akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 18 กักขัง

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 18 กักขัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 44.7k

ความคิดเห็น : 128

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2559 21:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 18 กักขัง
แบบอักษร

18

กักขัง

 

            ราชิดเดินวนกระวนกระวายใจอยู่ในห้องนอนของตัวเอง วันนี้เขาติดต่อไปหาริท แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมรับสาย ทั้งๆที่เป็นเวลาที่น่าจะเลิกเรียนแล้วแท้ๆ

                “ทำอะไรอยู่นะ”

                ปกติโทรไป ริทก็มักจะรับสายเขาตลอด วันนี้เขาไม่มีเรียน จึงไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย เขารอเวลาริทเลิกเรียนเพื่อจะโทรถามอย่างเป็นห่วง เขารู้สึกใจคอไม่ค่อยจะดีนัก

                ราชิดอดไม่ได้ที่จะนึกถึงใครบางคนที่เขาได้พบหน้า แม้เพียงแค่ครั้งเดียวก็รู้สึกไม่ถูกชะตาขึ้นมาเสียอย่างนั้น

                “หรือว่าอยู่กับเจ้านั่น”

                แม้จะไม่ได้อยากรู้จัก แต่ริทมีนามบัตรของนาคินทร์อยู่ เขาถึงได้เห็นเบอร์โทร แล้วที่สำคัญก็คือเขาแอบบันทึกเบอร์ของนาคินทร์เอาไว้ในเครื่องเสียด้วย ถึงแม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตอนนั้นถึงได้บันทึกเบอร์เอาไว้

                เขาตัดสินใจกดโทรไปหานาคินทร์ ลางสังหรณ์บางอย่าง บอกเขาว่าริทน่าจะอยู่กับคนคนนั้น

                [สวัสดีครับ]

                เสียงปลายสายที่ตอบกลับมา ทำให้ราชิดใจเต้นผิดจังหวะ จะว่าตื่นเต้นก็คงไม่ใช่ อาจจะเพราะว่าเขากลัวว่าริทจะอยู่กับคนคนนั้นจริงๆ

                [ใครครับ]

                นาคินทร์ถามกลับมา เมื่อทางปลายสายเงียบไม่ตอบรับ ราชิดสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วเอ่ยตอบ

                “ฉันเอง ต้น เพื่อนของริท”

                [อ่อนายนั่นเอง]

                น้ำเสียงของนาคินทร์เปลี่ยนไป แสดงให้ถึงการดูถูกเย้ยหยันจนไม่น่าให้อภัย

                “ริทอยู่กับนายหรือเปล่า”

                ถึงจะไม่พอใจมากแค่ไหน แต่ราชิดก็ต้องถามเรื่องที่เขาอยากรู้มากที่สุด นั่นก็คือเรื่องของเพื่อนรัก เขาได้ยินเสียงนาคินทร์หัวเราะในลำคอ

                [แล้วนายคิดว่ายังไงล่ะ]

                “นายอย่ามากวนฉันนะ ฉันถามก็ตอบมาสิ”

                [แล้วถ้าฉันไม่อยากตอบล่ะ]

                “คิดจะหาเรื่องกันหรือไง ถ้านายทำอะไรเพื่อนฉัน รู้ไว้เลยนะ ว่าฉันจะไม่ปล่อยนายเอาไว้ ครอบครัวฉันก็จะเล่นงานนายด้วย!

                [เอ๋หมายถึงพวกหมาสกปรกที่จะไล่ตามฉันน่ะเหรอเสียใจด้วยนะ ที่เจ้าพวกนั้นคงทำอะไรฉันไม่หรอกเด็กน้อย]

                ดวงตาของราชิดลุกโชน หมายความว่ายังไง กับเรื่องที่นาคินทร์พูด หรือว่านาคินทร์รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ปกติ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงที่คนปกติ จะรับรู้เรื่องพวกนี้ได้หรือว่า

                “นายพูดเรื่องอะไร ตอบคำถามฉันมาดีกว่า ว่าริทอยู่กับนายใช่ไหม!

