facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : แย่ง 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 104

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ย. 2564 10:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แย่ง 2
แบบอักษร

แม้ซีห่าวจะยังไม่ถึงขั้นผวาทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า ‘เยว่’(พระจันทร์) แต่เขาก็ไม่คิดอยากจะพบฉู่เยว่หลันแม้แต่น้อย

จนกระทั่งงานเทศกาลล่าสัตว์ ในขณะที่เขากำลังจะลงโทษคนโอหังที่บังอาจว่าร้ายพระมารดาของเขา ทั้งยังกล้ามองเขาตรงๆ โดยไม่เกรงกลัว แม่นางน้อยคนนี้ก็วิ่งออกมาจากป่า พุ่งตรงมาหาบรรดาพี่ชายของนาง เขาได้ยินฉู่ฮ่าวหนานเรียกชื่อที่แสนน่าระอา จึงไม่คิดจะมองอีกฝ่ายให้ดี แต่พอได้ยินว่านางบาดเจ็บจนร้องไห้ เขาจึงต้องหันไปดู เพราะถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวของคนสนิท จะไม่สนใจเลยสักนิดก็จะใจดำเกินไป

ซีห่าวไม่เคยคิดว่าใบหน้าของเด็กวัยแปดขวบที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาจะชวนมองได้ขนาดนี้ เขาได้ยินฉู่ฮ่าวหนานพร่ำเพ้อว่าน้องสาวของตนงดงามอย่างงั้นอย่างงี้มานาน ก็คิดแค่ว่าสหายผู้นี้เป็นพวกหลงน้องสาวเท่านั้น แต่เมื่อมาเจอนางจริงๆ ก็อดจะเห็นด้วยไม่ได้ว่าคำพูดของฮ่าวหนานไม่มีอะไรเกินจริงสักนิด

ผ่านมาสี่ปี แม่นางน้อยผู้นี้เติบโตมาได้งดงามนัก..

เพราะมีราชกิจที่ต้องจัดการแทนพระบิดา เมื่อสักครู่เขาจึงมาไม่ทันดูนางบรรเลงเพลงพิณ แต่แม้ว่าการแสดงจะจบลงไปสักพักแล้ว ผู้คนในงานก็ยังคงพูดถึงนาง กล่าวกันว่าความสดใสงดงามของคุณหนูสกุลฉู่ช่างไร้เดียงสาจนเกือบลืมไปว่าเป็นคนของสกุลอสรพิษ

ซีห่าวมองน้องสาวตัวเล็กในเปลที่เริ่มหงุดหงิดเมื่อเอื้อมมือเท่าไหร่ ฉู่เยว่หลันก็ยังไม่ยอมเข้าไปใกล้ องค์รัชทายาทก็ได้แต่ส่ายหน้า พลางคิดในใจว่าน้องสาวตนคนนี้คงมีนิสัยชอบสาวงามเหมือนพระบิดาเสียแล้ว อันตราย อันตราย

“จิงอี้อยากเล่นกับเจ้า เจ้าก็ไม่ควรให้น้องสาวของข้ารอ”

หึ แล้วเมื่อสักครู่ใครกันที่เข้ามาขวางข้า

ฉู่เยว่หลันคิด เงยหน้าขึ้นแล้วเขยิบเข้าไปใกล้เจ้าตัวจ้อย ยืนนิ้วให้นางจับ จากนั้นเจ้าทารกน้อยก็อารมณ์ดี

เจ้าตัวจ้อยนี่วาสนาดีนัก เกิดมาเป็นลูกของกุ้ยเฟยไม่พอ ยังได้รับความรักจากฮ่องเต้และองค์รัชทายาทอย่างเต็มเปี่ยม อืม ส่วนข้าก็วาสนาดียิ่งกว่า เพราะไม่ต้องทำอะไรมาก เจ้าตัวจ้อยนี่ก็หลงข้านัก เมื่อนางโตขึ้นก็คงพอจะเป็นลิ่วล้อให้ข้าได้

จิงอี้กุมใจฮ่องเต้ ข้ากุมใจนาง แค่นี้อนาคตของข้าก็ไม่น่าลำบากนัก

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้างามของฉู่เยว่หลัน ทำให้องค์รัชทายาทซีห่าวคิ้วกระตุก เมื่อคนตรงหน้าดูเหมือนจะไม่ใสซื่ออย่างที่เขาคิด

นางกำนัลคนหนึ่งเดินเข้ามาในตำหนักพร้อมสำรับอาหารชุดหนึ่ง เมื่อเห็นองค์รัชทายาทนางก็ย่อกายทำความเคารพ

