facebook-icon

สวัสดีนักอ่านทุกคนค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกจึงอาจจะน้ำเยอะ มีฉากที่ไม่น่ามี หรืออื่นๆประการทั้งปวง ยังไงก็อ่านเพื่อความสนุกเนอะ อย่าคิดมาก 55

บทที่ 24 เหตุการณ์ไม่สงบ 100%

ชื่อตอน : บทที่ 24 เหตุการณ์ไม่สงบ 100%

คำค้น : ลอนดอน, ครูอนุบาล, นักธุรกิจหนุ่ม, ทาสแมว, จิกหมอน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2559 06:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24 เหตุการณ์ไม่สงบ 100%
แบบอักษร

เสียงสดใสของเด็กวัยสี่ห้าขวบที่กำลังวิ่งเล่นซุกซนสนุกสนาน เด็กหญิงและเด็กชายตัวน้อยต่างวิ่งเข้ามาห้อมล้อมอย่างตื่นเต้นดีใจเมื่อได้เห็นคุณครูที่จะเข้ามาสอนใหม่ พัณณิตาตกอยู่ในวงล้อมของเด็กที่กรูกันเข้ามาสวัสดีและออดอ้อนให้อุ้มตน คุณครูใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนอนุบาลผึ้งน้อยได้มาเยี่ยมชมดูการเรียนการสอนห้องที่เธอประจำอยู่ด้วยหนึ่งวัน

“สวัสดีทุกๆคนนะจ๊ะ วันนี้คุณครูจะมาแนะนำคุณครูคนใหม่ที่จะมาช่วยครูสอนภาษาอังกฤษของเราชั่วคราวนะคะ เขาชื่อโลเวลล์ ครูส เรียกเขาว่าทีเชอร์ก็ได้ ทักทายเขาสิจ๊ะ” พัณณิตาผ่ายมือแนะนำชายหนุ่มให้เด็กๆรู้จัก นักเรียนตัวน้อยยกมือป้อมๆขาวๆของตนเป็นพุ่มสวัสดีทำให้โลเวลล์รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย

“สวัสดีครับ ผมชื่อโลเวลล์... จะมาช่วยคุณครูพันคนสวยสอนเป็นกรณีพิเศษ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ โอ๊ย!” เขาโค้งตัวลงเล็กน้อยเพื่อทักทายนักเรียนกลุ่มแรกในชีวิตของเขา แต่ชายหนุ่มยังไม่วายแอบหยอดคำหวานใส่เธออีก หญิงสาวจึงแอบบิดเนื้อต้นแขนเขา

“ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มเล่นเกมส์กันดีกว่านะคะ” พัณณิตาหยิบการ์ดคำศัพท์ง่ายๆและตัวอักษรภาษาอังกฤษออกมาแล้วเริ่มชวนนักเรียนของเธอเล่นเกมส์ โลเวลล์ถอยไปนั่งที่เก้าอี้บุนวมตัวเล็กด้านหลังพลางเฝ้ามองหญิงสาวที่มีรอยยิ้มแย้มแจ่มใสประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ เด็กตัวเล็กๆที่ต่างกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรมทำให้โลเวลล์อดนึกถึงลูกๆของเขาที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคตไม่ได้

ถ้าลูกของเขาเป็นเด็กผู้หญิงล่ะก็... แกจะหน้าตาเหมือนกับพัณณิตาไหมนะ? ชายหนุ่มคิดในใจ

มันก็ตรงเหมือนอยู่แล้ว... ก็ผู้หญิงที่จะต้องมาเป็นแม่ของลูกเขาจะต้องเป็นเธอเท่านั้น! ไม่ได้การ ตอนนี้เขาอยากจะได้ลูกซักคนไว้ฟัดไว้หอมเหลือเกิน เห็นทีจะต้องรีบแต่งรีบผลิตซะแล้ว

