akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 16 เจ้าหนู

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 16 เจ้าหนู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 38.8k

ความคิดเห็น : 124

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2559 21:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 16 เจ้าหนู
แบบอักษร

16

เจ้าหนู

           

 

ริท!

                เสียงของราชิดดังขึ้น ในขณะที่ริทกำลังเดินอยู่ในมหาวิทยาลัยเพื่อไปยังห้องเรียน ชายหนุ่มจำได้ว่าคือเสียงใคร เขาหันไปมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างหลัง

                “อ้าว ดีขึ้นแล้วเหรอ”

                เพราะเมื่อคืนก่อน ราชิดยังนอนพักอยู่ที่บ้าน ไม่คิดว่าวันนี้จะมาเดินส่งยิ้มหวานให้กับเขาได้

                “ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ อยากมาเรียนจะแย่”

                ว่าพลางกอดคอริท ชายหนุ่มหัวเราะร่วน ริทจับแขนของราชิดให้ออกห่าง

                “มันหนักนะ”

                “โอ๋ๆๆ อย่างอนสิ”

                เขาเลื่อนมือไปบีบแก้มของริท ริทรีบยกมือตีมือของราชิดอย่างแรง จนอีกฝ่ายร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ

                “ไปเรียนเลยไป ฉันเองก็จะไปเรียนแล้วเหมือนกัน”

                “ก็ได้ๆ อย่ารีบไล่กันนักสิ”

                ริทเบ้ปาก แล้วยกมือดันไล่ตัวร่างสูงโปร่งให้รีบเดินไป ราชิดโบกไม้โบกมือ แล้วยอมเดินไปอีกทางเพื่อไปเข้าเรียนในห้องเรียนของตัวเอง

                พอเห็นเพื่อนรักยอมไปแต่โดยดี ริทก็ส่ายหน้าไปมาน้อยๆ เขาหมุนกายจะเดินเข้าห้องเรียน แต่แล้วปลายเท้าเล็กก็ชะงักเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของใครบางคน

                “คุณ

                “เจอกันอีกแล้วนะ”

                นาคินทร์คลี่ยิ้ม ริทเองก็ยืนนิ่งไป ไม่คิดว่าคนที่ตัวเองเฝ้าคิดถึงอยู่หลายวันจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

                “คุณคินมาได้ยังไงครับ”

                “ฉันมาหาคนรู้จักน่ะ”           

                “เอ๊ะ”ริทเลิกคอ

                นาคินทร์ยิ้ม เขามองคนตัวเล็กที่ทำหน้าสงสัย แต่สักพักนาคินทร์ก็พูดต่อ

                “แล้ววันนี้มีเรียนหรือเปล่า”

                “ครับ มีเรียนครับ ผมกำลังจะขึ้นไปห้องเรียนพอดีครับ”

                “จะเข้าไปในตึกนี้ใช่ไหม”

                “ครับ”ริทพยักหน้า

                “งั้นก็ไปด้วยกันเถอะ ฉันก็จะไปด้วยเหมือนกัน”

                ทั้งคู่เดินตรงไปยังลิฟต์  และเข้าไปในลิฟต์ด้วยกัน นาคินทร์มองชั้นที่ริทกด ซึ่งเป็นชั้นก่อนที่เขาจะออกจากลิฟต์

                “ผมไปก่อนนะครับ”

                “อืม”

                นาคินทร์พยักหน้า มองตามนักศึกษาที่เดินออกไปจากลิฟต์ ใบหน้าที่ใจดีก็แปรเปลี่ยนไป

                ริทเข้าเรียนจนหมดคาบ เขาลงมาจากตึกแล้วก็ต้องพบว่านาคินทร์กำลังนั่งอ่านเอกสารบางอย่างอยู่ที่โต๊ะตัวยาวใต้คณะ ชายหนุ่มเดินเข้าไปทักนาคินทร์

                “นี่คุณยังไม่กลับอีกเหรอครับ”

                “ก็มีอะไรให้อ่านนิดหน่อยน่ะ ว่าแต่นายเรียนเสร็จแล้วเหรอ”

                 “ครับ ผมเรียนเสร็จแล้ว ว่าจะไปกินข้าวเที่ยงพอดี”

                นาคินทร์ก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง เวลาที่บอกว่าเที่ยงกว่าแล้วนั้น ทำไมเขาต้องกระตุกยิ้ม

                “ให้ฉันด้วยได้หรือเปล่า”

                “ได้สิครับ”

                “ริท!

