I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 15] เริ่มต้น (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 15] เริ่มต้น (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2563 00:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 15] เริ่มต้น (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 15  

เริ่มต้น 

ระหว่างที่กำลังนั่งรถไปโรงพยาบาลต้าเฉียงนึกขึ้นได้ว่าต้องโทรบอกความคืบหน้าของเรื่องราวต่างๆ แก่ลูกชายคนโต ดังนั้น ชายหนุ่มจึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาลูกชาย ทันทีที่อีกฝ่ายกดรับ คนเป็นพ่อก็ไม่รอช้าสอบถามอาการของอีกฝ่ายทันที

“ลูกเป็นยังไงบ้าง”

(ก็ดีครับ...แล้วที่นั่นเป็นยังไงบ้าง เกิดเรื่องอะไรขึ้น) ซื่อหนานถามอย่างเป็นกังวล ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลคนท้องก็ไม่เคยหลับสนิทได้สักวัน เพราะเขารู้ข่าวจากหมอนนทภพว่าตะวันกล้าเองก็เข้าโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุรถชน

“น้องไม่เป็นอะไรมาก แค่รอยฟกช้ำนิดหน่อย เพียงแต่...”

ซื่อหนานไม่พูดอะไร เพียงรอฟังเงียบๆ อย่างใจจดใจจ่อ เพราะเขาสังหรณ์ใจไม่ดีเรื่องบางอย่างอยู่แล้ว จึงเอาแต่พูดย้ำปลอบตัวเองว่าคงไม่มีอะไรเลวร้าย

“มีเรื่องแปลกๆ นิดหน่อย”

(เรื่องแปลกอะไร พ่อรีบพูดมาเลย ไม่ต้องเกริ่นแล้ว)

“เต๋อหัวกับตะวันกล้า เขารู้จักกันมาก่อน”

(รู้จัก? รู้จักกันมาก่อนยังไง) ซื่อหนานถามเสียงสูง ร่างโปร่งผุดลุกขึ้นนั่งบนโซฟาอย่างกระตือรือร้น (ตะวันน่ะหรอมันจะรู้จักกับเต๋อหัว ไม่มีทาง)

“ใช่ ตะวันไม่ได้รู้จักเต๋อหัว แต่เป็นเต๋อหัวรู้จักตะวัน”

(ว่าแล้วเชียว)

“ว่าแล้วเชียวอะไร ลูกรู้มาก่อน? ” ไม่สิ จากที่คุยกับนิคกี้ล่าสุด เหมือนว่าซื่อหนานเองก็บอกให้นิคกี้สืบเรื่องนี้เหมือนกัน

(ไม่เชิงว่ารู้แค่สะกิดใจตอนตะวันโทรมาหาล่าสุด ประโยคที่เต๋อหัวใช้พูดกับตะวันกล้ามันแปลกๆ เฮอะ กะจะไปหลอกเขา กลายเป็นว่าเขาเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น...) เต๋อหัวหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง วางแผนมาซะดิบดีไอ้คนที่จะหลอก รู้มาตั้งแต่ต้น แถมยังหลอกกลับ ทำตัวเหมือนไม่รู้ แต่ความจริงกำลังซ้อนแผนพวกเขาอยู่ แล้วแบบนี้จะทำยังไงต่อ (ผมให้นิคกี้สืบเรื่องเต๋อหัว แต่ไม่คิดว่ายังไม่ทันสืบ พ่อก็รู้เรื่องแล้ว)

“เขาสารภาพกับพ่อเอง...”

(สารภาพ? )

“ตะวันถูกรถชนเพราะเขา”

(นั่นมันต้องแน่อยู่แล้ว พรรคของเราไม่เคยไปล่วงเกินใครก่อน จะมีก็แต่เต๋อหัวที่บีบบังคับคนอื่นมากเกินไป ไหนจะเรื่องที่ตะวันนั่งรถมันกลับ แล้วจะให้คิดเป็นอื่นได้ยังไงว่าไม่ใช่เพราะมัน! ) ถึงตัวเขาจะอยู่ที่นี่ สมองเขาจะอยู่ที่นี่ แต่ซื่อหนานไม่ได้ทิ้งลายมังกรไว้ที่ฮ่องกง เขานำมันไปด้วยทุกที่เพราะเขาเป็นมังกรมาตั้งแต่เกิดสังหรณ์ สันนิษฐาน ความรู้สึกฉับไว ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เขาถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กอย่างหนักหน่วง ต่อให้ห่างหายจากมันมา ก็ใช่ว่าจะลืมสัญชาตญาณเหล่านี้หมด ยิ่งมาท้องด้วยแล้วอารมณ์ความรู้สึกยิ่งสัมผัสเฉียบไวกว่าเมื่อก่อนมาก วันที่คุยกับตะวันเรื่องเต๋อหัวที่พูดถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา ไหนจะเรื่องที่เต๋อหัวเคยพูดกับเขาแปลกๆ แต่เขาไม่เคยใส่ใจ ซื่อหนานก็เอะใจรีบติดต่อหานิคกี้ทันที...แล้วมันก็เป็นอย่างที่เขาสังหรณ์ใจไว้ไม่มีผิด

(แล้วนี่เต๋อหัวสารภาพอะไรกับพ่อ มันคิดจะทำอะไร! ) ที่สำคัญมันรู้เรื่องที่เขาท้องหรือเปล่า? แต่...มาถึงขนาดนี้แล้วมันไม่รู้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว บางทีมันอาจจะรู้มาตั้งแต่แรกก็ได้ พอคิดได้แบบนี้ซื่อหนานกำหมอนในมือแน่นจนสั่น

“เขาอยากจะดูแลตะวัน...ไม่รู้สิ พ่อเองก็ให้นิคกี้สืบเรื่องนี้ให้ละเอียด คงได้แต่รอเขาส่งข่าวยืนยัน”

(ดูแล? )

“ใช่...เขา...เขาน่าจะชอบตะวันมานาน”

(.....ดี....ก็ดีเหมือนกัน พ่อก็ใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองกับมันเลย เอาให้มันทรมานเลยนะ ยิ่งขัดขวางได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี! ) เอาให้มันสาสมกับสิ่งที่มันทำกับเขา

ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็ชะงัก เพราะสิ่งที่ซื่อหนานหวังมันไม่ใช่สิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้วน่ะสิ “ซื่อหนาน พ่อใช้จุดนี้เป็นข้อต่อรองแล้ว เพียงแต่...ใช้มันแลกกับการออกจากสภาหลงยิหวา”

(ว่าไงนะ!? นี่พ่อบ้าแล้วหรอ! ) ซื่อหนานลุกขึ้นยืน ตะคอกถามเสียงดังอย่างหัวเสีย นนทภพที่กำลังทำของว่างอยู่ในครัวลอบมองเข้าไปในห้องรับแขกอย่างเป็นห่วง ซื่อหนานกำลังโกรธเรื่องอะไร ถึงแม้สงสัยแต่หมอหนุ่มรู้ตัวดีว่าไม่ควรเข้าไปแทรกบทสนทนาในตอนนี้

“มันเป็นเป้าหมายที่ตกลงกันไว้แล้ว”

(ไม่! มันเป็นเป้าหมายของพ่อ ความต้องการของพ่อแค่คนเดียว! ) เขาไม่อยากจะออกจากวงการนี้ เขายังมีเป้าหมายของตัวเองที่อยากจะทำให้สำเร็จ

“ฟังนะซื่อหนาน ลูกไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเต๋อหัวหรอก และตอนนี้สภามังกรหลงยิหวาก็กำลังเกิดการแย่งชิงภายในกัน แม้คนมองมาคลื่นลมคล้ายสงบราบเรียบ แต่ความจริงแล้วพายุกำลังก่อตัวในไม่ช้า”

(นั่นแหละคือความต้องการของผม ผมจะไปลงสนามด้วย เพื่อแย่งชิงตำแหน่งนั้นมา! ตำแหน่งที่ควรจะเป็นของผม! )

“หยุดดื้อดึงเสียที! ซื่อหนาน...บัลลังก์นั่นมันไม่มีอยู่จริง! ป่านนี้มันอาจจะตกเป็นของพวกแผ่นดินใหญ่ไปแล้วก็ได้ใครจะไปรู้! ”

(พ่อพูดบ้าอะไร เรากับคนพวกนั้นไม่ยุ่งเกี่ยวกันอยู่แล้วไม่ใช่หรอ)

“เต๋อหัวทำงานให้พวกเขา! นิคกี้บอกกับพ่อว่าเต๋อหัวทำงานร่วมกันกับพวกเขา เลยทำให้ข้อมูลที่พยายามสืบค้นยุ่งยากกว่าคนปกติธรรมดาทั่วไป เพราะพวกนั้นช่วยเขาปกปิดข้อมูลส่วนตัว..."

