I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 17] เป็นคุณ... (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 17] เป็นคุณ... (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2563 21:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 17] เป็นคุณ... (ครบ)
แบบอักษร

17 

เป็นคุณ... 

เช้าวันต่อมา 

หลิวฟางทำตัวตามปกติราวกับไม่เคยรู้เรื่องเมื่อคืน ร่างโปร่งปราดเปรียวเดินลงบันไดมาที่ชั้นล่าง พอเห็นแผ่นหลังของโจวลี่ที่กำลังปรุงอาหารให้ตนอยู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็ปั้นหน้ายิ้มแย้ม เดินเข้าไปหาร่างสูงได้อย่างแนบเนียน 

“ทำอะไรอยู่” 

“ทำของโปรดใครบางคน” โจวลี่หันมาพร้อมกับอาหารจานโปรดของหลิวฟางที่เพิ่งตกแต่งจานเสร็จเมื่อครู่ 

หลิวฟางมองอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ในจานแล้วระบายยิ้มจาง พร้อมกับกล่าวขอบคุณที่โจวลี่อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้ อันที่จริง โจวลี่เป็นเพื่อนที่ดีกับเขามาก ร่างสูงคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอแม้ในวันที่เขาทำตัวงี่เง่า เพื่อนตัวโตคนนี้ก็ไม่เคยจะทิ้งเขาไป 

“ขอบใจนะโจวลี่ นายใจดีกับฉันเสมอเลย” 

โจวลี่ยกยิ้มอบอุ่น กวักมือเรียกหลิวฟางมานั่งกินข้าวด้วยกัน หลิวฟางพยักหน้า หลงลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไปชั่วขณะ แต่พอนั่งลงที่โต๊ะเห็นจานข้าวเปล่าๆ วางอยู่จึงขมวดคิ้วมุ่น 

“โจวลี่...จานข้าวนี่ของใคร? นายหรอ? ” หลิวฟางถาม แต่พอเห็นจานข้าวของโจวลี่ยังวางอยู่ตรงหน้าร่างสูงในสภาพที่ยังไม่แตะต้องข้าวสักเม็ดบนจาน หลิวฟางก็รู้ได้ทันทีว่าจานข้าวจานนี้มันเป็นของใคร 

โจวลี่คลี่ยิ้มแล้วตอบอย่างลื่นไหล “ของลูกน้องของฉันคนหนึ่ง ฉันใช้ให้มันไปตามสืบเรื่องบางอย่างให้ แต่พอมาถึงที่นี่สภาพไม่ต่างจากขอทานที่ไม่ได้กินข้าวมานานปี ฉันเลยสงเคราะห์ข้าวให้มันกิน ก่อนจะบอกให้ไปพักผ่อน” 

“สืบเรื่องอะไรหรอ เรื่องพวกอินทรีพิฆาตหรือเปล่า” หลิวฟางลองแยบถาม อยากจะรู้นักว่าอีกฝ่ายจะพูดไปในทิศทางไหน ในเมื่อพวกอินทรีพิฆาตน่ะ แท้จริงแล้วก็คือพวกโจวลี่กับซ่งเหวิ่นแห่งพรรคเสือดาว 

โจวลี่ชะงักเงยหน้าขึ้นมาตอบหลิวฟางด้วยท่าทางธรรมชาติ ปราศจากพิรุธ “ใช่ เรื่องอินทรีพิฆาตนั่นแหละ เต๋อหัวบอกให้ฉันสืบเรื่องพวกมัน” 

เต๋อหัวนะเต๋อหัว นายไว้ใจคนผิดแล้ว คนที่นายให้ไปสืบน่ะ แท้จริงมันคือลาสบอสของอินทรีพิฆาตเลยนะ 

“หรอ ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกนะ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในสภามังกรหลงยิหวาเหมือนกัน” 

“ได้สิ นายต้องได้ช่วยแน่ อ้อ แล้ววันนี้นายมีธุระที่ไหนหรือเปล่า อยากออกไปข้างนอกบ้างไหม นายอุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวันแล้วนะ” 

“ฉันคิดว่าฉันจะออกไปบริษัทหน่อยน่ะ พอดีมีเรื่องอยากจะพูดกับเต๋อหัวนิดหน่อย” 

โจวลี่มองหน้าหลิวฟางด้วยความเป็นห่วง “หลิวฟาง นายคงไม่คิดใช้โอกาสที่เต๋อหัวหย่ากับซูเหมย...” 

“เปล่า ฉันไม่ได้จะทำอะไรแบบนั้น แค่อยากจะเข้าไปคุยเรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” 

โจวลี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “งั้นก็ดีแล้ว ฉันอยากให้นายตัดใจจากหมอนั่นสักที” 

หลิวฟางหน้าเศร้า หวนคิดถึงช่วงเวลาที่เต๋อหัวปฏิเสธตัวเองแล้วก็อดเจ็บแปลบๆ ในใจไม่ได้ เต๋อหัวหนักแน่นดั่งภูผาตอนที่บอกกับเขาว่าชอบซื่อหนานมานานมากแล้ว ตอนนั้นเหมือนเขาเป็นแก้วในมืออีกฝ่ายแล้วถูกขว้างทิ้งลงพื้นจนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี 

โจวลี่เห็นหลิวฟางทำหน้าเศร้าก็รู้สึกผิดที่พูดไม่ดีออกไป ร่างสูงยื่นมือออกไปกุมมือเพื่อนสนิทเอาไว้ “ขอโทษนะ ถ้าฉันพูดอะไรไม่ดี ฉันแค่เป็นห่วงนาย” 

“ฉันรู้...ไม่โกรธหรอก...มา เรามากินข้าวกันเถอะ” โจวลี่ได้ยินอย่างนั้นก็ยกยิ้มแล้วพยักหน้าให้หลิวฟาง 

หลิวฟางมองโจวลี่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจปนอึดอัดว่าเขาควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี โจวลี่เองก็เป็นเพื่อนของเขา หากเขาบอกเต๋อหัวว่าโจวลี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกอินทรีพิฆาต โจวลี่จะต้องแย่แน่ แต่หากบอกว่าซ่งเหวิ่นเป็นพวกอินทรีพิฆาตละ ไม่แน่ว่าหลังจากนั้นโจวลี่อาจจะตีตัวออกห่างเพื่อเอาตัวรอด แล้วเพื่อนของเขาอาจจะไม่ได้รับผลจากการเป็นอินทรีพิฆาตเหมือนซ่งเหวิ่น เอาแบบนี้แล้วกัน ยังไงๆ โจวลี่ก็ไม่ใช่คนโง่ เขาต้องหาทางตัดหางปล่อยวัดซ่งเหวิ่นหลังมีคนรู้ความจริงว่าซ่งเหวิ่นเป็นอินทรีพิฆาตแน่ หลิวฟางคิดคำนวณแผนการในใจเสร็จสรรพก็สามารถก้มหน้ากินข้าวได้อย่างสุขใจ 

หลังกินข้าวเสร็จโจวลี่เข้ามาส่งหลิวฟางที่สำนักงานใหญ่พร้อมกับกำชับหลิวฟางว่าถ้าเสร็จงานเมื่อไหร่ให้โทรบอกเขา อย่ากลับคนเดียวเด็ดขาด 

“รู้แล้วๆ รีบไปทำงานเถอะ เสร็จงานแล้วฉันจะโทรหาแน่นอน” 

“อื้ม” โจวลี่พยักหน้าจากนั้นก็สั่งให้คนขับ ขับรถออกไปทิ้งให้หลิวฟางมองตามรถจนลับสายตาด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเท่าที่ควร ถึงจะตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับเต๋อหัวโดยการบอกว่าซ่งเหวิ่นอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด แต่หลิวฟางก็ยังไม่โล่งใจ หรือสบายใจได้ เพราะตนเดาใจโจวลี่ไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างที่ตนคิดจริงๆ หรือเปล่า หรือบางทีเพื่อนของเขาอาจจะเลือกอยู่กับซ่งเหวิ่นก็ได้ 

ขณะที่กำลังยืนคิดลังเลใจอยู่นั้น จู่ๆ ร่างเล็กในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวก็วิ่งเข้ามาชนหลิวฟางทำเอาร่างปราดเปรียวถึงกับผงะถอยไปด้านหลัง 

“ขอโทษครับ” เด็กผู้ชายคนนั้นหันหน้ามาโค้งศีรษะขอโทษหลิวฟางแทบจะทันที เมื่อเห็นร่างโปร่งชักสีหน้าไม่พอใจใส่ 

หลิวฟางหรี่ตามองเด็กผู้ชายตรงหน้า อีกฝ่ายอายุน่าจะยังไม่ถึงสิบแปดปีด้วยซ้ำ เขามาทำอะไรที่นี่ พอเขาจะอ้าปากถามอีกฝ่าย เสียงของคนคุ้นเคยดันดังขึ้นซะก่อน 

“เจียวเจียว! ” 

หลิวฟางหันไปมองยังที่มาของเสียง เห็นซื่อหนานกำลังเดินมาทางนี้ก็ขมวดแน่น มองเด็กผู้ชายที่กำลังเหงื่อซกตรงหน้ากับคุณชายมาเฟียอย่างสงสัยใคร่รู้ ซื่อหนานรู้จักเด็กแบบนี้ด้วยหรอ? 