                ทั้งนาคินทร์และริทหันไปตามเสียง ชายหนุ่มหรี่ตามองบุคคลที่เดินแกมวิ่งเข้ามาหาริท

                “แฮกๆๆ”

                “จะรีบวิ่งทำไมเล่า ค่อยๆเดินมาก็ได้”

                “ฉันกลัวนายไม่เห็นนี่นา”ราชิดอธิบาย

                “แล้วเรียนเสร็จแล้วหรือไง”

                “อื้อ เสร็จแล้วล่ะ”

                ราชิดส่งยิ้มให้กับริท แต่แล้วสายตาของเขาก็ต้องชะงักหยุดลง เมื่อเห็นใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก แต่เพียงแค่เห็นหน้าครั้งแรก ราชิดก็รู้สึกไม่ถูกชะตา

                “เอ่อ ต้น นี่คุณนาคินทร์”

                “สวัสดีครับ”

                “เรียกแค่คินก็ได้”

                รอยยิ้มที่ส่งมา ราชิดรู้สึกไม่ชอบใจ แต่ก็ไม่อยากจะแสดงความขุ่นเคืองให้ริทได้เห็นจนไม่พอใจแล้วคิดว่าเขาเป็นคนไม่ดี

                “คุณคินจะไปกินข้าวเที่ยงกับพวกเราด้วยนะ”

                “เอ๊ะ”

                ราชิดเริ่มขมวดคิ้วฉับ เขาหันไปมองหน้านาคินทร์ ใบหน้าหล่อเผยให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อคนที่อายุมากกว่า แต่ริทไม่ทันได้สังเกต

                “งั้นไปแคนทีนกันเถอะ”

                นาคินทร์พูดขึ้น เหมือนต้องการเปลี่ยนสถานการณ์ ราชิดมองริทที่ส่งยิ้มให้กับนาคินทร์แล้วเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ

                หรือว่าผู้ชายคนนี้ คือคนที่ริทไปทานข้าวด้วยตั้งแต่เจอกันครั้งแรก

                “คุณคินเข้ามาในมอบ่อยเหรอครับ”

                “ไม่บ่อยหรอก ก็นานๆมาทีน่ะ แต่คงเป็นโชคดีที่เข้ามาแล้วเจอนายด้วย”

                ริทยิ้มออกมาทันทีที่ได้ฟังประโยคนั้น ในขณะที่ราชิดใจร้อนรุ่มอยากจะผลักไสให้นาคินทร์ออกไปห่างๆจากเพื่อนรักของเขา

                “ริท ถ้านายจะไปซื้อน้ำ ฉันฝากซื้อด้วยได้ไหม”

                อยู่ๆราชิดก็พูดประโยคนี้ออกมา แต่ริทก็ไม่ได้คิดมาก เพราะว่าเขาเองก็อยากจะไปซื้อน้ำให้กับนาคินทร์อยู่พอดี

                “คุณคินเอาน้ำอะไรดีครับ”

                “ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวฉันไปเอง”นาคินทร์ตอบอย่างเกรงใจ

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมจะไปซื้อพอดี”              

                ยิ่งเห็นท่าทางที่มีความสุขของริท ราชิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี แต่เขาก็พยายามสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ รอจนกระทั่งริทเดินไปซื้อน้ำ ทำให้เขาและนาคินทร์อยู่ด้วยกันแค่สองคน