(.....) ซื่อหนานชะงักครุ่นคิดว่าควรจะเอาไงต่อดี

“ซื่อหนาน วัตถุ อำนาจ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ลูกอย่าได้ใฝ่หามันอีกเลย” ลูกชายเขาช่างยึดติดกับอะไรพวกนี้เสียจริง เฮ้อ แต่คงจะโทษลูกของเขาเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวเขาด้วยที่ตัดสินใจผิดให้พ่อของเขาเลี้ยงซื่อหนาน

(พ่อเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นๆ ในสภาสิ พ่อ! ถ้าบอกละก็พวกนั้นจะต้องหาทางล้มเต๋อหัวได้แน่)

“ทำอย่างนั้นไม่ได้! ”

(ทำไมจะทำไม่ได้! )

“เพราะมีสิทธิ์เป็นไปได้ว่าเต๋อหัวจะเป็นพี่ชายของฮั้นตี้! ”

(....!! ) ซื่อหนานยืนตัวแข็งทื่อ คำพูดของพ่อเหมือนไม้ที่ฟาดเข้าเต็มแรงที่หัว มันตื้อตัน และมีเสียงวิ้งๆ อยู่ข้างในกะโหลก พอพ่อพูดแบบนี้แล้ว ซื่อหนานก็สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคอนโดนั้นได้ ที่แท้....มันไม่ใช่แผนของฮั้นตี้ แต่มันเป็นแผนของเต๋อหัว พวกมันจงใจ! พวกมันรวมหัวกัน! วางยาเขา แล้วจับส่งให้ไอ้ลูกสุนัขตระกูลเทียน! เพราะพวกมันเป็นพี่น้องกัน ซื่อหนานโกรธจนตาแดง โกรธมากจนเส้นเลือดขึ้นตรงขมับ หมอนนท์เดินมาเห็นร่างโปร่ง ท่าทางเคร่งเครียด น่ากลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ จึงรีบเดินถือถาดของว่างไปวางลงบนโต๊ะ...

“แล้วพวกเขาก็สัญญาแล้วด้วยว่าลูกกับตะวันจะไม่มีทางเป็นอันตราย...เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ใหญ่มาก และคนในสภาอาจจะไม่พอใจเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงตอนนั้นคนที่จะถูกโจมตีก็คือพวกเราที่กำลังจะออกจากสภา! ” การมีเกราะคุ้มกันย่อมดีกว่า ภายภาคหน้าเหตุการณ์สงบพวกเขาจะลอบหนีออกมาก็ยังไม่สาย ตอนนี้ควรเอาตัวเองให้รอด

(โอ้ย...) ซื่อหนานรู้สึกปวดหน่วงที่ท้องจึงเผลอร้องออกมา ส่วนนนทภพก็รีบเข้าไปประคองแล้วแย่งโทรศัพท์มาคุย พร้อมกับบอกให้ซื่อหนานนอนนิ่งๆ อย่าขยับ

“ซื่อหนาน ซื่อหนานเป็นอะไร ซื่อหนาน...”

(ซื่อหนานเขาเครียดครับคุณต้าเฉียง...ผมคิดว่ายังไงช่วงนี้ทางนั้นควรจะงดส่งข่าวสักระยะ ซื่อหนาน เขา...ค่อนข้างอารมณ์แปรปรวนมาก ผมไม่อยากให้เขาได้รับความกระทบกระเทือนมากไปกว่านี้)

“ได้ ได้ ฉันจะทำ ฝากหมอด้วย ฝากหมอดูแลเขาให้ดี”

(ครับ ผมจะดูแลเขาให้ดี...)

ติ๊ด!

วางสายจากนนทภพเสร็จต้าเฉียงก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักใจ การที่ลูกชายยึดติดในบัลลังก์มังกรมากขนาดนี้ มันเกิดขึ้นก็เพราะเขาทั้งนั้น แต่ต่อให้ซื่อหนานอยากจะได้มันมากเพียงไร ก็ใช่ว่ามันจะตกเป็นของซื่อหนานโดยง่าย คนที่ขึ้นไปเหยียบตรงจุดนั้นได้จะต้องเป็นคนที่ทุกคนยอมรับด้วย แล้วใครเขาจะยอมรับซื่อหนานกันหากรู้ว่าเจ้าตัวกำลังตั้งครรภ์ หรือเคยมีลูกมาก่อน

“ท่านครับ ถึงโรงพยาบาลแล้วครับ”

ต้าเฉียงพยักหน้าให้ซือซื่อ จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ ก่อนจะจัดชุดสูทของตัวเองแล้วลงจากรถทันทีที่ซือซื่อลงไปเปิดประตูรถให้เขา...

ทางซื่อหนาน หลังจากที่ควบคุมตัวเองให้กลับมาสงบได้ดังเดิม ร่างโปร่งก็นั่งนิ่งที่โซฟาอย่างคนหมดอาลัยตายอยากจนนนทภพต้องเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“ซื่อหนาน หากคุณมีเรื่องไม่สบายใจอะไร คุณระบายกับผมได้เลยนะ...”

ดวงตาดำขลับกลิ้งไปมองหมอหนุ่มที่คอยดูแลอาการของเขาแล้วรู้สึกถึงก้อนขมๆ ในคอขึ้นมา สภาพของเขามันคงจะน่าสมเพชมาก น่าสมเพชถึงขั้นต้องมานั่งปรับทุกข์กับใครไม่รู้ ไหนจะต้องมาคอยอุ้มท้องให้ศัตรู นี่มันเรื่องบ้าอะไร เขามาทำอะไรอยู่ที่นี่ ทำเพื่อใคร ในเมื่อไม่มีใครทำเพื่อความต้องการของเขาเลยสักคน

“ไม่มีอะไร”

“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย”

“ฉันอยากพัก...”

“ดะ...ได้สิ เดี๋ยวผมพาคุณไป” หมอนนทภพพยุงซื่อหนานเดินขึ้นไปนอนพักผ่อนบนห้อง หลังจากร่างโปร่งนอนบนเตียง ร่างสูงก็ผุดลุกขึ้นหยิบผ้าห่มขึ้นมาห่มให้ซื่อหนานจนถึงอก

“ออกไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียวได้”

นนทภพพยักหน้าก่อนจะออกจากห้องคุณหมอหนุ่มมองซื่อหนานด้วยความเป็นห่วงครู่หนึ่ง จากนั้นค่อยเดินออกจากห้องและปิดประตูให้ร่างโปร่งอย่างไม่สบายใจ

พอนนทภพออกไปจากห้อง ซื่อหนานที่กำลังนอนตะแคงข้างมองไปนอกหน้าต่างก็หวนคิดถึงวันที่เขาถูกฮั้นตี้ปู้ยี้ปู้ยำแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบโน๊ตบุ๊คออกมาพิมพ์หาข้อมูลที่จะช่วยจบเรื่องบ้าๆ พวกนี้ให้เขาได้ และหลังจากไล่สายตาอ่านซื่อหนานกแสดงสีหน้าพึงพอใจออกมาแล้วลูบไปที่ท้องตัวเอง

“พวกแกผิดเองที่เลือกมาเกิดในท้องฉัน” ซื่อหนานพึมพำแล้วก้มลงมองท้องตัวเอง “เราคงมีวาสนาต่อกันแค่นี้” เพราะฉันจะไม่มีวันให้ลูกศัตรูมาขวางทางฉันเป็นอันขาด ในเมื่อไม่มีใครช่วยเขา งานนี้ไม่ว่ายังไงเขาก็จะช่วยตัวเอง

 

................................ 