“คุณชาย! ” 

“มาถึงแล้วทำไมไม่รีบเข้าไป” ซื่อหนานถามเสียงราบเรียบ แต่พอเห็นว่าหลิวฟางยืนอยู่ตรงหน้านี้ด้วย จากสีหน้าใจดีเมื่อครู่ก็รีบปรับเป็นราบเรียบเย็นชา 

“หลิวฟาง” 

“ไม่ยักรู้ว่านายสนิทกับเด็กแบบนี้ด้วย” 

ตะวันกล้าเหลือบมองเด็กชายข้างกายแล้วถอนหายใจออกมา นี่มันวันซวยอะไรของเขาวะ อุตส่าห์ดีใจที่เต๋อหัวไม่อยู่บริษัทได้ไม่ถึงสิบนาที ก็ต้องมากุมขมับที่หลิวฟางเข้าบริษัทอีกรอบ 

“เขาเป็นลูกหนี้ของฉัน” 

“อ้อ...ลูกหนี้? เป็นลูกหนี้ที่แปลกดีนะ” 

“อื้ม วันนี้นัดมาคุยเรื่องหนี้กัน” 

“ถึงขั้นที่นายจะต้องลงมาคุยด้วยตัวเอง อยากรู้จริงเชียวว่าเป็นลูกหนี้แบบไหน” 

“ฉันว่านายอย่าสนใจเลย มีแต่จะทำให้นายเบื่อเปล่าๆ” 

“อ้อ งั้นหรอ? พอดีเลย วันนี้ฉันว่าง ขอฉันอยู่ดูด้วยสิ” 

ตะวันกล้าแทบจะกัดลิ้นตัวเอง ไม่น่าพูดกระตุ้นต่อมอยากรู้ของหลิวฟางไปเลย ท้ายที่สุดถึงลงเอยด้วยการที่เราสามคนมานั่งคุยเรื่องหนี้กันที่ร้านกาแฟข้างบริษัทด้วยกันจนได้ 

“เป็นยังไงบ้างเรื่องที่ฉันบอกให้ไปทำ” ตะวันกล้าถามอันเจียวเจียว ลูกชายของอันสือม่ง หนึ่งในผู้ติดหนี้ตามรายชื่อที่เต๋อหัวให้เขามา และตอนนี้พวกเขาก็กำลังทยอยจ่ายหนี้ตามที่นัดหมายเอาไว้ทุกสัปดาห์ หลังจากที่ตะวันกล้าหาอาชีพที่จะทำให้พวกเขาได้เงินเร็วที่สุด อีกไม่ถึงเดือนก็คงจะจ่ายหนี้ได้หมด และอันเจียวเจียวก็เป็นเด็กที่เข้ามาจ่ายเงินให้พ่อทุกสัปดาห์ จนกลายเป็นว่าสนิทสนมกับเขาไปด้วย เพราะความเป็นเด็กช่างถาม จึงทำให้ตะวันกล้าชอบอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก ชอบในที่นี้หมายถึงเอ็นดูเหมือนน้องชายนะ ไม่ใช่เชิงชู้สาว และอันเจียวเจียวเองก็เคารพเขาเหมือนพี่ชายคนหนึ่งด้วย 

อันเจียวเจียวเหลือบมองคุณชายอีกท่านที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางไม่สนใจใครแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้าคุณชายที่แสนดีของเขาแล้วระบายยิ้มสดใสให้ “เรียบร้อยครับ นี่เป็นส่วนของสัปดาห์นี้ ผมเอาทุกคำแนะนำของคุณชายไปปรับใช้ดู ได้ผลดีมาก ตอนนี้แม้แต่ยายก็ยิ้มได้มากกว่าทุกวันแล้ว” 

“อื้ม ดี...” ตะวันกล้าเอ่ยชม แล้วหยิบก้อนเงินออกมาดูจากนั้นก็พักเก็บกับคืนแล้วนำมันใส่กระเป๋าที่ตระเตรียมมา 

“เอ่อ แต่ว่าทางเรามีปัญหานิดหน่อยครับคุณชาย เลยอยากจะขอเลื่อนส่งเงินคุณชายสัปดาห์หน้า” 

“ปัญหาอะไร” 

“ที่บ้าน...ที่บ้านเกิดน้ำท่วมขังครับ ข้าวของเสียหายมาก เงินที่ต้องจ่ายสัปดาห์หน้า อาจจะต้องนำไปซ่อมแซมบ้าน” 

ตะวันกล้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับหยิบกระดาษออกมาจดอะไรบางอย่างให้อันเจียวเจียว ซึ่งหลิวฟางเองก็มองไม่ออกว่าเป็นอะไร จวบจนตะวันกล้าเอ่ยปากออกมาถึงได้รู้ 

“นี่คือที่อยู่บ้านฉัน ให้นายไปหาคนที่ชื่อเป่าซา แล้วบอกเขาว่าฉันสั่งให้ทำตามในจดหมายนี้ นายทำได้ใช่ไหมเจียวเจียว” 

“ครับ! ” เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขัน “งั้นผมขอตัวก่อน ลาครับคุณชาย” อันเจียวเจียวลุกขึ้นยืนแล้วโค้งศีรษะให้ตะวันกล้ากับหลิวฟาง จากนั้นก็รีบวิ่งออกไป 

หลิวฟางมองตามหลังเด็กชายอย่างพิจารณาแล้วหันมามองซื่อหนานอย่างแปลกใจ ร้อยวันพันปี ซื่อหนานไม่เคยแยแสใคร ออกจะไปทางเห็นแก่ตัวมากด้วยซ้ำ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงเกิดสงสารลูกหนี้ แถมยังให้ความช่วยเหลืออย่างละมุนละม่อมแบบนี้ 

ตะวันกล้าปรายตามามองหลิวฟางแล้วระบายยิ้มบางออกมา “วันนี้นายเข้าบริษัทคงอยากจะพบกับเต๋อหัวใช่ไหม” 

หลิวฟางขมวดคิ้วมองหน้าซื่อหนานอย่างสงสัย “ใช่...แต่ก็ดันมาเจอเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ก่อน” 

“วันนี้เต๋อหัวไม่อยู่ นายมาเสียเที่ยวแล้วละ” 

หลิวฟางส่ายหน้า “ไม่ซะทีเดียว” 

ตะวันกล้ามองหน้าหลิวฟางนิ่งๆ แล้วย้อนคิดถึงข้อมูลที่ได้มาจากนิคกี้ เลยเม้มปากแน่น แล้วมองหน้าหลิวฟางด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สงสารที่อีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าตอนนี้ที่บริษัทมันกำลังกลวง และเพราะไม่รู้นี้เอง พ่อของหลิวฟางถึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง ไม่ต่างจากซื่อหนานพี่ชายของเขา หากไม่มีคนเตือนสติเสียหน่อย กลัวแต่ว่าจะหลุดจมเข้าไปในอำนาจลวงตาเบื้องหน้าจนมองไม่เห็นหลุมนรกที่เต๋อหัวขุดเอาไว้ หลิวฟางเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี อีกฝ่ายเติบโตมาภายใต้ร่มเงาของผู้เป็นพ่อ ถูกทั้งเพื่อนอย่างโจวลี่ และพ่อตามใจมาตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะหยิ่งผยอง และเอาแต่ใจ ปะปนไปด้วยนิสัยเด็กๆ จนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของใครหลายๆ คน เขาเองก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องนี้ แต่ข่าวลือที่ได้ยินมา ก็ทำตะวันกล้าห้ามใจไว้ไม่อยู่โผล่งถามออกไปอย่างไม่สนใจท่าทีของหลิวฟางที่กำลังแสดงท่าทางหวาดระแวงตน 