                สายตาที่ราชิดมองมาทำให้นาคินทร์รับรู้ได้ถึงความไม่เป็นมิตรและพร้อมที่จะประกาศเป็นศัตรูกันเต็มที่

                “นายมีจุดประสงค์อะไรกันแน่”

                ราชิดรับรู้ถึงความผิดปกติ ไม่อยากจะเชื่อว่าจู่ๆริทเพื่อนของเขาจะไปสนิทกับคนที่ต่างวัย แถมยังมีท่าทางที่ไม่ว่ายังไงก็ดูไม่น่าไว้ใจ หรือไม่ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะ  ราชิดไม่ยอมให้ผู้ชายคนไหนมาทำให้เพื่อนของเขาหวั่นไหว ขนาดเขาอยู่กับริทมานานตั้งแต่เด็ก ริทยังไม่คิดเกินกับเขามากกว่าเพื่อน แล้วจะให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้มาได้หัวใจของริทไปนั้น ราชิดไม่มีวันยอม

                “หน้านายดูเหมือนจะมีบาดแผล ไปทำอะไรมาเหรอ”

                นาคินทร์ถามอย่างใจเย็น พลางใช้สายตามองรอยฟกช้ำที่ตอนนี้เหลือเพียงร่องรอยจางๆ บนใบหน้าของราชิด

                “นายควรจะตอบในสิ่งที่ฉันถามมาก่อน”

                “หึทำไม กลัวฉันจะทำอะไรเพื่อนของนายหรือไง”

                ราชิดกำมือแน่น เขาจ้องมองนาคินทร์ด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง อีกไม่นานริทก็คงเดินกลับมา

                “ฉันไม่มีวันยอมให้นายทำอะไรกับริทหรอก!

                นาคินทร์หัวเราะในลำคอเหมือนอารมณ์ดี แต่เพียงครู่ใบหน้าหล่อก็แปรเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว

                “งั้นจะให้เปลี่ยนมาทำกับนายแทนงั้นสิ”

 

-------+++++-------

 

                วิรุจน์แต่งตัวสวมใส่สูทจนเรียบร้อย เขาตรวจเช็ดตัวเองอยู่หน้ากระจกอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเปิดประตูออกจากห้องพักของตัวเอง เมื่อเดินลงมาชั้นล่างก็พบว่าพอลกำลังนั่งรออยู่

                “เสร็จแล้วสินะ”

                “อื้อ เสร็จแล้วล่ะ”

                พอลยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกจากบ้าน เพื่อไปขึ้นรถ วิรุจน์เดินตามพอลจนมาถึงรถ

                “นายเตรียมอะไรเป็นของขวัญวันเกิดเหรอ”     

                เพราะตั้งแต่ขึ้นมาในรถยนต์ พอลก็เอาแต่นั่งเงียบ วิรุจน์เองก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาถึงได้ถามขึ้น แต่พอลก็ยังเงียบเหมือนเดิม

                “นายหลับเหรอ”

                เขาคิดว่าพอลหลับ เพราะนั่งเบาะถัดจากเจ้าตัว พอลเอ่ยเสียงเรียบ

                “ไม่บอก”

                “ชิ”

                วิรุจน์จิ๊ปากอย่างหมั่นไส้ เขายกมือกอดอก มองออกไปนอกกระจกรถ ไม่อยากจะคุยกับพอลมากไปกว่านี้

                จนกระทั่งรถยนต์เคลื่อนตัวมาถึงงานเลี้ยงวันเกิดที่จัดขึ้น คนขับรถจึงมาเปิดประตูให้ พอลลงจากรถก่อน ตามมาด้วยวิรุจน์

                “อ้าว มาแล้วเหรอพอล”

                แลนเดอร์ ชายวัยห้าสิบปีเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขาเดินเข้าไปหาพอล ตระกูลของพอลและแลนเดอร์นั้นมีความสนิทสนมและรู้จักกันมาเนิ่นนาน แม้จะไม่ได้มีสายเลือดที่เกี่ยวข้องกันก็ตามที