ริมฝีปากของชายหนุ่มกระดกยิ้มเล็กน้อย หัวใจภายในอกเต้นตุบๆอย่างตื่นเต้น เขาหลุดเข้าในในห้วงแห่งความฝันที่มีความสุข เหล่านักเรียนเมื่อเห็นว่าคุณครูใหม่ไม่ยอมมาเล่นกับพวกตนซักทีก็หันไปจ้องมอง พัณณิตาเองก็เช่นกัน

“คุณครูคะ  ทำไมคุณครูโลเวลล์ถึงไม่มาเล่นกับพวกเราล่ะคะ” เด็กน้อยคนหนึ่งเอ่ยถาม

“เออ... คือว่า” พัณณิตารู้สึกอึดอัดที่จะตอบ จะให้เธอตอบว่าอะไรดีล่ะ ดูหน้าเขาสิ! นี่ให้เดาว่าเขาคงจะต้องคิดเรื่องอะไรหื่นๆอยู่เป็นแน่

“คุณครูครับ... คุณครูโลเวลล์เขาง่วงนอนรึเปล่าครับ เวลาผมง่วงนอนแม่ผมบอกว่าผมมักตาปรือเหมือนแบบนั้นเลยครับ” เด็กชายคนหนึ่งชี้นิ้วป้อมๆของแกให้ดูดวงตาคมที่บัดนี้ดูเหม่อลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“แต่หนูว่าคุณครูโลเวลล์กำลังใช้ความคิดอยู่นะ เพราะคุณพ่อของหนูเวลาใช้ความคิดก็มักจะทำหน้าแบบนั้นเหมือนกัน” เด็กหญิงอีกคนก็เสนอความคิด

“ต้องง่วงนอนสิ/ ต้องใช้ความคิดสิ” เด็กน้อยทั้งสองเริ่มที่จะทะเลาะกันจนพัณณิตาต้องรีบเข้าไปห้าม

“อย่าทะเลาะกันนะคะ เขาจะง่วงนอนอยู่หรือจะคิดอะไรอยู่ก็ช่างเขาเถอะจ้ะ เอาเป็นว่าตอนนี้เราไปเรียกเขากันดีกว่า เราจะได้เริ่มเล่นเกมส์กันซักทียังไงล่ะจ๊ะ” นักเรียนตัวน้อยวิ่งกรูกันไปช่วยเขย่าตัวของโลเวลล์ให้หลุดออกมาจากห้วงแห่งภวังค์แล้วดึงแขนเสื้อเขาบ้างดึงกางเกงเขาบ้าง มีนักเรียนที่ดูตัวใหญ่อวบอ้วนที่สุดในชั้นเรียนกระโดดขึ้นไปขี่หลังโลเวลล์อย่างจังจนเขาสะดุ้ง สิ่งแรกที่เขาเห็นเมื่อสติของเขากลับมาก็คือกองทัพเด็กที่ห้อมล้อมตัวเขาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เด็กผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมาปีนบนตักของเขา อีกคนก็เกาะโหนไหล่เขาอยู่ โลเวลล์หันไปมองหน้าพัณณิตาที่กำลังกลั้นขำ

“อะไรกันที่รัก! คุณใช้กองทัพเด็กมาแกล้งผมเหรอ” โลเวลล์ร้องโวยพยายามอุ้มให้เด็กลงจากตักเขาอย่างปลอดภัยไม่ตกลงมา

“อะไรกัน อย่ามากล่าวหากันอย่างนี้สิคะ คุณผิดเองนะที่นั่งเหม่อจนเด็กๆขึ้นไปปีนคุณได้” พัณณิตาเดินเข้าไปช่วยอุ้มเด็กที่ขี่ไหล่เขาอยู่ออก “ให้ทายว่าคุณกำลังคิดอะไรหื่นๆอยู่ล่ะสิ”

สิ่งที่เธอคาดเดาทำให้เขาถึงกับสะดุ้งแล้วรีบแก้ตัวพัลวัน

“เปล่าหื่นนะครับ! ผมกำลังคิดเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของพวกเราต่างหาก”

