เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : บทที่ 03 ความก้าวร้าว 07-04-61

ชื่อตอน : Re : บทที่ 03 ความก้าวร้าว 07-04-61

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.8k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 07 เม.ย. 2561 17:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Re : บทที่ 03 ความก้าวร้าว 07-04-61
แบบอักษร

บทที่ 03 ความก้าวร้าว

                เมื่อถูกรายล้อมไปด้วยกำแพง…

                สิ่งเดียวที่ทำได้คือการตะเกียกตะกายขึ้นที่สูง…

                เพื่อที่จะข้ามกำแพงนั้นไป…

                “ภูผา เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วไปหาครูที่ห้องพักครูด้วยล่ะ ครูมีเรื่องจะคุยกับเธอ”มีนาครูที่ปรึกษาประจำชั้นบอกหลังเลิกแถวเคารพธงชาติตอนเช้า

                อีกครั้งแล้วที่ภูผาเกือบจะมาไม่ทันเข้าแถวเพราะตื่นสาย

                “ครับ”เด็กหนุ่มรับคำ

                “เกือบมาไม่ทันเช็คชื่ออีกแล้วนะมึงน่ะ ช่วงนี้งานที่ร้านหนักเหรอวะ กูว่ามึงน่าจะหยุดงานบ้าง ไม่ใช่ไปทำงานทุกวันไม่ยอมหยุดจนเหนื่อยแล้วตื่นสายมาโรงเรียนเกือบจะไม่ทันทุกวัน"เมืองแมนเตือนพลางตบไหล่

                “มึงก็รู้ว่ากูหยุดไม่ได้ อีกอย่างค่าเทอมๆหน้าของกูอีก ค่าห้องค่ากินค่าน้ำมันรถ

                “กูว่าถ้ามึงไม่ไหวมึงก็น่าจะกลับบ้าน พี่เขยมึงคงไม่ได้โกรธอะไรมึงมากนักหรอก อย่างมากก็แค่คิดว่ามึงเป็นเด็กแค่นั้น”เมืองแมนพยายามเตือนด้วยความหวังดี

                “มึงรู้จักคนอย่างมันน้อยไป นี่ถ้ามึงไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทที่กูไว้ใจกูคงเลิกคุยกับมึงหลังมึงพูดแบบนี้ไปแล้ว ยังไงกูก็ไม่มีวันกลับไปให้มันดูถูกกูหรอก”ภูผาบอกเสียงแข็ง

                “แล้วแต่มึงแล้วกัน ช่วงนี้พ่อแม่กูก็เริ่มจุ้นจ้านกับกูแล้วเหมือนกัน กูก็ได้แต่ช่วยเหลือมึงอยู่ห่างๆนั่นล่ะ”

                “กูก็ไม่อยากจะรบกวนใครมากหรอก อีกอย่างกูก็เกรงใจพี่สน พากูไปหาหมอค่ายาตั้งเท่าไรไม่ยอมหักเงินกู”

                “มันก็ถูกแล้วนี่หว่า ที่มึงต้องเจ็บตัวเพราะลูกค้าที่ร้านไม่ใช่รึไง อีกอย่างแค่ค่ายาแค่นั้นพี่สนเขาไม่ระคายขนหน้าแข้งหรอก พูดแล้วกูก็อดเคืองพี่สนเขาไม่ได้ อุตส่าห์ฝากให้ดูแลมึงแล้วกลับปล่อยให้มึงเจ็บตัว”

                “เออน่า พี่เขาไม่ได้ผิดสักหน่อย ไปเถอะ เข้าห้องเรียนได้แล้ว”ภูผาดันหลังเพื่อนเข้าไปในห้องเรียนก่อนจะยิ้มฝืด

                “แล้วมึงล่ะ”เมืองแมนถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นท่าทีเพื่อน

                “กูไม่ได้ทำการบ้านวิชานี้มา อีกอย่างตอนนี้กูโคตรง่วงเลย เมื่อคืนกว่าจะล้างแผลเสร็จกว่าจะได้นอน กูว่าจะไปหาที่นอนสักหน่อย”