ข้ามองสำรับอาหารในมือนาง ถ้วยชามและตะเกียบเป็นของชั้นดีแต่ก็ไม่ได้เลิศเลออะไร สำรับนี้ไม่ใช่ของกุ้ยเฟยอย่างแน่นอน ข้าได้กลิ่นน้ำแกงหอมอ่อนๆลอยออกมา แล้วต้องขมวดคิ้ว

“ของใคร” รัชทายาทถาม

มีพี่ชายขี้ระแวงเช่นนี้ถือว่าเป็นโชคดีอีกอย่างของเจ้านะ เจ้าตัวจ้อย เขาห่วงเจ้าเช่นนี้ก็ไม่ต้องเสียแรงข้าให้ออกปากถาม ช่างดีนัก ว่าแต่พวกพี่ชายมักหวงน้องสาวตัวน้อยกันทุกคนอย่างงั้นรึ ขนาดข้าที่เป็นหญิงทั้งยังเป็นเด็ก รัชทายาทยังระแวงไม่อยากให้ข้าจับต้องเจ้า อนาคตเจ้าน่าจะแต่งออกยากแล้วล่ะจิงอี้

“ของหม่อมฉันเพคะ” แม่นมตอบ “อีกสักครู่จะถึงเวลาอาหารขององค์หญิงแล้ว แต่หม่อมฉันยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า กุ้ยเฟยจึงเกรงว่าน้ำนมจะไม่พอสำหรับองค์หญิง จึงอนุญาตให้หม่อมฉันสั่งอาหารมาบำรุงได้เพคะ”

รัชทายาทพยักหน้า แล้วโบกมืออนุญาต ก่อนจะหันไปสนใจเจ้าตัวจ้อยจิงอี้ในเปล ปล่อยแม่นมขององค์หญิงหลบออกไปทานอาหารที่ห้องข้างๆ

ข้ากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องนัก อาหารบำรุงก็เรื่องหนึ่ง แต่ทำไมไม่ให้นางไปหาทานที่ครัวหลวง กลับให้แม่นมสั่งคนเอามาให้ที่ตำหนัก ในเมื่อองค์รัชทายาทปล่อยผ่าน ก็คงต้องเป็นข้าที่เข้าไปเจ้ากี้เจ้าการแทน แต่เจ้าตัวจ้อยนี่จับนิ้วข้าไม่ยอมปล่อย จะไปจากตรงนี้คงลำบาก เหลือบเห็นนางกำนัลที่ยกสำรับมากำลังจะเดินกลับออกไป จึงเอ่ยทัก

“เมื่อครู่ข้าได้กลิ่นน้ำแกงหอมมาก ไม่ทราบว่าเป็นน้ำแกงอะไรหรือ”​

“น้ำแกงรัญจวนเจ้าค่ะ” นางตอบ

“มิน่าถึงหอมนัก ข้าเคยได้ยินท่านแม่เล่าว่าน้ำแกงนี้มีส่วนประกอบยุ่งยาก ซ้ำเครื่องปรุงหลายอย่างก็มาจากต่างฤดู กว่าจะทำได้ต้องใช้เวลาตระเตรียมนานนัก”

ข้ารู้สึกได้ว่าองค์รัชทายาทละสายตาจากเจ้าตัวจ้อยแล้วชำเลืองมองข้า จากนั้นก็ค่อยๆบรรจงแกะนิ้วเล็กๆของน้องสาวตนที่เกาะกุมนิ้วข้าอยู่ออกอย่างเบามือ แล้วเอานิ้วของตนให้ทารกน้อยเกาะกุมแทน

ช่างเป็นพี่ชายที่หวงน้องสาวเสียจนน่ารำคาญนัก

“คุณหนูฉู่กล่าวถูกต้องแล้ว เดิมทีน้ำแกงนี้กว่าจะปรุงได้เป็นเรื่องยุ่งยากนัก ตอนที่แม่นมบอกกับข้าว่าอยากกินน้ำแกงรัญจวน ข้ายังคิดว่าเป็นไปได้ยาก แต่นางบอกว่าเครื่องปรุงต่างฤดูสามารถไปหยิบยืมได้จากตำหนักเย็น เนื่องจากเมื่อช่วงต้นปีฝ่าบาทถูกพระทัยแผนการแก้ปัญหาชายแดนขององค์ชายเฟิ่งเอินอย่างมาก จึงรับสั่งให้นำเครื่องปรุงหลากชนิดมอบแก่สนมมู่ซึ่งชื่นชอบการทำอาหาร เพื่อเป็นรางวัลที่สั่งสอนองค์ชายมาได้อย่างดี น้ำแกงรัญจวนถ้วยนี้จึงไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด”