ตะวันกล้าไม่รอให้ตัวเองงงงวยไปมากกว่านี้ ทันทีที่ร่างสูงของเต๋อหัวเดินออกไปจากห้อง ตะวันกล้าก็เอ่ยปากถามคนเป็นพ่อทันที

“พ่อ...”

“เต๋อหัวเขาดูแลลูกดีหรือเปล่า” แต่ยังไม่ทันพูดจบประโยคได้แค่เอ่ยเรียก พ่อของเขาดันถามแทรกขึ้นมาก่อน

ตะวันกล้าได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น แล้วหวนคิดถึงสิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้า “ดีครับ” ตะวันกล้าตอบเสียงแผ่ว ต้าเฉียงมองหน้าลูกชายแล้วระบายยิ้มพึงพอใจออกมา

“ดีแล้ว”

ตะวันกล้าเห็นสีหน้าของพ่อก็ยิ่งงุนงงอย่างหนัก “พ่อ...นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น จริงหรือเปล่าที่เต๋อหัวบอกกับพ่อว่าเขาสารภาพเรื่องเขากับซื่อหนานแล้ว”

ต้าเฉียงมองลูกชายอย่างไร้คำพูดชั่วขณะหนึ่ง พอเห็นพ่อไม่พูดอะไร คนเป็นลูกก็พูดต่อ “แล้วพ่อรู้ไหมว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กัน ไหนซื่อหนานเขาบอกว่าไม่ได้ชอบเต๋อหัวแล้วทำไมถึงมีสัมพันธ์กันได้ ตกลงเรื่องนี้มันยังไงกันแน่ ผมจะโทรถามซื่อหนานหลายรอบ แต่เต๋อหัวก็อยู่ในห้องตลอดเลยไม่มีโอกาสได้โทร”

ต้าเฉียงฝืนยิ้มให้ลูกชาย “ช่วงนี้เราคงติดต่อซื่อหนานไม่ได้สักพัก เห็นหมอนนท์บอกว่าเขาดูเครียดๆ กับข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ เลยห้ามไม่ให้เราส่งข่าวในช่วงนี้”

ตะวันกล้าพยักหน้า แต่ได้ยินอย่างนั้นก็ว้าวุ่นใจ “ผมเกิดอุบัติเหตุแบบนี้ ซื่อหนานไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”

“แค่เป็นลมเพราะเพลียน่ะ แต่ดีที่คนสวนอยู่แถวนั้นช่วยไว้ได้ทัน ตัวเลยไม่ทันกระแทกพื้น”

คุณหมอหนุ่มในคราบมาเฟียถอนหายใจโล่งอก ถึงจะโทรถามซื่อหนานไม่ได้ แต่ดูจากท่าทางของพ่อแล้วน่าจะรู้อะไรมากกว่าซื่อหนาน ตะวันกล้าจึงเอ่ยปากถามพ่ออีกครั้ง

“สรุปเรื่องที่เกิดขึ้นนี่มันยังไงกันแน่ พ่อพอจะรู้เรื่องหรือเปล่า”

คนเป็นพ่อมีสีหน้าจนใจอย่างเห็นได้ชัด “ตะวัน...วันนี้ทิศทางลมแปรเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยนตาม....” ว่ากันตามตรงแล้วความลับของพวกเขาถูกเต๋อหัวรับรู้ทั้งหมด หากอีกฝ่ายไม่มีใจให้ตะวันกล้า ป่านนี้พวกเขาคงจะถูกฆ่ากลบฝังดินไปแล้ว

ตะวันกล้าไม่เข้าใจที่พ่อพูดอย่างหนัก “พ่อหมายความว่าไง”

“หมายความว่า...เต๋อหัวกับซื่อหนาน เขาไม่ได้มีอะไรกัน แต่เป็นลูกต่างหาก”

“เป็นผม!! ” ได้ไง?

เป็นเขาได้ไง!? ตะวันกล้าสับสนมึนงง สมองหยุดประมวลผลไปชั่วขณะหนึ่ง ทะ...ทำไม...เดี๋ยวนะ...เดี๋ยว หากเต๋อหัวรู้ถึงการมีอยู่ของเขา เต๋อหัวก็ต้องรู้น่ะสิว่าตระกูลหลงมีลูกชายฝาแฝด! “พ่อ...งั้น...งั้นเขาก็รู้น่ะสิว่ามีซื่อหนานสองคน ไม่ๆ ซื่อหนานเขามีฝาแฝด”

ต้าเฉียงพยักหน้า “ไม่รู้ว่าเป็นลูกได้ไง แต่พ่อคิดว่าเรื่องนี้คงมีแต่ลูกเท่านั้นที่ตอบได้...ลูกเคยรู้จักเต๋อหัว เคยเห็นเขามาก่อนหน้านี้หรือเปล่า เขาถึงได้รู้จักกับลูกได้”

ตะวันกล้าส่ายหัว เต๋อหัวเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างหน้าตาโดดเด่น รูปร่างสูงแกร่งเหมือนนักกีฬาและนายแบบบนนิตยสารชื่อดังของอเมริกา ถ้าเคยเห็นเขาก็ต้องจำได้สิ แต่นี่เขาจำอีกฝ่ายไม่ได้เลยสักกะติ๊ดเดียว

“ช่างเถอะ เรื่องนี้เราค่อยสืบทีหลัง….”

ตะวันกล้างุนงงไปหมด ไฉนเรื่องราวถึงบานปลายเอนเอียงกลายเป็นแบบนี้ได้ เต๋อหัวรู้จักเขางั้นหรือ รู้จักได้ยังไงกัน อีกอย่างทำไมประธานสภารู้เรื่องนี้แล้วกลับวางเฉยไม่เปิดเผยเรื่องนี้แก่พรรคอื่นๆ แล้วเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้เอาไว้แทน

“ทำไมเขาไม่บอกคนอื่น? ”

“ตะวัน...คนที่เขาอยากมีสัมพันธ์ด้วยคือลูก ไม่ใช่ซื่อหนาน” ต้าเฉียงย้ำอีกครั้งดูเหมือนลูกชายจะลืมประเด็นนี้ไป

ตะวันกล้ายิ่งงงจัด “อยากมีสัมพันธ์ด้วย? ผมเนี่ยนะ.....” พลันตะวันกล้าก็ชะงักกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกถึงบทสนทนาที่ผ่านๆ มากับเต๋อหัว นี่เขา....ที่พูดน่ะหมายถึงเขาไม่ใช่ซื่อหนานงั้นหรอ...

ทั้งอุ้มเขา เช็ดตัว หาน้ำให้ดื่ม การกระทำเหล่านี้ล้วนทำเพื่อเขา?

“ตะวัน...พ่อไม่รู้ว่าเขารู้จักลูกมานานเท่าไหร่ แต่ที่รู้ๆ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทำแล้วมันกระทบถึงซื่อหนาน ลูกเข้าใจที่พ่อจะบอกไหม”

พอเห็นลูกชายมีสีหน้าคล้ายจะเอนเอียงไปฝ่ายนั้นคนเป็นพ่อก็เกิดอาการร้อนรุ่มขึ้นมา ลูกชายคนนี้เขาเฝ้าอุตสาห์หลบซ่อนไว้เป็นอย่างดี เขาเติมโตภายใต้แสงสว่างของกลางวัน แต่ต้องถูกลากเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะความต้องการบ้าๆ ของเต๋อหัว หากซื่อหนานไม่ได้ท้องแล้วมันมาขอเขาอย่างตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อวาน อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมตกลงให้มัน! พอคิดมาถึงจุดนี้ ต้าเฉียงก็เข้าใจในบัดดล อาจเป็นเพราะเต๋อหัวก็คงจะรู้ถึงข้อนี้ดีเลยต้องใช้แผนมากมายในการดึงลูกชายคนนี้ของเขามา...ต้าเฉียงคิดมาถึงจุดนี้ก็ยิ่งฉุนเฉียวไม่พอใจอยู่ลึกๆ ตอนนี้พวกเขาเหมือนหนูติดจั่นไม่มีผิด!