                [ถ้าใช่ นายจะทำยังไงล่ะ]

                น้ำเสียงที่ส่งมานั้นเต็มไปด้วยความร้ายกาจ ราชิดถึงกลับหายใจติดขัดที่ได้ยินเช่นนั้น ไม่คิดเลยว่าเขากำลังจะโดนผู้ชายคนนี้ปั่นหัว

“ฉันจะตามไปฆ่านาย”

[ฆ่าคนมันผิดกฎหมายนะ]

นาคินทร์หยอกกลับ แต่ราชิดไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย เขายิ่งโมโหหนัก สวนกลับไปอย่างรวดเร็ว

“บอกมาว่านายอยู่ที่ไหนกันแน่!

[เย็นแล้ว ฉันก็ต้องกลับบ้านสิ]

“แล้วบ้านนายอยู่ที่ไหนล่ะ!

ท่าทางฉุนเฉียวของราชิด ทำให้นาคินทร์นึกสนุก เขาก้มหน้ามองชายหนุ่มที่

นอนสลบอยู่ข้างกายบนรถยนต์คันหรูของเขา โดยด้านหน้าก็มีคนขับรถกำลังทำหน้าที่ของตัวเอง

“บอกฉันมาสิ อย่าเงียบได้ไหม!

ราชิดใจคอไม่ดี เพราะนาคินทร์ไม่ยอมโต้ตอบกลับมา ชายหนุ่มที่อายุมากกว่าเหยียดยิ้มร้ายที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยตอบเด็กหนุ่มไป

[ถ้าจมูกนายดีพอก็ดมตามหาเอาสิ ถ้าช้านักฉันก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าเพื่อนนายที่

นอนตักฉันอยู่จะเป็นยังไงต่อไป]

 

-------+++++-------

 

วิรุจน์ใจแทบหยุดเต้น เมื่อพอลเดินเข้ามาหาเขาเรื่อยๆ ชายหนุ่มเองก็ถอยหลังไปจนเซล้มลงกับเตียง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ นายคงไม่ได้คิดจะใช้มันกับฉันใช่ไหม! ฉันกับนาย ไม่ใช่

เจ้านายหรือว่าสัตว์เลี้ยง นายทำแบบนี้กับฉันไม่ได้ ฉันไม่ใช่ทาสของนาย!!!

เขาตะโกนบอกเสียสุดเสียง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าหวาดกลัว หรือว่าเพราะอะไร เขาถึงได้โต้ตอบออกไปรุนแรงแบบนั้น ชายหนุ่มกัดฟันแน่น เขาไม่ต้องการให้พอลทำอะไรกับเขาก็ได้  ทำเหมือนเขาเป็นแค่สิ่งของที่ชักจูงไปไหนก็ได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากให้มันเกิดขึ้นเลยสักนิด

“ทำไมฉันจะทำแบบนี้กับนายไม่ได้ ในเมื่อฉันบอกนายแล้ว ว่านายคือสัตว์

เลี้ยงของฉัน”

“นายมันบ้าไปแล้ว แล้วฉันก็ไม่ยอมบ้าตามนายด้วยหรอก”

วิรุจน์นั่งหอบหายใจ พอลเองก็ดูเหมือนว่าไม่คิดจะหยุด เขาเดินตรงเข้ามาจนประชิดกับร่างสูงโปร่ง ชายหนุ่มจะจัดการใส่ปลอกคอให้กับวิรุจน์ แต่วิรุจน์เองก็ไม่คิดจะยอมง่ายๆ เขาขัดขืนอย่างรุนแรง

“อึก”

เมื่อไม่สามารถต้านทานแรงของพอลได้ เขาจึงตัดสินใจกัดลงที่ข้อมือหนาอยจนเลือดไหลหยดลงพื้นเตียง

“โอ้ย!!!

ผมนิ่มถูกกระชากอย่างแรงจนวิรุจน์ต้องเงยหน้าขึ้น เสียงดังแกร็ก ทำให้เขาต้องเบิกตากว้าง

“ถอดปลอกคอเดี๋ยวนี้ ฉันไม่ใช่สัตว์ที่นายจะได้ล่ามเอาไว้”

เขาดิ้นพล่าน ยกเท้าถีบพอลอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่พอลก็ไวกว่าจับเท้าทั้ง

สองของเขาเอาไว้ แล้วกระชากเข้าหาตัว

                “โอ้ย มันเจ็บนะ!