เมื่อได้ยินชื่อสนมมู่ หลังข้าก็เย็นวาบ ไม่รอช้าข้ารีบเดินไปทางห้องที่แม่นมทานข้าวอยู่ และเป็นเพราะรีบร้อนเกินไป ข้าจึงสะดุดขาตัวเองหกล้ม แต่ตอนนี้ข้าเชี่ยวชาญการล้มโดยใช้หน้าแข้งขวาแล้ว จึงไม่เป็นปัญหานัก ข้าพยายามลุกขึ้นให้เร็ว เมื่อเห็นมือใหญ่ยื่นมาช่วยจึงไม่ลังเลที่จะคว้าไว้โดยไม่ทันคิดว่านั่นเป็นมือของใคร

ข้าโผล่พรวดเข้าไปในห้อง แม่นมที่กำลังดื่มชาอยู่จึงสะดุ้งตกใจวางถ้วยชาลง เมื่อเห็นชามน้ำแกงในสำรับยังไม่ถูกเปิดออกก็เบาใจเล็กน้อย ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ข้าเดินตรงไปนั่งร่วมโต๊ะกับแม่นม แสร้งทำเป็นเด็กน้อยเอาแต่ใจอยากได้ของผู้อื่น บทบาทนี้ข้าถนัดนัก

เมื่อชีวิตก่อนหากเป็นสิ่งที่ข้าถูกใจ ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของข้าก็จะเอามาให้ได้ และด้วยวิธีการง่ายๆอย่างแย่งมาตรงๆนี่แหละ แม้จะโดนแม่ใหญ่สั่งสอนย้ำเตือนหลายครั้งว่าให้ใช้วิธีการอื่น แต่ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจนัก สำหรับตัวข้าในตอนนั้นก็คิดแค่ว่าวิธีการนี้ง่ายที่สุด ก็เหมือนกับการแย่งซาลาเปาจากพี่สามนั่นแหละ แม้การกระทำของข้าจะนำพาปัญหาอื่นมาให้ แต่อย่างไรเสีย ข้าก็มีครอบครัวคอยจัดการเรื่องเหล่านั้นให้ เพียงแค่ต้องทนฟังแม่ใหญ่บ่นเรื่องเดิมซ้ำๆ ไม่นับว่าหนักหนาอะไร

“เมื่อสักครู่นางกำนัลที่ยกสำรับมาบอกข้าว่าในถ้วยนี้คือแกงรัญจวน ข้าได้ยินชื่อมานานแล้ว เช่นนั้นข้าขอน้ำแกงถ้วยนี้ได้หรือไม่”

ไม่พูดเปล่า ข้าคว้าชามน้ำแกงมาไว้ตรงหน้าทันที ขณะกำลังจะเปิดฝา แม่นมก็ยื่นมือมาขวางไว้

“คุณหนูฉู่ น้ำแกงถ้วยนี้เป็นของพระราชทานของกุ้ยเฟยให้แก่ข้า ท่านไม่คิดว่าท่านทำเรื่องแบบนี้จะเป็นการไม่สมควรหรือ”

แทนที่นางจะโมโหที่ข้าแย่งของพระราชทาน แต่กลับมีสีหน้าวิตกกังวล ข้าจึงยิ่งแน่ใจว่าน้ำแกงถ้วยนี้มีปัญหา

“ฮ่องเต้รับสั่งว่าข้าเป็นเพื่อนขององค์หญิงจิงอี้ ท่านไม่คิดว่าควรจะต้อนรับข้าอย่างดีบ้างหรือไร เมื่อครู่นางกำนัลบอกข้าว่าน้ำแกงถ้วยนี้ปรุงไม่ยาก เช่นนั้นก็ให้ห้องครัวทำถ้วยใหม่ให้ท่านแม่นมก็แล้วกัน ถ้วยนี้ข้าจะกินเอง”

