I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 18] สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 18] สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.1k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2563 18:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 18] สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม (ครบ)
แบบอักษร

18 

สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม 

เหมือนการเดทครั้งนี้จะเป็นการยื่นข้อเสนอ ขอเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามากกว่าจะเป็นการเดทแบบคู่รัก หรือความสัมพันธ์คนคุยทั่วไป อันที่จริงพวกเขาสองคนก็ไม่มีความสัมพันธ์กันถึงขั้นนั้นนะ ทุกวันนี้ที่ย้ายมาอยู่ด้วยก็อยู่แบบหวาดระแวงกันมากกว่า...แต่บางสถานการณ์ตะวันกล้าก็ยอมรับนะว่ามันหวานจนใจเต้นแรงบ้างเหมือนกัน แต่ความรู้สึกหอมหวานมีได้ไม่นานความขมก็เข้ามาปั่นป่วนหัวใจให้ฟุ้งซ่าน และหนักใจจนนอนไม่หลับ 

ตะวันกล้าพ่นลมหายใจออกทางจมูกเฮือกหนึ่ง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา พลางเม้มปากแน่น 

จะทำยังไงดี...เขาตอบตกลงให้โอกาสเต๋อหัวไปแล้ว... 

“บอกซื่อหนานดีไหม...” ตะวันกล้าคิดคำนวณในใจชั่งน้ำหนักในใจ ถ้าบอกไปซื่อหนานจะต้องไม่พอใจเขามากแน่ 

ตะวันกล้าพลิกโทรศัพท์ในมือไปมา พอคิดดูดีๆ แล้ว...อย่าเพิ่งบอกน่าจะดีกว่าแฮะ ตะวันกล้าได้ข้อสรุปแล้วก็วางโทรศัพท์ลงก่อนจะเอนตัวลงนอนแล้วคิดถึงเรื่องเมื่อตอนเย็นวนไปวนมาซ้ำไปซ้ำมาในหัว 

ความบังเอิญ โชคชะตาเล่นตลกกันนะ ทำไมพี่ชายที่พวกเขาเคารพรัก ถึงกลายมาเป็นศัตรูที่พร้อมจะเผาผลาญผู้คนที่ขวางได้ตลอดเวลาแบบนี้...หนำซ้ำอีกฝ่ายยังมีใจให้เขาตลอดมา 

“ตะวัน...มึงว่าเราจะเจอพี่เขาอีกไหมวะ” 

“คงได้เจอละมั้ง” 

“เออ แต่กูคิดว่าถ้าจะใครสักคนเจอพี่ยาจกก็น่าจะเป็นมึงนะตะวัน” 

“กู...กูเนี่ยนะ มึงเอาอะไรมามั่นใจว่าเป็นกูวะ” 

“เซนส์กูบอก” 

“มโนใหญ่แล้วเพื่อนกู” 

“พนันกันไหมละ” 

“ไม่โว้ย ไม่พนัน” 

ตะวันกล้าเผลอยิ้มบางเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต ในวันที่พวกเขาล่ำลากับเต๋อหัวในสภาพยาจก...จะว่าไปเซนส์ของเจแปนเพื่อนเขาก็แรงใช้ได้จริงๆ เพราะเขา...ได้เจอกับเต๋อหัวอย่างที่อีกฝ่ายเคยคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด ทว่า...การเจอกันครั้งนี้กลับไม่ได้สวยหรูอย่างที่ตะวันกล้าคิดไว้เลย ไม่เลยสักนิด....ร่างโปร่งค่อยๆ หลับตาลงจ่มจ่อมกับความฝันที่วาดไว้ ภายในนั้นเขาได้พบเต๋อหัวในสภาพที่มีชีวิตชีวา เดินเข้ามากอดคอเขาและเพื่อนจากนั้นพวกเราก็เริ่มกินเลี้ยงด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน....เมื่อก่อนที่พวกเขาหัวเราะและยิ้มจากใจโดยไม่คิดมากอะไร.... 

พรึ่บ! 

ติ๊ดๆๆๆ 

ตะวันกล้าสะดุ้งตื่นยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วรีบควานหาโทรศัพท์ทันทีเมื่อมันแผดเสียงดังไม่หยุด ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า พระอาทิตย์สาดแสงเข้ามาในห้องนอนจนสมองจ้า ทำให้ตะวันกล้าต้องรีบเดินไปปรับม่านแล้วกดรับโทรศัพท์ 

“ฮัลโหล” 

(คุณชาย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ) 

“เกิดเรื่องอะไรขึ้นเจียวเจียว” 

(ก็คุณชายที่เคยเจอตอนอยู่ด้วยกับคุณชายวันนั้นน่ะสิครับ ผมเห็นเขา...อยู่ในสภาพไม่ดีเลย) 

คุณชายที่เคยเจอตอนอยู่ด้วยกันกับเขา ตะวันกล้านิ่งคิด ภาพในหัวปรากฎใบหน้าของหลิวฟางแล่นวาบเข้ามา 

“หลิวฟาง คุณชายหลิวฟางน่ะหรอ” 

(อ่า ใช่ครับ ใช่) 

“เขาเป็นอะไร” 

(เละเทะมาก สภาพดูไม่ได้เลยครับ เหมือนคนถูกทำร้ายมา ทำยังไงดีครับคุณชาย) 

ถูกทำร้าย? ตะวันกล้านิ่งอึ้งภาพโจวลี่ดึงแขนหลิวฟางออกจากร้านกาแฟไปย้อนเข้ามาในหัวอีกครั้ง เท่าที่เขารู้โจวลี่รักหลิวฟางมากไม่ใช่หรอแล้วทำไม...ช่างเถอะ อย่าเพิ่งสงสัยตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องทำคือรีบไปหาหลิวฟาง 

“ฉันจะไปหานายที่บ้าน ดูแลเขาให้ดี ถ้ามีแผลที่ใหญ่ หรือบริเวณไหนเลือดไหลไม่หยุด ก็ให้ห้ามเลือดเอาไว้ ทำได้ไหมเจียวเจียว” 

(ได้ครับ...ได้ ผมเคยเรียนปฐมพยาบาลในชั้นเรียนมาบ้าง...) 

“ดี...ฉันจะไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามีเรื่องด่วนฉุกเฉินหรือเห็นท่าไม่ดีก็ให้รีบโทรหาฉันทันที เข้าใจไหม” 

(เข้าใจครับ) 

ติ๊ด! 

ตะวันกล้าไม่รอช้ารีบเข้าไปล้างหน้าแปรงฟัน สวมเสื้อโค้ท หยิบของจำเป็นมาไม่กี่อย่างแล้วพุ่งตัวออกจากห้อง แต่เปิดประตูออกไปดันปะทะเข้ากับร่างของใครบางคน จมูกโด่งึงกระแทกเข้ากับแผ่นอกแกร่งของคนตรงหน้าเต็มๆ 

“หลบไป ผมกำลังรีบ” ตะวันกล้าผละตัวออกมาลูบตัวเองปรอยๆ อย่างเคืองๆ จะมายืนเป็นยักษ์วัดแจ้งตรงนี้ทำไมวะ 

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย นายไม่ควรไปยุ่ง” เต๋อหัวพูดขึ้นเสียงเรียบ 

ตะวันกล้าได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วพลัน สงสัยว่าเต๋อหัวรู้ได้ยังไงว่าเขากำลังจะไปหาหลิวฟาง แต่เต๋อหัวก็ปล่อยให้เขาสงสัยได้ไม่นาน ชายหนุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นโชว์หน้าดักฟังเสียงของเขาในห้องให้ดู ตะวันกล้าก็ถึงบางอ้อ นี่เขาดักฟังอยู่ตลอดเวลา? 