                “มึงจะโดดเรียนอีกแล้วเหรอ ท้ายคาบจะมีสอบเก็บคะแนนรึเปล่าก็ไม่รู้ จะดีเหรอวะ”

                “เออน่า กูตามซ่อมเอาทีหลังก็ได้”ภูผาไหวไหล่

                ก่อนจะเดินหายไปทางหลังโรงยิม ทิ้งให้เมืองแมนมองตาม ส่ายหน้าเบาๆให้กับเพื่อนเจ้าปัญหา

                --------------------------------------------------------------

                “มาแล้วเหรอนายภูผา”ครูมีนาเงยหน้าจากสมุดการบ้านก่อนจะพยักหน้าให้เด็กหนุ่มนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

                                “ครูมีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”ภูผาถาม

                ในเวลาเลิกเรียนทั้งเด็กนักเรียนและครูพากันทยอยกลับกันเกือบจะหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ไม่กี่คนที่ยังติดภารกิจ ในห้องพักครูมีแค่ภูผากับครูมีนาเท่านั้น บรรยากาศจึงค่อนข้างเงียบผิดปกติ

                “ช่วงนี้ทางบ้านเธอมีปัญหารึเปล่า”ครูมีนาถาม

                เป็นคำถามที่ทำให้เด็กหนุ่มหน้าชาเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกำชายกางเกงนักเรียนสีกากีแน่น

                “ไม่มีครับ”

                “ไม่มี? แต่ผลการเรียนของเธอตกต่ำกว่าแต่ก่อนมากเลยนะทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ต่ำมากอยู่แล้ว”

                จะไม่ให้ผลการเรียนต่ำกว่าเดิมได้ยังไงในเมื่อขนาดเวลานอนแทบจะไม่พอ นับประสาอะไรกับเวลาอ่านหนังสือทำการบ้าน ทำให้เวลาสอบเก็บคะแนนหรือรายงานต่างๆทำออกมาได้แย่จนผลการเรียนต่ำจนดูไม่ได้ขนาดนี้

                “แล้วยังไงครับ?”เด็กหนุ่มถามเสียงเรียบ

                “แล้วยังไงงั้นเหรอ? ทำไมเธอถึงมาถามครูกลับแบบนี้ล่ะในเมื่ออาทิตย์ที่แล้วครูก็พึ่งจะเตือนเธอไป”

                “ครับผมจำได้”

                “แล้วทำไมถึงยังไม่ปรับปรุง แล้วจะยังคาบเมื่อเช้านี้อีก ครูทุกคนที่สอนคาบเช้าพากันมาฟ้องครูว่าเธอไม่ยอมเข้าเรียน หนำซ้ำยังไม่ส่งการบ้าน นี่เธอจะให้ครูเชื่อได้ยังไงว่าเธอไม่มีปัญหาอะไร”

                “ผมจะปรับปรุงครับ”ได้แต่ตอบรับเสียงเบาเพื่อตัดปัญหาเหมือนครั้งก่อนๆ

                ความกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้ามาใส่ คำว่าตกต่ำคงจะเป็นคำนิยามที่เหมาะที่สุดในเวลานี้

                “ครูเชื่อใจเธออีกไม่ได้หรอกนะ ยังไงซะครูก็ต้องคุยกับผู้ปกครองของเธอ”

                “ผมก็บอกครูแล้วไงครับว่าผมจะปรับปรุง”ตาคู่คมแสดงความแข็งกร้าวออกมาอย่างชัดเจน

                คำเชิญผู้ปกครองนั้นดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ภูผาจ้องมองคุณครูสาวอายุเพียงสามสิบต้นๆ กับแค่ผลการเรียนของเด็กนักเรียนคนหนึ่งตกลงทำไมถึงได้ดูเดือดร้อนนัก

                ทั้งที่จะมองผ่านไปก็ได้…

                “วันพรุ่งนี้ให้ผู้ปกครองมาพบครูด้วยล่ะ”