“ไม่ได้!” นางลืมตัวตวาดใส่ข้า แล้วยังยื้อถ้วยน้ำแกงกลับไปอีก

“ข้าเห็นเจ้าเป็นแม่นมขององค์หญิง ก็เลยให้เกียรติเจ้า แต่ถ้าจะพูดกันตามลำดับขั้นแล้ว ข้าเป็นบุตรีของเสนาบดีฉู่กับเจ้าที่มาจากชนชั้นสามัญชน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาใช้น้ำเสียงเช่นนั้นกับข้า อีกอย่าง… นี่เป็นน้ำแกงถ้วยเดียว เจ้าจะหวงอะไรนักหนา หรือเจ้าคิดว่าห้องครัวหลวงของฮ่องเต้ไม่สามารถปรุงน้ำแกงพื้นๆ เช่นนี้ให้เจ้าได้อีกถ้วยหรืออย่างไร”

เจ้าจะเถียงอะไรก็เถียงมา เพราะอย่างไรวันนี้ไม่ว่าครัวหลวงจะส่งน้ำแกงมาอีกกี่ถ้วย ตราบใดที่ยังมีเครื่องปรุงจากตำหนักของสนมมู่ข้าก็จะไม่ให้เจ้ากิน!

“ยกน้ำแกงถ้วยนั้นให้คุณหนูฉู่ไป”

ข้ามัวแต่จดจ่อกับการแย่งน้ำแกง จนไม่ทันรู้ตัวว่าองค์รัชทายาทซีห่าวก็ตามข้ามาด้วย อ่า…มือใหญ่ที่ข้าคว้าไว้เมื่อครู่ก็เป็นของรัชทายาทเองสินะ ข้าเห็นสีหน้าของซีห่าวแล้วเดาว่าเขาก็คงจะเริ่มรู้สึกว่าน้ำแกงถ้วยนี้มีปัญหาเช่นกัน จึงเอ่ยออกมาเช่นนั้นเพื่อเป็นการทดสอบแม่นม

“แต่ว่ากุ้ยเฟย…” แม่นมลนลานพยายามยกกุ้ยเฟยขึ้นมาอ้าง

“แม่นม… หรือเจ้าคิดว่าห้องครัวหลวงของฮ่องเต้ไม่มีปัญญาปรุงน้ำแกงนี้ขึ้นมาได้อีกถ้วยจริงๆ รู้หรือไม่ว่านั่นหมายความว่าอย่างไร เจ้ากำลังดูถูกพระบิดาของข้าอย่างงั้นรึ”

เอ๋… หรือว่าเขาไม่ได้สงสัยน้ำแกง แต่กำลังตีวัวกระทบคราดเพราะหัวเสียที่ข้ากล่าวเหมือนสบประมาทว่าห้องครัวหลวงไม่สามารถปรุงน้ำแกงรัญจวนได้อีกถ้วยกันแน่

เขาจะคิดอย่างไรก็ช่างเถิด ขอแค่ข้าสบโอกาสแย่งน้ำแกงถ้วยนี้มาให้ได้ก็พอ ข้าคว้าถ้วยน้ำแกงกลับมา แล้วกอดไว้อย่างหวงแหน ถ้าให้เดาข้าเชื่อว่าน้ำแกงนี่น่าจะมียาพิษผสมอยู่ อาจมีปริมาณไม่เยอะมาก แต่ก็พอจะทำอันตรายเด็กอ่อนถึงชีวิตได้ เพราะเหตุนี้แม่นมเลยให้คนยกสำรับมาที่นี่แทนที่จะเดินไปกินเองที่ห้องครัวหลวง คงเพราะเกรงว่าผลข้างเคียงของมันจะทำให้นางไม่สามารถกลับมาให้นมองค์หญิงได้ทันกระมัง

“ตกลงว่าคุณหนูฉู่ต้องการน้ำแกงมากอดหรือมากินกันแน่”

ข้าหันขวับไปทางเสียงนั้น ตกลงว่าเขาเพียงแค่ต่อว่าแม่นมเพื่อหลอกด่าข้าจริงๆสินะ น้ำแกงนี่มันมีพิษจะให้ข้ากินมันลงไปได้อย่างไร!