“คุณ! ” 

“ไว้ค่อยด่าทีหลัง แต่ที่ฉันจะบอกนาย คือนายไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้” 

“หลิวฟางถูกทำร้ายมา และตอนนี้กำลังอยู่กับเจียวเจียว จะให้ผมอยู่เฉยได้ยังไง” 

“ยิ่งนายเข้าไปยุ่งก็ยิ่งกระตุ้นให้โจวลี่โกรธมากขึ้น ถึงตอนนั้นเขาอาจฉุนขาดแล้วเผยตัวออกมาเร็วเกินกำหนด” 

“เผยตัวอะไร!? โจวลี่กับหลิวฟางมีเรื่องอะไร แล้วคุณรู้เรื่องอะไร บอกผมสิ ถามหน่อยมีอะไรบ้างที่คุณไม่ปิดบังผม!! ” ตะวันกล้าถามอย่างโกรธๆ แต่ไม่รู้ว่าโกรธยังไงหางตาถึงร้อนๆ ราวกับของเหลวจะซึมไหลออกมา 

นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ? 

เรื่องบ้าอะไร ทำไมถึงซับซ้อนวุ่นวายนัก... 

เต๋อหัวหรี่ตาลง นัยน์ตาอ่อนแสงลง “ถึงเวลานายจะรู้เอง รู้แค่ว่าเรื่องหลิวฟาง ปล่อยให้โจวลี่จัดการเองน่าจะดีกว่า” 

“เขาจะจัดการแบบไหนละ แบบโชกเลือดเหมือนอย่างวันนี้ที่หลิวฟางหนีมาหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะรอความช่วยเหลือจากเราอยู่ก็ได้” 

“ยังไงเรื่องนี้เราก็ควรเข้าไปยุ่ง” 

ตะวันกล้าเม้มปากเป็นเส้นตรง เริ่มรู้สึกไม่พอใจกับคำสั่งเผด็จการของเต๋อหัวขึ้นทุกที ไหนจะเรื่องที่ติดตั้งเครื่องดักฟังในห้องเขา ลอบฟังเรื่องราวของเขาอย่างลับๆ ไม่รู้ว่าเต๋อหัวได้ยินอะไรไปแล้วบ้าง แต่ที่แน่ๆ ที่มาขอโอกาสเขาเมื่อวาน อาจจะมีสาเหตุมาจากการได้ยินอะไรๆ ที่เขาไม่อยากให้ได้ยิน...และนั่นอาจจะรวมถึงแผนการที่เขาคุยไว้กับซื่อหนานด้วย 

ตะวันกล้ากลืนน้ำลายลงคอ มองหน้าเต๋อหัวแน่วแน่ ถ้าเต๋อหัวรู้เรื่องของเขาได้แล้วทำไมเขาจะรู้เรื่องของอีกฝ่ายบ้างไม่ได้ 

“ผมจะไม่ไป ก็ต่อเมื่อคุณบอกผมว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลิวฟาง แล้วโจวลี่จะต้องเผยตัวเรื่องอะไร! ” 

งานนี้เขาไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบคนเดียวแน่! 

“นายอยากให้ฉันใช้ไม้แข็งกับนาย? ” ร่างสูงถามกลับเรียบๆ แววตาเย็นชาขึ้นเท่าทวีคูณเมื่อเห็นว่าตะวันกล้ายังดื้อรั้นไม่ยอมฟังที่เขาเตือน “ถ้าอยากให้เรื่องมันแย่ลงกว่านี้ ก็ไปสิ” เขาไม่ได้พูดเล่นหรอกนะที่บอกว่าเรื่องมันจะแย่กว่าเดิม เพราะตอนนี้โจวลี่เองก็พยายามตามหาหลิวฟางอยู่เหมือนกัน ทางนั้นก็ร้อนรน คงกลัวว่าหากพวกเขารู้เรื่องแล้วความจะแตก และเต๋อหัวก็ไม่อยากให้เรื่องที่ฝ่ายนั้นทำลับหลังแตกเอาตอนนี้ เขายังอยากจะใช้ประโยชน์จากคนพวกนั้น ขณะที่ยังมีภาพลักษณ์ภายนอกว่าจงรักภักดีต่อสภาหลงยิหวา เพื่อให้ศัตรูตัวจริงของเขา 

“.......ไม่ยุติธรรม ทำไมคุณรู้เรื่องของผมได้ แต่ผมรู้เรื่องของคุณไม่ได้ หรือมีเรื่องอะไรที่ผมไม่ควรรู้ ในเมื่อขอโอกาสจากผมแล้ว คุณก็ควรให้โอกาสผมได้ทำความรู้จักกับคุณบ้างสิ” 

“ไม่ใช่กับเรื่องนี้” เต๋อหัวยืนยันหนักแน่น น้ำเสียงเรียบนิ่งบ่งบอกถึงความต้องการทั้งหมดที่มีว่าเขาไม่มีทางยอมให้ตะวันกล้าไปเจอหลิวฟางแน่นอน 

ตะวันกล้าไร้คำโต้เถียง ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกน้อยใจอีกฝ่ายจนพูดอะไรไม่ออก คนที่อยากจะเข้าหาเขาอยากเต๋อหัวยอมทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เขามาอยู่ใกล้ๆ เพียงแค่นี้ เพื่ออะไร? คิดอยากให้เขาเปิดใจให้ แต่ตัวเองกลับ...ได้ งั้นก็อย่าหวังเลยว่าจะทำให้เปิดใจได้แบบเต็มร้อย 

“ได้...จะทำอย่างที่คุณก็ได้” ตะวันกล้าพูดเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องโดยไม่หันไปมองเต๋อหัวอีก 

ร่างสูงมองตามแผ่นหลังของตะวันกล้าจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าไปในห้องและลงกลอนแล้วจึงยกโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาหมิงตู้ให้ไปหลิวฟาง โดยการนำตัวหลิวฟางไปไว้อีกที่แล้วส่งข่าวให้โจวลี่รู้ว่าพวกเขาบังเอิญเจอหลิวฟางถูกทำร้าย หมิงตู้รับคำสั่งของเจ้านายแล้วกดวางสายไปทำธุระให้เต๋อหัว 

ฝ่ายเต๋อหัวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เหลือบมองประตูห้องของตะวันกล้า แล้วหยิบโทรศัพท์ดักฟังออกมา มองมันนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องทำงานข้างๆ ห้องร่างโปร่ง และทันทีที่ประตูปิดลง ชายหนุ่มก็ขว้างโทรศัพท์ใส่ผนัง กวาดเอาแจกันดอกไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ประตูลงพื้น จนเกิดเสียงดังเปรี้ยงปร้างลั่นห้อง 

“ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้รู้...” ร่างสูงพึมพำเสียงเบาหวิว พูดซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากให้ตะวันกล้ารู้ เขาอยากให้อีกฝ่ายรู้ทุกอย่าง ทุกเรื่องเกี่ยวกับตัวเขา แต่รู้ตอนนี้ไม่ได้ ขืนรู้ตอนนี้ ตะวันกล้าต้องหนีห่างจากเขามากกว่านี้แน่ 

หึ...ไม่ใช่แค่หนีห่าง แต่อาจจะโกรธเกลียดเขาไปจนตาย 

ร่างสูงค่อยๆ ทิ้งตัวนั่งเหยียดขาข้างหนึ่งพิงประตู มองเศษซากสิ่งของมากด้วยแววตาว่างเปล่า หลังสงบสติอารมณ์ตัวเองได้ ชายหนุ่มก็กระตุกยิ้มหัวเราะออกมาเบาๆ เขานี่มันน่าสมเพชชะมัด... 