                “ไม่จำเป็นครับ”

                “เธอจะบอกว่าไม่จำเป็นไม่ได้นะภูผา ผลการเรียนในตอนนี้ของเธอน่าเป็นห่วงแค่ไหนเธอไม่รู้ตัวเลยรึยังไง แล้วอีกอย่างเวลาเรียนของเธอในตอนนี้ก็กำลังจะไม่พอ ครูไม่อยากให้ลูกศิษย์ของตัวเองต้องมาเรียนซ้ำชั้นหรือเรียนไม่จบหรอกนะ”

                “จะเรียนซ้ำชั้นหรือเรียนไม่จบก็ไม่เป็นไร แต่ผมไม่อยากให้เชิญผู้ปกครอง”

                “นี่เธอกำลังขัดคำสั่งของครูอยู่ใช่ไหม”ครูมีนาเริ่มไม่พอใจ

                “ผมเปล่าขัด”

                “เธอชักเริ่มจะก้าวร้าวกับครูแล้วนะ”

                “ผมไม่ได้ก้าวร้าว ถ้าครูเข้าใจไปเองว่าผมก้าวร้าวผมก็ต้องขอโทษด้วยครับ ส่วนเรื่องผู้ปกครอง…อะไรแบบนั้นผมไม่มีหรอก จะคุยอะไรก็คุยกับผมได้เลย”

                “เอ๊ะ!! เธอนี่มันก้าวร้าวจริงๆเลยนะ ครูก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แต่การที่เธอมาก้าวร้าวกับครูอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องดีเลย ยังไงครูก็จะคุยกับผู้ปกครองของเธอ วันพรุ่งนี้ให้หมอนทีมาคุยกับครูด้วยล่ะ”

                “ถ้าครูอยากคุยกับเขาครูก็เชิญเขามาเองแล้วกัน ครอบครัวของผมตายหมดแล้ว ผมบอกแล้วว่าเขาไม่ใช่ผู้ปกครองของผม”เด็กหนุ่มบอกเสียงแข็ง

                “จะไม่ใช่ได้ยังไงในเมื่อเขาเป็นสามีของพี่สาวเธอ”

                “ผมขอตัวก่อนนะครับ ผมมีธุระต้องไปทำต่อ”ภูผาตัดบทก่อนจะเดินออกมาจากห้องพักครู

                มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น เด็กหนุ่มโกรธจนแทบบ้าเมื่อใครๆต่างก็คอยย้ำว่าน่านนทีเป็นผู้ปกครองของตน ผู้ปกครองที่ไม่มีความเป็นผู้ปกครองเลยสักนิด ได้แต่คิดแล้วเตะขวดน้ำที่อยู่ใกล้เท้าด้วยความหงุดหงิดใจ

                -------------------------------------------------------------------------

                “ไง พี่ได้ข่าวว่าถูกครูที่ปรึกษาเรียกไปเตือนเรื่องผลการเรียน”ต้นสนทักพร้อมกับวางมือลงมาบนผมทรงสกินเฮด ใช้มือขยี้หัวเกรียนๆด้วยความหมั่นเขี้ยว

                “ไอ้แมนมันมาบอกพี่สิท่า”

                “ใครบอกว่ามันมาบอก มันมาต่อว่าพี่ต่างหากว่าพี่ใช้งานภูจนภูเหนื่อยไม่มีเวลาอ่านหนังสือ”

                “พี่ไม่ผิดสักหน่อย”

                ภูผาส่ายหน้าพลางยัดกระเป๋านักเรียนใส่ล็อคเกอร์ส่วนตัวก่อนจะหยิบเสื้อกับบัตรตอกมาตอกเวลาเข้างาน

                “ไม่ได้ผิดที่พี่สักหน่อย”ภูผาส่ายหน้าโยกหัวหลบมือที่คอยจะแกล้งยีหัว เก็บกระเป๋านักเรียนใส่ล็อกเกอร์ส่วนตัวก่อนจะหยิบบัตรมาตอกเวลาเข้าทำงาน

                “พี่ก็บอกแล้วว่าให้หยุดบ้างอะไรบ้าง ดูสิหน้าตาจะไม่ไหวอยู่แล้วเห็นไหม”

                “ผมไหวน่า รับรองว่าทำงานคุ้มเงินพี่แน่นอน”

                “พี่ไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นเลย ห่วงแต่ภูมากกว่า ยิ่งรู้ว่าภูผลการเรียนตกแล้วด้วยพี่ยิ่งรู้สึกผิดเลยล่ะ”ต้นสนยิ้ม

                นัยน์ตาคู่อ่อนโยนลอบมองร่างสูงโปร่งในวัยสิบเจ็ดค่อยๆถอดเสื้อนักเรียนออก เผยให้เห็นเรือนกายสมส่วนในแบบเด็กวัยรุ่นก่อนจะถูกสวมทับด้วยเสื้อยืดสกรีนชื่อร้าน

                “ผมบอกแล้วไงว่าไม่ใช่ความผิดพี่”

                “จะไม่ใช่ได้ยังไง เอาอย่างนี้ไหม ถ้าภูทำงานที่ร้านนี้ไม่ไหวพี่มีงานง่ายๆกว่านี้จะให้ทำ งานนี้ไม่รบกวนเวลาเรียนด้วยนะ”ต้นส้นยื่นข้อเสนอ

                “งานอะไรครับ?”ภูผาเงยหน้ามองด้วยความสนใจ

                “จะว่าไงดีล่ะ พอดีแม่บ้านของพี่เขาลาออกไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ที่บ้านก็เลยไม่มีใครดูแลงานบ้านให้ อีกอย่างที่บ้านพี่มีห้องว่างอยู่ ภูจะย้ายเข้ามาอยู่กับพี่ก็ได้ จะได้สะดวกไม่ต้องไปๆมาๆที่สำคัญประหยัดค่าห้องด้วย จะได้มีเงินเหลือจากค่าห้องไปจ่ายค่าเทอม…ถ้าภูโอเคกับงานบ้านล่ะก็นะ”

                “พี่ไม่ได้โกหกผมใช่ไหม แล้วพ่อแม่พี่ล่ะ”เอยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ตาลุกวาว

                “พี่จะโกหกทำไมล่ะ หืม? พี่ย้ายออกมาอยู่คนเดียวตั้งนานแล้วล่ะ”ต้นสนส่ายหน้ายิ้ม

                “แต่พี่จะโอเคเหรอถ้าเป็นผม ผมโคตรเกรงใจพี่เลย”

                “เกรงใจอะไร ไม่ต้องเกรงใจ ดีซะอีกที่ภูมาอยู่ด้วย พี่จะได้มีเพื่อนคุย งั้นเอาเป็นว่าภูตกลงนะ ทำงานง่ายๆแค่งานบ้านกับนู่นนิดนี่หน่อย”

                “ครับ ผมตกลง ขอบคุณพี่สนมากเลย ใจดีกับผมจนผมเกรงใจจะบ้าอยู่แล้ว”ภูผายกมือไหว้พร้อมกับยิ้มตอบด้วยความดีใจ

                “ไม่เป็นไร พี่บอกแล้วไงว่าภูก็เหมือนน้องพี่คนหนึ่ง”

                ต้นสนใจดีมากเสียจนเด็กหนุ่มทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ตอนนี้ก็ตัดปัญหาเรื่องเวลาเรียนและเวลาพักผ่อนไปได้เลย

                -------------------------------------------------------------------

                บันไดของอพาร์ทเม้นท์เก่าและโทรมไม่ต่างจากสภาพของตัวตึก เสียงฝีเท้าเดินย่ำขึ้นบันไดสลับกับเสียงผิวปากอย่างอารมณ์ดี

                เป็นวันแรกในรอบหลายเดือนที่หลังเลิกเรียนไม่ต้องรีบไปทำงานเหมือนวันอื่นๆ วันนี้เป็นวันที่เด็กหนุ่มจะต้องเก็บของและย้ายออก มือล้วงหยิบกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วไขลูกบิด แต่ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่าประตูห้องไม่ได้ล็อค ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป พลันใบหน้าก็ชาราวกับถูกตบ ตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตกใจกับแขกไม่ได้รับเชิญที่อยู่ในห้อง

                “มึงเข้ามาได้ยังไง!!”ถามเสียงดัง

                จ้องมองร่างสูงใหญ่ในชุดสุภาพสีสะอาดตาเขม็ง น่านนทีกำลังนั่งอยู่บนฟูกนอนเก่าๆของเด็กหนุ่มราวกับว่ารอมาได้สักพัก

                                “ในที่แบบนี้มันไม่ได้ยากเลยที่จะเข้ามา”น่านนทีลุกขึ้นยืน

                คุณหมอหนุ่มสาวเท้าเข้ามาใกล้ในระยะที่อยู่ห่างแค่เอื้อมมือ

                “กูไม่อยากรู้”

                “แต่นายเป็นคนถามฉันเองนี่”ตอบเสียงเรียบ ริมฝีปากเหยียดยิ้มเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มผิวเข้มที่ใช่ชื่อว่าน้องเมีย

                ทั้งที่ริมฝีปากนั้นกำลังเหยียดยิ้มแต่ทำไมแววตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ่านออก เด็กหนุ่มถอยหนีไปครึ่งก้าว

                “ปิดประตูสิ”

                ทว่าน่านนทีกลับโน้มตัวเข้ามาใกล้ มือใหญ่ก็เอื้อมผ่านตัวไปดึงประตูห้องให้ปิดและกดล็อคอย่างใจเย็น ทำให้ตอนนี้ใบหน้าห่างจากใบหน้าของเด็กหนุ่มเพียงแค่คืบ สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดลงมาบนใบหน้า

                “ออกไปจากห้องกู”

                “ฉันพึ่งจะมาถึงเองนะ ทำไมนายถึงได้รีบไล่ล่ะ”

                “ไม่ต้องมาทำเป็นเสแสร้ง กูบอกให้มึงออกไปไง!!”

                “นายเริ่มก้าวร้าว…ครูที่ปรึกษานายบอกมาแบบนั้น วันนี้ฉันถูกเชิญไปพบน่ะ”บอกก่อนจะผละออก

                ละสายตาจากเด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งแล้วใช้สายตากวาดมองไปรอบๆห้องอย่างสำรวจ ห้องเล็กๆที่ทั้งว่างทั้งโล่ง มีเพียงฟูกนอนและของใช้ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

                “กูไม่ได้อยากรู้”

                “นายจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ในเมื่อทุกสิ่งที่ทำมันส่งผลกระทบมาถึงครอบครัว รวมทั้งตัวนายเอง”

                “หึ!! ครอบครัว? เอาอะไรมาคิด ปัญญาอ่อน แล้วก็เรื่องเรียนของกูกูจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งมึง อีกอย่าง อย่าเสือกไปหาครูที่ปรึกษากูอีกเพราะมึงไม่ใช่ผู้ปกครองของกู”

                “สังคมข้างนอกมันเริ่มจะทำให้นายนิสัยแย่รู้ไหม”

                คำพูดของภูผาทำให้หมอหนุ่มชะงักเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้ามาประชิดกะทันหัน ความตกใจทำให้ภูผาผละออกด้วยการถอยหลังหนีไปอีกก้าว แต่ก็จนมุมเมื่อแผ่นหลังชิดติดกับประตูห้องไร้ซึ่งทางหนี ได้แต่เงยหน้าจ้องตอบนัยน์ตาคู่เย็นชาของอีกฝ่าย มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น กัดฟันเมื่อตาคู่นั้นจ้องมองมาราวกับต้องการจะอ่านความคิดของตัวเอง

                “ปล่อย!!”ร้องบอกเสียงแข็ง พยายามดึงแขนออกจากมือที่ฉวยดึงแขนไปจับเอาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

                “ฉันเช็คที่โรงพยาบาลไม่มีประวัติว่านายไปทำแผล นายคิดว่าล้างแผลด้วยตัวเองมันง่ายมากรึไง ไม่รู้รึไงว่าแผลมีโอกาสจะติดเชื้อได้”พูดจบมือที่จับแขนอยู่ก็บีบแน่นจนรู้สึกเจ็บแผล

                “ปล่อยกู กูเจ็บ!! เป็นบ้าอะไรของมึงวะ!!”สบถดังด้วยความไม่พอใจ

                ทว่าก็ต้องตกใจ ร่างลอยหวือไปตกที่ฟูกนอนทั้งที่ยังไม่ตั้งตัว ทั้งเจ็บแขนทั้งจุกเมื่อร่างกระแทกลงไปบนฟูกนอนที่ไม่นุ่มนัก

                “มึงจะทำอะไร!!”ภูผาถามเสียงสั่นเพราะน่านนทีไม่หยุดเพียงแค่นั้น

                “อยู่นิ่งๆถ้าไม่อยากเจ็บตัว”ร่างสูงใหญ่ก้าวหา ย่อตัวลงมาใกล้ก่อนจะแสยะยิ้มคล้ายเยาะเย้ย เสียงทุ้มห้วนออกคำสั่ง

                ช่างเป็นน้ำเสียงที่แตกต่างจากน้ำเสียงที่พูดกับคนอื่นเหลือเกิน เด็กหนุ่มเงื้อมือขึ้นหวังจะตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของน่านนที

                มีดคัตเตอร์!!

                มีดคัตเตอร์ที่เอาไว้ใช้ประกอบการเรียนถูกรูดดันใบมีดขึ้นมาอย่างใจเย็น เผยให้เห็นคมมีดวาววับที่สะท้อนกับแสงไฟนีออนในห้อง

                “มึงจะทำอะไรกู”ภูผาถอยหลังหนีไปจนชิดกำแพง

                แต่นั่นก็เท่ากับจนมุมเมื่อแขนข้างที่เจ็บถูกดึงอีกครังแล้วลากกลับไปที่เดิม เจ็บจนต้องกัดฟันข่มเสียงเอาไว้

                “บอกให้อยู่นิ่งๆ”

                พูดจบปลายคัตเตอร์แหลมคมก็กรีดผ้าพันแผลที่พันเอาไว้อย่างลวกๆ ค่อยๆกรีดเลื่อนเข้ามาทีละนิดเฉียดผิวเนื้อไปแค่นิดเดียว หากขยับเพียงนิดเดียวปลายคมๆนั่นคงจะกรีดลงมาบนผิวเนื้อแน่!!

                หลังจากตัดผ้าพันแผลออกหมด มือใหญ่เอื้อมหยิบถุงยาที่วางอยู่ใกล้หมอน เด็กหนุ่มจึงชักมือกลับด้วยความไม่พอใจ ทั้งไม่พอใจทั้งกลัวในคราวเดียวกันเมื่อนึกถึงสายตาเย็นชายามที่คมมีดนั้นเฉียดผ่านผิวเนื้อไปแค่นิดเดียว จ้องมองราวกับรอให้พลาดเพื่อที่จะได้เจ็บมากยิ่งขึ้น

                ภูผาเกร็งแขนอีกครั้ง ข่มเสียงในลำคอเมื่อแขนถูกดึงกลับไปอีกรอบ ความเงียบที่คั่นอยู่ระหว่างกลางไม่ได้ช่วยให้ใจสงบขึ้นเลย กลับกันใจยิ่งเจ็บหน่วงเมื่อก้อนสำลีชุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อกดลงมาบนปากแผลที่ใกล้จะปิดสนิท

                “เจ็บ!!”