“ได้ยินมาว่าที่บ้านของนายกำลังจะจัดงานเลี้ยงรื่นเริง ดีใจด้วยนะ” 

“งานเลี้ยง? งานเลี้ยงอะไร!? ” 

ว่าแล้วเชียว ตะวันกล้าคิดในใจ “ก็งานเลี้ยงของนายกับโจวลี่ไง ไม่รู้หรอ เขารู้กันทั่วเมืองได้แล้วมั้ง” หลิวฟางไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ด้วย 

คล้ายมีใครเอาค้อนมาทุบหัว ความมึนงงเข้าจู่โจมทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง งานเลี้ยงของเขากับโจวลี่ มันงานเลี้ยงอะไร? แต่แล้วลางสังหรณ์ของเขาก็ผุดภาพของโจวลี่และซ่งเหวิ่นขึ้นมาในหัว คล้ายว่ามันต้องการตอกย้ำความรู้สึกนึกคิดของเขาว่าสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่มันถูกต้องแล้ว 

“งานเลี้ยงแต่งงานของนายกับโจวลี่ เพิ่งประกาศในที่ทำงานเมื่อเช้านี้เอง พ่อนายถึงกับลงทุนมาแจกการ์ดแต่งงานเองกับมือ” ตะวันกล้าย้ำพร้อมกับหยิบการ์ดแต่งงานในเสื้อโค้ทออกมายื่นให้หลิวฟางดู การ์ดนี่เขาเพิ่งได้จากพ่อบ้านของตระกูลหลีเมื่อเช้า พร้อมๆ กับพนักงานระดับสูงอีกหลายคน 

หลิวฟางสตั๊นหนัก แต่ทันทีที่เห็นการ์ดแต่งงานสีน้ำเงินหรูตรงหน้าก็หยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน วันที่....ชื่อ....และลักษณะงาน ยิ่งตอกย้ำหลิวฟางว่าสิ่งที่ตะวันกล้าพูดเป็นเรื่องจริง 

“ไม่จริง ถ้าจะจัดงานแต่งงาน ฉันก็ต้องรู้เรื่องด้วยสิ! ” หลิวฟางโต้แย้ง พร้อมกับใบหน้าซีดเผือด มองตะวันกล้าอย่างงงงัน 

“เต๋อหัวรู้เรื่องนี้แล้วเขาก็ให้นายลาหยุดถึง 3 เดือน ยังงงอยู่เลยว่านายมาทำอะไรที่นี่” 

หลิวฟางงงหนัก จู่ๆ ทำไมเขาถึงแต่งงานกับโจวลี่ได้ ร่างโปร่งปราดเปรียวครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในหัว เรื่องนี้มันต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาได้ยินเมื่อคืนแน่ๆ 

“หลิวฟาง...นายโอเคไหม หน้านายซีดมาก” 

“ฉัน...” 

“เอ๊ะ! นั่น...รถของโจวลี่หรือเปล่า” ตะวันกล้าเหลือบมองไปด้านนอกเห็นโจวลี่ขับรถเข้ามาจอดหน้าร้านกาแฟ จากนั้นร่างสูงก็เดินลงจากรถแล้วมองตรงมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่อ่านยาก 

หลิวฟางยิ่งหน้าซีดหนักหันมามองซื่อหนาน กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่โจวลี่ดันเดินเข้ามาในร้านแล้วตะโกนเรียกชื่อหลิวฟางก่อน ตะวันกล้าเห็นดังนั้นจึงหยิบกระดาษในกระเป๋าเสื้อมายัดใส่มือของหลิวฟาง 

หลิวฟางมองหน้าตะวันกล้าอึ้งๆ เล็กน้อย แต่พอเห็นสายตาของคุณชายมังกรทองจึงเลือกที่จะหุบปากลงแล้วรีบเก็บแผ่นกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อสูทตัวเองอย่างเร่งรีบ 

“หลิวฟาง ลุงไป่ให้ฉันมาตามนายกลับบ้าน” 

หลิวฟางพยายามสงบใจ ควบคุมสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติแล้วถามโจวลี่กลับ “มีเรื่องด่วนอะไร ฉันยังไม่ทันเจอเต๋อหัวเลย” 

“ไม่ต้องเจอแล้วละ รีบกลับเถอะ ลุงไป่ต้องการพบนายด่วน” 

หลิวฟางแสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่รู้ว่าตัวเองจะวู่วามอาละวาดถามอีกฝ่ายตอนนี้ไม่ได้จึงได้เม้มปากข่มใจไว้แล้วพยักหน้ารับเบาๆ โจวลี่เห็นอีกฝ่ายตอบตกลงก็ไม่รอช้าจับข้อมือหลิวฟางฉุดอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนแล้วดึงให้หลิวฟางเดินตามตนออกไป หลิวฟางแม้ไม่พอใจกับการกระทำของเพื่อน ทว่า ไม่อาจโต้แย้งอะไรได้ จึงทำได้เพียงเดินตามหลังโจวลี่อย่างว่าง่าย พร้อมกันนั้นก็เหลือบไปมองซื่อหนานแวบหนึ่ง เห็นใบหน้าของคุณชายมังกรทองพยักหน้าให้กับตน หลิวฟางก็เริ่มสงสัยมากขึ้นไปอีก นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นในสภาของพวกเขากันแน่นะ มันต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ ทุกคนถึงได้แปลกไปแบบนี้ ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม ในจิตใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวัง ตอนนี้ไม่ว่าใคร ก็ไม่สามารถไว้ใจได้อย่างแท้จริง และนั่นอาจจะรวมไปถึงพ่อของเขาด้วย! 

ภายหลังหลิวฟางถูกพาตัวขึ้นรถขับออกไปไกลแล้ว ตะวันกล้าจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ข้อความแจ้งข่าวให้ซื่อหนานรู้ว่าภารกิจสำเร็จ 

อันดับแรกตะวันกล้าคิดว่าจะต้องให้กระดาษแผ่นนั้นกับหลิวฟางในงานแต่ง แต่วันนี้ถือว่าโชคดีไม่น้อยที่หลิวฟางเข้าบริษัท และละครที่เขาเล่นไปเมื่อครู่ว่าไม่เต็มใจให้อีกฝ่ายอยู่ ก็ยิ่งกระตุ้นให้หลิวฟางอยากจะอยู่ดูสถานการณ์ของเขามันก็ได้ผลตามที่ซื่อหนานแนะนำไว้จริงๆ 

‘เรียบร้อย หลิวฟางรู้เรื่องแล้ว รอแค่เขาติดต่อกลับมา’ 

หลังจากส่งข้อความให้พี่ชายเสร็จเรียบร้อย ตะวันกล้าก็เงยหน้าขึ้นมองรอบๆ ร้านกาแฟ จากนั้นก็ยกกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ เรื่องที่หลิวฟางจะแต่งานกับโจวลี่ เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะหลิวฟางเพิ่งหายจากอาการป่วยได้ไม่กี่วัน ลุงไป่ก็ประกาศบอกกับทุกคนว่าโจวลี่กับหลิวฟางจะแต่งงานกัน เล่นทำทุกคนงงงวยกันเป็นไก่ตาแตก เพราะท่าทีของหลิวฟางที่มีต่อเต๋อหัวนั้นเป็นยังไง เราทุกคนก็ล้วนรู้กันดี มาวันนี้หลิวฟางจู่ๆ ก็ตอบตกลงแต่งงานกับโจวลี่ นี่มันน่าเหลือเชื่อมาก... 