ตะวันกล้าเข้ามาในห้องแล้วได้ยินเสียงกึกกักเบาๆ ตรงประตูจึงเปิดประตูออกไปดูว่าเต๋อหัวทำอะไรหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นอะไรผิดสังเกต ตะวันกล้าจึงปิดประตูลงแล้วเม้มปากแน่นอย่างใช้ความคิด 

ทำยังไงดี หรือเราจะแอบหนีไป...ตะวันกล้าก้มหน้าลงมองโทรศัพท์อย่างลังเล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองสำรวจไปรอบห้อง ห้องในบ้านของเต๋อหัวเก็บเสียง และถูกสร้างขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์หลักๆ คือเพื่อความปลอดภัย ขนาดกระจกยังใช้กระจกกันกระสุน ทุ่มเงินสร้างและปรับเปลี่ยนไปไม่น้อย ตะวันกล้าเดินสำรวจตรวจตราไปทั่วห้องจนมาถึงระเบียงห้อง มองจากตรงนี้...รู้แค่ว่าถ้าจะหนีทางนี้เขาคงตายก่อนได้ไปช่วยหลิวฟางแน่ 

เพราะงั้น...เลยมีทางหนีเพียงทางเดียวเลยก็คือทางประตู 

ตะวันกล้ามองประตูแล้วพ่นลมหายใจออกมาอีกรอบ จะออกไปยังไงดีนะ...คุณหมอหนุ่มทรุดตัวลงนั่ง พลางนึกใคร่ครวญอีกรอบว่าการไปช่วยอีกฝ่ายในครั้งนี้มันสมเหตุสมผลดีหรือเปล่า พวกเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ไหม ถ้าในฐานะหมอสิ่งที่เขาจะตอบตัวเองเลยก็คือควรรีบไป เพราะหลิวฟางอาจจะตายได้ถ้าเขาไปช้า ทว่า ในสถานการณ์แบบนี้... 

ขณะที่กำลังคิดไม่ตกเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตะวันกล้าเหลือบมองเห็นโชว์เบอร์อันเจียวเจียว คุณหมอหนุ่มจึงรีบวิ่งเข้าห้องน้ำแล้วเปิดน้ำทุกก๊อกให้ไหลเสียงดัง 

“ฮัลโหล” 

(คุณหมอ มาถึงหรือยังครับ) 

“ยัง ฉันหาทางไปอยู่ แล้วหลิวฟางเป็นยังไงบ้าง” 

(มีแค่อาการบาดเจ็บภายนอกครับ แผลไม่ลึกมากครับ ผมทำแผลให้แล้ว...เอ่อ เหมือนจะมีภายในด้วย แต่คุณชายไม่ให้ผมช่วยจัดการ....คุณชายครับคือบนตัวของคุณชายหลิวฟางมีรอยแปลกๆ บนตัวด้วย...) 

“รอยแปลกๆ ? ” 

(เหมือนรอยฟัน...เอ่อ แล้วก็รอยดูดเลยครับ อันนี้เป่าซาเป็นคนบอกผม) 

“เป่าซาหรอ? เขาไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง” เป่าซาก็คือพ่อครัวของบ้านเขา จำได้ว่าเคยให้อันเจียวเจียวไปหาเขา เพราะเขาเป็นคนที่เข้าหาง่ายที่สุด และดูไม่น่ากลัว เป็นไปได้ที่ทั้งสองจะรู้จักกันเพราะเหตุการณ์นั้น แต่ทำไมเขาถึงไปโผล่อยู่กับอันเจียวเจียวได้? 

(คือ...เป่าซากับผมรู้จักกันก่อนที่เจอกันที่บ้านคุณชายครับ เป่าซาเขาเป็นพ่อครัว ชอบมาเดินตลาดซื้อของเข้าบ้าน ส่วนผมก็ออกไปขายของช่วยป้าลี่ เลยรู้จักมักคุ้นกัน แล้วก็เขาเองก็ชอบมาเล่นกับผมที่บ้านบ่อยๆ ด้วย วันนี้เขาทำงานเสร็จเร็ว เลยมาช่วยผมติวหนังสือ แต่ดันเจอเข้ากับคุณชายหลิวฟางด้วยกัน....) 

“โอเคๆ เป่าซาอยู่กับนายก็ดีแล้ว...เอาเป็นว่าถ้าไม่เป็นอะไรมาก ก็ฝากบอกเขาด้วย...ว่าฉันคงไปหาไม่ได้แล้ว” ตะวันกล้าบอกเสียงใจเย็น เพราะจากลักษณะอาการบาดเจ็บของหลิวฟางที่เจียวเจียวพูดให้ฟัง น่าจะถูก....ข่มขืน 

“เจียวเจียว...เดี๋ยวฉัน...” 

(คุณชาย! คุณชายครับ คุณชายหลิวฟางฟื้นแล้วอยากคุยกับคุณชายครับ โอ้ย! นี่! อะไรของนายเป่าซา! ปล่อย! นี่ครับคุณชายหลิวฟาง....ขอบใจ...) 

ตะวันกล้ายืนนิ่งรอฟังปลายสายพูด ขณะเดียวกันนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงเจียวเจียวทะเลาะกับเป่าซาดังเป็นพักๆ 

(ซื่อหนาน...บอกเต๋อหัว แค่ก...บอกเขาว่าโจวลี่คือคนทรยศ) 

“คนทรยศ!? ” 

(แค่ก! เขาเป็น อึก...เป็นตัวจริงของพวกอินทรีพิฆาต กลุ่มคนที่เข้ามาป่วนในเขตทางเหนือและใต้....อึก เขา...ร่วมมือกับซ่งเหวิ่น) ปลายสายบอกเสียงแหบเครือสั่นระริก ตะวันกล้าฟังแล้วใจไม่ดี จึงรีบกดวางสายแล้ววิ่งออกจากห้องไปพบเต๋อหัว นี่ใช่ไหมที่บอกว่าไม่อยากโจวลี่เผยตัวเร็วเกินไป! เพราะเต๋อหัวรู้อยู่แล้วว่าโจวลี่เป็นคนทรยศ! 

ติ๊ด! 

หลิวฟางมองโทรศัพท์ในมือแล้ววางโทรศัพท์ลงบนเตียงด้วยท่าทางอ่อนแรง ใบหน้าสวยขาวซีดไร้สีเลือดเหลือบมองเป่าซาและอันเจียวเจียวที่ทะเลาะกันอยู่ด้านนอกด้วยใบหน้าเรียบเฉย 

“นายห้ามฉันไม่ให้คุณชายหลิวฟาง คุยกับคุณชายซื่อหนานเพราะอะไร ก็บอกมาสิ! ” อันเจียวเจียวถามอีกฝ่ายอย่างหัวเสีย ส่วนเป่าซาเผยรังสีทะมึน กำลังจะอ้าปากต่อว่าไอ้ตัวเล็กที่กำลังเข้าไปยุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทว่า หางตาของเขารับรู้ได้ถึงวัตถุสีดำ ร่างสูงจึงโถมตัวเข้าไปกอดอันเจียวเจียวเอาไว้แล้วพาอีกฝ่ายหลบฝ่าเท้าของร่างปริศนาที่พุ่งตัวเข้ามาหาพวกเขา อันเจียวเจียวหน้าซีดปากสั่น มองคนแปลกหน้าในชุดสูทสีดำจ้องหน้าพวกเขาราวกับจะฆ่าให้ตายอย่างตกตะลึง จู่ๆ คนพวกนี้ก็เข้ามาในบ้านเขา หมายความว่าไงเนี่ย! 