                วิรุจน์แยกเขี้ยวใส่พอล จนเห็นเขี้ยวเสือที่เริ่มงอก พอลออกแรงกระชากโซ่ ทำให้ใบหน้าหล่อต้องเคลื่อนเข้าไปใกล้อย่างที่เจ้าตัวไม่ได้ต้องการเลยสักนิด

                “นี่ทำแบบนี้ทำไม”

                พอเริ่มรู้ว่าขัดขืนไปก็เหนื่อยเปล่า เพราะเขาสู้แรงของพอลไม่ได้ วิรุจน์ก็เริ่มจะเจรจาแทน และหวังว่ามันจะดีขึ้น

                “ทำไมต้องกักขังฉัน นายก็รู้ว่าฉันเป็นห่วงเพื่อน แล้วนายก็ไม่ให้ฉันติดต่อน้องชายอีก นายเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!

                สุดท้ายก็เผลอใส่อารมณ์ เพราะคิดทีไร ก็พาลให้หงุดหงิดใจ เขาเองก็ไม่ใช่สาวน้อยที่จะได้มาร้องไห้ฟูมฟาย แต่รู้สึกสังเวชใจที่ต้องมาใส่ปลอกคอ เขาไม่ใช่สุนัข หรือว่าแมวสักหน่อย ถึงจะเป็นเสือที่เป็นสัตว์ตระกูลแมวก็เถอะ

                “ถ้าฉันปลดออก แล้วนายจะไม่หนีหรือไง”

                “แน่นอน ฉันไม่หนี”

                วิรุจน์แอบไขว้นิ้วไว้ด้านหลัง พอลหรี่ตา แล้วกระชากมือของวิรุจน์

                “โอ้ย นายจะรู้เยอะเกินไปแล้วนะเนี่ย”

                เขากรอกตาไปมา กับการรู้ทันของพอล ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ถึงในตอนแรกวิรุจน์จะแสดงท่าทางหวาดกลัว แต่ตอนนี้กลัวนิ่งสงบราวกับปรับตัวได้ ช่างเป็นคนที่ไม่ยอมสะทกสะท้านอะไรเลย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเห็นแววตาที่หวาดหวั่นบนใบหน้าที่ทำเป็นเก่งอยู่ดี

                “ฉันต้องการคุยกับนาคินทร์ นายต้องโทรหานาคินทร์ให้ฉันเดี๋ยวนี้ ถ้านายอยากให้ฉันอยู่ที่นี่”

                “ไม่”

                “นี่นาย!

                วิรุจน์เริ่มคุมตัวเองไม่อยู่อีกครั้งเข้าไปกระชากคอเสื้อของพอล เขาเหลือบตามองข้อมือหนาที่จับข้อมือของเขายั้งไว้

                “ฉันไม่อยากจะรุนแรงกับนายหรอกนะ”

                “นี่ขนาดไม่รุนแรง นายยังทำกับฉันขนาดนี้เลย นายมันซาดิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ไร้หัวใจ นายไม่สนใจว่าคนอื่นจะเจ็บปวดยังไง นายคิดแต่เรื่องของตัวเองใช่ไหมล่ะ แล้วฉันไม่เข้าใจเหตุผลนายที่ขังฉันไว้แบบนี้ด้วย”

                “สงบสติของนายไปซะ”

                พอลผลักวิรุจน์ให้ออกห่าง เขาหมุนกายจะเดินออกจากห้อง แต่วิรุจน์ก็ไม่วายพูดยั่วโมโหพอล

                “หรือว่านายน่ะ ต้องการฉันจนทนไม่ได้ ถึงได้ทำแบบนี้กับฉัน”

                ดวงตาคมแววโรจน์อย่างโกรธเคือง เขาหยุดชะงัก แล้วหันกลับมาหาวิรุจน์ ที่กำลังพยายามก้มปลดปลอกคอ

                “ใครกันแน่ที่ต้องการจนทนไม่ไหว”

                สิ้นประโยคนั้น ฝ่ามือร้อนก็วางทาบลงที่ใจกลางลำตัวของวิรุจน์ ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก จ้องมองหน้าพอล

                “จับอะไรของนาย”

                “ถ้าไม่รู้ว่าฉันจับอะไร นายก็คงไม่ใช่ผู้ชายแล้วล่ะ”

                “เอามือออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าบ้า”