เพราะตกใจกับข่าวที่ได้รับตะวันกล้าจึงส่งข่าวหาซื่อหนาน ฝ่ายพี่ชายคล้ายมองเห็นโอกาส จึงแนะนำให้เขาทำตามแผนนี้ แต่ตะวันกล้าไม่อยากทำเท่าไหร่นัก เพราะมันดูเหมือนหลอกใช้หลิวฟางในช่วงเวลาที่อีกฝ่ายได้รับความลำบากใจ ทว่า...เมื่อโอกาสมาถึงแบบประจวบเหมาะพอดี ตะวันกล้าจึงตัดสินใจทำเรื่องดังกล่าว เพราะพวกเขาเห็นว่าการจะทำเรื่องบางอย่างมันต้องใช้คนมาก และการลากหลิวฟางเข้ามาร่วมด้วยดีไม่ดีอาจสามารถใช้หลิวฟางต่อรองกับพวกโจวลี่ได้ในอนาคต ไม่รู้ว่าซื่อหนานคิดอ่านยังไง แต่เรื่องนี้ดูเหมือนหลิวฟางจะน่าเห็นใจที่สุด ทั้งจากข้อมูลที่นิคกี้หามาให้ ทั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ หลิวฟางได้รับผลกระทบทางจิตใจหนักกว่าใครเลยก็ว่าได้... 

“อะแฮ่ม! คุณชายซื่อหนาน ไม่เจอกันหลายวัน สบายดีนะครับ” 

ตะวันกล้าหลุดจากภวังค์ มองหน้าผู้ชายที่เข้ามาทักทายตนอย่างงุนงง แม้จะคุ้นๆ กับใบหน้าของผู้ชายตรงหน้า แต่ตะวันกล้าก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน 

“อะไรกัน ลืมผมไปแล้วหรอ ผมคุณหมอพอล ที่เป็นเจ้าของไข้คุณตะวันกับคุณหลิวฟางไงครับ” 

“อ๋อ สวัสดีครับคุณหมอพอล” ตะวันกล้านึกออกทันทีที่อีกฝ่ายแนะนำตัวเอง จากนั้นก็ผายมือเชิญหมอพอลให้นั่งลงตรงข้ามตน “คุณหมอมาทำอะไรที่นี่ครับ” 

หมอพอลเผยสีหน้าสงสัย “แปลก คุณซื่อหนานดูร่าเริงกว่าตอนอยู่โรงพยาบาลอีกนะครับ” 

“....” ตายละ...เผลอลืมคาแรคเตอร์ของซื่อหนาน เพราะดันเจอคุณหมอในสายอาชีพงานเดียวกัน! 

“ผมล้อเล่นครับ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็เป็นคุณซื่อหนานทั้งนั้น เพราะคนเรามีหลายมุม” 

“ครับ” ตะวันกล้าพยักหน้าเห็นด้วยเสริมทัพ “ว่าแต่คุณหมอมาทำอะไรที่นี่หรอครับ” 

“ผมมารอเพื่อนน่ะครับ” 

“เพื่อนของหมอทำงานแถวนี้หรอครับ? ” 

“เขาเพิ่งเข้ามาพร้อมกับคุณเต๋อหัวเมื่อกี้น่ะครับ หลังจากออกไปดูสถานที่เกิดเหตุด้วยกัน” 

“หือ? ” 

“เพื่อนของผมเป็นท่านรองที่กรมตำรวจครับ ชื่อรอนเน่ เหลียนอี้ เขาเป็นคนดูแลคดีของพวกคุณครับ” 

“อ่า...งั้นหรอครับ” ตะวันกล้าขานรับในใจ พลางคิดว่าทำไมชื่อของคนคนนี้ถึงไม่อยู่ในระบบข้อมูลที่นิคกี้หามาให้เลย แต่ทำไมถึงไปไหนมาไหนกับเต๋อหัวได้ หรือจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่เต๋อหัวจะสนิทกับรอนเน่ ก็พวกมาเฟียน่ะถ้าจะหาพรรคพวกในการทำเรื่องผิดกฏหมายโดยที่ตัวเองไม่ถูกจับได้ง่ายๆ ก็มีแต่ต้องเป็นพวกเดียวกันกับตำรวจเท่านั้น พอได้ข้อสรุปที่ตัวเองพอใจ ตะวันกล้าจึงเลิกสนใจแล้วหันมามองคุณหมอพอลอย่างพิจารณา 

คุณหมอหนุ่มเป็นคนหน้าตาดี ดวงตาดอกท้อหวาน และริมฝีปากเป็นกระจับโดดเด่น มองแล้วเหมือนดารามากกว่าหมอซะอีก หน้าดีซะจนตะวันกล้าต้องขมวดคิ้วสงสัย “คุณหมอหน้าตาท่าทางมองผ่านๆ แล้วไม่เหมือนคนที่ทำอาชีพหมอเลยนะครับ” 

หมอพอลที่กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มชะงักไปนิด จากนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา “คนเป็นคนที่ร้อยได้มั้งที่ทักผมเรื่องนี้ เอาเป็นว่ามีคนทักผมเรื่องนี้บ่อยๆ เหมือนกัน” หมอพอลยักไหล่ เจอคนทักบ่อยจนเขาไม่รู้สึกอะไรแล้ว แรกๆ ก็รู้สึกภูมิใจกับหน้าตาตัวเองอยู่หรอก แต่นานๆ ไปก็ลำบากเหมือนกัน เพราะหน้าดีเกินไป จนมีแมวมองมาทักมาตื้อบ่อยๆ น่ะสิ 

ตะวันกล้าหัวเราะในลำคอ มองคุณหมอพอลอย่างนึกสงสัยอีกรอบ “คุณหมอพอล เป็นลูกครึ่งอะไรหรอครับ” คุณหมอพอลหน้าตาไม่ออกไปทางตะวันตกเลยสักนิด แต่ทำไมถึงชื่อว่าหมอพอลละ? 

หมอพอลวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ ฉีกยิ้มไม่เห็นฟันพร้อมกับมองหน้าตะวันกล้าตาเป็นประกาย “คุณชายซื่อหนานเป็นคนช่างสังเกตจริงๆ” 

“ครับ? ” 

“คุณคงสงสัยที่เห็นผมหน้าเอเชียขนาดนี้ทำไมถึงชื่อพอลใช่ไหมครับ? ” 

ตะวันกล้ายิ้มแล้วพยักหน้า หมอพอลยืดตัวขึ้นแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับตอบว่า “ชื่อพอลเป็นชื่อในวงการแพทย์ของผม ที่เพื่อนช่วยตั้งให้ผมน่ะครับ คุณคงจะรู้ใช่ไหมว่าชื่อจีนมันเรียกยากมากๆ สำหรับชาวตะวันตก...” 

“เอ่อ....ถ้าคุณไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรนะครับ” 

“เปล่าครับ ผมอยากบอก เพียงแต่อยากจะชื่นชมคุณก่อน...” หมอพอลพูดยิ้มๆ แล้วอ้าปากพูดต่อด้วยแววตาสดใส น้ำเสียงนุ่มนวล ทำเอาคนฟังตะลึงงันในความงามไปชั่วขณะ “ผมชื่อเฟิ่ง นามรอง ไป่อี้ ครับ...” 

“พอล...” 

ตะวันกล้าสะดุ้งตื่นจากภวังค์มองชายร่างสูงในชุดโค้ทสีดำเดินเข้ามาร้านด้วยรังสีอึมครึมอย่างงุนงงเมื่ออีกฝ่ายมองเขาราวกับศัตรูคู่แค้น ชายคนนั้นเดินมาหยุดยืนข้างหมอพอล และหมอพอลก็หันไปยิ้มให้เขา ตะวันกล้าก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้ก็คือรอนเน่ เหลียนอี้ เพื่อนของหมอพอล อื้ม แต่พอมายืนเคียงคู่กับหมอพอลแล้วทั้งคู่ราวกับอยู่กันคนละโลก ไม่น่าจะมาเป็นเพื่อนกันได้เลย เพราะคนหนึ่งสว่างแสบตาอีกคนมืดครึ้มน่ากลัว ต่างกันคนละขั้วเลยละ 

“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยท่านรอง” หมอพอลว่าพลางยื่นมือไปเกาคางของรอนเน่อย่างกวนๆ แต่ก็ถูกรอนเน่ปัดมือออก 

“บอกให้รออยู่ที่รถไม่ใช่หรอ? ” 

“ก็...อยากดื่มกาแฟนี่หว่า” 