ตะวันกล้าดึงตัวเองออกมาจากความซาบซึ้งใจ เขายอมรับว่าเขารู้สึกหวั่นไหวยามใกล้ชิดกับอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะสิ้นสติถึงขั้นเอนเอียง ซาบซึ้งไปกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้...เพราะนั่นมันไม่สามารถลบล้างกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำไว้กับพี่ชายเขาได้เลย

ถึงยังไงครอบครัวก็ต้องมาก่อนอยู่ดี

“ผมเข้าใจดีครับ เพียงแต่ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะทำถึงขนาดนี้เพื่อผม ผมเนี่ยนะพ่อ” เขายังงงๆ ไม่อยากจะเชื่ออยู่เลย มันเป็นไปได้ยังไง หรือเขาจะแสร้งเล่นละครตบตาพวกเขากันนะ ตะวันกล้าไม่ไว้ใจและเริ่มหวาดระแวงปนกลัวขึ้นมาไม่ได้

“ใช่...เขายืนยันกับพ่อเองว่าเป็นตะวัน เพียงแต่ยังมีอีกเรื่องที่ลูกควรรู้”

“เรื่องอะไรหรอครับ” ยังมีเรื่องที่ชวนช็อคมากกว่านี้อีกหรอ ขอละ ขออย่าพีคไปมากกว่านี้เลย

“เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันหรือมีหลักฐานที่แน่นอน แต่พ่อมั่นใจและปักใจเชื่อไปแล้วว่าฮั้นตี้กับเต๋อหัวอาจจะเป็นพี่น้องกัน”

“อะไรนะ! ถ้าอย่างนั้น...เด็กในท้องของซื่อหนานก็เป็น....”

ต้าเฉียงพยักหน้า “เป็นหลานของเขา”

นี่มัน...ยิ่งกว่าพีคอีก!

ตะวันกล้านิ่งอึ้งไม่คิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเช่นนี้ แล้ว...พวกเขาควรจะทำยังไงต่อไปดี เพื่อให้เรื่องราวบ้าๆ นี่จบลงโดยที่พวกเขาไม่ได้อันตรายหรือมีผลเสียตามมา

“แล้วเราควรจะทำยังไงต่อไปครับพ่อ”

“พ่อตัดสินใจทำตามข้อแลกเปลี่ยนของเต๋อหัว เขาอยากให้ลูกไปอยู่กับเขาในช่วงนี้ เพราะคนในพรรคกำลังเพ่งเล็งเขา และลูก อีกอย่างหลายๆ คนก็เข้าใจว่าลูกกับเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พลอยทำให้ลูกติดร่างแหไปด้วย แล้วพ่อก็เรียกร้องไปด้วยว่าเมื่อไหร่ที่เรื่องนี้จบ เขาจัดการคนที่พุ่งชนรถของลูกได้เมื่อไหร่ เขาจะต้องปล่อยเราออกจากที่นี่”

“ดีเหมือนกัน เราจะได้ไม่ต้องทำอะไรลับๆ ล่อๆ ตอนที่เกิดเรื่องที่คาสิโนเหนือฟ้า ถ้าอาเพ่ยไม่ยิงพ่อ ป่านนี้เราคงถูกจับได้แล้ว” อาเพ่ยเป็นสายสืบและนักฆ่าลับของพ่อ น้อยครั้งที่เขาจะเผยตัวออกมาจากเงามืด วันนั้นพวกเขาวางแผนให้อาเพ่ยเข้าไปในคาสิโนเพื่อสืบหาตรามังกร แต่ดันถูกคนพบเข้าจึงต้องใช้แผนสำรองก่อความวุ่นวายและยิงพ่อเข้าที่ไหล่เพื่อปกปิดความผิดของพวกเขา และสร้างบิดเบียดให้คนอื่นๆ เข้าใจว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“แต่เขาให้เราไปตัวเปล่าๆ พร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น” ตะวันกล้ามองพ่อเห็นถึงความกังวลของพ่อเจ้าตัวก็ยกยิ้ม

“พ่อไม่ต้องห่วง แค่พ่อกับซื่อหนานออกมาอย่างปลอดภัยได้ก็พอ ต่อให้เขาไม่ให้เงินพ่อเลย แต่เงินของผมสามารถเลี้ยงพ่อกับซื่อหนานได้สบายๆ อยู่แล้ว”

คนเป็นพ่อได้ยินอย่างนั้นก็ยกยิ้มพึงใจ เรื่องเงินๆ ทองๆ เขาไม่ห่วงเลย เขาเพียงแค่เสียดายสิ่งที่บรรพบุรุษพึงสร้างมาเท่านั้น แล้วก็ห่วงเรื่อง...

“ตะวัน...”

“ครับ? ”

“เรื่องของเต๋อหัว พ่อ...” เขาไม่อยากให้ตะวันกล้ามอบใจให้เต๋อหัว ทว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะบังคับได้ ถ้าเขาพูดออกไปแล้วลูกชายเกิดรู้สึกกับเต๋อหัวขึ้นจริง จะกลายเป็นลูกเขานี่แหละที่ทรมานกับคำสั่งห้ามของเขา เอาเถอะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าจะอยู่ก็คงอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน เขาเชื่อว่าไม่ถึงสองเดือนเต๋อหัวต้องจัดการเรื่องนี้ได้เรียบร้อย ถึงเวลานั้นเขาจะปล่อยให้ตะวันกล้าตัดสินใจเอาเอง และเขาจะเคารพการตัดสินใจของลูก

“มีอะไรครับ”

“เปล่า ไม่มีอะไร แค่คิดว่าทำอย่างที่ลูกจะทำเถอะ เพราะพ่อได้ตัดสินใจแทนลูกไปแล้วหนึ่ง”

ตะวันกล้าพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่พ่อพยายามจะสื่อ ตัวเขาเองก็คงจะไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดกับพ่อได้ว่าเขารู้สึกอะไรกับเต๋อหัวไหม การที่ต้องไปอยู่ใกล้ชิดกันระยะหนึ่งมันอาจจะไม่สามารถตอบได้สักทีเดียว และ...ต่อให้เขารู้สึกดีๆ กับอีกฝ่ายขึ้นจริงก็ไม่รู้ว่าเขาจะกล้าพอหรือเปล่า ขณะที่กำลังคิดสับสนในหัว จู่ๆ เสียงโวยวายหหน้าห้องก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของซูเหมย เต๋อหัว และห่านกงกง รวมถึงซือซื่อที่เดินหน้าหงิกไม่สบอารมณ์เข้ามาในห้อง

“ผมพยายามห้ามพวกเขาไม่ให้เข้ามาแล้วครับ แต่คุณหนูซูเหมยไม่ยอมท่าเดียว” ซือซื่อรายงานต้าเฉียง ต้าเฉียงพยักหน้ารับไม่ว่าอะไร จากนั้นก็มองไปที่ผู้มาใหม่ พอเห็นห่านกงกงที่ยืนหน้าไร้อารมณ์อยู่ด้านหลังหลานสาว เขาจึงลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้อาวุโสกว่า

ห่านกงกงพยักหน้าให้ต้าเฉียง เหลือบตามองหลานสาวจับจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อคนป่วยจึงพูดขึ้น

“ขอโทษอาเฉียงที่หลานสาวผมทำเสียมารยาท” เรื่องนี้ไม่ว่าคิดไปคิดมาอย่างไรพวกเขาก็เป็นฝ่ายผิดที่บุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต

“เสียมารยาท? เราเสียมารยาทตรงไหนกันคะลุงสี่ มันต่างหากที่เสียมารยาท และไร้ยางอาย! ” ซูเหมยโวยวายเสียงแหลม ชี้นิ้วไปที่ซื่อหนานอย่างเดือดดาล ตั้งแต่เต๋อหัวยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับมัน เขาก็ไม่เห็นหัวเธอถึงขั้นส่งใบหย่ามาให้เธอเซ็นต์พร้อมกับเงิน 10 ล้านเหรียญดอลลาร์ฮ่องกงให้เธอ แต่เงินแค่นั้นมันจะไปพอยาไส้อะไร ใช้ไม่ถึงปีเงินมันก็หมดแล้ว แบบนี้จะไม่ให้เธอหัวเสียได้ยังไง

ตะวันกล้าถูกชี้หน้าต่อว่าไม่เพียงไม่พูดอะไร ร่างโปร่งกลับจ้องไปเต๋อหัวนิ่งๆ บ่งบอกทางสายตาว่าเรื่องนี้ควรเป็นเต๋อหัวจัดการไม่ใช่เขา

เต๋อหัวเห็นสายตาตะวันกล้าก็พ่นลมออกทางจมูกแล้วพูดกับซูเหมย “เลิกโวยวายได้แล้วซูเหมย มีอะไรก็กลับไปคุยกันที่บ้าน” ซูเหมยมองเต๋อหัวอย่างเดือดดาล ใบหน้าสวยขึ้นสีแดง ดวงตาโกรธขึงราวกับมีไฟลุกท่วมข้างใน

“กลับไปคุย? กลับไปให้คุณหย่ากับฉันได้สบายๆ น่ะหรอ ไม่ละ! ถ้าจะคุยก็คุยกันตรงนี้ ต่อหน้ามันและพ่อของมันนี่แหละ”

“ซูเหมย! เสียมารยาทมากเกินไปแล้ว! ” ห่านกงกงตวาดลั่น เขาคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้หลานสาว แต่ไม่คิดเลยว่าจะซูเหมยจะทำเรื่องบ้าๆ ลับหลังเต๋อหัวเสียเยอะ คราวนี้ต่อให้เขาอยากช่วยเท่าไหร่ก็คงช่วยไม่ได้ เพราะวีรกรรมของเธอเรียกได้ว่าเปิดหอโคมเขียวชายบำเรอได้เลยทีเดียว ถึงจะบอกเหตุผลว่าทำแบบนี้เป็นเพราะเต๋อหัวไม่ยอมมีอะไรกับเธอ แต่การเป็นศรีภรรยาต้องมีน้ำอดน้ำทน เอาใจใส่สามี และเชื่อฟังไม่นานเต๋อหัวต้องใจอ่อนแน่ เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ชายคนไหน พวกเขาล้วนแพ้ให้กับการเอาใจใส่ของภรรยา ทว่า ซูเหมยไม่เพียงไม่ทำมัน เจ้าหล่อนยังเชิดหน้า เฉิดฉายเข้าห้างช็อปปิ้งได้ทั้งวัน ราวกับว่าการเป็นภรรยาของประธานสภามีแค่นั้น...

ทำตำแหน่งนายหญิงด่างพล้อยถึงเพียงนี้แล้วเขาจะช่วยอะไรหลานสาวได้อีก

“ลุงสี่ ที่ซูเหมยมาที่นี่ก็มาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง มันถูกต้องแล้วหรอ ถูกต้องแล้วหรอที่เต๋อหัวจะเลิกกับซูเหมยเพราะไปแอบคบชู้กับมัน! ”

ต้าเฉียงขมวดคิ้วไม่ชอบใจที่ซูเหมยใช้คำพูดไม่ดี ชายวัยกลางคนเหลือบมองไปทางเต๋อหัวหวังเร่งให้ร่างสูงรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบเสียที ผู้หญิงคนนี้ไม่ว่าใครต่างก็รู้นิสัยของเจ้าหล่อนมันเป็นยังไง ถึงไม่มีใครให้ความสำคัญเท่าที่ควร

“พวกเราไม่ได้แอบคบชู้กัน มีแต่เธอนั่นแหละที่มีชู้ซูเหมย หรือเธออยากให้ฉันเอาหลักฐานมากาง! ”

“เอาเลยสิ! เอาเลย! คิดว่าฉันกลัว? ไม่เลย ฉันไม่กลัว! เพราะงานนี้ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่หย่า! ฉันไม่ยอมให้คุณกับมันอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขหรอก! ” ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด! เกิดหย่ากับเต๋อหัวไม่เพียงแต่ขายหน้าคนอื่น เพื่อนของเธอหรือแม้แต่ศัตรูของเธอต่างก็รอหัวเราะเยาะเธอ แล้วจะให้เธอทนถูกคนพวกนั้นหัวเราะเยาะได้ยังไง เรื่องนี้เธอนอนคิดทั้งคืน คิดแล้วถึงได้ถ่ายรูปใบหย่าส่งให้เต๋อหัวแล้วฉีกมันทิ้งอย่างไม่ใยดี

ห่านกงกงยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วได้แต่ส่ายหัว ซูเหมยทำไม่ถูก แบบนี้ยิ่งทำให้เต๋อหัวจัดการเรื่องของเธอได้ง่ายขึ้น คราวนี้ต่อให้เธอไม่อยากตัดความสัมพันธ์ก็ไม่สามารถทำได้ ห่านกงกงส่ายหน้า พลางคิดว่าเสียเวลาที่สั่งสอนซูเหมยมาเสียดิบดี เจ้าหล่อนไม่เพียงไม่จำบทเรียนที่เขาสอนไม่พอ ยังลืมสิ้นแม้กิริยาที่ควรมี

เต๋อหัวมองหน้าซูเหมยนิ่งคาดเดาไม่ออกว่าชายหนุ่มจะทำอะไร จนกระทั่งเอ่ยปากออกมา “ดี...ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อหย่าดีๆ ไม่ชอบก็คงต้องฟ้องหย่า”

ซูเหมยได้ยินอย่างนั้นก็หน้าเสีย ส่วนตะวันกล้าพูดอะไรไม่ออก แม้อยากขัดค้านความคิดของเต๋อหัวด้วยกลัวว่าชื่อเสียงของซื่อหนานจะเสื่อมเสีย แต่เวลาเช่นนี้ขืนเขาพูดไปก็มีแต่กระตุ้นให้ซูเหมยโกรธมากขึ้นเท่านั้น

“เต๋อหัว! ลุงสี่ ดูสิคะ ดูที่เต๋อหัวทำกับหนูสิ”

“ห่านกงกง เรื่องนี้ผมคิดถี่ถ้วนแล้ว อย่าได้ห้ามผมอีกเลย ห่านกงกงก็เห็นแล้วว่าซูเหมย ทำเรื่องงามหน้ามากแค่ไหน เธอทำเรื่องไว้มากมายให้ผมตามเช็ดตามล้างมาหลายปี วันนี้ผมสุดจะทนแล้ว ขอให้ห่านกงกงเห็นใจผมด้วย”

“เห็นใจอะไร! คนที่ลุงสี่ควรจะเห็นใจเป็นฉันไม่ใช่คุณ! ผู้ชายอะไร! อย่างกับท่อนไม้วันๆ ทำได้อยู่แค่เดียว ฉันจะเอาใจเข้าหน่อยก็เดินหนี คุณทำตัวห่างเหินกับฉันจนฉันท้อ แล้วจะให้ฉันทำยังไง! ” ซูเหมยระบายความคับแค้นใจบ้าง หญิงสาวน้ำตาคลอหันไปขอความยุติธรรมกับห่านกงกง “ลุงสี่ ช่วยฉันด้วยนะคะ เรื่องนี้ยังไงฉันก็ไม่ยอม”

“ฉันปฏิเสธเธอเพราะวันๆ ตัวเธอมีแต่กลิ่นเหล้าเหม็น ภรรยาที่ดีควรจะตื่นเช้า แต่เธอกลับตื่นสาย พอตกบ่ายก็ออกไปเที่ยวเล่น กลับมาดึกดื่นสภาพเมามายดูไม่ได้ จะให้ฉันทนเธอได้ยังไงกัน”

“เต๋อหัว! ” ที่แท้...ที่แท้เขาเป็นผู้ชายแบบนี้! ผู้ชายที่ชอบแฉผู้หญิงคนหนึ่ง! เขามันคนสารเลวเกินอภัย “คุณทำเกินไปแล้วนะ เอาแต่เรื่องไม่ดีของฉันมาพูดต่อหน้ามันได้ยังไง เรื่องดีๆ ของฉันมีมากมาย แต่คุณเอาแต่พูดเรื่องไม่ดีของฉัน ต้องการให้ฉันอับอายต่อหน้ามันใช่ไหม สารเลว! คนสารเลว! ” ซูเหมยวิ่งเข้าไปใช้กำปั้นทุบอกเต๋อหัวระรัว ตะวันกล้ามองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดหัวจวนจะอาเจียน นี่มันอะไรกันเนี่ย ทำไมเขาจะต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ด้วย แม้เกิดคำถามแต่คุณหมอไม่ได้ลุกเดินออกไป เพียงนั่งมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้านิ่งๆ อย่างข่มอารมณ์ พลางภาวนาให้เต๋อหัวพาเจ้าหล่อนออกไปเสียที พูดกันทีคนอื่นได้ยินไปสามห้องแปดห้องได้มั้ง

“หยุดได้แล้วซูเหมย! ” เต๋อหัวผลักหญิงสาวให้ออกห่างเบาๆ แต่มันก็แรงมากมายให้ซูเหมย ผงะถอยหลัง

ซูเหมยถลึงตาใส่เต๋อหัวอย่างไม่เชื่อสายตา...

เขากล้าผลักเธอ!

ได้...ต้องการแบบนี้ใช่ไหม....ซูเหมยเปลี่ยนเป้าหมาย เปลี่ยนจากเต๋อหัวมุ่งตรงไปที่ซื่อหนาน มือเรียวขาวทาเล็บสีแทงฉานอีกนิดเดียวก็จะข่วนถูกใบหน้าของซื่อหนาน แต่ซื่อหนานเอนตัวไปด้านหลังหลบได้ทันฉิวเฉียน ส่วนซูเหมยถูกห่านกงกงและเต๋อหัววิ่งเข้าไปดึงตัวหล่อนออกมาได้ทัน ส่วนซือซื่อและต้าเฉียงก็รีบเข้ามากั้นไม่ให้หญิงสาวตรงเข้ามาใกล้ตะวันกล้าได้อีก

“ปล่อย! ปล่อยฉัน! ปล่อย! ”

“พอได้แล้วซูเหมย เลิกทำกิริยาน่าอายได้แล้ว! ...” ห่านกงกงตวาดหลานสาวด้วยความไม่พอใจ ซูเหมยได้ยินลุงสี่ที่เธอเคารพตวาดก็ชะงักหยุดโวยวาย มองหน้าลุงสี่อย่างเสียใจ ห่านกงกงปล่อยตัวหญิงสาวแล้วพูดเสียงเรียบ “หย่ากับเต๋อหัวแล้วกลับไปอยู่บ้านกับแม่อย่างสงบ…”

“ลุงสี่~”

“ทำตามที่ฉันบอก” ห่านกงกงย้ำกับหลานสาวจากนั้นก็หันไปล่ำลาของโทษต้าเฉียง ก่อนจะดึงแขนซูเหมยให้ออกไปด้วยกัน ซูเหมยแม้ไม่ยินยอม แต่ดูเหมือนลุงสี่จะโมโหเธอมาก เธอจึงไม่กล้าพูดอะไร จวบจนพวกเธอขึ้นรถมาได้ลุงสี่ถึงได้เอ่ยปากพูดกับเธอ

“ทำบ้าอะไรของเธอ ขาดความยั้งคิด ถ้าเธอทำซื่อหนานเจ็บละก็ ชีวิตเธอก็จะไม่เหลือ”

“ลุงสี่พูดอะไร ชีวิตฉันจะจบสิ้นได้ยังไง ในเมื่อฉันมีลุงสี่อยู่”

“ซูเหมย มีฉันแล้วยังไง เต๋อหัวเองก็ใช่ว่าจะไม่มีอำนาจ ชีวิตนี้ของเธอได้แต่งงานกับเขานับว่ามีวาสนาสูงแล้ว มาวันนี้ต่อให้เธอไม่อยากหย่าก็ต้องหย่าถ้ามีกิริยาแบบนี้”

“ลุงสี่! ”

“หย่าแล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เพื่อนๆ ต้องหัวเราะเยาะฉันแน่”

“โดนหัวเราะเยาะยังดีกว่าไม่มีชีวิตอยู่ สายของฉันสืบมาได้ว่าเขาจะจัดการเธอขั้นเด็ดขาด เข้าใจที่ฉันจะบอกหรือเปล่า”

“อะ..อะไรนะ เขาจะฆ่าฉันเลยหรอ” ซูเหมยหน้าซีดเผือดทันตาเห็น หญิงสาวไม่พูดไม่เพียงอะไรอีกยอมตามลุงสี่กลับบ้านแต่โดยดี พร้อมกับเซ็นใบหย่าให้เต๋อหัวอย่างรวดเร็ว

งานนี้แม้เต๋อหัวจะเสียดายที่ไม่ได้จัดการซูเหมยดังใจหวัง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีมากที่เขาได้หย่ากับเธอเร็วกว่าที่คิด

หลังจากเกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้นในวันนั้น ตะวันกล้าได้กลับมานอนบ้านแค่สองวันก็ต้องย้ายไปอยู่กับเต๋อหัวที่บ้าน แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่หลายเรื่อง แต่ตะวันกล้ายังไม่อยากถามเต๋อหัวเท่าไหร่ ว่ากันตามตรงตั้งแต่เรื่องที่โรงพยาบาลคราวนั้นเขาก็ยังไม่ได้คุยกับเต๋อหัวเลย จวบจนกระทั่งมาอยู่ที่บ้านของเต๋อหัวแล้วเขากำลังจะเดินลงมาหาอะไรกินที่ห้องครัว วันทั้งวันเขาก็ยังไม่เจอเต๋อหัวแต่ดันมาแจ็กพอตแตกเจอกับใครบางคนที่เขาไม่คาดคิดแทน

“ไง ขาก็เดินได้ปกติดีนี่”

ตะวันกล้าชะงักเลิกคิ้วมองคนที่ไม่คิดว่าจะเจอที่นี่อย่างแปลกใจ เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วคงไม่มีอะไรจะต้องปิดบังกันสินะ

ตะวันกล้าไม่ตอบฮั้นตี้แต่เลี่ยงเดินไปที่ครัวแทน ฮั้นตี้ไม่ยอมลดละเดินตามเข้ามาแล้วนั่งลงที่เก้าอี้หน้าเคาท์เตอร์

“นายดูไม่แปลกใจที่เห็นฉันที่นี่”

“เต๋อหัวคงจะเดาได้ว่าพวกเรารู้เกี่ยวกับพวกนายแล้ว” ตะวันกล้าตอบกลับนิ่งๆ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นหาวัตถุดิบในการทำอาหาร โชคดีที่ในตู้เย็นมีของสดอยู่มากมาย ทำให้ตะวันกล้ามีสีหน้าสดใสขึ้นมาบ้าง ร่างโปร่งก้มตัวลงหยิบเนื้อสเต็ก มันฝรั่ง บล็อกโครี่ และแครอทออกมาวางบนโต๊ะ

“อาฮะ งั้นนายก็รู้ด้วยสิว่าฉันกับซื่อหนาน...”