                วิรุจน์โวยวาย แล้วพยายามจับมือพอลออก แต่มือทั้งสองของเขาก็ต้องถูกพอลรวบเหนือศีรษะไว้ ทั้งที่วิรุจน์ก็รู้ดีว่าตัวเขาไม่ได้รูปร่างบอบบาง แถมยังดูสมชาย แต่ทว่าเมื่ออยู่กับพอล เขากลับไม่ต่างกับคนไร้กำลังที่ไม่มีทางสู้พอลได้เลย

                “ถ้าเก่งนัก ก็ขัดขืนให้มันดีกว่านี้สิ”

                “หึ นายมันโรคจิต  อื้อ”

                ทันทีที่จบประโยค ริมฝีปากก็ถูกช่วงชิงไป วิรุจน์ดิ้นไปมา พยายามยกเท้าขึ้นยกถีบ แต่พอลกลับจับเท้าทั้งสองแยกออก แล้วแทรกตัวเข้ามาอยู่ระหว่างวิรุจน์ ชายหนุ่มพยายามดิ้นขัดขืน แต่เขาก็ต้องเจ็บที่ลิ้น เพราะเขี้ยวของพอลทำให้ลิ้นเขาต้องเลือดออก

                “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากมีเซ็กกับนาย”

                “งั้นเหรอ แต่ตรงนี้ของนายมันสู้มือขนาดนี้แล้ว”

                พอลกดคลึงฝ่ามือไปกับใจกลางลำตัวที่ตอบสนองต่อการกระทำที่ดิบเถื่อน เขาเลียริมฝีปากสวยที่มีเลือดไหลรินออกมาจากมุมปาก

                “ยอมรับมาเถอะ ว่านายเองก็ต้องการฉัน”

                “นายต่างหากที่ต้องการฉันน่ะ”

                วิรุจน์โต้ตอบกลับ พอลหรี่ตาลง แล้วดึงกระชากโซ่ตรวน จนใบหน้าหล่อต้องแหงนขึ้นตามแรงกระชาก

                “ยอกย้อนนักนะ”

                “ฉันไม่ได้ยอกย้อนนาย แต่พูดในสิ่งที่นายไม่พูดต่างหาก”

                “ถ้านายบอกว่าฉันต้องการนาย แล้วทำไมฉันไม่เห็นตื่นตัวเลยสักนิด”

                “เหอะ”

                วิรุจน์ร้องเหอะ แล้วหรี่ตามองเป้ากางเกงของพอล ก่อนจะเงยหน้าขึ้น

                “นั่นก็เพราะนายมันเสื่อมไงล่ะ”

                “!!!

                ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าคำพูดของเขาจะพาภัยมาถึงตัว เสียงแควกของเสื้อผ้าที่ถูกกระชากออกจนขาดวิ่น  ทำให้วิรุจน์ผวาถอยหนี

                “เป็นบ้าไปแล้วหรือไง”

                “นายบอกว่าฉันเสื่อมนี่ แล้วจะกลัวอะไรล่ะ”

                พอลแสยะยิ้ม เขากระชากโซ่ขึ้นมาพันรอบข้อมือทั้งสองของวิรุจน์ ชายหนุ่มดิ้นไปมา พยายามยกมือทุบพอล แต่ทว่าพอลเห็นสายตาดุๆ เขาก็เผลอหยุดไปอัตโนมัติ ทั้งที่พยายามบอกว่าไม่ได้หวั่นเกรง แต่ร่างกายกลับตอบสนองอย่างตรงข้าม

                เสื้อผ้าท่อนล่างของเขาถูกพอลกระชากฉีกจนไม่เหลือสภาพเดิม เผยให้เห็นต้นขาขาว และชั้นในสีดำสนิทที่กำลังนูนพองเพราะบางอย่างในร่างกาย

                “อะ อื้อ อย่า”

                ใบหน้าหล่อบิดเบี้ยว เมื่อพอลใช้หัวเข่ากดกระแทกเข้าที่เป้ากางเกงใน เขาพยายามดันตัวพอลให้ออกห่าง เพราะว่ารู้สึกเจ็บ

                “หืม ใครกันแน่ที่เสื่อม ดูสิ หดจนหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

                น้ำเสียงเย้ยหยัน ยิ่งทำให้วิรุจน์เจ็บใจหนัก เขาผงกหัวขึ้นไปกัดใบหูของพอลอย่างแรง แต่พอลก็ไม่คิดจะปล่อยให้ตัวเองโดนทำร้ายฝ่ายเดียว เขากระชากโซ่จนวิรุจน์สะดุ้งถอยไปตามแรงกระชาก

                “โอ้ย”

                “ที่นายทำฉันเลือดอาบแทบทุกครั้ง มันก็สมควรแล้ว”

                “นั่นก็เพราะนายมันไม่มีน้ำยาไงล่ะ ใช้เป็นแค่ความรุนแรง นายทำให้คู่นอนของนายมีความสุขไม่ได้ ห่วยแตกสิ้นดี!

                วิรุจน์ตะโกนกลับ กี่ครั้งแล้ว ที่ฟันและลิ้นของเขาสัมผัสเลือดของพอล เขาเองก็เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองจะกลายเป็นสุนัขไปแทบทุกทีที่ชอบกัดเวลาไม่มีทางสู้ แต่จะให้ทำยังไงได้ ในเมื่อทั้งมือและเท้าของเขาไม่สามารถโต้ตอบได้

                “ไม่คิดว่านายจะมีอารมณ์เพ้อฝันอย่างกับสาวน้อย หรือว่านายคิดว่าตัวเองเป็นพวกตัวเมียไปแล้วจริงๆ”

                พอลหรี่ตามองเหมือนดูถูก ยิ่งทำให้วิรุจน์โกรธจัด

                “ฉันเป็นผู้ชาย! ไม่ใช่พวกสาวน้อยสักนิด แล้วฉันก็ไม่ได้กลัวที่นายทำรุนแรงด้วย”

                “งั้นเรามาดูกัน”

                ภัยร้ายกำลังมาเยือน เพียงเพราะความต้องการเอาชนะ พอลแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ราวกับยมทูตที่ยืนตระหง่านรอเก็บดวงวิญญาณที่ถือดี

                “เอาเลย นายมันจะสักแค่ไหนกันเชียว”

                ถึงที่ผ่านมาแทบจะขาดใจ แต่คราวนี้วิรุจน์บอกกับตัวเองแล้วว่า เขาเคยสัมผัสกับมันมาแล้ว ไม่มีอะไรจะทรมานไปมากกว่านี้แล้ว เขาชินแล้ว ไม่มีอะไรจะต้องกลัวเลยสักนิดเดียว

                “อะ อื้อ”

                แม้จะบอกไปแบบนั้น แต่ก็ใช่ว่าวิรุจน์จะไม่รู้สึกถึงความใหญ่โตที่แทรกเข้ามาในร่างกายของเขา

                ขอถอนคำพูด ที่บอกว่าเสื่อม

                “อะ โอ้ย อื้อ”

                แรงกระแทกกระทั้นถูกส่งมาเป็นระยะ ไม่ได้มีความปรานี ในเมื่อไม่คิดจะร้องขอความเมตตา พอลก็จัดให้อย่างหนักหน่วงจนวิรุจน์ตาลอย

                “อะ อื้อ อ๊ะ จะทำอะไร โอ๊ย”

                ร่างกายของเขาแทบจะตั้งฉากกับพื้นโลก โดยที่คนที่โถมแรงเข้ามาอย่างโหดร้ายทำให้เตียงที่เขานอนอยู่สั่นไหวจนวิรุจน์กลัวเหลือเกินว่าเตียงจะพังในขณะที่เขากำลังทำกิจกรรมอันรุนแรงนี้

                “โอ้ย โอ้ย”

                “หึ ทนไม่ไหวก็พูดมาสิ อ้อนวอนฉัน”

                พอลบีบเค้นเข้าที่แก่นกายที่ตื่นตัวจนบวมเปล่ง วิรุจน์ตัวไถลไปมา เขากลัวว่าคอตัวเองจะหัก ไม่ก็สะโพกหัก เพราะแรงกระแทกที่ช่างรุนแรง

                “ไม่เจ็บ อื้อ ฉันไม่เจ็บ อ่า”