ตะวันกล้ามองชายหนุ่มร่างสูงใกล้เคียงกันพูดคุยอย่างเพลินตา พลางคิดไปด้วยว่ามองไปมองมาพวกเขาสองคนก็ดูเหมาะสมกันดี หน้าตาดีทั้งคู่ด้วย แต่จะน่าเสียดายหน่อยก็ตรงที่รอนเน่ เป็นผู้ชายหน้าโหดไปนิดว่าแต่...เราว่างถึงขนาดจะต้องมานั่งจับคู่ใครต่อใครแล้วหรอวะ? ตะวันกล้าส่ายหน้าไล่ความคิดไร้สาระในหัวแล้วยกกาแฟขึ้นดื่มเรียกสติตัวเอง พอเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกของหมอพอล ตะวันกล้าก็เห็นเต๋อหัวเดินเข้ามาในร้าน พร้อมๆ กับที่หมอพอลเอ่ยปากบอกลา ซึ่งตะวันกล้าก็พยักหน้าให้โดยไม่พูดอะไร เพราะเห็นท่าทางของรอนเน่แล้วเหมือนจะไม่ค่อยชอบเขาสักเท่าไหร่ เลยยิ้มให้อีกฝ่ายได้แบบฝืนๆ ขัดๆ ภายหลังมองตามแผ่นหลังของสองร่างขาวดำเดินไปที่ประตูร้าน ตะวันกล้าก็เกิดความสงสัยเมื่อไม่เห็นรอนเน่กับเต๋อหัวทักทายกัน...น่าแปลกจริงๆ ...หรือพวกเขาจะไม่ได้สนิทกันอย่างที่เขาคิด? 

ตะวันกล้ารีบดื่มกาแฟให้หมดแก้วแล้ววางลงบนโต๊ะพอดีกับเต๋อหัวเดินมาถึงเขาพร้อมกับยื่นกล่องของขวัญสีน้ำเงินให้ 

คุณหมอหนุ่มรับมันมาอย่างงงๆ “อะไร? ” 

“อยากรู้ก็ไปที่รถ” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับเรียกพนักงานมาเก็บเงินที่โต๊ะ พอเต๋อหัวจ่ายตังค์เสร็จก็เดินนำตะวันกล้าที่รถ แถมยังเปิดประตูรอให้ด้วย เต๋อหัวจะพาเขาไปที่ไหนกันแน่นะ ทำไมเขาถึงใช้คนติดตามน้อยจัง ทุกทีจะมีคนติดตามเป็นสิบได้ นี่อะไรมีแค่คนขับรถคนเดียว 

“คุณจะพาผมไปที่ไหน” ทันทีที่ร่างสูงเข้ามานั่งในรถได้แล้ว ตะวันกล้าจึงเอ่ยปากถามอีกฝ่าย 

คงไม่ได้พาเขาไปฆ่าหมกป่าที่ไหนหรอกนะ... 

เต๋อหัวหันมาสบตาตะวันกล้า นัยน์ตาสีดำอมเทาอ่อนแสงทอประกายอ่อนโยนจนคนสบต้องขมวดคิ้วพร้อมๆ กับความร้อนจู่โจมบนหน้า 

พะ...เพิ่งเคยถูกผู้ชายจ้องด้วยสายตาแบบนี้ครั้งแรกแฮะ... 

“พาไปเที่ยว” เสียงนุ่มทุ้มกล่าวเรียบเรื่อย ท่าทางสบายๆ เป็นกันเองได้อย่างธรรมชาติของเต๋อหัวทำตะวันกล้าปั้นหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่พอคิดถึงคีย์เวิร์ดที่เขาท่องสะกดตัวเองทุกวัน ใบหน้าที่เผลอปล่อยให้ขึ้นสีระเรื่อก็เจือจางลงแทบไม่เห็นสีแดงเด่นชัด 

“มาเฟียอย่างคุณมีเวลาว่างทำอะไรแบบนี้ด้วยหรอ” ก่อนหน้านี้เขาเห็นอีกฝ่ายทำงานมือเป็นระวิง ไหงกลายเป็นว่าตกบ่ายพาเขาไปเที่ยวได้ แต่เดี๋ยวนะ เต๋อหัวว่างใช่ว่าเขาจะว่างเสียเมื่อไหร่ งานที่กองบนโต๊ะเขาตอนนี้มันยังไม่เสร็จเลย! 

“เคลียร์งานเสร็จแล้ว เลยพานายไปได้” 

ตะวันกล้าเลิกคิ้วขึ้นนิด เคลียร์งาน? อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้ที่ยุ่งๆ คือเคลียร์งานเพื่อพาเขาไปเที่ยวน่ะ? “คุณ...เคลียร์งานเพื่อพาผมไปเดทโดยเฉพาะโดยหรือเปล่า” บ้าเอ้ย! ถามไปทำไมฟะ! ไม่น่าติดนิสัยขี้สงสัยแล้วถามเหมือนตอนสมัยเรียนเลยเรา ตะวันกล้านึกอยากจะตีปากตัวเองสักหลายๆ รอบ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเต๋อหัวนั่งอยู่ตรงนี้ คงทำอะไรน่าอายแบบนั้นไม่ได้ เลยได้แต่กำมือจิกนิ้วลงบนฝ่ามือแน่น 

เต๋อหัวกระตุกยิ้มบางเบา เอนตัวเบาะแล้วพยักหน้าตอบตะวันกล้า “ใช่...ฉันเคลียร์งานทั้งหมด เพื่อนาย” 

“....” ทีหลังเขาจะไม่ถามแล้วถ้าเต๋อหัวจะตอบตรงแบบไม่อ้อม...ตะวันกล้าเม้มปากแน่น มองเต๋อหัวแล้วส่งยิ้มแหย่ๆ “คุณไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นะ เพราะผมคิดว่าเราสองคนคง...” 

“นายเคยคิดไหมว่ากว่าที่ฉันจะก้าวมายืนจุดนี้ได้มันนานแค่ไหน” 

ตะวันกล้าชะงัก จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องเฉยเลย เปลี่ยนก็เปลี่ยนสิ เปลี่ยนตามก็ได้...ร่างโปร่งนิ่งนึก ดวงตากลอกกลิ้งไปมาอย่างใช้ความคิด ถ้าจำไม่ผิดจากข้อมูลที่ได้อ่าน เต๋อหัวได้ใช้เวลาประมาณ 4 ปีเต็มกว่าอำนาจในมือจะมั่นคง 

“4 ปีเต็มกว่าอำนาจในมือของคุณจะมั่นคง” 

“นั่นมันน้อยกว่าความพยายามของฉันที่ต้องการให้นายมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้” 

ตะวันกล้านิ่งอึ้ง มองหน้าเต๋อหัวอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทว่า พอสบตาคมกริบที่มักแผ่รังสีเย็นชาให้คนอื่นเสมอๆ กำลังทอดมองเขาด้วยสายตาที่ต่างไปจากเต๋อหัวในยามปกติ ตะวันกล้าพลันสัมผัสได้ว่าสิ่งที่ร่างสูงไม่ได้พูดโกหกสักคำเดียว 

“คุณเจอผมครั้งแรกเมื่อไหร่...” ตะวันกล้าถามเสียงเบา 

“ตอนที่นายยังใส่ชุดนักเรียนกางเกงสีกรมท่า” ร่างสูงตอบเสียงแหบพร่า พลางยื่นหน้าเข้าหาตะวันกล้า สบตาดำขลับใกล้ๆ ยากมากนะ...ยากมาก...กว่าเขาจะดึงคนที่อยู่ในสถานที่เจิดจ้าแบบนั้นเข้ามายืนตรงจุดนี้ จุดเดียวกับเขาได้ โชคดีที่ตะวันกล้าเป็นลูกของต้าเฉียง เขาถึงสามารถใช้เล่ห์เหลี่ยมทั้งหมดที่มีดึงอีกฝ่ายเข้ามายืนตรงนี้ได้อย่างแยบยล 

“โกหกหรือเปล่า” 

“ไม่ได้โกหก...” 

“แล้วผม...เคยเจอคุณไหม” ทำไมเขาจำไม่ได้เลยว่าเคยเจออีกฝ่าย... 

“บ่อยมาก...นายคุยกับฉันบ่อยด้วย แถมยังตั้งชื่อให้ฉันอีก” เต๋อหัวบอกยิ้มๆ พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็หลุดยิ้มทุกที 

“โกหก! ถ้าผมได้คุยกับคุณจริง ผมก็ต้องจำได้สิ! ” ตะวันกล้าโวยวาย ไม่แฟร์เลย ทำไมเต๋อหัวรู้จักเขาอยู่ฝ่ายเดียว! 