                “แล้วอยู่ไหนล่ะครับ”

                แลนเดอร์เข้าใจว่าพอลกำลังหมายถึงลูกชายเขา  เขาส่ายหน้าไปมา

                “คงกำลังมาน่ะ เด็กๆก็ชอบเล่นซนไปเรื่อยแบบนี้”

                “งั้นเหรอครับ”

                “เอ๊ะ แล้วนั่น”

                คิ้วทั้งสองเลิกขึ้น วิรุจน์ระบายยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าที่แม้จะแปรเปลี่ยนไปตามอายุที่มากขึ้น แต่ก็คงยังคงเค้าความหล่อเหลาตั้งแต่วัยหนุ่มเอาไว้ ผมสีทองนั้นมีสีขาวแซมขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้บดบังความมีอำนาจและความน่ายำเกรงของแลนเดอร์ให้หมดไป

                “นี่วิรุจน์ครับ”

                “อ่อ ดีจังเลยนะ ที่ได้เจอกันเร็วกว่าที่คิด”

                “ครับ ผมเองก็ดีใจที่ได้มาร่วมงานวันเกิดของลูกชายคุณ ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากไปอวยพรวันเกิดกับเจ้าตัวตอนนี้เลยครับ”

                แลนเดอร์พยักหน้ายิ้มรับ วิรุจน์มองชายชุดดำที่เดินเข้ามากระซิบข้างหู

                “คุณท่านครับ คุณชาย

                ทันทีที่ได้ฟังคำรายงานของลูกน้องคนสนิท แลนเดอร์ก็ขมวดคิ้วทันที เขาพยักหน้ารับรู้

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                พอลจับสีหน้าได้ เขาถามขึ้นเหมือนห่วงใย แม้ท่าทางจะเรียบเฉยก็ตามที  

วิรุจน์เองก็สงสัยไม่ต่างกัน

                “ไม่มีอะไรหรอก เข้าไปในงานเถอะนะ”

                พอลพยักหน้ารับรู้ ในเมื่อเจ้าตัวไม่อยากจะบอก เขาก็ไม่เซ้าซี้ หันไปมองวิรุจน์เป็นเชิงบอกให้วิรุจน์เดินตามเขาเข้าไปในงาน

                แลนเดอร์มองตามทั้งคู่ที่หายเข้าไปในงานแล้ว จึงหันมาคุยกับลูกน้องที่มุมมุมหนึ่ง

                “เป็นไปได้ยังไง ที่ลูกชายฉันไม่ได้อยู่ในห้อง”

                “ผมหาดูทั่วห้องแล้วครับ แต่ไม่พบคุณชายเลย”

                “เจ้าเด็กนี่”

                “คุณพ่อครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                มาคัส ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองปี พี่ชายคนโตต่างมารดาของเจ้าของวันเกิด เดินเข้ามาหาแลนเดอร์ ชายหนุ่มมีผมสีน้ำตาลอ่อน ถึงแม้โครงหน้าจะเป็นเหมือนชาวยุโรป แต่สายเลือดอีกครึ่งหนึ่งคือเป็นคนเอเชียอย่างมารดา

                “น้องแกไม่รู้หายไปไหน”

                “น้องคงไปเที่ยวเล่นน่ะครับ คุณพ่ออย่าคิดมากเลย เดี๋ยวผมจะไปช่วยหาอีกแรง”

                เขาพยายามพูดให้บิดาสบายใจ แลนเดอร์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนกับลูกชายคนเล็กที่ช่างดื้อด้านเสียเหลือเกิน

                “ฝากด้วยแล้วกัน”

                “ครับคุณพ่อ”

                มาคัสก้มหัวเล็กน้อยรับคำสั่งจากบิดา ดวงตาคมกริบที่มีนัยน์ตาสีทองทอดมองไปยังเบื้องหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมา

                “ช่วยกันหาให้พบ ฉันคิดว่าน่าจะอยู่แถวๆนี้ล่ะ”

                ชายหนุ่มหันไปสั่งกับลูกน้อง วันนี้มีแขกมาร่วมงานจนเต็มบ้าน ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนใหญ่คนโต และมีความสำคัญทั้งทางด้านธุรกิจ และเกี่ยวข้องกับตระกูลของเขา

                มาคัสเป็นพี่ชายคนโต แต่เกิดจากอนุภรรยา ส่วนน้องชายของเขา เกิดจากแม่ใหญ่ ทำให้สิทธิ์ต่างๆ หรือทายาทอันดับหนึ่งที่จะได้มีโอกาสครอบครองทุกอย่างในตระกูลคือน้องชายของเขาเอง

                วิรุจน์และพอลเดินเข้ามาในงานเลี้ยง ชายหนุ่มยกแก้วน้ำขึ้นจิบ แล้วหันไปมองพอลที่กำลังคุยกับคนในงาน วิรุจน์เองก็ถูกพอลแนะนำให้รู้จักกับหลายๆคน

                “พอล ไม่คิดว่านายจะพาคุณวิรุจน์มาด้วย ผมปีเตอร์ครับ”

                ปีเตอร์ ชายหนุ่มตัวสูงเข้ามาทักทายพอลก่อน อายุเขารุ่นราวคราวเดียวกับพอล เขามองหน้าวิรุจน์ วิรุจน์เองก็ทักทาย ไม่คิดว่าปีเตอร์จะรู้จักเขาด้วย

                “ผมกับพอล เราเคยเรียนที่เดียวกันครับ ตอนนี้ก็ทำธุรกิจบางอย่างร่วมกันด้วย”

                “อ่อ ครับ”

                วิรุจน์ยิ้ม แล้วชวนปีเตอร์คุยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้ว่าชายหนุ่มแต่งงานแล้ว และกำลังมีลูกอ่อนอยู่ที่บ้าน

                “พอล ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

                เพราะดื่มน้ำไปเยอะ จึงรู้สึกปวดปัสสาวะขึ้นมา พอลพยักหน้ารับรู้ วิรุจน์เลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ

                ร่วมงานมาพักใหญ่ แต่ก็ยังไม่เห็นลูกชายของคุณแลนเดอร์ เขากำลังจินตนาการหน้าตาของเด็กชาย แล้วก็พาลให้คิดถึงหลานๆที่บ้าน

                คงไม่ได้ตัวเล็กเป็นเด็กตัวกลมหรอกนะ

                เขาคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน เพราะคิดว่าคงเป็นเด็กต่างชาติผมทองน่ารักแน่นอน

                “เอ๊ะ”

                วิรุจน์ออกมาจากห้องน้ำ เขามองทางที่สามารถเดินทางออกไปข้างนอกบ้านได้ ด้วยความรู้สึกอยากไปเดินเล่นรอบๆบ้านอยู่แล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินออกไปนอกบ้าน

                ข้างหลังบ้านหลังใหญ่นี้ เป็นสวนที่จัดไว้อย่างสวยงาม ถ้าได้พักผ่อนคลายคงจะทำให้สบายใจและคลายความเครียดได้มากพอสมควร

                กลิ่นกุหลาบลอยมาแตะจมูก วิรุจน์ระบายยิ้ม เดินไปหยุดที่สวนกุหลาบสีเหลือง แต่พลันสายตาก็ไปเห็นศาลาเล็กๆที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เขาเดินจะเข้าไปนั่งพัก แต่ทว่าสายตาก็ดันอยากจะแหงนมองท้องฟ้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น

                ดวงตาคู่สวยหรี่มองอย่างสงสัย เมื่อเขาเหมือนเห็นบางอย่างอยู่ด้านบน

                คน?

                เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ ถึงแม้ว่าเขาจะโตมากแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่กลัวเลย

                ใจเย็นๆน่า

                วิรุจน์สูดลมหายใจแล้วบอกกับตัวเอง ในเวลานี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว แต่ก็ยังเห็นแสงจันทร์ที่ช่วยทำให้สวนที่อยู่หลังบ้านใหญ่โตนี้ไม่ได้มืดสนิท

                “ใครน่ะ!

                ร่างที่อยู่ด้านบน วิรุจน์พิจารณาแล้ว ก็รู้สึกว่าคงจะต้องเป็นคนแน่ๆ ไม่น่าใช่สัตว์อย่างอื่น เพราะคงไม่มีสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนั้น ไปอยู่บนหลังคาได้

                “เด็กหรือเปล่านะ”

                เพราะเห็นไม่ชัด วิรุจน์จึงคิดว่าคนที่อยู่ด้านบนอาจจะเป็นเด็กก็เป็นได้ เขาเริ่มใจคอไม่ดี เพราะศาลาที่นี่สร้างด้วยปูน เสาที่ค้ำรอบๆเป็นทรงกลม หลังคาอยู่สูงจากพื้นมากพอสมควร

                “นี่เจ้าหนู”

                เพราะคิดว่าคนที่อยู่ด้านบนน่าจะเป็นเด็กผู้ชาย วิรุจน์จึงเรียกออกไป

                “เจ้าหนู อยู่ข้างบนแบบนั้นมันอันตรายนะ รีบลงมาเถอะ”

                ร่างกายที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่ค่อยๆ หันมา วิรุจน์มองเห็นไม่ชัด แต่รับรู้ถึงสายตาคมกริบที่มองต่ำอย่างไม่เป็นมิตร

                “แกเรียกใครว่าเจ้าหนู

                น้ำเสียงที่ฟังดูยังไงก็เหมือนกับเด็กผู้ชาย ทำให้วิรุจน์ยิ่งเครียดนัก เพราะลึกๆก็ไม่อยากให้เป็นเด็ก เพราะข้างบนหลังคามันอันตราย ตกลงมาอาจจะขาหักก็ได้

                “ฉันถามว่าแกเรียกใครว่าเจ้าหนู!

                “อ่า

                วิรุจน์ถึงกลับพูดไม่ออก เพราะไม่คิดว่าจะเจอเด็กก้าวร้าวใส่ตั้งแต่ยังไม่รู้จักกัน

                “นี่ ลงมาเถอะน่า อยู่บนนั้นมันอันตราย”

                กายที่นั่งอยู่ค่อยๆ หยัดยืนขึ้น ดวงตาคมกริบหรี่มองเหมือนสมเพช วิรุจน์รับรู้ได้ถึงความไม่ชอบใจและรังเกียจ

                “พวกเลือดผสมชั้นต่ำ!

                “!!!

                ร่างสูงโปร่งชะงัก ถึงกับไปไม่เป็น เพราะรู้สึกคุ้นๆกับประโยคนี้ นี่ถ้าบอกว่าคนที่พูดเป็นพอล เขาคงเชื่อสนิทใจ ไม่คิดว่าจะมาเจอคนอื่นต่อว่าในเชิงเดียวกันกับพอลแบบนี้ แต่ก็ช่างเถอะ เขาไม่อยากจะไปต่อว่าเอาเรื่องกับเด็กที่ยังไม่โต

                “นี่ลงมาเถอะน่า เดี๋ยวพลาดตกลงมา จะขาหักจริงๆนะ”

                วิรุจน์พยายามกล่อมเด็ก เขามองจากรูปร่างของเด็กผู้ชายที่อยู่ด้านบนแล้วก็รับรู้ได้ถึงรูปร่างที่ดูสูงโปร่ง

                “ทำไมฉันจะต้องทำตามคำสั่งของแกด้วย”

                “เพราะฉันไม่อยากเห็นเด็กร้องไห้เพราะขาหักน่ะสิ”

                “หุบปาก!!!