“เฮอะๆ แล้วยังไง ต่อให้นายเป็นพ่อของหลานฉันจริง ก็ใช่ว่าพวกเราจะยอมรับนาย เพราะเมื่อไหร่ที่เรื่องนี้จบลง ครอบครัวของฉันกับนายก็จะไม่เกี่ยวข้องกันอีก” ตะวันกล้าเงยหน้าขึ้นตอบ

ฮั้นตี้ได้ยินอย่างนั้นก็ผิวปากอย่างอารมณ์ดี “นายอย่ามองโลกในแง่ดีหน่อยเลย” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เต๋อหัววางแผนมาดิบดีแบบนี้อย่างหวังว่าเขาจะปล่อยนายไป ฮั้นตี้คิดต่อในใจ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปดูว่าตะวันกล้าทำอะไร

“ที่นี่พ่อครัว ทำไมนายไม่ใช้”

ตะวันกล้ารู้สึกรำคาญฮั้นตี้ขึ้นมาหน่อยๆ แล้วจึงหมุนตัวหันไปพูดกับฮั้นตี้ด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “ที่นี่ไม่ใช่บ้านนาย แล้วทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ละ”

ฮั้นตี้ยังไม่ทันจะตอบคำถาม เสียงทุ้มเข้มของเต๋อหัวกลับแทรกขึ้นมา “ทำอะไร” ฮั้นตี้และตะวันกล้าหันไปมองยังที่มาของเสียง พอเห็นเต๋อหัวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ฮั้นตี้เลยเดินผละจากตะวันกล้าตรงเข้าไปหาเต๋อหัว

“เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย คุยเป็นการส่วนตัว” ฮั้นตี้ย้ำ เต๋อหัวเหลือบตามองตะวันกล้าแวบหนึ่งจากนั้นก็พยักหน้า แต่ก่อนจะเดินตามฮั้นตี้ เต๋อหัวหันไปมองตะวันกล้า...

“ทำเผื่อด้วย”

“......” ตะวันกล้าอ้าปากจะปฏิเสธ แต่เต๋อหัวก็เดินตามฮั้นตี้ออกไปก่อนแล้ว ทำเผื่ออะไรเล่า เขาไม่ใช่พ่อครัวสักหน่อย ตะวันกล้าคิดอย่างหงุดหงิดก่อนจะหมุนตัวเดินไปหยิบกล่องเนื้อสเต็กมาเพิ่มอีกกล่อง

พอเดินเข้ามาในห้องทำงานฮั้นตี้ก็พูดขึ้นทันที “เรื่องบนเรือคาสิโนเมื่อสามปีก่อน เป็นฝีมือแกใช่ไหม”

เต๋อหัวไม่ตอบในทันที ร่างสูงกดล็อกประตูแล้วเดินไปนั่งไขว้ห้างบนโซฟา “ใช่” เต๋อหัวยอมรับตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เพราะคิดไว้ว่ายังไงสักวันฮั้นตี้ก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดีต่อให้คิมสันไม่บอกก็ตาม

ฮั้นตี้คิ้วกระตุก “แกทำแบบนี้ได้ยังไง เห็นฉันเป็นหนูทดลองงั้นหรอ!?! ” หนุ่มพยัคฆ์ปรี๊ดแตกขีดสุด ย่างสามขุมเข้าไปใกล้คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายก่อนจะคว้าเอาบรั่นดีบนโต๊ะขึ้นมาปาใส่ผนังจนน้ำสาดกระเซ็น แก้วแตกกระจุย แต่คนเป็นเจ้าของกลับนั่งมองนิ่งๆ โดยไม่ว่าอะไร ปล่อยให้ฮั้นตี้ระบายความโกรธไป เพราะเขารู้ว่าเจ้าตัวต้องไม่พอใจ แต่ตอนนั้นคนตระกูลโจวอยากได้คนที่ไว้ใจได้ทดลองยา และฮั้นตี้ก็เป็นหนึ่งในคนสนิทของเขา คนตระกูลโจวเลยเลือกเขา และให้เขาเลือกใครอีกคนมาเป็นตัวทดลองด้วย ตอนนั้นนึกออกแค่ซื่อหนาน ที่เขาเคยพูดขู่และยื่นข้อเสนอว่าจะจบเรื่องลอบฆ่าถ้าซื่อหนานทำตามที่เขาต้องการ...ทุกอย่างมันก็เลยเหมาะเจาะ แทนที่เขาจะเป็นคนทำอะไรๆ ซื่อหนานอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ตอนอยู่บนเรือ เลยกลายเป็นฮั้นตี้ทำทุกอย่างแทนเขาแทน...

“พวกตระกูลโจวอยากได้คนทดลองยาตัวใหม่ แล้วฉันก็เห็นว่านายสนใจซื่อหนาน ทุกอย่างเหมาะเจาะ เลยเลือกให้นายกับซื่อหนานเป็นหนูทดลองในตอนนั้น แต่ไม่คิดว่ายาจะแรงมากจนทำให้พวกนายจำไม่ได้เลยว่าเคยมีอะไรกัน” ตื่นเช้ามาเขานึกว่าซื่อหนานจะโกรธเคืองฮั้นตี้ตามเข้าไปฆ่าอีกฝ่ายที่ห้อง แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าตัวเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนทำเรื่องทั้งหมดเสียเอง เต๋อหัวจึงไม่ปล่อยอีกฝ่ายเลยตามเลย ไม่คิดอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เขาที่เป็นคนทำ

“แสดงว่ามึงกับซื่อหนานก็ไม่เคยมีอะไรกัน”

“ใช่...ไม่เคย” เต๋อหัวย้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับเสริมอีกว่า “เป็นนายคนเดียวมาตั้งแต่ต้น แต่ซื่อหนานเข้าใจผิดเองว่าเป็นฉัน ส่วนนายก็ลืมไปว่าเคยมีอะไรกับเขา”

ฮั้นตี้คิดอะไรไม่ออก แม้แต่คำด่าก็คิดไม่ออก ได้แต่สบถออกมาคำหนึ่ง “ไอ้เลวเอ้ย! ”

“ทุกอย่างเป็นใจให้นาย มันก็ดีต่อนายแล้วไม่ใช่? จะมาโมโหฉันทำไม”

ฮั้นตี้ได้ยินแบบนี้ก็ยิ่งโกรธ แต่ก็พูดอะไรไม่ออก ทุกอย่างมันดูเข้าทางเต๋อหัว และเหมาะเจาะสำหรับเขาจริง คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้นอกจากเต๋อหัวแล้วก็มีเขา แล้วเขาจะเถียงอะไรมันได้อีก ไหนจะเรื่องที่มันแก้แค้นหวงตี้ได้เพราะเรื่องนี้ด้วย

“มีเรื่องแค่นี้ใช่ไหมที่อยากจะคุยกับฉัน? กลับไปได้แล้วไป” เต๋อหัวพูดจบก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินออกจากห้อง

“ไม่...ฉันจะกินข้าวเที่ยงที่นี่” ฮั้นตี้บอกเสียงกร้าวก่อนจะกระแทกตัวเดินออกจากห้องไปอย่างหงุดหงิด จะด่ามันเลวก็เหมือนด่าตัวเองกลายๆ เพราะเรื่องนี้เขาเองก็มีส่วนร่วมด้วย ถึงจะจำไม่ได้ว่าเคยเข้าร่วม แต่ไอ้ความพึงพอใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในใจของเขาก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำฮั้นตี้ด่าเต๋อหัวไม่ออกเหมือนกัน หนำซ้ำยังรู้สึกโล่งใจอยู่เล็กๆ ที่เต๋อหัวกับซื่อหนานไม่ได้มีอะไรกัน อ่า....ความรู้สึกมากมายจริงๆ เพราะการมีเซ็กส์ในครั้งนั้น เขาจะไม่ได้เลยสักนิดเดียว อื้ม จะว่าไป เขามีอะไรกับซื่อหนานในครั้งนั้นแล้วทำไมซื่อหนานไม่ท้องตั้งแต่ตอนนั้นละ