เต๋อหัวไม่ตอบเพียงแค่ยกยิ้มจนเห็นฟันแล้วทิ้งท้ายให้ตะวันกล้าสงสัยยิ่งกว่าเดิม “ลองนึกดูดีๆ สิ หมอต้องความจำดีไม่ใช่หรอ” 

“ที่คุณไม่บอกผม เพราะกลัวว่าผมจะจำได้มากกว่า” 

“เปล่า...ฉันแค่อยากให้นายจำได้ด้วยตัวเอง...” 

ตะวันกล้าส่งเสียงในลำคออย่างฉุนๆ เขาอยากรู้...อยากรู้เรื่องที่เต๋อหัวเจอเขามาตลอด นึกว่าอีกฝ่ายจะเล่าให้ฟังไขความกระจ่างตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ที่ไหนได้แค่มาเกริ่นๆ ให้อยากรู้แล้วก็จากไป มันน่าหงุดหงิดจริงๆ 

เต๋อหัวเห็นตะวันกล้าทำหน้างอเลยรีบพูดดักไว้ “เดี๋ยวนายก็รู้เอง” เขาไม่คิดจะปิดบังเรื่องนี้นาน เพียงแค่อยากให้ตะวันจดจำเขาได้ด้วยตัวเอง...และอยากจะใช้จุดนี้สร้างความพิเศษให้ตัวเองบ้างก็เท่านั้น 

ตะวันกล้าไม่พูดอะไร แค่พยักหน้ารับส่งๆ แล้วหันมาสนใจกล่องของขวัญในมือ จำได้ว่าเต๋อหัวบอกถ้าอยากรู้ก็ให้มาดูที่รถ น่าจะหมายถึงให้เขามาเปิดดูที่รถ ตะวันกล้าคิดได้ดังนั้นก็เปิดกล่องของขวัญในมือออกดู ทว่า พอเปิดออกมาแล้วเจอเข้ากับเส้นผมสีดำ คิ้วเรียวก็ขมวดเข้ากันผูกจนเป็นโบว์สองรอบได้ 

“วิกผม? คุณให้วิกผม ผมทำไม? ” 

“ถึงแล้ว...ลงตรงนี้ก่อนแล้วเราค่อยคุยกันต่อ” เต๋อหัวพูดขึ้น พร้อมๆ กับรถที่หยุดจอด ตะวันกล้ามองวิกผมในกล่องอย่างงุนงง พอจะอ้าปากถามร่างสูงให้รู้เรื่องเต๋อหัวก็ดันเปิดประตูลงจากรถก่อน 

ตะวันกล้าได้แต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ แล้วรีบเปิดประตูลงจากรถตามเต๋อหัว พอลงจากรถมาได้ ร่างโปร่งก็มองรอบตัวอย่างสำรวจ และไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นร่างของชายสูทชุดดำยืนอยู่ตามจุดต่างๆ ของสถานที่แห่งนี้ ตะวันกล้าก็เข้าใจได้ทันทีว่าที่เต๋อหัวไม่ให้คนตาม เพราะสั่งให้คนมายืนคุ้มกันอยู่แถวนี้นี่เอง...แต่จำได้ว่าวัดแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเลยไม่ใช่หรอ แล้วทำไมที่นี่ถึงไม่มีคนอยู่เลย...ตะวันกล้าเหลือบมองร่างสูงที่กำลังยืนรอเขาอยู่ไม่ไกล คงไม่ใช่ว่าไปข่มขู่อะไรใครไว้หรอกนะ... 

ตะวันกล้าเดินมายืนข้างเต๋อหัว ร่างโปร่งก็ถามขึ้นทันที “คุณทำยังไงให้สถานที่ท่องเที่ยวเงียบขนาดนี้...” 

“เจ้าของที่ดูแลที่นี่ สนิทกับพ่อของฉัน...แล้วพอดีว่าช่วงนี้เขาอยากใช้จะเวลานี้ทำความสะอาดที่นี่ เลยทำยอมทำตามที่ฉันขอ โดยการปิดไม่ให้คนเข้าหนึ่งวัน” ถือเป็นเรื่องดีที่อาแปะทำตามความต้องการของเขา เพราะอยากจะทดแทนบุญคุณของพ่อที่เคยช่วยเขาไว้แต่ไม่มีโอกาส เต๋อหัวเห็นอีกฝ่ายชอบส่งจดหมายมาบอกว่าอยากเจอ อยากเลี้ยงข้าวตอบแทน ชายหนุ่มจึงใช้ข้อนี้มาต่อรองเสียเลย ตัวเขาไม่สามารถออกไปสถานที่ที่ผู้คนพลุ่งพล่าน เพราะอาจเป็นอันตรายได้ ทางอาแปะเห็นใจและเข้าใจ เลยยอมทำตามที่เขาขออย่างว่าง่าย 

ตะวันกล้าได้ยินคำตอบของเต๋อหัวก็โล่งใจไม่น้อย ตัวเขาตั้งแต่เข้ามาเหยียบวงการนี้ก็ไม่เคยมองว่าใครดีเลย และค่อนไปทางระแวงมากด้วยซ้ำ อคติในใจจึงมีมาก ทำให้ไม่ค่อยเชื่อถือวิธีการของมาเฟียหลายๆ อย่างเลยตั้งแง่ไว้ก่อนเสมอ “คุณพาผมมาทำอะไรที่นี่” 

“มาวัดก็ต้องขอพร...” เต๋อหัวตอบ 

“อย่างคุณต้องพึ่งพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย? ” เต๋อหัวดูเก่งกาจไปซะทุกเรื่อง เขาไม่น่าจะเชื่อเรื่องพวกนี้... 

“กับเรื่องที่สำคัญมากๆ ก็ต้องพึ่งพวกท่านบ้าง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เช่น เรื่องของนาย เป็นต้น” ตะวันกล้าก้าวบันไดพลาดหนึ่งขั้นทันทีที่ได้ยินคำหยอดหวานสไตล์เต๋อหัว ตัวการที่ทำเขาเสียกิริยากระตุกยิ้มอย่างผู้มีชัย เดินนำไปบริเวณด้านในทิ้งให้ตะวันกล้าได้แต่ยืนปั้นหน้าไม่ถูกอยู่กับที่ 

อีกแล้ว เขาพูดอะไรแบบนี้อีกแล้ว ขืนถูกป้อนคำพวกนี้ทั้งวัน ทั้งสัปดาห์ ทั้งเดือน พระอิฐพระปูนที่ไหนก็ต้องเหลวกันบ้างแหละ ตะวันกล้าทั้งหงุดหงิดทั้งเขินอายปนกัน ระหว่างที่เดินย่ำเท้าไปหาร่างสูง ตะวันกล้าก็พยายามควบคุมอารมณ์ให้กลับมานิ่งตามเดิม 

“นายเคยมาที่นี่ไหม” 

ตะวันกล้าส่ายหัว “ไม่เคยมา แต่เคยได้ยินจากเพื่อนว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรได้อย่างนั้น” ที่นี่คือวัด หว่องไทซิน หรือวัดหวังต้าเซียน วัดขึ้นชื่อของฮ่องกง กิตติมศักดิ์ของวัดคือโดดเด่นเรื่องขอคู่...เอ่อ...ขอคู่งั้นหรอ? ตะวันกล้าหันมามองคนข้างกาย 

“คุณ...มาขอเรื่องอะไรหรอ พระน่ะ” 

เต๋อหัวนิ่วหน้าเล็กน้อย “พรน่ะ ถ้าบอกคนอื่นมันจะไม่เป็นจริงไม่ใช่หรอ” 

“ใบ้ๆ ไม่ได้หรอ” 

“พามาด้วยกันแบบนี้ ก็ถือว่าใบ้แล้วนะ” 

มาขอเรื่องเขา? เรื่องเขาน่ะหรอ นี่เต๋อหัวจริงจังกับเขามากขนาดไหนกันเนี่ย เห็นตะวันกล้านิ่งเงียบไม่ถามอะไรอีก เต๋อหัวจึงเดินนำร่างโปร่งไหว้พระขอพร ซึ่งขณะที่นั่งขอพรอยู่นั้นตะวันกล้าเองก็ไม่รู้จะขอเรื่องอะไร ในหัวของเขามีแต่เรื่องของเต๋อหัววนเวียนในหัวเต็มไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ลุกขึ้นไปปักธูปตามร่างสูงแล้ว สรุปก็ไม่ได้ขออะไรอยู่ดี ตะวันกล้าจึงอธิษฐานในใจว่าขอติดคำขอไว้ก่อน ถ้านึกออกเมื่อไหร่ เขาถึงจะมาขอ... 

ภายหลังเดินไหว้พระตามจุดต่างๆ ในวัดเสร็จเรียบร้อย เต๋อหัวก็พาตะวันกล้ามาสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่ง ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงเย็น อากาศที่เคยร้อนอบอ้าวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นสบาย จากแสงแดดที่เคยสาดส่องจนแสบตาเหลือแค่แสงอุ่นๆ ส่องสว่างริบหรี่ที่ปลายขอบฟ้า ตอนนี้เขากับเต๋อหัวกำลังยืนชมวิวพระอาทิตย์ตกที่วิคตอเรียพีค มองพระอาทิตย์ที่กำลังลับของฟ้าด้วยกันเงียบๆ บรรยากาศรอบกายไม่มีใครนอกจากเขาและเต๋อหัว เพราะที่นี่ถูกคนของเขาเต๋อหัวควบคุมดูแลไว้หมด 

“ฉันชอบดูพระอาทิตย์ตกมากที่สุด...” ร่างสูงพูดขึ้น พร้อมกับหันมามองคนข้างกายที่ตะลอนเที่ยวกับเขาในช่วงบ่ายโดยไม่ปริปากอย่างสื่อความหมาย ทว่า คุณหมอที่ดูเก่งนักหนาก็ไม่ยักจะสังเกตเห็น หรือเอะใจอะไร ทั้งที่เขาพยายามจะบอกใบ้อยู่ตลอดเวลาว่าเขาเจออีกฝ่ายได้ยังไง 

ตะวันกล้ายืดตัวตรงมองเต๋อหัวอย่างสงสัย “ทำไมละ ว่าพระอาทิตย์ตกดูสงบก็จริง แต่มันไม่สดใสเท่าพระอาทิตย์ขึ้น” 

เต๋อหัวขมวดคิ้วมุ่นเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ “นายจำเรื่องของฉันไม่ได้จริงๆ ...” ท่าทางห่อเหี่ยวของเต๋อหัวทำตะวันหล้างุนงงหนัก 

จำอะไร? อย่าบอกนะว่าจำเรื่องที่เจอกับเขาเมื่อก่อนน่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาไม่รู้จริงๆ ว่าเคยเต๋อหัว “ผมบอกคุณไปแล้วว่าผมไม่คุ้นหน้าคุณเลย คุณรู้จักผม แต่ผมไม่รู้จักคุณเลยแล้วผมจะจำคุณได้ยังไง” คำว่าจำยังใช้กับเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ 

เต๋อหัวสูดลมหายใจเข้าลึก มองท้องฟ้าที่กำลังจะมืดมิดแล้วพูดขึ้น “ฉันชอบดูพระอาทิตย์ตก เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ฉันเจอกับนายที่ทะเล ตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แล้วฉันก็กำลังจะฆ่าตัวตาย...” 

“หา....” ฆ่าตัวตาย? เต๋อหัวน่ะนะจะฆ่าตัวตาย? ตะวันกล้างงหนักกว่าเดิม แต่สักพักคล้ายคำว่าฆ่าตัวตายไปกระตุ้นความทรงจำในวัยเด็กเข้า... 

คุ้นๆ ว่าเขาเคยช่วยคนไว้จากการฆ่าตัวตายอยู่เหมือนกัน... 

เขาจำได้ว่าตอนนั้นกำลังออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนหลังสอบกลางภาคเสร็จ พวกเขาที่ขี้เกียจกลับบ้านไปเปลี่ยนชุด เลือกลงเล่นน้ำทั้งชุดนักเรียนอย่างสนุกสนาน ในขณะที่เพื่อนกำลังเล่นบอลในน้ำ ตัวเขาอยากจะขับเจ็ดสกีเล่น พลันสายตาไปปะทะเข้ากับร่างของชายคนหนึ่ง ในสภาพ.... 

ตะวันกล้ามองเต๋อหัวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างอึ้งๆ อย่าบอกนะว่านั่นเต๋อหัวน่ะ! 

“คุณ...เป็นคุณหรอ ผู้ชายผมยาวๆ มีหนวดมีเครา...” ใช่...วิก...วิกผม? ตะวันกล้าคิดได้อย่างนั้นก็พูดกับเต๋อหัว “รอผมตรงนี้! ” ร่างโปร่งหมุนตัววิ่งกลับไปที่รถ แล้วหยิบเอาของขวัญออกมาพร้อมกับวิ่งกลับมาโดยไม่ฟังคำทัดทานของร่างสูง 

เต๋อหัวมองร่างโปร่งยืนหอบอยู่ตรงหน้าตนอย่างเอ็นดู รู้สึกอารมณ์แจ่มใสขึ้นเมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของตะวันกล้า 

ตะวันกล้ายืนหอบได้พักหนึ่งก็ยืดตัวขึ้นเปิดกล่องหยิบผมยาวสีดำออกมาแล้ววางวางเทียบกับเต๋อหัวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา 

“คุณ...” 

ผู้ชานคนนั้นท่าทางเหมือนคนพเนจรร่อนเร่เก็บขยะขาย หากแต่ชุดเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่กลับมียี่ห้อแบรนด์ดัง ชายร่างสูงเกือบ 190 เซนติเมตรเดินโซซัดโซเซด้วยแววตาว่างเปล่าลงทะเล เวลานั้นเด็กชายเพียงคิดเล่นๆ ขึ้นในหัวว่าเขาคงไม่ได้จะฆ่าตัวตายหรอกใช่ไหม ทว่า พอคิดเล่นๆ ขำๆ กับตัวเองได้พักหนึ่ง ตะวันกล้าก็ขำไม่ออก เมื่อชายคนนั้นเดินลงน้ำจนถึงระดับเอว ด้วยความเป็นคนปากไว และคิดวิเคราะห์รวดเร็วตะวันกล้าจึงโผล่งออกไปเสียงดังว่ามาช่วยเขาเข็นเจ็ทสกีได้ไหม.... 

ตอนนั้นงงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่พูดประโยคที่ดีกว่านี้ แต่ว่าตอนนั้นมันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ เหตุการณ์แบบนั้นก็เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก... 

“เป็นคุณ...” 

“จำได้สักที...” 

“คุณตอนนั้นผมยาวๆ มีหนวดมีเครารุงรังนี่นา พอเอามาเทียบกับคุณในตอนนี้มันต่างกันลิบลับราวกับคนละคน” 

“ก็จริง...ตอนนั้นฉันมันดูไม่ได้จริงๆ” หลังจากตามสืบเรื่องราวของพ่อกับแม่จนรู้สาเหตุที่แท้จริง และคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องของเหตุการณ์ในวันนั้น เต๋อหัวก็เสียใจเป็นบ้าเป็นหลัง เขาบินมาที่ไทยมานอนกอดป้ายหลุมศพของแม่แล้วร้องไห้ ตอนนั้นคิดเพียงว่าใจมันทรมานจนอยากจะตายไปให้พ้นๆ ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเป็นเพียงเครื่องมือของตระกูลเบอร์นาร์ดที่จะใช้ทำอะไรก็ได้ เป็นคนที่เปรียบเสมือนภาชนนะเปล่าๆ ใบหนึ่ง มันไร้ค่า และไม่มีความหมาย ในหัวคิดวนเวียนเพียงเท่านี้ จนกระทั่งเดินมาถึงทะเล แล้วพบตะวันกล้า...จากภาชนะที่เคยว่างเปล่าก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ตะวันกล้ามองเต๋อหัวอย่างเห็นใจ สภาพของชายหนุ่มในตอนนั้นราวกับยาจก ภายหลังช่วยเขาเข็นเจ็ทสกี ตะวันกล้าก็ชวนอีกฝ่ายไปเลี้ยงไอติม และขนมเป็นการตอบแทน ซึ่งเต๋อหัวก็ตามไปอย่างว่าง่าย แถมบอกกับเขาด้วยว่าจะนำเงินมาคืนให้อีกต่างหาก แต่ตะวันคิดว่าเขาไม่มีเงิน เลยรีบบอกว่าไม่ต้อง ก่อนจะบอกลาร่างสูง แล้วบอกให้เขาใช้ชีวิตให้ดีๆ 

เรื่องราวมันควรจะจบลงแค่นั้น...แต่วันต่อมา เต๋อหัวมาเจอกับเขาที่หน้าโรงเรียน เจ้าตัวบอกว่าจำตัวอักษรที่ปักอยู่บนหน้าอกเขาได้ เลยถามคนแถวๆ นั้นทำให้ตามหาเขาถูก หนำซ้ำเจ้าตัวยังบอกว่าอยากจะเลี้ยงขอบคุณ เลยพาเขากับเพื่อนไปกินเลี้ยง ทั้งเขาและเพื่อนอิ่มกันไปสามวันสามคืนได้มั้งกับบุฟเฟ่ต์ทะเลครั้งนั้นน่ะ... 