                “หึ”

                ในตอนที่ร้องว่าเจ็บอีกฝ่ายกลับแสยะยิ้มเยาะราวกับกำลังกล่าวหากันว่าอ่อนแอ จะต้องอีกสักกี่ร้อยกี่พันครั้งกันถึงจะเลิกแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าคนคนนี้สักที ภูผาได้แต่กัดฟัน จิกปลายเล็บกับฝ่ามือที่ซ่อนเอาไว้ด้านหลังจนเลือดซึม ก้อนสำลีที่อยู่ในมือของน่านนทีกดลงมาแรง เน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะลากผ่านรอยแผลอย่างไร้ความปราณี ช่วงเวลาช่างผ่านไปช้าราวชั่วกัปชั่วกัลป์

                “อย่าให้แผลโดนน้ำล่ะ วันพรุ่งนี้ฉันจะมาดูใหม่”น่านนทีทิ้งท้าย

                “ไม่จำเป็น”

                “อย่าลืมกินยาฆ่าเชื้อให้หมด วันพรุ่งนี้ฉันจะเอาพลาสเตอร์กันน้ำมาให้”

                “เรื่องของมึง อยากจะมาก็มา”ประโยคถัดมากลับกลับคำเมื่อนึกขึ้นได้

                มันเป็นเรื่องของน่านนทีหากต้องการจะมาที่นี่แล้วเสียเที่ยว ภูผาเหยียดยิ้ม มองแผ่นหลังกว้างลับสายตาไปเมื่อประตูห้องปิดลง ความรู้สึกเจ็บที่แผลนั้นยังคงอยู่ แม้ว่ามือที่เคยบีบมันเอาไว้จะคล้ายออกไปแล้วก็ตาม

                เป็นครั้งแรกที่น่านนทีไม่ออกปากให้กลับไปยังบ้านหลังนั้น  แต่การกระทำก็ทำให้อดคิดไม่ได้เลยว่าแอบแฝงอะไรบางอย่างเอาไว้ เป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทน คงอยากจะมาเห็นความตกต่ำของคนอื่นเพื่อความสะใจสินะ แค่คิดก็เจ็บใจ หากแต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ชะงัก

                “เลิกยุ่งกับกูสักที อะ อ้าว”ต่อว่าทันทีที่เปิดประตู ทว่า…

                “เลิกยุ่งอะไร หืม?”ต้นสนเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจที่โดนเจ้าของห้องต่อว่าทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด

                “ปะ เปล่าครับ ว่าแต่พี่มาหาผมมีอะไรรึเปล่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันแล้วนี่ครับ”ภูผายิ้มเบี่ยงตัวหลบให้ต้นสนเดินเข้ามาในห้อง

                “กลิ่นยา? พึ่งจะล้างแผลเหรอ”ต้นสนถาม มือเอื้อมมาขยี้หัวเบาๆ

                “อือครับ ว่าแต่พี่ยังไม่ตอบเลยว่ามาหาผมมีอะไรรึเปล่า”

                “ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่มารับแล้วก็กะจะซื้ออะไรไปกินต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้านสักหน่อย”

                “สมาชิกใหม่ที่ไหน พ่อบ้านต่างหาก อีกอย่างผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำบ้านพี่เละรึเปล่า”ภูผาหัวเราะเสียงเบา

                “ค่อยๆฝึกทำไปเดี๋ยวก็เป็นเอง…ว่าแต่ภูเถอะ เก็บของรึยัง”

                “ไม่เป็นไร ของผมมีนิดเดียว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เก็บเสร็จ พี่นั่งรอได้เลย”ภูผายิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางโยกหัวหลบมือที่คอยจะขยี้หัว

                “มา พี่ช่วยจะได้เสร็จไวไว”

                “จะใจดีเกินไปแล้ว”

                “พี่ใจดีแค่กับภูนั่นแหละ”ต้นสนตอบเสียงเบา

                เบาจนอีกฝ่ายไม่ได้ยิน ตาคู่สีดำสนิทจ้องมองร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มเดินไปมาทั่วห้องเพื่อเก็บของอย่างลวกๆพลางลอบยิ้ม

                ----------------------------------------------------------------------


พระเอกตัวจริงโผล่มาแล้วหนา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}