“อะไร? ”

“ทำไมซื่อหนานถึงไม่ท้องตั้งแต่ตอนนั้น”

เต๋อหัวกำลังจะตอบแต่เหลือบเห็นเงาร่างของตะวันกล้าเดินหน้ามุ่ยขึ้นมาซะก่อนเลยไม่ได้พูด แต่เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหาร่างโปร่งที่บันได ทิ้งให้ฮั้นตี้ได้แต่มองตาปริบๆ

สรุป...ฮั้นตี้ก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม แต่ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าบางทีอาจเป็นเต๋อหัว คิมสัน ไม่ก็เอียนที่สวมใส่ถุงยางอนามัยให้เขาในตอนนั้น...ร่างสูงของคุณชายพยัคฆ์สรุปเรื่องราวในใจเสร็จสรรพก็มุ่งมั่นเดินลงไปขัดขวางบรรยากาศของเต๋อหัวและตะวันกล้าในห้องอาหารต่ออย่างชื่นมื่น

20 นาทีต่อมา

ตะวันกล้ามองสองพี่น้องกำลังนั่งกินสเต็กที่เขาทำด้วยความรู้สึกไร้คำบรรยาย ก่อนหน้านี้เป็นศัตรูกันแทบเป็นแทบตาย มาวันนี้กลับลงเอยด้วยการนั่งกินข้าวด้วยกัน อะไรมันไม่แน่ไม่นอนจริงๆ เพียงแต่ที่พวกเขาขึ้นไปคุยกันบนห้องน่ะ จะใช่เรื่องซื่อหนานหรือเปล่านะ ตะวันกล้าเหลือบมองฮั้นตี้ที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสงสัย ต้องใช่แน่

บรรยากาศบนโต๊ะต่างคนต่างกินกันเงียบเชียบ ตะวันกล้านั่งกินสเต็กในจานตัวเองมองสำรวจชายทั้งสองคนไปพลาง พวกเขาเป็นพี่น้องที่ไม่มีหน้าตาส่วนไหนคล้ายกันเลย ไม่เหมือนกันเลยสักนิด สิ่งที่มีเหมือนกันก็แค่สีตาเท่านั้น ถ้านิคกี้เขาไม่โทรถามนิคกี้ช่วงที่กลับไปเตรียมตัวที่บ้าน ก็คงจะไม่สังเกต เพราะน้อยนักที่จะสังเกตเห็นจริงๆ น่าสงสัย ในเมื่อพวกเขาเป็นพี่น้องกัน แต่อยู่กันคนละสภา จะเป็นไปได้ยังไงที่พวกเขาจะเป็นศัตรูกัน หากเปลี่ยนเป็นเขา เขาคงใช้โอกาสนี้ในการรวมทั้งสองสภาเข้าด้วยกันเสียเลย กินรวบสองทางย่อมดีกว่ากินทางเดียวแน่ ไม่แน่ว่าพวกเขาก็คงคิดแผนนี้อยู่เหมือนกัน นิคกี้และโลเปซบอกกับเขา ซึ่งตะวันกล้าก็เห็นด้วยมากๆ

ขณะที่ตะวันกล้านั่งเหม่อ ฮั้นตี้รีบกินสเต๊กอย่างเร่งรีบ ส่วนเต๋อหัวก็เอาแต่มองพ่อครัวจำเป็นนิ่งๆ จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของฮั้นตี้ก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องอาหารโดยพลัน

ฮั้นตี้เห็นว่าคนที่โทรมาคือคิมสันจึงกดรับ แต่ยังไม่ทันกรอกเสียงผ่านปลายสาย ฝ่ายนั้นก็พูดเรื่องน่าตกใจขึ้นมาก่อน

“อะไรนะ!? นายขวางเอาไว้เลยคิมสัน”

(ขวางไว้บ้าอะไร จะให้ฉันบุกเข้าไปในบ้าน? บอดิการ์ดมีตั้งหลายคนนะเว้ย)

“ทำยังไงก็ได้ให้ซื่อหนานหยุดทำเรื่องบ้าๆ นั่น”

ตะวันกล้าได้ยินชื่อพี่ชายตัวเองก็วางช้อนและมีดลงบนจานมองฮั้นตี้อย่างแปลกใจปนสงสัย ซื่อหนานจะทำเรื่องบ้าๆ อะไร?

(โอเคๆ ฉันจะลองดู นายก็รีบมาละ)

ติ๊ด!

ฮั้นตี้ผุดลุกยืน ตะวันกล้าลุกยืนตาม ถามฮั้นตี้เสียงดัง “เกิดอะไรขึ้นกับซื่อหนาน”

“เขาจะทำแท้ง! ” ฮั้นตี้พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องอาหารพร้อมกับบอกให้คนเตรียมเครื่องบินส่วนตัวให้ด่วนที่สุด

ตะวันกล้าได้ยินฮั้นตี้พูดแบบนั้นก็หมุนตัวเดินไปที่ห้องรับแขกหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดเบอร์โทรออกหานนทภพเพื่อบอกเรื่องซื่อหนาน ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่อยากให้พี่ชายทำแท้ง...เด็กสองคนนั้น...เด็กสองคนนั้นเขาเคยขอพี่ไว้แล้วและซื่อหนานก็สัญญาแล้วไม่ใช่หรอ ทำไม ทำไมถึงจะทำแท้งอีก...ไม่สิ ที่ซื่อหนานตัดสินใจแบบนี้อาจเป็นเพราะเรื่องของเต๋อหัวและฮั้นตี้... ตะวันกล้าหยุดความคิดฟุ้งซ่านลงเมื่อปลายสายกดรับ จากนั้นก็รัวเสียงบอกข่าวทันที

“พี่หมอ พี่อยู่ไหน รีบกลับบ้านเลยนะ ซื่อหนานกำลังจะทำแท้ง ใช่...ไม่ต้องรู้หรอกว่าผมรู้มาจากไหน แต่พี่ต้องรีบกลับบ้าน รีบกลับเดี๋ยวนี้”

ติ๊ด!

หลังวางสาย ตะวันกล้าหมุนตัวหันไปสบตากับเต๋อหัวด้วยใจว้าวุ่นปนขุ่นมัว เขาอดโทษอีกฝ่ายไม่ได้ที่ทำให้พี่ชายเขาเป็นแบบนี้ ไม่สิ...คนที่เขาควรโทษมากที่สุด อาจจะเป็นตัวเขาเอง....

เขาที่เป็นหนึ่งในคนที่หลอกซื่อหนานเอาไว้....

 

==========================

เราบอกแล้วเต๋อหัวนางแผนเยอะ เดี๋ยวเราจะเริ่มไต่ระดับขึ้นสู่ความพีคเรื่อยๆกันค่ะ 

สรุปแล้วเต๋อหัวกับซื่อหนานไม่เคยมีอะไรกัน เรื่องนี้คงต้องขอบคุณตระกูลโจว ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลของแผ่นดินใหญ่เรื่องนี้มีเกริ่นๆไว้ให้ทุกคนได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันไปแล้วบ้าง ซึ่งในฉบับเดิม ไม่มีใครรู้ว่าตระกูลที่ช่วยเต๋อหัวคือใครมาวันนี้รีไรท์ใหม่เราจะได้รู้จักตระกูลโจวกันมากขึ้น บวกกับถ้ามีเวลาว่างมากๆ จากโปรเจ็คนิยายอื่นๆ หรือจบเครือข่ายครอบครัวของดวงตะวันกับมังกรเมื่อไหร่เราอาจจะได้ทำความรู้จักเรื่องราวแปลกประหลาดของห้าตระกูลสูงสุดของแผ่นดินใหญ่กันค่ะ^^ อ๊ะๆๆ ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีของแถมนะเออ เลื่อนไปอ่านตอนที่ 16 แล้วคลิกอ่านตอนพิเศษกัน! 

#ดวงตะวันกับมังกร

ติดตามข่าวสารได้ที่>>ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น