เป่าซาผลักให้อันเจียวเจียวหลบข้างหลังตัวเอง ตามองชายแปลกหน้าห้าคนที่กำลังยืนจ้องพวกเขาราวกับสิงโตเตรียมตะครุบเหยื่อตาไม่กระพริบ สองฝ่ายจ้องกันไปมาอย่างหยั่งเชิง 

“ไป! เข้าไปหาคุณชายหลิวฟางแล้วโทรหาคุณชายซื่อหนาน! ” เป่าซาบอกอันเจียวเจียวก่อนจะผลักร่างเล็กเข้าไปในห้องส่วนตัวเองก็รีบยกเท้าถีบคนที่พุ่งตัวเข้ามา ก่อนจะเข้าไปตะลุมบอนกับนักฆ่าทั้งห้าคนที่ถูกส่งตัวมาชิงตัวหลิวฟาง คนพวกนี้ไม่ใช่คนของซ่งเหวิ่น หรือโจวลี่แน่ เพราะงั้นมีทางเดียวที่เป็นไปได้...คนพวกนี้ก็คือคนของศัตรูเต๋อหัว! 

อันเจียวเจียวใจเต้นแรง เข้ามาในห้องได้มือยังสั่นกลัวไม่หยุด ทำอะไรไม่ถูก จนได้ยินเสียงของคุณชายหลิวฟางบอกให้ล็อกประตูตนถึงรีบล็อกประตูแล้วดันตู้มาขวางประตูเอาไว้อย่างรวดเร็ว หัวสมองน้อยๆ ประมวลผลเรื่องที่เกิดขึ้น และทวนคำสั่งของเป่าซาอีกครั้งจากนั้นก็รีบวิ่งไปหยิบโทรศัพท์บนเตียงมากดโทรออกหาคุณชายซื่อหนาน 

รอสายอยู่ไม่นาน ปลายก็กดรับ “คุณชาย...คุณชายครับเกิดเรื่องใหญ่แล้ว จู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน พวกเขาท่าทางเหมือนพวกคนไม่ดี ท่าทางเหมือนพวกนักฆ่าเลยครับ” 

(ใจเย็นๆ เจียวเจียว...ฉันจะไปหานายเดี๋ยวนี้ แป๊ปนะ....มีคนเข้าไปในบ้านเจียวเจียว อะไรนะ! คุณส่งคนไปหรอ หมิงตู้? ไม่! ตอนนี้เจียวเจียวบอกว่าพวกเขาสู้กับเป่าซา พ่อครัวที่บ้านผม...อะไรนะ! คุณพูดอะไร!? เจียวเจียว...หาทางหนีไปก่อนนะ ปรึกษาหลิวฟาง เขาน่าจะรู้เรื่องนี้....โอเค....เปลี่ยนใหม่ ตอนนี้หมิงตู้คนของเต๋อหัวกำลังไปหา บอกหลิวฟาง เขารู้ว่าต้องทำยังไง ถ่วงเวลาไว้ให้ได้นานที่สุด...) 

ติ๊ด! 

วางสายจากตะวันกล้าแล้ว อันเจียวเจียวก็หันมามองคนที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดขาว แต่แววตาเป็นประกายเจิดจ้า แผ่รังสีสังหารออกมา “ซื่อหนานว่ายังไง” 

“บอกว่าคนที่ชื่อหมิงตู้กำลังมาครับ แล้วให้ผมบอกคุณชายว่าหาวิธีถ่วงเวลาให้นานที่สุด ตอนนี้คุณชายกำลังออกมา...” 

หลิวฟางวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัว ผู้ชายที่ชื่อเป่าซาออกปากให้อันเจียวเจียวเข้ามาหลบในห้อง แล้วตัดสินใจต่อสู้กับพวกที่อยู่ข้างนอกเพียงลำพังแสดงว่าอีกฝ่ายจะต้องมีฝีมือพอตัว และคงไม่ใช่พ่อครัวธรรมดาอย่างที่บอก ส่วนพวกนักฆ่าที่อยู่ด้านนอกนั่นแววตามุ่งร้ายอย่างเห็นได้ชัด มองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าไม่ใช่คนของโจวลี่มาตามตัวเขาแน่ แสดงว่าเรื่องที่เขาหนีออกจากบ้านตระกูลโจวไม่ได้มีแค่ซื่อหนานรู้ แต่มีคนอื่นรู้ด้วย...นั่นอาจหมายความว่าเรื่องที่ตระกูลโจวทรยศสภาอาจไม่ได้มีแค่เขาที่รู้ แต่ยังมีคนอื่นรู้แล้วใช้โอกาสที่เขาผิดใจกับโจวลี่สอดมือเข้ามายุ่งเพื่อใช้เขาเป็นเครื่องมือ! 

“คุณชาย...ทำยังไงดีครับ” 

“อึก...” บ้าเอ้ย แค่จะลุกขึ้นยืนยังทำได้ลำบากแล้วจะถ่วงเวลาได้นานได้ยังไง ดีไม่ดีป่านนี้คนพวกนั้นคงล้อมบ้านหลังนี้ไว้หมดแล้ว 

หลิวฟางกัดฟันค่อยๆ ผุดลุกยืนด้วยขาสั่นระริก อันเจียวเจียวเห็นท่าไม่ดีเลยเข้าไปช่วยพยุง พลางนึกชื่นชมหลิวฟางในใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้อีกฝ่ายยังมีสีหน้าสงบเยือกเย็นได้ เขาละนับถือจริงๆ 

“เสียงข้างนอกเรียบแล้ว เปิดประตูออกไปดู” 

“แต่ว่า...” 

“ถ้าเป็นเป่าซาแพ้ พวกมันคงบุกเข้ามาแล้ว” 

“ครับ” 

อันเจียวเจียวรีบดันตู้ออกให้พ้นทาง สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหมุนลูกบิดประตูแง้มมองออกไปด้านนอก พอเห็นสภาพภายด้านนอกก็เบิกตากว้าง เปิดประตูออกกว้างแล้วมองเป่าซาที่ยืนอยู่ท่ามกลางร่างไร้วิญญาณ...เอ่อ คาดว่าน่าจะไร้วิญญาณ เพราะพวกเขานอนจมกองเลือดกันทุกคน 

“เป่าซา...” 

“เอานี่ไป! เราต้องหาทางออกจากที่นี่...อย่างน้อยๆ ไปที่ที่คนพลุ่งพล่านกว่านี้พวกมันจะได้ทำอะไรเราลำบากหน่อย” ที่นี่เป็นแหล่งชุมชนแออัด อาคารบ้านเรือนชิดกัน หนทางคับแคบ สมรภูมิรบเสียเปรียบแบบนี้ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพวกมันต้องจับตัวหลิวฟางไปได้แน่ 

อันเจียวเจียวรับปืนมาถือไว้ด้วยมือสั่นๆ พอเหลือบมองรอบตัว เห็นสภาพบ้านไม่น่าดูก็ใจแป้ว ถ้ายายกับพ่อมาเห็นสภาพบ้านละก็ต้องเป็นลมแน่ ขนาดเขายังอยากจะเป็นลมเลย...ฮือออ อยากร้องไห้ แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะ ไว้รอดชีวิตไปได้ค่อยว่ากัน 

“หลิวฟางคุณขึ้นหลังผม” เป่าซาเดินไปย่อตัวลงตรงหน้าหลิวฟาง 

หลิวฟางมองแผ่นหลังของเป่าซาอย่างพินิจก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงขึ้นไปบนหลังของเป่าซา พร้อมกันนั้นก็รับปืนที่อีกฝ่ายยัดใส่มือกำมันไว้แน่นแล้วกัดฟันถามเป่าซา 

“นายเป็นใคร นายไม่ใช่คนของซื่อหนานแน่นอนฉันมั่นใจ” 

“เรื่องนี้คุณไม่จำเป็นรู้ รู้แค่ว่าคุณจะรอดจากเงื้อมมือพวกนั้นได้ก็เพราะผมก็พอ...เจียวเจียว! หยุดสั่น ตั้งสติแล้วเดินตามหลังฉันมาอย่าห่างแม้แต่ก้าวเดียวเข้าใจไหม” 

“อะอื้อ! ” 

“จำได้ไหมที่เคยสอนใช้ปืน” 

“ดะ..ได้” 

“ดี...เดินตามฉันมา” เป่าซาสั่งเพื่อนตัวน้อยที่เขาคอยมาเย้าแหย่เล่นได้ทั้งวันอย่างเป็นห่วงแวบหนึ่ง ก่อนจะดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับการมองทางและหูคอยฟังความเคลื่อนไหว ในใจภาวนาขอให้คนของเต๋อหัวมาถึงที่นี่โดยเร็ว... 

แต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่ฟังคำขอของเขาเพราะเพียงก้าวออกมาจากบ้าน พวกเขาก็ไม่มีหนทางให้ก้าวเดิน ชายชุดดำจำนวนมากกำลังรายล้อมพวกเขาเอาไว้อยู่เต็มไปหมด 

“คิดถูกจริงๆ ที่ส่งพวกนั้นเข้าไปก่อน ที่แท้ก็มีคนคอยกลบร่องรอยให้นาย พวกฉันถึงตามดมกลิ่นไม่เจอ แต่โชคยังดีที่ถามคนแถวนี้ถึงได้รู้ว่านายมาหลบอยู่ที่นี่” 

หลิวฟางหรี่ตามองผู้ชายตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง อีกฝ่ายน่าจะอยู่เขตทางใต้แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ไม่สิ ต้องสงสัยว่าทำไมลั่วหยาง ผู้นำพรรคเสือดำถึงมาอยู่ที่นี่ได้ต่างหาก เขารู้ได้ยังไง แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องได้ยังไง! 

“ลั่วหยาง...” 

“ไปกับฉันเถอะ รับรองว่าฉันจะเอ็นดูนายให้ดีกว่าซ่งเหวิ่น ไอ้เสือดาวนั่น” อีกฝ่ายว่าพลางเหยียดยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน 

หลิวฟางใจกระตุก เหตุการณ์ในห้องห้องนั้นยังตราตรึงในความทรงจำของเขาไม่เสื่อมคลาย และมันก็คงจะไม่มีวันเลือนหายไปไหนง่ายๆ ทุกสัมผัส ทุกเสียงคร่ำครวญโรมรันเข้าหากัน หลอนหูจนอยากจะยกมือขึ้นอุด ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนั่นแม้แต่ลั่วหยางยังรู้เรื่อง? นี่มันหมายความว่ายังไงกัน หรือลั่วหยางก็เป็นคนทรยศเช่นเดียวกับซ่งเหวิ่นอยู่กับพวกซ่งเหวิ่น? ไม่น่าใช่...หมอนี่น่าจะเป็นคนของคนอื่นมากกว่า! 

“ไปแล้วฉันได้อะไร ในเมื่อฉันไม่ต้องการให้นายดูแล” หลิวฟางตอกกลับ พยายามคุมตัวเองไม่ให้สั่นกลัว แต่เป่าซาที่อุ้มเขาอยู่รู้สึกได้ว่าคนบนหลังกำลังหวาดกลัวเพียงใด 

ส่วนเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เขายิ่งแล้วใหญ่ ตัวสั่นราวกับเจ้าเข้าเมื่อเห็นศัตรูรายล้อมเต็มไปหมด 

“หึ...ต่อให้นายต้องการหรือไม่ก็ตาม แต่นายก็ต้องไปอยู่ดี เพราะโจวลี่สั่งฉันเอาไว้ว่าให้พานายกลับไปด้วยให้ได้” 

“โกหก! ไอ้เสือลิ้นสองแฉก! โจวลี่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นแก! อันที่จริงในหมู่พวกเราผู้นำพรรคมังกร และผู้นำพรรคพยัคฆ์ รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก จะมีก็แต่แก เต๋อหัว และฮั้นตี้ที่พวกเราไม่ได้อยู่กับแก แล้วโจวลี่จะนับแกเป็นเพื่อนถึงขั้นร่วมมือกับคนที่ไม่เคยรู้จักได้ยังไง! ” พอพูดจบ หลิวฟางก็ตกใจกับคำพูดของตัวเอง...จะว่าไป...เมื่อย้อนคิดดูดีๆ แล้ว พวกเรา...พวกเราทุกคนก็เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แม้ไม่ได้สนิทสนมกัน แต่ด้วยความเป็นเด็ก ในตอนนั้นใครจะแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายเหมือนพวกผู้ใหญ่กัน แค่มีใครสักคนในห้องบอกว่ามีเรื่องสนุกๆ มาให้เล่น หรือมีขนมอร่อยๆ มาให้ทาน แค่นั้นพวกเราก็พร้อมกรูเข้าไปหาแล้ว ตัวเขา...ซื่อหนาน...ซ่งเหวิ่น และโจวลี่ จึงชอบไปไหนด้วยกันบ่อยๆ โตขึ้นมาหน่อยพวกเราก็ช่วยกันเลี้ยงเจ้าเด็กหน้าตาย หลิ่งหยู๋ ผู้นำพรรคเสือโคร่งอย่างสนุกสนาน เพราะเจ้าเด็กนี่ถึงจะหน้าตาย แต่ก็ยอมทำตามที่พวกเขาสอนอย่างเคร่งขัด เลยทำให้พวกเขาสนุกมากถึงกับก่อตั้งสำนักเจ้ายุทธภพขึ้น มีศิษย์น้องศิษย์พี่เหมือนในหนังจีน จวบจน...เรื่องนี้ถึงหูพวกผู้ใหญ่ พวกเรา...ถึงไม่ได้เล่นด้วยกันอีกนับแต่นั้นเป็นต้นมา... 

หลิวฟางกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ นึกถึงทีไรก็รู้สึกว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเป็นเพียงภาพฝันที่มีอยู่แค่ในจินตนาการ เหมือนมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทั้งที่มันเคยเกิดขึ้น และเป็นอดีตที่สวยงามมาก มากพอจะทำให้เขารู้สึกสังเวชกับความสัมพันธ์ในครั้งนั้น เพราะมันได้ส่งผลให้เขามีสภาพแบบนี้ยังไงละ 

ลั่วหยางแผ่รังสีทะมึน ใบหน้าจากยิ้มแย้มอารมณ์ดีแปรเปลี่ยนเป็นเรียบตึง ดวงตาคล้ายดำมืดลงราวกับจะดูดผู้คนตรงหน้าจมหาย 

“ฉันพูดกับนายดีๆ แล้วนะหลิวฟาง” 

“ฉันก็พูดกับนายดีๆ แล้วเหมือนกัน ตอนนี้พวกเต๋อหัวกำลังมาที่นี่ ขืนนายยังยืนเด่นหลาอยู่ที่นี่ละก็ จบไม่สวยแน่” 

“เต๋อหัว? เขาจะมาที่นี่ได้ยัง...” 

“นายครับ” ยังพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มข้างกายหน้าตาโหดๆ มองดูก็รู้ว่าตัวร้ายเข้ามายืนกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับลั่วหยาง แล้วหน้าตาของเขาก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ฝ่ายหลิวฟางไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าร่างสูงที่กำลังยืนนิ่งอยู่นั้นกำลังกระตุกยิ้มมุมปาก แววตาวาววาบราวกับผู้กำลังกำชัยชนะ ไพ่ใบที่สองที่ถูกปิดมานาน ในที่สุดมันก็เผยตัวออกมา เป็นอย่างที่คาดลั่วหยางเป็นคนของคนคนนั้น... 

ห่านกงกง...ดูเหมือนครั้งนี้คุณจะใจร้อนไปหน่อยนะ 

หลิวฟางเห็นสีหน้าของลั่วหยางเปลี่ยนไป ก็พอจะเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงกระตุกยิ้มเยาะเมื่ออีกฝ่ายเหลือบตามามองเขาหลังฟังรายงานจบ 

“ถ้าให้เดา นายไม่รู้ว่าเต๋อหัวกำลังมาที่นี่” ลั่วหยางคงจะไม่รู้ว่าคนที่ช่วยเขาไว้คือคนที่ซื่อหนานรู้จัก เจ้าตัวอาจนึกว่าชาวบ้านแถวนี้บังเอิญช่วยเขาไว้ ถึงกล้าลงมือเผยตัวออกมาอย่างไม่กลัวเกรง “ลั่วหยางเอ๋ยลั่วหยาง คนอย่างนายนี่มันน่าสงสารจริงๆ คงคิดว่าแผนนี้จะใช้ได้ผลโดยไม่ใครล่วงรู้ตัวจริงของนาย แต่พอลงมือกลับไม่เป็นอย่างที่คาด จะเรียกว่าโชคร้าย หรือโง่เง่าดีละ” 

ลั่วหยางกัดฟันกรอด มองหน้าหลิวฟางอย่างอาฆาตมาดร้าย “โสเภณีอย่างนาย ที่ถูกพ่อขายให้ตระกูลโจวกับตระกูลอู่มีสิทธิ์มาเยาะเย้ยคนอื่นด้วยหรอ อย่างนายก็แค่คนชั้นต่ำที่ยอมทอดกายถวายตัวเพื่ออำนาจของตัวเองเท่านั้นแหละ คงไม่มีค่ามากไปกว่านี้” 

หลิวฟางโกรธจนเลือดขึ้นหน้า รู้ตัวอีกทีก็เล็งปืนไปที่ลั่วหยางแล้วเหนียวไกอย่างไม่ลังเล กระสุนนัดนั้นแล่นฉิวฝ่าอากาศไปยังลั่วหยาง ถ้ามันหลบไม่ทันคงถูกยิงเข้าเต็มๆ ที่หน้าอกข้างซ้าย แต่อีกฝ่ายโชคดีถูกคนสนิทช่วยไว้ จึงรอดได้อย่างหวุดหวิด 

“หลีหลิวฟาง! ” 

“ไม่เคยมีใครบอกว่าคนปากมากมักตายเร็ว” 

“มึง! ” 

“นายครับ นายท่านส่งสัญญาณมาแล้ว รีบไปกันเถอะครับ เราไม่เหมาะจะปะทะกับพวกเขาในเวลานี้ ถอยก่อนดีกว่าครับ” ลั่วหยางมองคนสนิทอย่างหงุดหงิด แต่สักพักก็เปลี่ยนสีหน้าใหม่เมื่อนึกอะไรดีๆ ออก ก่อนจะไปอย่างน้อยๆ ก็ควรจะจัดการอะไรสักอย่างก่อน เพราะเขาไม่ยอมกลับไปมือเปล่าแน่ 

“ฉันจะกลับ แต่ปล่อยพวกมือดีเอาไว้ ซ้อมมันซะ...” ลั่วหยางกระซิบบอกคนสนิทเสียงเรียบ หลังจากนั้นก็ผละตัวเดินเข้าไปในตรอกตรอกหนึ่ง ส่วนคนสนิทหันไปส่งสายตาให้บอดิการ์ดมือดีสิบเล่นงานพวกหลิวฟาง ก่อนจะขนคนจำนวนมากออกไป... 

เป่าซากัดฟันแน่น ก่นด่าไอ้มาเฟียเสือดำหน้าไม่อายอย่างเจ็บใจ ทิ้งคนจำนวนหนึ่งเอาไว้มองพวกเขาราวกับเหยื่อ ต่อให้เขาเก่งกาจแค่ไหน แต่มีทั้งคนเจ็บและเด็กคงไม่แคล้วต้องถูกซ้อมปางตาย ไอ้เลวเอ้ย! คิดสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายเต๋อหัวงั้นเรอะ! 

“จัดการมัน! ” 

สิ้นเสียงคำสั่ง ร่างสูงใหญ่มากมายก็โถมเข้าใส่พวกเขาอย่างชำนาญ ต่อให้มีปืนในมือ แต่อันเจียวเจียวกลัวเกินกว่าจะยิง ขณะเดียวกันคนที่ยิงเป็นสองคนก็อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมกันทั้งสองฝ่าย ป้องกันได้ไม่นานก็กลายเป็นเสียเปรียบ แต่เป่าซายังพอมีสติหลงเหลือ โอบกอดทั้งเจียวเจียวและหลิวฟางเอาไว้ ใช้แผ่นหลังของตัวเองคอยปกป้องพวกเขา แม้จะปกป้องได้ไม่มาก แต่ก็น่าจะเพียงพอไม่ให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส... 

หมิงตู้เร่งรีบมายังสถานที่ที่เจ้านายสั่ง แต่ทันทีที่เท้าเหยียบพื้นถนนและเดินเข้าไปในตรอกได้แค่สามก้าว ร่างโปร่งได้ยินเสียงปืนหนึ่งนัดดังขึ้นไม่ไกลก็รีบบอกให้คนวิ่งตามมา ตัวเขาสังหรณ์ใจไม่ดีเลย พอคิดได้อย่างนั้นก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ทว่า ในหมู่บ้านสลัมแห่งนี้มีพื้นที่ตรอกซอกซอยซับซ้อน พวกเขาวิ่งหาทางอยู่นาน พอมาถึงสถานที่เกิดเหตุก็พูดอะไรไม่ออกกับภาพตรงหน้า 

ร่างโปร่งเพียวรีบวิ่งเข้าไปดูคนสามคนนอนจมกองเลือด ใช้มือเช็คลมหายใจโดยการอังที่จมูกทีละคนก็ออกคำสั่งให้โทรเรียกรถพยาบาล ทว่า เหมือนฟ้าเล่นตลก ขณะที่พวกเขากำลังจะช่วยคนทั้งสาม กลุ่มคนจำนวนหนึ่งดันวิ่งมาถึงเสียก่อน... 