                เขาพร่ำบอกตัวเองให้กัดฟันสู้ ศึกบนเตียงครั้งนี้เขาต้องชนะพอลให้ได้ เขาไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่จะได้ปรารถนาความอ่อนโยนขนาดนั้น แต่ก็แค่อยากให้พอลทำแบบคนปกติบ้าง ไม่ใช่บ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่าหรือปีศาจแบบนี้

                “อื้อ ไม่เจ็บ”

                “หึ ถ้าไม่เจ็บก็ดี ฉันจะได้ทำให้มากกว่านี้”พอลแสยะยิ้ม

                “ไม่เจ็บอื้อ ไม่เจ็บบ้าอะไรล่ะ! นายคิดว่าของตัวเองเท่าเข็มหมุดหรือไง กระแทกแบบนี้  โอ้ย เจ็บเบาๆ หน่อย โอ้ย”

                วิรุจน์ดิ้นพล่าน เมื่อเริ่มทนรับความบ้าคลั่งของพอลไว้ไม่ไหว ถึงใจจะสู้ยังไง แต่ร่างกายตอนนี้ก็เหมือนโดนเครื่องมือเหล็กทะลวงจนพรุนไปทั้งร่างขืนปล่อยให้พอลรุนแรงไปกว่านี้ เกรงว่าร่างกายเขาจะพังไปจริงๆ

                “อะ อะ พอล เบาๆหน่อยสิ”

                สุดท้ายวิรุจน์ก็ต้องร้องขอเสียงแผ่ว ถึงจะสุขสมในบางครั้งที่ชายหนุ่มกดกระแทกตัวลงมา แต่ความเจ็บปวดก็ไม่น้อยไปกว่ากัน

                “งั้นก็ขอให้มันน่าฟังกว่านี้”

                “พอลอื้อ ฉันเจ็บ อย่าทำแรงมากได้ไหม อื้อ นะนะ”

                วิรุจน์ตอบเสียงกระท่อนกระแท่น ดวงตาปรือปรอยอย่างคนหมดแรง พอลถอนกายออก แล้วเริ่มขยับช้าลง เขาปลดโซ่ที่พันข้อมือทั้งสองของวิรุจน์ออก เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มหยุดพยศสักที

                “แฮกๆ ฮือ อื้อ ตรงนั้น กดลงมาลึกๆ”

                เมื่อท่วงท่าและการผสานร่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไป วิรุจน์ก็เริ่มตาลอย เหมือนถูกโยนขึ้นที่สูง ความสุขสมเกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อพอลเริ่มอ่อนโยนขึ้น ไม่ได้รุนแรงเหมือนจะฆ่าเขาให้ตาย

                สายธารอุ่นร้อนเปรอะเปื้อนไปทั่วตัวของเขา เมื่อพอลถอนกายออกจากร่างแล้วปลดปล่อยใส่ตัวคนที่นอนหมดแรง วิรุจน์นอนหอบหายใจ ช่องทางด้านหลังยังรู้สึกร้อนเหมือนเสมือนว่าความแข็งร้อนยังคงอยู่

                “เชื่อเลยจริงๆ ว่านายไม่ได้เสื่อม แต่ตัณหากลับ ยิ่งกว่าพวกตาแก่ในอาบอบนวดซะอีก”วิรุจน์บ่น

                “พูดให้มันดีๆ”

                พอลจัดการเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย เพราะเขาไม่ได้ถอดกางเกง แค่หยิบจับส่วนใหญ่โตออกมา ส่วนวิรุจน์เอง เสื้อผ้าท่อนบนก็อยู่ครบ มีเพียงช่วงล่างที่เปล่าเปลือย พอลส่ายหน้าไปมาน้อยๆ กับท่านอนที่หมดสภาพ แถมยังอ้าขาออกกว้างอีกต่างหาก

                “นอนให้มันดีๆไม่ได้หรือไง”

                “ก็อยากนอนดีๆ แต่มันเจ็บอ่ะ”

                วิรุจน์พูดออกมาโดยไม่ได้อาย เขานอนกรอกตาไปมา แล้วเหลือบตามองพอล

                “ขอฉันโทรหาน้องชายได้ไหม อย่างน้อยฉันก็อยากรู้ว่าคินปลอดภัยหรือเปล่า”

                พอลหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาดู เขาตอบโดยไม่ได้มองหน้าวิรุจน์

                “ไม่จำเป็น”

                “ห๊ะ”