                เด็กชายตะโกนใส่อย่างดุดัน วิรุจน์พรูลมหายใจ แล้วยกมือเกาหัวแกรกๆ

                “เฮ้อที่ไม่ยอมลงมา เพราะว่าขึ้นไปแล้วลงไม่ได้ใช่ไหม”

                “ว่าไงนะ!!!

                วิรุจน์ยกมือเท้าเอวทั้งสองข้าง แล้วเอียงหัวไปมาช้าๆ

                “เข้าใจแล้วๆๆ เพราะลงมาไม่ได้นี่เอง น่าสงสารจังเลยน้า เดี๋ยวคุณอาจะไปตามคนมาช่วยแล้วกัน”

                เขาพูดเองเสร็จสรรพ แล้วหมุนกายจะเดินไปตามคนมาช่วย แต่ทว่าเสียงของเด็กหนุ่มก็ทำให้วิรุจน์ต้องหยุดชะงัก

                “ถ้าแกไป ฉันจะฆ่าแกให้ตายเลย”

                “หว่ากลัวใจจะขาดเลยนะเนี่ย”

                วิรุจน์หันมาพูดด้วยน้ำเสียงที่เย้าหยอก เขายักไหล่น้อยๆ แล้วเคลื่อนเข้าไปใกล้

                “แล้วขึ้นไปได้ยังไงล่ะเนี่ย รีบลงมาเถอะน่า”

                “ไม่!!!

                “เฮ้อ นายรู้ใช่ไหมว่าวันนี้เป็นวันเกิดของลูกชายเจ้าของบ้าน แล้วนายขึ้นมานั่งเล่นบนหลังคาแบบนี้ มันดูไม่ให้เกียรติเลย”

                “อย่ามายุ่งกับฉัน! จะไปไหนก็ไปเลยไป!

                “ดื้อจังเลยแฮะ สงสัยต้องไปตามคนมาช่วยจริงๆล่ะน้าเจ้าหนู”

                วิรุจน์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เตรียมตัวจะเดินไปตามคนมาช่วย แต่ทว่าในขณะที่ก้าวเดินไปได้เพียงแค่สองก้าวเท่านั้น ร่างของเขาก็ต้องล้มลงจนหน้าแทบทิ่มไปกับพื้นหญ้า

                “โอย”

                ชายหนุ่มร้องโอดโอย  แล้วค่อยๆพลิกกาย แต่เพียงครู่ดวงตาก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อสิ่งที่คร่อมร่างของเขาอยู่ตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์

                “สะ สิงโต!

                อุ้งเท้าใหญ่ กระแทกวางเข้าที่แผ่นอก ร่างกายใหญ่โตขยับอ้าปากพูด

                “อ่อนแอชะมัด แค่นี้ก็เหงื่อตกซะแล้ว”

                “อึก เจ้าหนูเหรอ”

                เพราะเสียงที่หลุดออกมาจากปากของสิงโตหนุ่มนั้น คือเสียงของเด็กผู้ชายที่สนทนากับเขา

                “อยากตายมากใช่ไหมถึงเรียกฉันแบบนั้น!

                ไม่พูดเปล่า แต่สัตว์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าป่ายังคำรามเสียงดังจนน่ากลัว ทำท่าจะก้มลงมางับกัดวิรุจน์ที่กำลังนอนตกใจอยู่ที่พื้นหญ้า

                “หยุดนะ ลีโอ!!!

                เสียงทุ้มอย่างเกรี้ยวกราดนั้นทำให้สิงโตตัวใหญ่ต้องหยุดชะงัก วิรุจน์หันไปมองตามเสียงก็พบร่างของคนที่เขาคุ้นเคยซึ่งกำลังยืนมองด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดา

                “พอล

 

               

               

 

               100%

ฝากเพจด้วยจ้า https://www.facebook.com/akikoneko17fiction/

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}