“หม่อมฉันอยากนำกลับจวนไปแบ่งให้พวกท่านพ่อท่านแม่ลองทานด้วยเพคะ” ข้าตอบด้วยรอยยิ้มเด็กน้อย ในใจตั้งเป้าว่าหากมีใครยกน้ำแกงถ้วยอื่นมาอีกก็จะใช้ข้ออ้างนี้นำนำ้แกงทั้งหมดออกจากตำหนักไปเททิ้งเสีย ไม่คิดว่าองค์รัชทายาทจะผูกใจเจ็บนัก ไม่ยอมปล่อยข้าดูถูกครัวหลวงแล้วกลับบ้านได้ง่ายๆ

“จะไปยากอะไร ถ้วยนี้คุณหนูก็ทานเสียทีนี่เถิด ข้าจะสั่งให้คนไปทำน้ำแกงมาเพิ่มอีกให้คุณหนูนำกลับไปฝากที่บ้าน” ไม่พูดเปล่า ซีห่าวหันไปสั่งนางกำนัลให้ไปทำน้ำแกงมาเพิ่มทันที

ข้ากำลังช่วยน้องสาวของท่านอยู่ต่างหาก! เฮ้อ ช่างเป็นคนผูกใจเจ็บเหมือนชีวิตก่อนไม่มีผิด เจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างนี้ไงเล่าข้าถึงไม่เคยนึกเคารพเจ้าเลยซีห่าว

ได้! ในเมื่อเขาออกปากมาแล้วว่าจะทำน้ำแกงมาเพิ่ม เช่นนั้นข้าก็จะใช้ข้ออ้างนี้ครอบครองน้ำแกงทุกถ้วยที่มีเครื่องปรุงจากตำหนักสนมมู่มาทั้งหมด บ้านข้ามีกันหลายคนถ้าหมดจากพ่อแม่พี่น้องข้าแล้ว ข้ายังมีคนรับใช้อีกเป็นร้อย ก็ดูเอาแล้วกันว่าเครื่องปรุงตำหนักสนมมู่หรือจำนวนคนบ้านข้าจะมากกว่ากัน

ส่วนเจ้า! แม่นมอย่างเจ้าอย่าได้คิดจะทำอันตรายเจ้าตัวจ้อยได้

เพียงคิดในใจไม่ได้เอ่ยออกมา แต่ข้าก็เผลอตวัดสายตาดุดันไปทางแม่นมจนนางสะดุ้ง เอาเถอะนางคงคิดว่าข้าเป็นเด็กหวงของกินก็เท่านั้น ตอนนี้ข้าก็แค่ต้องกลืนน้ำแกงถ้วยนี้ลงไป

ข้าพยายามคิดทบทวนว่าเมื่อชีวิตก่อนที่องค์หญิงจิงอี้ตาย ตัวเองเคยได้ยินเรื่องแม่นมขององค์หญิงไหม นางตายด้วยหรือเปล่า แต่ถ้ากุ้ยเฟยตั้งใจทำให้เหมือนว่าสนมมู่จงใจวางยาพิษองค์หญิงจิงอี้ผ่านน้ำนมของแม่นมแล้วล่ะก็ พิษในน้ำแกงก็ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อแม่นมในทันที เช่นนั้นหากข้ากินเข้าไปก็คงไม่ถึงตายกระมัง

ข้ายกถ้วยน้ำแกงกระดกรวดเดียว ทำเหมือนว่าถูกใจน้ำแกงนี้มาก ทั้งที่ข้ากลัวจนไม่ทันรับรู้รสชาติอะไร เพียงให้มันไหลผ่านคอไปเร็วๆ ก็เท่านั้น แว่บหนึ่งข้าเห็นแววตาประหลาดของซีห่าว แต่ก็ไม่ทันได้ใส่ใจ เพราะต้องแสดงละครฉากนี้ต่อให้จบแล้วยึดน้ำแกงทุกถ้วยกลับบ้านให้ได้

“ช่างอร่อยสมคำร่ำลือนักเพ..คะ แค่กๆ แค๊ก!”

ข้าสำลักออกมาเป็นเลือดกองใหญ่ จนแม้แต่ตัวเองยังตกใจ อะไรกัน! ตกลงว่ากุ้ยเฟยจงใจวางยาฆ่าแม่นมหรือลูกตัวเองกันแน่ ทำไมมันถึงรุนแรงขนาดล้มผู้ใหญ่เช่นข้าได้ แบบนี้ก่อนจะได้ไปให้นมจิงอี้ แม่นมไม่ตายก่อนหรือไร

ข้าได้ยินเสียงซีห่าวเรียกชื่อข้า เสียงกรี๊ดร้องของเหล่านางกำนัลที่มาเห็นเหตุการณ์ และก่อนที่ข้าจะหมดสติไปก็เพิ่งจะคิดได้ว่า…อ้อ ข้าก็ยังเป็นเด็กอยู่นี่


หายไปสองอาทิตย์ เพราะมีเรื่องทางบ้านต้องจัดการค่ะ ต้องขอโทษนักอ่านในความล่าช้าด้วยนะคะ
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว