การรับใช้เหล่าองค์ชายเป็นอะไรที่น่ากลัวในความคิดของเขา หากผิดพลาดเพียงนิดเดียวนั่นหมายถึงความตาย และเขาไม่เคยรู้ว่าองค์ชายสามเป็นคนเช่นไร แม้กระทั่งข่าวลือก็ยังไม่เคยได้ยิน!
       

          ระหว่างทางจิ้นเห่อไม่ลืมสำรวจวังบูรพาซึ่งถือว่าใหญ่โตมาก ทว่าดอกไม้ใบหญ้าร่วงหล่นตามเส้นทางเหมือนไม่ได้รับความดูแล รอบบริเวณร้างไร้ผู้คนมีทหารแค่ไม่กี่จุดเท่านั้น บรรยากาศเงียบสงบจนวังเวง เขาเดินตามหลังเซี่ยกงกงมาอย่างสงบแม้สายตาจะสอดส่องไปทั่วแต่ก็ไม่มีใครจับได้
         

           “องค์ชายหยางจิน ข้าบาทเซี่ยกงกงนำขันทีใหม่มาถวายพ่ะย่ะค่ะ”  จิ้นเห่อยืนอยู่ข้างหลังเซี่ยกงกงอย่างสำรวมเวลานี้พวกเขาอยู่หน้าประตูบานหนึ่งคาดว่าองค์ชายสามคงอยู่ในห้อง เพียงไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดออกมา ทว่าเป็นเพียงองครักษ์เท่านั้น
         

           “ท่านองครักษ์อวิ้นหลาง นี่ขันทีตามที่องค์ชายต้องการขอรับ”
         

           “ขอบคุณมากเซี่ยกงกง ลำบากท่านแล้ว” อวิ้นหลางเอ่ยบอกพร้อมยื่นเงินถุงใหญ่ให้อีกฝ่าย
     

           “เรื่องเล็กน้อยท่านองครักษ์อย่าได้เกรงใจ มีสิ่งใดให้บ่าวรับใช้บอกกล่าวได้" เซี่ยอวี้รับเงินมาพร้อมบอกด้วยรอยยิ้มยินดี อวิ้นหลางพยักหน้ารับ มองสำรวจร่างขันทีใหม่อย่างพิจารณา
       

           “ตั้งใจทำงาน อย่าได้สร้างปัญหาและอย่าลืมที่ข้าสอนเจ้า”
         

            “ขอรับ” จิ้นเห่อตอบรับอย่างนอบน้อมก้มหน้าต่ำยิ่งกว่าเดิม เมื่อกำลังถูกสำรวจราวกับสินค้า
         

           “เจ้าเรียกว่าอะไร”
         

           “บ่าวเรียกว่าจิ้นเห่อขอรับ ท่านองครักษ์” อวิ้นหลางพยักหน้ารับก่อนจะเปิดประตูให้เข้ามาพร้อมอธิบายช้าๆ  
         

          “หน้าที่ของเจ้าช่วยเหลือองค์ชายทุกอย่างตามที่ฝ่าบาทต้องการ ที่สำคัญห้ามพูดเรื่องวังบูรพาออกไปมิฉะนั้นเจ้าอาจเป็นศพคนต่อไป ที่นี่ไม่มีนางกำนัล ไม่มีขันทีคนอื่นนอกจากข้าและอวี้เหินองครักษ์อีกคนหนึ่งเท่านั้น เข้าใจหรือไม่”
         

          “ขอรับ”  จิ้นเห่อรับคำแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ปริปากเอ่ยถาม บางเรื่องรู้มากก็ไม่ดีเดี๋ยวอยู่นานไปก็รู้เรื่องเอง เขาเดินตามองค์รักษ์หนุ่มไปจนกระทั่งเข้ามาถึงห้องโถงด้านใน บนเก้าอี้ริมหน้าต่างมีร่างของชายหนุ่มอายุราวสิบหกปีนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าปกปิดด้วยหน้ากากสีทองถักทอดิ้นสีเงินงดงามลงตัวกับอาภรณ์สีเหลืองลายกิเลนน่าเกรงขาม
        

          “ฝ่าบาท นี่จิ้นเห่อขันทีคนใหม่พ่ะย่ะค่ะ”
        

          “ข้าบาทจิ้นเห่อ ถวายบังคมองค์ชายสาม ขอให้องค์ชายมีพระชนพรรษาหมื่นปีๆๆ พ่ะย่ะค่ะ” จิ้นเห่อหมอบกรานคำนับอย่างนอบน้อม ทว่าผ่านไปหนึ่งถ้วยชาก็ไร้เสียงตอบรับ จึงเหลือบมองเจ้านายเล็กน้อย แต่ร่างนั้นยังนั่งนิ่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างด้วยท่าเดิมไม่เปลี่ยนเมื่อไม่มีเสียงตอบรับเขาจึงได้แต่หมอบกรานท่าเดิมไม่กล้าขยับเช่นกัน องค์รักษ์หนุ่มซึ่งพาเขามากลับไปยืนสงบอยู่ข้างหลังอย่างเงียบงัน
       

           กิริยาของทั้งคู่ทำให้จิ้นเห่อแปลกใจ ภายในตำหนักดูวังเวงและเงียบเหงาทันทีที่ไร้สิ้นเสียงของสิ่งมีชีวิต แม้กระทั่งลมหายใจยังถูกควบคุมให้สงบเฉกเช่นจอมยุทธ ร่างสง่างามขององค์ชายยังคงนิ่งงันไม่เปลี่ยนแปลง ช่วงเวลานี้เขารู้สึกตึงเครียดและหวั่นเกรงกลัวว่าจะถูกลงทัณฑ์ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน รอบกายเงียบสงบแต่เขากลับรู้สึกกดดันจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย ก้มกราบกรานท่าเดิมจนแทบเป็นตะคริว ผ่านไปหนึ่งชั่วยามที่คนทั้งสามยังคงอยู่ท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเริ่มทำให้จิ้นเห่อรู้สึกใจคอไม่ดี หากไม่ได้ผ่านการฝึกอย่างหนักขาทั้งสองข้างคงไม่พ้นเป็นตะคริวแน่ๆ
       

         “เงยหน้าขึ้นมา” เสียงนุ่มทุ้มจากร่างที่นั่งนิ่งมานานกว่าชั่วยาม ทำให้จิ้นเห่อเงยหน้าขึ้นมองอย่างตื่นเต้น ดวงตาเรียวคมภายใต้หน้ากากสีทองมองมาที่เขาอย่างสำรวจ เขารู้สึกตื่นกลัวเล็กน้อย เพราะดวงตาคู่นั้นเหมือนจะส่องให้ทะลุถึงจิตใจจนกลัวว่าจะปกปิดความลับตนเองเอาไว้ไม่ได้
       

         “พาเขาไปห้องพัก” องค์ชายเอ่ยบอกองครักษ์เสียงเรียบก่อนจะหันกลับไปมองที่หน้าต่างอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้จิ้นเห่อเพิ่งสังเกตเห็นว่าองค์ชายนั่งอยู่บนรถเข็นหาใช่เก้าอี้ธรรมดาไม่ ท่อนร่างถูกคลุมด้วยผ้าสีเดียววันกับชุด เขาได้แต่หลุบตาลงไม่กล้ามองนานมากกว่านี้ ได้แต่คิดในใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์ชายสามกันแน่และเหตุใดวังบูรพาจึงร้างไร้ผู้คนเงียบยิ่งกว่าป่าช้าเสียอีก
       

         “ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” จิ้นเห่อกล่าวขอบคุณและลุกขึ้นอย่างระวัง เพราะนั่งนานเกินไปจนทำรู้สึกชาไปทั้งขา ก่อนจะเดินตามองครักษ์อวิ้นหลางไปอย่างสงบ ทั้งคู่เดินออกมาจากห้องใหญ่ องค์รักษ์หนุ่มพาเขาเดินสำรวจรอบตำหนักและบอกกล่าวเล็กน้อยก่อนจะมาหยุดที่เรือนหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนองค์ชายมากนัก
        

         “ที่นี่เป็นห้องของเจ้า ส่วนพวกข้าก็อยู่ห้องข้างๆ หากมีอะไรสงสัยเอ่ยถามได้ แต่การที่ไม่รู้อะไรเลยจะทำให้เจ้ารักษาชีวิตได้นานมากกว่า”
        

         “ขอบคุณท่านองครักษ์ บ่าวจะจดจำไว้ขอรับ” จิ้นเห่อเข้าใจคำข่มขู่จึงได้ตอบรับอย่างนอบน้อม
        

          “หน้าที่ของเจ้าคือการอยู่เป็นเพื่อนฝ่าบาทและดูแลอาหารสามมื้อ เจ้าต้องชิมอาหารเหล่านั้นก่อนที่จะให้ฝ่าบาทเสวยเข้าใจใช่ไหม” คำสั่งทำให้จิ้นเห่อตกใจใบหน้าซีดเผือดเพราะร่างกายเขาต้านพิษได้กว่าร้อยชนิดแล้วแบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดมีพิษ แม้จะแยกกลิ่นยาได้แต่หากเจอพิษไม่มีสีไม่มีกลิ่นเขาจะไม่แย่หรอกหรือ
        

          “ขอรับบ่าวจะจดจำไว้”
        

          จิ้นเห่อรับคำเสียงเบา เพียงแค่เริ่มงานวันแรกก็รู้สึกยืนอยู่บนขอบเหวเสียแล้ว อวิ้นหลางพยักหน้ารับก่อนจะผละจากไป เขาเดินเข้าห้องที่ไม่ได้ใหญ่โตหรือเล็กเกินไปอย่างพอใจ ก่อนจะเก็บข้าวของไว้อย่างเป็นระเบียบซึ่งไม่มีอะไรมากแค่ชุดขันทีขั้นต่ำที่ใส่ประจำสามชุดเท่านั้น หลังจากจัดของเรียบร้อยจึงไปนั่งบนเตียงขนาดเล็กแล้วเริ่มเดินลมปราณอีกครั้ง ช่วงนี้ยามมะเส็งสองเค่อ(9.30)ยังมีเวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วยามที่จะไปนำเครื่องเสวยให้องค์ชายสามผู้มีความลับมากมายของแคว้นฉิน

ความคิดเห็น