หมิงตู้อึ้งเมื่อเห็นว่าเป็นกลุ่มของโจวลี่ ร่างสูงหยุดยืมจ้องมองมาที่พวกเขาอย่างสำรวจ แต่ทันทีที่เห็นร่างในอ้อมกอดของหมิงตู้ สีหน้าที่เย็นชาอยู่แล้วก็ยิ่งแผ่รังสีสังหารออกมา 

หมิงตู้เหงื่อตก เลขาฯ หนุ่มเห็นโจวลี่พูดอะไรบางอย่างกับคนสนิท จากนั้นก็เร่งฝีเท้าเข้ามาล้อมพวกเขาเอาไว้ราวกับจะรุมฆ่าให้ตาย หมิงตู้ก็รีบตะโกนอธิบาย เพราะท่าทางของโจวลี่เหมือนจะเข้าใจพวกเขาผิด 

“คุณชายโจว พวกเราเองก็มาช่วยคุณชายหลิวฟาง มาถึงก่อนพวกคุณไม่กี่นาที! ” 

“หุบปาก! แล้วถอยออกมาจากหลิวฟาง ไม่งั้นฉันจะสั่งลูกน้องให้ฆ่าพวกแกทั้งหมด! ” 

“คุณชายโจว คุณเข้าใจผิดแล้ว พวกเราไม่ได้ทำอะไรคุณหลิวฟาง พวกเรามาช่วยคุณชายหลิวฟางจริงๆ” 

“ฉันบอกให้เงียบไง! ” โจวลี่ตะโกนสั่งอย่างเดือดดาล พร้อมกับเดินเข้ามาผลักหมิงตู้ให้ออกห่างร่างโปร่งของหลิวฟาง แล้วแย่งหลิวฟางเข้ามาโอบกอดไว้อย่างหวงแหนแทน ยิ่งมองสำรวจหลิวฟางใกล้ๆ เห็นใบหน้าเนียนซีดไร้สีเลือดหลับตาคล้ายคนไม่มีพลังชีวิต โจวลี่ก็ยิ่งเจ็บปวดราวกับมีใครใช้มีดคว้านเอาหัวใจออกไป...ร่างสูงกระชับกอดร่างโปร่งแน่น.. 

...ถ้าหลิวฟางเป็นอะไรไป แล้วเขาจะอยู่ยังไง... 

“คุณชายโจว พวกเราได้รับคำสั่งให้พาตัวคุณหลิวฟางไปที่ที่ปลอดภัย แต่มาถึงที่นี่ก็เห็นคุณหลิวฟางนอนจมกองเลือดอยู่ เรื่องนี้พวกเราพรรคมังกรดำสาบานได้” 

“.....” ตอนนี้ไม่ว่าคำแก้ตัวไหนๆ ของหมิงตู้ก็สามารถแทรกซึมเข้าไปในโสตประสาทของโจวลี่ได้ ขณะเดียวกันคนของโจวลี่ก็กำลังย่างเท้าเข้าหาพวกหมิงตู้ที่กำลังเตรียมรอตั้งท่ารับเช่นกัน 

“เขาพูดความจริง! ” เสียงทุ้มเข้มคุ้นเคยของบุคคลที่สามดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของมาซาชิ หมิงตู้เห็นอย่างนั้นก็งงหนัก เขาจำได้ว่ามาซาชิออกจากบบริษัทหลังจากคุยเรื่องเซ็นสัญญากับพวกเขาเสร็จ ทำไมถึงโผล่มาอยู่ที่นี่ได้ละ?! 

เสียงมาซาชิทำให้โจวลี่สนใจได้บ้าง มาเฟียหนุ่มในชุดขาวเปื้อนเลือดเหลือบมองมาเฟียญี่ปุ่นคู่ค้าขาประจำของพวกเขานิ่งๆ แม้ในใจจะประหลาดใจที่อีกฝ่ายโผล่มาอยู่ที่นี่ 

“ถ้านายไม่เชื่อ เดี๋ยวอีกไม่เกินห้านาทีนายจะต้องเชื่อเพราะหมิงตู้โทรเรียกรถพยาบาลมาที่นี่ ถ้าหมิงตู้เป็นคนทำจริง เขาจะโทรเรียกรถพยาบาลทำไม” 

“เหตุผลแค่นั้นไม่พอลบล้าง เขาอาจทำไปเพราะต้องการปกปิดความผิดก็ได้ใครจะไปรู้” 

“แต่ฉันมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดว่าหมิงตู้เพิ่งมาถึงที่นี่ไม่กี่นาทีที่แล้วจริง อยากจะดูไหมละ ระหว่างรอรถพยาบาลมาที่นี่...” มาซาชิบอกพร้อมกับเดินมายื่นโทรศัพท์ให้โจวลี่ดู เป็นภาพเหตุการณ์ที่เขาจ่ายเงินให้ร้านชำหน้าปากซอยตั้งพันเหรียญกว่าจะได้มันมาเป็นหลักฐานที่อยู่ให้หมิงตู้เชียวนะ 

โจวลี่มองภาพนั้นนิ่งๆ ร่างสูงขมวดคิ้วเข้าหากัน จากนั้นก็ส่งเสียงเรียกคนสนิทให้มาที่นี่ พร้อมกับตะโกนประโยคอันน่าตกตะลึงออกมา 

“หยุดคำสั่ง! โทรไปบอกอาม่อว่าหยุดปฏิบัติการ! ” 

“ปฏิบัติการอะไร!? ” หมิงตู้ถามขึ้นอย่างใจไม่ดี รู้สึกได้ว่าปฏิบัติการที่ว่าหมายถึงการทำอะไรไม่ดีกับเจ้านายของเขา! 

ไร้คำตอบจากโจวลี่...แต่นั่นก็เพียงพอจะเป็นคำตอบให้หมิงตู้ได้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดลงมือจัดการกับเจ้านายของเขา! 

หมิงตู้ไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออกหาเต๋อหัวทันที ขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงรถพยาบาลก็ดังขึ้น พร้อมๆ กับทีมแพทย์ที่วิ่งเข้ามายังจุดเกิดเหตุ... 

(ว่าไงหมิงตู้ เรียบร้อยดีไหม) 

“นาย...ตอนนี้นายท่านกำลังอยู่ที่ไหนครับ” 

(บนรถ....กำลังไปหาพวกนาย...) 

“ไม่ต้องมาครับ มันอันตราย คุณชายโจวสั่งให้.....” 

ตู๊ดๆๆๆๆๆๆๆ 

“นาย! นายท่าน! ” เสียงอึกทึกดังขึ้นพร้อมๆ กับสายที่ตัดไปทำหมิงตู้หน้าซีดเผือดด้วยความกลัวจับใจ ร่างโปร่งเหลือบมองไปทางโจวลี่กำลังจะเดินตามเปลของหลิวฟางออกไปอย่างกรุ่นโกรธ 

“คุณชายตระกูลโจว!!! คุณเตรียมรับผลกรรมได้เลย! ” 

โจวลี่ชะงักหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ จากนั้นค่อยขยับเท้าเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามองหมิงตู้ที่ยืนหัวเสียอยู่ข้างหลังอีก สำหรับเขาแล้วมีเพียงชีวิตของหลิวฟางเท่านั้นที่สำคัญ ส่วนคนอื่นนั้นก็แค่มดปลวก ต่อให้ใครตายหรือเป็นอะไรขึ้นมาเพราะความผิดพลาดของเขา โจวลี่ก็ไม่สนใจ! 

