สุดธิดา

ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนนะคะ อย่าลืมติดตามเรื่องและตอนอื่นๆของสุดธิดาด้วยค่ะ

บทที่ 19 วิธีแสดงความรักของหมอวิน (รักต้องหื่น)

ชื่อตอน : บทที่ 19 วิธีแสดงความรักของหมอวิน (รักต้องหื่น)

คำค้น : นางร้าย Facety Girl เพราะฉันเป็นนางร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 24.4k

ความคิดเห็น : 43

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ส.ค. 2559 14:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19 วิธีแสดงความรักของหมอวิน (รักต้องหื่น)
แบบอักษร

 

 

 

 

 

#

 

 

ไม่รักจะหื่นใส่เช้ากลางวันเย็นขนาดนี้หรอ # หมอวินสายง้อ

 

 

เราเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่คะ? # เมเม่สายงอน

 

 

 

 

 

 

บทที่ 19 วิธีแสดงความรักของหมอวิน (รักต้องแสดงออก)

 

            “ยัยเม!!” แพนด้ารีบวิ่งมาหาฉันทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไป ฉันเองก็โผกอดเพื่อนสนิทแล้วร้องไห้ออกมาราวกับเด็กน้อย ในโลกนี้คงมีแค่เพื่อนคนนี้เท่านั้นแหละที่รักฉันจริง

            “มานั่งก่อนนะแก” ยัยแพนด้าพาฉันไปนั่งที่โซฟา พร้อมกับหาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาที่ดูไม่ได้ของฉันให้

            “มือถือนี่เขามีให้ใช้ ไม่ได้มีไว้ปิดเครื่อง รู้มั้ยว่าทุกคนตามหาแกกันให้ทั่ว”

            “นอกจากแกแล้ว ยังมีคนห่วงฉันอีกหรอ?”

            “คุณหมอสุดที่รักของแกไง เมื่อวานเขาถึงกับโดดงานมาตามหาแก แล้วนี่แกไม่ได้ค้างกับเขาหรือไงเมื่อคืน”

            “แกรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ห้องเขา ฉันยังจำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” ฉันปวดหัวจนแทบจะระเบิด คิดอะไรก็คิดไม่ออก

            “สรุปว่านี่ยังไม่ได้เคลียร์กันใช่มั้ย?” ยัยแพนด้ากระฟัดกระเฟียดใส่ฉัน

            “ฉันเจ็บจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ยิ่งเห็นเขาภาพที่เขากอดกับคนอื่นก็ยิ่งตามมาหลอกหลอน ฉันไม่ได้อยากหนีนะแก แต่ฉันยังไม่พร้อมรับความเจ็บปวดมากกว่าเดิม”

            “ตั้งสติแล้วฟังฉันนะ แกกำลังเข้าใจคุณหมอวินผิด ผู้หญิงคนนั้นที่ฉันโทรบอกแกมันไม่ได้มีอะไร แล้วทั้งฉันและคุณหมอก็ต่างกระหน่ำโทรหาแกแต่ก็ติดต่อไม่ได้ นี่ถ้าเมื่อวานคุณน็อตโตะไม่โทรมาหาฉัน ก็คงไม่มีใครรู้ว่าแกไปเมาอยู่ที่ไหน” ฉันขอบอกเลยว่าฟังไม่ทัน และจับใจความอะไรไม่ได้

            “ฉันปวดหัว ขอยาหน่อย” ยัยแพนด้าส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะยอมเดินไปหยิบยาและน้ำมาให้ พอกินเสร็จฉันก็ทิ้งตัวลงนอนที่โซฟาเลย

            “บ่ายสามปลุกด้วยนะ ต้องไปทำงาน”

            “เพื่อนฉัน..” ฉันยังพอได้ยินนะ

 

            ฉันตื่นมาพร้อมกับความปวดหัวอีกครั้ง แต่น้อยลงกว่าเมื่อเช้ามากแล้ว ยัยแพนด้าไม่อยู่ห้อง ทิ้งโน้ตและอาหารไว้ให้ดูต่างหน้า

            ..คุยกับเขาซะ จะได้หายโง่และหายเศร้า.. ฉันถอนหายใจก่อนจะกดเปิดโทรศัพท์ นี่ฉันปิดเครื่องไปกี่ปีเนี่ย ข้อความเป็นร้อย ไลน์เป็นพัน มีทั้งของยัยแพนด้า พี่จ๋า และ..คุณหมอวิน

            “กริ๊ง” พี่จ๋าโทรมาเหมือนรู้เลยว่าเปิดเครื่องแล้ว

            “ค่ะพี่จ๋า”

            “นี่กี่โมงแล้วเมเม่ ยังไม่ถึงงานอีกหรอ?” งาน งาน เฮ้ย!! ลืมไปเลยว่าต้องไปอีเว้นท์ ตายๆๆจะห้าโมงเย็นแล้วด้วย

            “แป๊บเดียวค่ะพี่จ๋า เมวิ่งสู้ฟัดเลยค่ะ” ฉันกดตัดสายแล้วรีบไปล้างหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะคว้ากระเป๋าเงินพร้อมวิ่งออกจากคอนโด มือถือก็ลืมหยิบมา แต่ช่างมันเถอะ

            “ซิ่งสุดชีวิตค่ะพี่” ฉันบอกพี่วินมอเตอร์ไซค์หน้าคอนโด วินาทีนี้ทางไหนเร็วสุดเมรินก็สู้ตายค่ะ

            “มาแล้วค่ะพี่จ๋า” ฉันวิ่งไปหอบไปจนถึงหลังเวที งานอะไรกันเนี่ย นักข่าวเยอะกว่าคนดูอีก และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามารอสัมภาษณ์ใคร

            “แต่งหน้าด่วนเลย” พี่จ๋าจับฉันไปนั่งแหมะให้ช่างแต่งหน้าทำผมบรรเลงฝีมือ นักแสดงคนอื่นหล่อสวยพร้อมแล้ว ฮือๆ เมรินขอโทษค่ะ

            “นี่ลืมเอามือถือมาใช่มั้ย?”

            “ค่ะ รีบมากจริงๆ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

            “แพนด้าโทรมาหาบอกติดต่อเราไม่ได้อีกแล้ว ขยันทำให้คนอื่นเป็นห่วงจริง เมื่อวานก่อนก็ทีนึงแล้วพี่โดนแพนด้ากับหมอวินโทรจิกใหญ่เลยว่าเอาเราไปถ่ายละครแต่ไม่ยอมอยู่ด้วยจนกลับ ปิดเครื่องหนีใครคะคุณน้อง” ฉันสนใจอยู่แค่คำเดียวในคำพูดยืดยาวของพี่จ๋า

            “หมอวินโทรหาพี่หรอคะ?” แทบจะกลั้นใจรอคำตอบเลย ฉันคงไม่หูฝาดไปนะ

            “ใช่สิ บอกว่าเราปิดเครื่อง อยากจะคุยกับเราเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันสักอย่าง” ฉันเข้าใจอะไรผิดหรอ เรื่องที่คิดไปเองคนเดียวว่าเรารักกันใช่มั้ย

 

            “คุณเมเม่คะขอสัมภาษณ์หน่อยค่ะ”

            “น้องเมเม่คะ กล้องนี้ค่ะ”

            พองานเสร็จฉันก็โดนต้อนจากนักข่าวหลากหลายสำนัก ช่างเป็นวันที่แย่อะไรเช่นนี้ ฉันเพิ่งอกหักมานะ ไม่ให้เวลาทำใจกันหน่อยเลยหรือไง

            “เมพร้อมแล้วค่ะ” คนอย่างเมรินไม่มีเวลามานั่งเสียใจหรอก

            “น้องเมเม่รู้ข่าวของคุณหมอวินกับผู้หญิงปริศนาคนนั้นมั้ยคะ?”

            “เมถ่ายละครอยู่ต่างจังหวัดค่ะ ไม่ได้อ่านข่าวอะไรเลย” ฉันปั้นยิ้มให้กล้องทุกตัวได้ถ่าย เมรินไม่มีวันร้องไห้ให้คนอื่นสมเพชแน่

            “น้องเมเม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นมั้ยคะ?”

            “ไม่รู้ค่ะ อย่างที่บอกว่าเมอยู่ต่างจังหวัด ทำไมพี่ๆไม่ไปถามคุณหมอวินเองคะ นี่มันเรื่องของเขาทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับเมเลย”

            “คุณเมเม่กับหมอวินความสัมพันธ์อยู่ขั้นไหนคะ?” อ่า เกี่ยวกับฉันแล้วไง ตอบยังไงดีหล่ะ

            “เรารู้จักกันค่ะ”

            “แค่คนรู้จักเองหรอคะ?” อยากให้ฉันตอบว่าอะไรหล่ะ เราเคยนอนด้วยกันแล้วค่ะ..แบบนี้หรือไง

            “เอ่อ..”

            “เราคบกันอยู่ครับ..” ไม่ใช่เสียงฉันนะ เสียงหล่อขนาดนี้มันเสียง..คุณหมอวิน

            “คุณหมอวินยอมให้สัมภาษณ์แล้ว ขอสัมภาษณ์คู่หน่อยนะคะ” เขาเดินแหวกฝูงนักข่าวเข้ามาหาฉัน สายตาคมเข้มดูจริงจังและเว้าวอนอยู่ในที ทำไมต้องมาทำให้ฉันหวั่นไหวด้วย

            “คุณสองคนคบกันมานานแค่ไหนแล้วคะ?” นักข่าวไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

            “หนึ่งเดือนพอดีครับ” คุณหมอคว้ามือฉันไปจับไว้และบีบมันเบาๆ

            “แล้วผู้หญิงที่เป็นข่าวกับคุณหมอหล่ะคะ?” นั่นสิ ถ้าเขาบอกคนอื่นว่าคบอยู่กับฉัน ผู้หญิงคนนั้นจะรู้สึกยังไง

            “คนนั้นเป็นเพื่อนผมตั้งแต่สมัยมัธยม แล้วอีกอย่างวันนั้นเราก็ไม่ได้ไปกันสองคน ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกคุณถึงชอบสร้างข่าวที่ไม่เป็นความจริงกันขึ้นมา” ฉันไม่เคยเห็นคุณหมอวินดูอารมณ์เสียแบบนี้มาก่อนเลย

            “ตกลงคุณหมอกับน้องเมเม่คบกันจริงไม่ใช่แค่บังหน้าใช่มั้ยคะ?”

            “ผมกับคุณเมเรารักกันครับ ที่ผ่านมาผมไม่เคยออกมาแก้ข่าวก็ไม่ได้หมายความว่าข่าวพวกนั้นจะเป็นเรื่องจริง แต่สำหรับเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นสื่อไหนก็ตามที่ลงข่าวทำให้คุณเมของผมเข้าใจผิดผมจะฟ้องให้หมด” คุณหมอจูงมือฉันเดินออกจากวงนักข่าว โอ้ นี่ใครตบหน้าฉันทีว่าฉันฝันไปหรือเปล่า หรือใครที่อัดเสียงของคุณหมอเมื่อกี้ช่วยเปิดให้ฟังอีกรอบหน่อย

 

            คุณหมอพาฉันเดินออกมาจากงาน เราจูงมือเดินกันไปเรื่อยๆจนมาถึงสวนสาธารณะละแวกนั้น ฉันปวดขาจากการใส่ส้นสูงเป็นเวลานานจึงเดินไปนั่งพักที่เก้าอี้ คุณหมอเดินตามมาแต่ไม่ได้นั่ง เขากลับคุกเข่าลงตรงหน้าฉันแทน

            “เมื่อเช้าหนีออกจากห้องผมทำไมครับ รู้มั้ยว่าตื่นมาไม่เห็นคุณผมแทบเป็นบ้า”