                “ดูเหมือนว่าเจ้านั่นจะปลอดภัยดี”

                ลูกน้องเขาได้รายงานมาว่านาคินทร์ปลอดภัย ทำให้พอลบอกวิรุจน์ไปตามนั้น

                “แล้วเด็กพวกนั้นล่ะ”

                “ฉันจะตอบนายแค่นี้”

                “พอลลลลลล”

                วิรุจน์เรียกเสียงยานคราง เขาเหนื่อยเสียยิ่งกว่าไปวิ่งรอบบ้านเสียอีก ชายหนุ่มไปจับแขนพอลเอาไว้

                “ไหนนายบอกจะช่วยฉัน”

                ชายหนุ่มเริ่มโวยวาย เพราะพอลสัญญาแล้วว่าจะช่วยเขา แต่พอลกลับตอบกลับมาอย่างระอาเต็มทน

                “ก็ช่วยอยู่นี่ไง”

                “ช่วยอะไร”

                พอลถอนหายใจเหมือนเบื่อหน่าย เขาหยิบผ้าห่มขึ้นตวัดคลุมช่วงล่างเพราะสภาพที่ดูไม่ได้

                “ถามมาได้ ก็ช่วยให้นายปลอดภัยน่ะสิ”

                “ห๊ะ”

                วิรุจน์ฟังไม่ทันว่าพอลพูดอะไรกันแน่ เพราะเหมือนชายหนุ่มจะพูดกับตัวเอง วิรุจน์ยันกายนั่งไม่ไหว เขาเหลือบตามองพอลที่ตอนแรกนึกว่าจะปลดปลอกคอให้ แต่ชายหนุ่มกลับล็อกโซ่ไว้กับเตียงเสียอย่างนั้น

                “ทำอะไรของนายเนี่ย เขาออกไปเลยนะ ฉันไม่อยากใส่ปลอกคอ ถึงมันจะดูเป็นเทรนที่น่าสนใจก็เถอะ”

                พูดไปก็หมดแรงไป มีแต่ศีรษะที่ขยับ แต่ช่วงล่างเหมือนเป็นอัมพาตเพราะขยับไม่ไหว

                “ถ้าฉันปล่อย นายก็หนีไปน่ะสิ”

                “โอ้ยย พ่อคุณ สภาพนี้จะหนีไปไหนได้ ฉันไม่บ้าขนาดนั้นหรอก”

                วิรุจน์บ่นอย่างเซ็งจัด พอลเองก็ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา วิรุจน์เขย่าแขนพอลเบาๆ

                “ปล่อยเหอะ จะให้นอนแบบนี้ เกิดรัดคอฉันตอนนอน แล้วฉันหายใจไม่ออก จนตาย แล้วจะทำยังไงฮะ นายก็จะตายไปด้วยนะ”

                ช่างเจรจาจนพอลรู้สึกหมั่นไส้ เขาเคลื่อนตัวมาปลดปลอกคอจากคอของวิรุจน์ ทำให้ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอย่างพอใจ แต่ก็แค่เพียงคู่เท่านั้น เพราะปลอกคอนี้ มันเลื่อนขยับให้เป็นกุญแจใส่ที่ข้อเท้าได้

                “เฮ้ย! นายเอามาล็อกข้อเท้าฉันทำไม”

                เขาสบตากับวิรุจน์ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ

                “นายคงไม่คิดจะบอกว่า มันจะรัดข้อเท้านาย แล้วหายใจไม่ออกจนตายหรอกนะ จริงไหม”

 

                พอลเหยียดยิ้ม แล้วเดินออกจากห้องไป วิรุจน์ได้มองตามอย่างอึ้งๆ อย่างนึกคำโต้ตอบไม่ทัน

 

100%

ช่วงอากิเปิดเทอมแล้ว สภาพอากิค่อนข้างยับเยิน 555

ปกติจะอัพทุกวันเสาร์นะคะ  แต่ติดตามการอัพที่เพจด้วยนะคะ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น อากิสังขารไม่ไหว 555

นี่เพจจ้า https://www.facebook.com/akikoneko17fiction/

 

แจ้งข่าวเปิดพรีจ้า

 

เปิดพรีออเดอร์ จิ้มลิ้ง
http://www.tunwalai.com/chapter/695333/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C-10816-10916?page=1

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}