................................... 

ประเทศไทย 

เพล้ง! 

“อย่าขยับ! เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ฮั้นตี้บอกร่างโปร่งที่อยู่ๆ ก็มืออ่อนทำแก้วแตกพร้อมๆ กับความคิดของที่กำลังนึกถึงเต๋อหัวอยู่พอดี ทำเอาคุณชายพยัคฆ์รู้สึกใจคอไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก 

ฝ่ายซื่อหนานนิ่วหน้ามองฮั้นตี้ก้มตัวลงเก็บเศษแก้วทีละชิ้นด้วยความรู้สึกแปลกๆ เมื่อครู่ตอนที่เขาทำแก้วแปลก เหมือนเขาได้ยินเสียงของตะวันกล้าเลย 

ฮั้นตี้เก็บเศษแก้วทีละชิ้น แต่เก็บไม่ทันระวังดันถูกปลายแหลมของแก้วทิ่มเข้าที่นิ้วจนเลือดซึมออกมา ซื่อหนานที่นั่งมองอยู่เลยได้ที 

“โง่! ” 

“แค่แก้วทิ่มมือ ไม่ได้แปลว่าฉันไม่มีสมอง มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้แปลว่าฉันโง่สักหน่อย” ฮั้นตี้บอกด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย รอเขาทำเรื่องอะไรพลาดเข้าหน่อยเจ้าตัวก็ได้ทีก่นด่าเขาเสียๆ หายๆ ไม่ว่างเว้นในแต่ละวัน นี่ไม่ด่าเขาสักวันจะตายไหม 

“เก็บแก้วแล้วก็เอาไปทิ้ง แล้วล้างมือซะ ผมจะเช็ดทำความสะอาดให้” นนทภพบอกเสียงเรียบ เพราะแก้วที่ตกแตกเป็นแก้วโกโก้ และมันคงไม่ดีที่จะให้น้ำโกโก้เปื้อนมือที่มีแผล ฮั้นตี้พยักหน้ารับ ใบหน้ายังคงขมวดคิ้วรู้สึกไม่สู้ดีอยู่ลึกๆ ชายหนุ่มนำเศษแก้ว ไปทิ้งลงในถังขยะ แล้วจัดการล้างมืออยู่ในครัว เสียงร้องเรียกชื่อเขาก็ดังขึ้นลั่นบ้าน 

“ฮั้นตี้! ฮั้นตี้! เราต้องกลับฮ่องกง! เดี๋ยวนี้! ” 

“รีบกลับ ทำไม? เจ้านายของพวกนายตายหรอ!? ” 

“หุบปากเถอะซื่อหนาน ถ้าไม่ได้เต๋อหัวป่านนี้น้องนายต่างหากที่ต้องตาย ไม่ใช่เต๋อหัว! ” คิมสันตะคอกกลับอย่างหัวเสีย ฝ่ายฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็ชะงัก เช่นเดียวกับซื่อหนานที่นิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง ร่างโปร่งหันไปมองนนทภพบอกให้ชายหนุ่มไปหยิบโทรศัพท์มาให้ ส่วนฮั้นตี้เดินเข้าหาคิมสันแล้วถามอย่างร้อนรน 

“ทำไม! เกิดอะไรขึ้น!? ” 

“พวกมันสร้างสถานการณ์ให้โจวลี่กับเต๋อหัวผิดใจกัน โจวลี่เลยสั่งคนขับรถของเต๋อหัวที่ติดสินบนมานาน ขับรถเข้าชินกับรถบรรทุก...” 

“.......” ฮั้นตี้นิ่งงัน นี่เป็นครั้งแรก...ครั้งแรกเลยที่เต๋อหัวประสบอุบัติเหตุ... 

“คนในสภาเริ่มถกเถียงกัน เพราะเต๋อหัวได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนอยู่ในไอซียูยังไม่ฟื้น คนในสภามังกรเลยใช้โอกาสนี้กดดันให้ชินเหลียงแสดงจุดยืน...และบีบบังคับให้เขาเอาตรามังกรออกมา...” 

คนในสภามังกรไม่เคยจงรักภักดีต่อเต๋อหัวอย่างแท้จริง พวกเขารอโอกาสให้เต๋อหัวตกหลุมพรางหลายต่อหลายครั้ง และครั้งนี้เต๋อหัวก็ดันพลาดท่าขึ้นมา แน่นอนว่าโอกาสดีๆ แบบนี้หาได้ไม่ง่าย ในเมื่อสบโอกาสแล้ว พวกเขาย่อมไม่ปล่อยไปโดยง่าย 

“นายต้องกลับไปคุมพวกเขา อาจต้องเผยตัว...” 

“ไม่ได้! ” ซื่อหนานที่ยืนฟังอยู่นานพูดขึ้น ขืนพวกเต๋อหัวเผยตัวตอนนี้ไม่เท่ากับว่าลากพวกเขาลงเหวไปด้วย “ให้ตะวันกล้าจัดการ...ให้ตะวันกล้าขึ้นตำแหน่งประธานชั่วคราว...เขาไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม” 

“บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เพราะเต๋อหัวช่วยเอาไว้” 

“งั้นก็ดี...ให้ตะวันจัดการเรื่องในสภามังกร ส่วน..มึงก็กลับไปทำหน้าที่ผู้นำสภาพยัคฆ์ อย่าให้คนสงสัย...” ซื่อหนานบอกเสียงเรียบ แม้ไม่อยากจะช่วยเหลือ แต่ครั้งนี้มันจำเป็น... 

ฮั้นตี้เหลือบมองซื่อหนานนิ่งๆ ชายหนุ่มรู้ว่าซื่อหนานไม่ได้ทำเพื่อพวกเขา แต่ก็อดใจพองนิดๆ ไม่ได้... 

“ขอบใจ...” 

“ขอบใจทำไม กูไม่ได้ทำเพื่อมึง” 

ขนาดโดนว่า ถลึงตาใส่ ฮั้นตี้กลับระบายยิ้มบางๆ ออกมาแถมยังมองซื่อหนานด้วยแววตาหยาดเยิ้มเข้าไปอีก ไม่รู้ทำไม แต่เขารู้สึกดีจริงๆ 

นนทภพมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิจฉาอยู่ลึกๆ ตัวเขาเป็นหมอไม่รู้เรื่องเหมือนอย่างใครเขาเลยกลายเป็นว่าเขาเป็นคนนอกไปโดยปริยาย แล้วยิ่งมายืนมองฮั้นตี้กับซื่อหนานยืนมองหน้ากันแบบนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน คุณหมอหนุ่มกัดฟันแน่น อุตส่าห์เป็นก้างขวางทางฮั้นตี้มาได้หลายวัน ทำไม เพียงแค่เหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียว เขาก็เหมือนผู้แพ้ห่างจากฮั้นตี้หลายขั้น นี่มันหมายความว่าไงกัน... 

 

 

 

============================ 

ความควายยังไม่หาย ความวัวไม่ทันหาย ความความก็เข้ามาแทรกจริงๆ ตอนไหนจะหวานกันได้ละเนี่ย 

อีกไม่นานจนเกินรอ หวานเย็นมาให้ได้กินแน่นอนจ้า 

#ดวงตะวันกับมังกร 

ติดตามข่าวสารได้ที่ ไอเรนเยีย 

. 

. 

คลิกอ่านสปอยล์เล็กๆได้ที่ตอนต่อไป 

ความคิดเห็น