            “เมเป็นบ้าก่อนหมออีก หมอไม่เข้าใจเมหรอก” ฉันสะบัดหน้าหนีอย่างแง่งอน

            “เข้าใจสิครับ ผมรู้ว่าคุณเมหึง คุณเมเสียใจ ผมก็พยายามโทรหาเพื่อจะอธิบายแต่คุณเมก็ปิดเครื่องไปแล้ว เมื่อคืนก็เมาเกินกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง เช้ามายังหนีผมไปอีก” คุณหมอจับมือฉันไปแนบแก้มตัวเอง แล้วยังถูหน้าไปมากับมือฉันอีก มันใช่เวลามาทำตัวน่ารักมั้ย

            “หมอไม่รู้หรอคะว่าเมปิดเครื่องทำไม หมอไม่รู้หรอว่าเมโทรหาหมอก่อนหน้านั้นแล้ว” น้ำตาฉันไหลออกมาอีกแล้ว หมดเวลาเสียใจไปแล้วเมริน เลิกร้องๆ

            “รู้ครับ ความผิดผมเองทั้งหมดเลย ขอผมอธิบายความจริงก่อนนะ แล้วคุณเมค่อยกลับมาโกรธผมใหม่ก็ได้ ผมจะง้อคุณเมไปทั้งชีวิตเลย” เขารู้ตัวมั้ยว่าพูดอะไรออกมา จะง้อฉันทั้งชีวิตจริงๆหรอ

            “ว่ามาสิคะ” ถึงจะเป็นนางร้ายแต่ก็ใจอ่อนนะ

            “คือผู้หญิง..เอ่อ เพื่อนผมคนนั้นมันไม่ใช่ผู้หญิง มันเป็นเพื่อนในกลุ่มตอนมัธยม คุณเมก็รู้ว่าผมเรียนชายล้วน แล้วพอดีวันนั้นเรามีเลี้ยงรุ่นกันแบบกะทันหัน เป็นปาร์ตี้สละโสดของเพื่อนอีกคน คืนนั้นพวกเรายี่สิบกว่าคนเมากันจนกลับบ้านไม่ถูกเลยครับ นอนกองๆกันอยู่ที่ผับนั่นแหละ เช้ามาตอนที่คุณเมโทรมา ไอ้เพื่อนผมมันนึกว่ามือถือมัน เลยหลับหูหลับตารับไป พอผมเห็นข่าวก็รีบโทรหาคุณเมแต่ก็ติดต่อไม่ได้แล้ว” ฉันนั่งฟังเขานิ่งๆ แม้ว่าในใจออกจะลิงโลดและมีชีวิตชีวาขึ้นมากก็ตาม

            “เมรอโทรศัพท์หมอวันก่อนหน้านั้นทั้งวัน ไม่เห็นหมอจะติดต่อมาเลย แล้วยัยแพนด้าก็โทรมาบอกว่าหมอเดินควงผู้หญิงอยู่ในห้าง”

            “ผมขอโทษครับ ผมโดนมันลากออกจากคลินิก มือถือก็ไม่ได้เอาไป กลับมาเอาตอนเย็นแบตก็หมดไปแล้ว เพิ่งได้โอกาสชาร์ตตอนดึกๆเลย พอไฟขึ้นก็รีบส่งข้อความหาคุณเมเลย แล้วก็หลับไป ตื่นมาอีกทีคุณเมก็ไม่คุยกับผมแล้ว” คุณหมอทำเสียงหวานชวนให้สงสาร แววตาก็ออดอ้อนราวลูกแมวตัวน้อย

            “เมื่อวานเมไปหาหมอที่คลินิก แล้วก็เห็นหมอกอดอยู่กับ..ผู้หญิง” ยังไม่จบ ฉันยังไม่เคลียร์

            “ก็มันนั่นแหละ ผมเรียกมันมาด่าว่าทำให้แฟนผมเข้าใจผิด มันก็เลยซักฟอกใหญ่เลยว่าผมคบกับใครอยู่ พอไม่ยอมบอกมันก็เลยแกล้งผม ไม่คิดว่าคุณเมจะมาเห็นฉากนั้น น่าจะมาตอนที่ผมด่ามันมากกว่า จะได้ไม่โกรธกันขนาดนี้” เดี๋ยวนะ เรียกมาด่าว่าอะไรนะ?

            “หมอพูดว่าใครเข้าใจผิดนะ?”