แถมเขากับเพื่อนยังตั้งฉายาให้อีกฝ่ายไว้ด้วยว่า ‘ตาลุงยาจก’ แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นยาจกตามที่ตั้งไว้ก็ตาม แต่ด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่น เฮไหนฮานั่นเลยเรียกสนุกๆ กันอย่างนั้น แถมตั้งแต่การเลี้ยงขอบคุณครั้งนั้น เขากับเต๋อหัวก็เจอกันอีกสองสามครั้ง ส่วนมากจะเป็นการพาไปกินเลี้ยงนี่แหละ ด้วยความเป็นเด็กวัยรุ่นมีตังค์น้อย เวลามีคนบอกว่าจะเลี้ยงมีหรอที่จะปฏิเสธ ยิ่งกับฝูงเด็กผู้ชายด้วยแล้ว ยิ่งตอบตกลงอย่างไม่ลังเลเลยละ ขอแค่กินฟรีก็ไปไหนไปกัน...แต่ไม่คิดเลย ไม่คิดเลยว่าตาลุงยาจกใจดีจะเป็นเต๋อหัว นี่มันเหนือความคาดหมายของเขามาก 

ตะวันกล้าลดมือที่ถือวิกลงแล้วมองเต๋อหัวด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม จนคนถูกมองรู้สึกได้จึงหันมาสบตาดำขลับที่มองมา เต๋อหัวก็เข้าใจความหมายของแววตาใสกระจ่างได้ทันที 

“เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน...คนเราใช่ว่าความคิดจะเหมือนเดินตลอดเวลา” 

“อะไรทำให้คุณตัดสินใจทำแบบนี้” เมื่อก่อนเต๋อหัวเป็นที่พูดถึงในกลุ่มเพื่อนมัธยมของเขามาก อีกฝ่ายแทบจะเรียกได้ว่าเป็นฮีโร่ในดวงใจของเพื่อนๆ เพราะเต๋อหัวเคยเข้ามาช่วยพวกเขาเอาไว้ตอนที่มีเรื่องกับพวกเด็กช่าง ตอนนั้นทุกคนซึ้งใจมาก เลยสนิทใจและชื่นชมเต๋อหัวมาก จวบจนปัจจุบันแม้เขาไม่ค่อยเจอกับเพื่อนมัธยมบ่อยนัก แต่ทั้งเขาและเพื่อนก็พูดคุยกันในโซเชียลเป็นประจำ และมีบางครั้งที่พูดถึงเต๋อหัวบ่อยๆ ด้วย ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเต๋อหัวไม่ใช่เจ้าชายยาจก แต่เป็นเจ้าพ่อมาเฟียจะว่ายังไงนะ.... 

เต๋อหัวผละสายตาจากใบหน้าขาวผ่องของคุณหมอในคราบมาเฟีย ชายหนุ่มเปลี่ยนเป้าสายตามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายแล้วพูดออกมาเสียงเรียบไร้ความรู้สึก “ความแค้น...” 

ความแค้น...ความแค้นที่คนในสภาทำไว้กับครอบครัวเต๋อหัว? ตะวันกล้าไร้คำพูด จะต่อว่าก็ว่าไม่ออก เพราะสิ่งที่เต๋อหัวโดนกระทำจากทุกคนในสภา เรื่องพ่อก็ดี เรื่องแม่ก็ดี หากเป็นเขาถูกกระทำแบบเต๋อหัว เขาก็อาจจะมีสภาพไม่ต่างจากอีกฝ่าย ข้อมูลเพียงน้อยนิดที่นิคกี้ส่งมาให้เขาอ่าน พูดถึงการกระทำที่โหดร้ายของเต๋อหัว ขณะเดียวกันก็พูดถึงสิ่งที่ตระกูลหยางถูกตระกูลหลง และตระกูลอื่นๆ ทำร้าย ทั้งทางตรงก็ดี ทางอ้อมก็ดี ล้วนแล้วแต่ทำให้ตระกูลหยางได้รับความอับอาย ประกอบกับคำบอกเล่าของพ่อว่าเต๋อหัวน่าจะหนีตายจากเงื้อมมือของตระกูลอื่นๆ ไปอยู่กับตาที่อิตาลี ตะวันกล้าก็ยิ่งรู้สึกว่าการที่อีกฝ่ายกลับมาแก้แค้นมันก็สมเหตุสมผลดี เพียงแต่...ทำไมต้องให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นมารับกรรมด้วย? ยิ่งคิดเรื่องพวกนี้ ตะวันกล้าก็ยิ่งทดท้อใจ ไม่ว่าจะมองมุมไหน ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นคนถูกหมดเลย... 

“ตอนแรกฉันก็มีความคิดสวยหรูเหมือนนาย ยึดอุดุมคติบ้าๆ บอๆ เหมือนนาย แต่นานเข้า ฉันก็รู้ว่ามันใช้ไม่ได้กับโลกความเป็นจริง ตะวัน...ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากหยุด แต่ชีวิตคนเรามีอยู่กี่ทางเลือกกัน? นายเคยบอกว่านับร้อยนับพัน แต่สำหรับฉันมันมีแค่สาม หนึ่งคือเป็นเครื่องมือของเบอร์นาร์ดต่อไป สอง...หนีไปจากทุกคน และผลักดันตัวเองให้เป็นคนธรรมดา ทว่า ฉันลองแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ฉันอยู่กับนาย หรือที่อื่นๆ บนโลก ฉันมีชีวิตอย่างสุขสบายได้ไม่นานก็ต้องออกไปรับจ้างทำงาน ทุกอย่างมันเริ่มจากศูนย์หมด...และฉันต้องส่งเสียไอ้น้องเวรนั่นเรียนมหาลัยให้จบด้วย เงินทองไม่ใช่น้อยๆ จะหาจากที่ไหน ดังนั้น เลยเหลือแค่ทางเลือกสุดท้ายคือการกลับมาแก้แค้นทุกคนที่นี่ กลับมาทวงคืนทุกอย่างที่ฉันควรจะได้ และกลับมาเจอกับนายอีกครั้ง...” 

“......” 

“ตะวัน...เพราะเรากว่าจะได้เจอกัน ฉันเลยอยากจะขอนาย อยากขอให้ตลอดระยะเวลาที่นายอยู่กับฉัน...ขอให้เราอยู่ด้วยกันอย่างคนธรรมดาได้ไหม....” 

หมายถึงให้เขาเลิกระแวง...เลิกสงสัย ตั้งแง่ ดำเนินแผนการงั้นหรอ...จะทำแบบนั้นได้ยังไง 

เต๋อหัวมองออกว่าตะวันกล้าลังเล ร่างสูงจึงให้คำมั่นสัญญา “ซื่อหนานกับฮั้นตี้มีลูกด้วยกัน ฉันจะทำอะไรตระกูลหลงได้? ...” ชีวิตเขาเหลือคนสำคัญไม่มาก หนึ่งในนั้นมีฮั้นตี้ เขาไม่มีวันทำร้ายน้องชายของตัวเองแน่ 

ตะวันกล้าเม้มปากแน่น “รู้ไหมว่าคุณกับผม...” 

“รู้...เพราะงั้นเลยอยากขอโอกาส” 

“.....” ตะวันกล้านิ่งงัน อึดอัดใจเหลือคณา 

 

============================= 

มาต่อแล้วจ้า>O 

#ดวงตะวันกับมังกร 

ฝากเพจติดตามข่าวสารด้วยค่ะ >>> ไอเรนเยีย   

ความคิดเห็น