“อ๋อ... ค่ะ อนาคตก็อนาคต แต่ตอนนี้ช่วยหยุดคิดก่อนแป๊บนึงแล้วมาเล่นเกมส์กับพวกเราก่อนได้ไหมคะ คนมันไม่พอน่ะค่ะ” พัณณิตายื่นการ์ดที่ถูกแบ่งไว้เป็นสองปึกให้โลเวลล์

“ได้สิครับ” โลเวลล์เปิดการ์ดเห็นรูปผลไม้ รูปสัตว์ต่างๆที่ด้านล่างมีคำศัพท์ภาษาอังกฏษเขียนเอาไว้ นักเรียนถูกแยกออกเป็นสองกลุ่มเพื่อแข่งขันกัน โดยมีรางวัลก็คือนมและคุกกี้ที่จะถูกแจกเป็นอาหารว่างหลังรับประทานอาหาร

 

กระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบหนึ่งถูกวางทิ้งไว้อยู่ชิดริมเสาต้นหนึ่ง ข้างๆมีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดคลุมด้วยเสื้อกั๊กยีนส์ยืนผิวปากอย่างสบายอารมณ์มองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาผ่านเลนส์แว่นสีดำสนิท มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยทำให้เขาดูน่ากลัวและไม่น่าไว้วางใจ ชายคนนั้นยืนอยู่ซักพักก็เดินเข้าไปหาผู้ชายในชุดเสื้อยืดที่เขียวที่เพิ่งเข้ามาใหม่ พวกเขากระซิบกระซากกันอยู่ประมาณสองสามนาทีแล้วทั้งสองก็ต่างเดินออกไปจากสนามบินโดยทิ้งกระเป๋าหนังใบนั้นไว้ที่เดิม ผู้คนยังคงเดินผ่านไปผ่านมาอย่างไม่นึกสงสัย

“คุณเจ้าหน้าที่ครับ รบกวนคุณช่วยไปตามหาเจ้าของกระเป๋าใบนั้นให้หน่อยได้ไหมครับ พอดีผมเห็นว่ามันถูกวางทิ้งไว้นานแล้วแต่ยังไม่เห็นใครมาเอาไปซักทีเลยสงสัยน่ะครับว่าเจ้าของเขาจะลืมไว้รึเปล่า” ผู้โดยสารท่านหนึ่งเดินไปบอกกับรปภ. ซึ่งอยู่ใกล้ๆแล้วชี้ไปที่กระเป๋า

“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะตามหาเจ้าของให้ ขอบคุณที่แจ้งนะครับ” เขาโค้งขอบคุณผู้โดยสารทีหนึ่งแล้วเดินเข้าไปหมายจะหยิบกระเป๋า แต่ความผิดปกติบางอย่างทำให้เขาชะงัก

ปกติแล้วผู้โดยสารมักจะเอากระเป๋าเดินทางติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเสมอไม่ใช่หรือ... หรือถ้าไม่ก็อย่างน้อยต้องมีใครซักคนที่จะต้องเฝ้ากระเป๋าไว้เพื่อกันไม่ให้ของหายและถูกขโมย แต่การที่มันถูกวางทิ้งเอาไว้โดยไม่มีใครเฝ้าอย่างนี้มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่

เมื่อคิดได้ดังนั้น รปภ. ก็ค่อยๆลองยกกระเป๋าขึ้นอย่างเบามือปรากฏว่ามันมีน้ำหนักมากผิดปกติ มันหนักเกินกว่าที่ภายในจะเป็นเสื้อผ้าหรือเป็นของอย่างอื่นที่นิยมนำติดตัวไปเมื่อเดินทาง เมื่อได้กลิ่นความไม่น่าไว้วางใจ เขาจึงวอล์เรียกเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งที่ประจำอยู่ใกล้ๆ

“เฮ้! ไมค์ นายมาหาฉันหน่อยได้ไหม”

(ได้ นายรอฉันแป๊บนึงนะ) คนในสายตอบกลับมา เขายืนรอไม่นานก็มาถึง “มีอะไรรึเปล่า”

รปภ. คนนั้นชี้ไปที่กระเป๋าเจ้าปัญหา “มีผู้โดยสารท่านหนึ่งแจ้งว่ากระเป๋าใบนี้ถูกวางทิ้งไว้นานแล้วแต่ยังไม่มีผู้โดยสารท่านไหนหยิบเอาไปเลย เขาเลยให้ฉันมาดู”

“ถ้าลืมก็เอาไปฝากไว้ที่ประชาสัมพันธ์ประกาศหาเจ้าของก็สิ้นเรื่องแล้ว นายจะเรียกฉันมาทำไม” ชายคนนั้นหิ้วหูกระเป๋าทั้งสองข้างขึ้นเตรียมจะเดินไปแผนกประชาสัมพันธ์

“เดี๋ยวก่อน! อย่างเพิ่งเอามันไปนะ ค่อยๆวางมันลง” รปภ. อีกคนร้องห้ามจนเขาชะงัก

“นายจะมาห้ามฉันทำไม?” เขาถามอย่างสงสัยแล้วค่อยๆวางกระเป๋าลงตามที่บอก

“เมื่อกี้นายหิ้วรู้สึกไหมว่ากระเป่ามันหนักแปลกๆ เมือกับว่าข้างในไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเอาไว้”

“หืม... ” จะว่าไปเขาก็รู้สึกย่างนั้นจริงๆ ปกติแล้วถ้าใส่เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์อื่นๆไว้ล่ะก็ มันก็ไม่น่าจะหนักได้ขนาดนี้

“นายว่า... ข้างในมันจะเป็นไอ้นั้นรึเปล่าวะ”

“ไอ้นั่น ที่ว่าของนายมันคงไม่ใช่... หรอกนนะ”

“ฉันไม่รู้ แต่โอกาสเป็นไปได้ห้าสิบๆ นายอย่างลืมนะว่าช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะมีคำสั่งให้เราตรวจเข้มมากเป็นพิเศษ ฉันว่ามันจะต้องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ”

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

เสียงดังเบาๆดังลอดออกมาจากภายในกระเป๋าคล้ายกับเสียงของนาฬิกานับถอยหลัง

“ว่าไง นายได้ยินเสียงอะไรไหม”

“ฉันได้ยินเสียงติ๊ดๆ เหมือนๆกับเสียงของนาฬิกาดังออกมาจากข้างใน”

“เฮ้ย! ฉันว่ามันจะต้องใช่แน่ๆ ถ้าอย่างนั้นเรารีบเอามันออกไปก่อนดีกว่าว่ะ เดี๋ยวมันเกิดอะไรขึ้นมาผู้โดยสารที่อยู่บริเวณใกล้ๆจะเกิดอันตราย ใช้รถเข็นใส่มันไปดีกว่าจะได้ไม่เขยื่อน รอแป๊บนึงนะ... เดี๋ยวฉันไปเอามาให้” รปภ. คนหนึ่งวิ่งไปเอารถเข็นที่จอดทิ้งไว้บริเวณใกล้ๆ ทั้งสองค่อยๆประคองกระเป๋าใบนั้นแล้ววางมันอย่างเบามือก่อนจะเข็นมันออกไปอย่างระมัดระวังที่สุด

 

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

เสียงโทรศัพท์เครื่องบางที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะดังขึ้นพร้อมทั้งสั่นระรัว เสียงน้ำที่ไหลจากฝักบัวมากระทบผิวกายและไหล่ลงท่อน้ำทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคราย ปาสคาลขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างขัดใจเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ เขาหมุดก๊อกปิดน้ำจากฝักบัวแล้วใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่พันกายก่อนจะใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดผมให้พอหมาดๆ เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้พร้อมทั้งกดรับ

“มีอะไร!” เขาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงห้วนจัด

(ขอโทษที่โทรมารบกวนนะครับคุณปาสคาล แต่เกิดเรื่องใหญ่แล้วล่ะครับ วันนี้รปภ. ของเราได้เจอวัตถุระเบิดถูกบรรจุอยู่ในกระเป๋าแล้วเอาไปวางทิ้งไว้ที่สนามบินครับ) น้ำเสียงของพนักงานปลายสายดูรีบร้อนและตื่นกลัวมาก

“อะไรนะ! เรื่องเป็นมายังไงเล่ามาให้ละเอียด มันเอาระเบิดเข้ามาได้ยังไง” เลขาหนุ่มตะโกนเสียงดังอย่างตกใจสุดขีด แล้วรีบซักไซ้ถามเหตุการ์ณทันที

(ตอนนี้เรายังไม่ทราบครับว่ามันเอาเข้ามาได้อย่างไร แต่เมื่อเวลาสิบสองนาฬิกาตามเวลาของอังกฤษ มีรปภ. คนหนึ่งได้รับแจ้งจากผู้โดยสารว่ามีกระเป๋าใบหนึ่งถูกวางไว้ทิ้งเอาไว้ตั้งนานแต่ไม่มีใครมาเอาไปซักทีจึงอยากจะให้รปภ. ของเราตามหาเจ้าของน่ะครับ แต่เพราะพวกเขาพบว่ากระเป๋าใบนั้นมีความผิดปกติจึงรีบนำออกจากอาคารผู้โดยสารทันที พอเปิดดูปรากฏว่าภายในเต็มไปด้วยวัตถุระเบิดอย่างที่พวกเขาคาดการไว้จริงๆ โชคดีที่เราไหวตัวทันจึงไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่หน้าเศร้า)

เมื่อได้ยินเรื่องที่เล่าทำให้ปาสคาลถอนหายใจอย่างโล่งอกไปเปาะหนึ่ง ยังดีที่ยังไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น

“แล้วรู้ตัวการรึยังว่าใครเป็นคนเอากระเป๋าใบนั้นเขามา”

(ยังเลยครับ ตอนนี้เรากำลังตามตัวกันอยู่ แต่ภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้เราได้รู้รูปร่างหน้าตาของเขาแล้วล่ะครับ เป็นชายสองคนอายุประมาณสามสิบถึงสี่สิบปี สูงประมาณ 170-185 เซนติเมตร คนนึงสวมเสื้อยืดคลุมด้วยเสื้อกั๊กยีนส์ ส่วนอีกคนสวมเสื้อยืดสีเขียว เราจะเร่งตามหาให้เจอได้ไวที่สุดครับ คุณปาสคาลครับ... ไม่รู้มันจะเกิดอะไรขึ้นอีก ผมว่าคุณควรจะรีบกลับมาที่อังกฤษดีกว่านะครับ)

“อืม เตรียมเครื่องบินไว้ให้พร้อมด้วย ถ้าเจ้านายทราบเรื่องนี้เมื่อไหร่คงจะต้องบินกลับอย่างแน่นอน ทางนั้นให้เข้มงวดกับการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น ตรวจเช็คด้วยเครื่องดักจับโลหะให้พร้อมใช้งานเสมอ”

(ครับ ผมจะไปปฏิบัติตามทันที)

 

“เหนื่อยไหมคะคุณโลเวลล์” เสียงหวานเอ่ยถามพร้อมกับน้ำผลไม้เย็นๆแก้วหนึ่งถูกยกมาวางตรงหน้าของโลเวลล์ ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว พัณณิตาซึ่งเป็นคุณครูจะต้องอยู่ตรวจงานเด็กๆให้เสร็จก่อนที่จะกลับบ้านซึ่งโลเวลล์เองก็มาช่วยเธอตรวจด้วยเช่นกัน กองกระดาษฝึกคัดลายมือและรูปภาพระบายสีเทียนกองให้ตรวจกันไม่หวาดไม่ไหว

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ ขอบคุณนะครับที่รัก” ชายหนุ่มยกแก้วกระดกดื่มจนหมด

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันสิต้องขอบคุณคุณมากกว่า เพราะคุณมาช่วยฉันตรวจงานแท้ๆเลย งานเลยใกล้จะเสร็จไวขนาดนี้”

“ผมกำลังว่างอยู่พอดีด้วยไม่เป็นไรหรอกครับ อีกอย่างผมจะให้ที่รักของผมต้องเหนื่อยอยู่คนเดียวได้ยังไง” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มพลางดึงให้หญิงสาวมานั่งบนตักของตน มือหนากุมมือบางที่กำลังจับปากกาแล้วจรดลากเซ็นลายเซ็นไปพร้อมกัน

“รู้ไหมครับว่ากระดาษทุกใบที่มีลายเซ็นของผมมูลค่ามันไม่ต่ำกว่าหลักล้าน นี่ถ้าคุณเอารูปภาพของเด็กๆไปขายจะต้องได้กำไรดีมากแน่ๆ” เขาเอ่ยทีเล่นทีจริง

“ก็เอกสารที่คุณเซ็นเป็นเอกสารอนุมัติโครงการใหญ่ๆนี่คะ จะให้ไม่มีมูลค่าสูงได้ยังไง” โครงการแต่ละอย่างที่เขาต้องเซ็นนั้นจะต้องมีเงินทุนและงบประมาณมหาศาล การที่เขาจะจรดปลายปากกาเซ็นได้ต้องผ่านการพิจารณาแล้วเท่านั้น

“แต่ก็มีอีกอย่างนึงนะครับที่มีค่ามากจนผมไม่อาจจะประเมินค่ามันได้และผมก็ไม่อยากจะตีค่ามันออกมาเป็นตัวเลข”

“มันคืออะไรล่ะคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาถามอย่างแปลกใจ

“ก็คุณยังไงล่ะครับที่รัก... สิ่งที่มีค่ากับผมมากที่สุด” ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอด ซุกใบหน้าเกยกับไหล่บาง “คุณมาค่าที่สุดในชีวิตของผมนะครับ”

“คุณโลเวลล์...” พัณณิตาเอียงศีรษะซบกับศีรษะที่อยู่บนไหล่ของเธอ หญิงสาวผ่อนตัวพิงกับแผ่นอกของเขา

“ผมรักคุณนะครับที่รัก” เสียงแหบพร่าเอ่ยถ้อยคำรักหวาน หัวใจของหญิงสาวพันกระตุกหวิบไหว

“ฉะ... ฉันก็รักคุณเหมือนกันค่ะ” พัณณิตาค่อยๆหลับตาลง ดื่มด่ำกับความรู้สึกที่เพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้สึกได้ โลเวลล์ยกศีรษะออกแล้วใช้นิ้วของตนเชยคางหล่อนขึ้น ประทับจูบอย่างดูดดื่ม

กริ๊ง กริ๊ง

ระหว่างที่อารมณ์ของทั้งสองกำลังล่องลอยไปไกล เสียงสัญญาณของโลกแห่งความจริงก็ดังขึ้น ฉุดให้พวกเขากลับมายังปัจจุบัน พัณณิตาขืนตัวออกจากอ้อมกอดเขา โลเวลล์ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้วล้วงหยิบโทรศัพท์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง

“เตรียมตัวโดนไล่ออกแล้วหรือยัง” โลเวลล์เอ่ยเสียงกระแทกกระทั้น

(ขอโทษที่โทรมาขัดจังหวะนะครับเจ้านาย แต่ตอนนี้มีเรื่องด่วนและสำคัญมากๆที่ผมจะต้องคุยกับเจ้านายให้ได้ ผมรออยู่ที่หน้าอพาร์ทเม้นของคุณพัณณิตานะครับ หวังว่าเจ้านายจะรีบมา)

“เรื่องด่วนอะไรถึงขนาดคุยผ่านโทรศัพท์ไม่ได้”

(เรื่องนั้นเดี๋ยวเจ้านายมาก็จะรู้เองนั่นแหละครับ)

-----------------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ ไม่ได้ทักทายกันมาหลายตอนเลย ตอนนี้อาจจะมีคำผิดเยอะหน่อยนะคะเพราะแต่งแล้วลงเลยไม่ได้ตรวจทาน ยังไงก็คอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ

 

รักนักอ่านทุกท่านค่ะ

 
ความคิดเห็น