            “คุณเมไง มันทำให้คุณเมเข้าใจผมผิด จนต้องร้องไห้ตาบวมหมดเลย” คุณหมอลูบไล้ใบหน้าฉันอย่างแผ่วเบา

            “เมื่อกี้หมอบอกว่าเม..เป็นแฟนหมอหรอ?”

            “ก็ใช่สิครับ เราคบกันมาตั้งเดือนนึงแล้วนะ วันนี้ต้องฉลองกันหน่อยแล้ว” นี่ฉันพลาดอะไรไป

            “เราเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?” ในระหว่างที่ฉันไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ของเรา คุณหมอกลับนับว่าเราเป็นแฟนกันแล้ว

            “จูบแรกของเราไง ถ้าไม่ใช่แฟนจะจูบกันได้ยังไงหล่ะครับ” อ้าว ฉันเห็นเขาก็จูบกันถมเถไป

            “เราคบกันจริงๆใช่มั้ยคะ?” ยังค่ะ ยังไม่มั่นใจ ยังอยากได้ยิน

            “จริงสิครับ เราคบกันแล้ว และเราก็รักกันมากด้วย” โอ้ รักกันมากด้วย ฉันพลาดตรงไหนอีกหล่ะ

            “รักกันมาก? หมอรักเมด้วยหรอคะ?”

            “รักสิครับ ไม่รักจะหื่นใส่เช้ากลางวันเย็นขนาดนี้หรอ”

            “ที่หื่นๆนี่ แสดงความรักหรอคะ? ไม่ใช่นิสัยของหมออยู่แล้วหรอ”

            “ก็ส่วนหนึ่ง แต่ผมไม่เคยทำตัวหื่นแบบนี้กับใครนะ นี่เป็นเพราะว่าผมรักคุณเมนะครับ ยิ่งรักมากก็เลยแสดงออกมาก” แสดงออกแบบหื่นๆเนี่ยนะ

            “แล้วทำไมหมอไม่เคยพูด หมอรู้มั้ยว่าเมคิดว่าหมอไม่รักแล้วก็ไม่ได้จริงจังกับเมเลย”

            “ต่อจากนี้ผมจะพูดให้ฟังจนเบื่อไปเลย” คุณหมอยิ้มกว้างพร้อมกับลุกขึ้นยืน

            “แต่เมยังโกรธหมออยู่”

            “ผมรักคุณเมนะครับ” เขาป้องปากและตะโกนเสียงดัง ดีนะที่ไม่มีคนอยู่แถวนี้

            “คนละเรื่องกันเลย เมโกรธอยู่ ไหนบอกจะง้อไง”

            “ก็ง้อครับ แต่..ผมรักคุณเมนะครับ” โอ๊ย จะอายแล้วนะ จะปั้นหน้าบึ้งไม่ไหวแล้วนะ

            “อะไรนะครับ ไม่ได้ยินอีกหรอ?” พูดเองเออเองอีกนะคุณหมอ

            “ผม..รัก..คุณ..เม” เขาตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีก อร๊าย เขินก็ได้ ยอมแล้ว แก้มแดงหมดแล้วด้วย

            “พอแล้วๆ เมรู้แล้ว”

            “ถ้างั้น เราไปฉลองครบรอบหนึ่งเดือนกันนะครับ ผมจะได้ง้อคุณเมต่อด้วย” น่ารักแบบนี้ใครจะโกรธเขาได้นานหล่ะ ฉันพยักหน้าอย่างเขินๆ ยังไม่ทันรู้ตัวว่ามีแฟนก็ครบหนึ่งเดือนซะแล้วหรอเนี่ย

 

            “ผมรักคุณเมนะครับ” ครั้งนี้เสียงเบาก็จริงแต่รอยประทับจูบที่แก้มไม่ได้เบาด้วยเลย ฉันก็เขินนะ

 

 

 

 

 

 

 

มาแล้วค่ะ จับโปเกม่อนเสดก้ออัฟเลย

อย่าด่าหมอวินกันเยอะเลยนะคะ นางสำนึกผิดไม่ทัน

นางมาง้อแล้วนะ

หายงอนหมอกันมั้ย????

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น