akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 15 ฝากเตือน

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 15 ฝากเตือน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 41.3k

ความคิดเห็น : 135

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2559 20:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 15 ฝากเตือน
แบบอักษร

15

ฝากเตือน

 

            ปัง

                ประตูห้องผู้ป่วยฉุกเฉินเปิดออก พร้อมกับร่างสูงโปร่งที่เดินออกมาด้วยชุดกาวน์ผ่าตัด ดวงตาคมสวยภายใต้กรอบแว่นตาหันไปมองญาติของคนไข้ที่กรูเข้ามาหาเขา

                “ปลอดภัยแล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วง”

                “ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”

                หญิงวัยกลางคนได้แต่กล่าวขอบคุณ เธอได้แต่ดีใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ภูมินทร์เองก็เช่นนั้น วันนี้มีเคสผ่าตัดด่วน เพราะเด็กวัยรุ่นมัธยมปลายขับมอเตอร์ไซด์แล้วเฉี่ยวกับรถยนต์ในกลางดึก ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่เขาเข้าเวรพอดี จึงมีแพทย์มาผ่าตัดด่วนได้ทันเวลา

                ชายหนุ่มเดินเลี่ยงกลับไปยังห้องของตัวเอง เขาทำความสะอาดชำระร่างกายที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค ก่อนจะเดินออกมาจากห้องน้ำโดยเปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว

                วันนี้เขาตั้งใจว่าคงได้นอนพักที่นี่ เพราะคงขับรถกลับบ้านไม่ไหว ภูมินทร์หยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน สายเรียกเข้าที่เขาไม่ได้รับ คือพี่ชายคนกลางที่โทรมา

                “พี่รุจน์?

                ค่อนข้างแปลกใจที่พี่ชายซึ่งเพิ่งเดินทางไปต่างประเทศไม่กี่วันก็โทรกลับมาหาเขาเสียอย่างนั้น คิดว่าเป็นเพราะคิดถึงจนทนไม่ไหวก็คงจะไม่ใช่ เพราะวิรุจน์ไม่ใช่ผู้ชายติดน้อง แต่ถ้าติดหลานก็ว่าไปอีกอย่าง

                ชายหนุ่มโทรกลับไปหาพี่ชาย เพียงไม่ทานก็ได้ยินเสียงตอบรับกลับมา

                [หาว…]

                คำทักทายแรกของวิรุจน์กลับเป็นเสียงหาวเสียอย่างนั้น น้องชายคนเล็กได้แต่ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย พลางหย่อนกายนั่งลงที่ปลายเตียงขนาดพอดีหนึ่งคนนอน

                “พี่รุจน์โทรมา มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                [ทำไมเพิ่งมาโทรกลับเอาตอนนี้ล่ะ ที่ไทยคงจะดึกมากแล้ว]

                “ครับ ที่นิวยอร์กก็น่าจะบ่ายแล้วนี่ครับ ทำไมพี่รุจน์ถึงได้หาวล่ะครับ”

                [คนมันนอนไม่พอนี่นา แต่ช่างเถอะ  แล้วอยู่ที่บ้านหรือเปล่า]

                “เปล่าครับ ตอนนี้ผมอยู่โรงพยาบาล คืนนี้ก็กะว่าจะนอนที่นี่ครับ”

                [อ่อ อย่างนั้นเหรอ แล้วไทกะกับโทระเป็นยังไงบ้าง ได้ไปเล่นกับเด็กๆบ้างหรือเปล่า]

                “ครับ ก็เด็กๆน่ารักดีครับ แต่แอบซนนิดหน่อย ชอบงับมือผมเล่นครับ”

                [อ่า น่ารักจังเลยน้า อยากจะกลับไปหาเด็กๆใจแทบขาดแล้วเนี่ย]

                เสียงบ่นครวญครางของพี่ชายทำให้ภูมินทร์คลี่ยิ้ม เขาจึงเอ่ยถามต่อ

                “แล้วที่นั่นเป็นยังไงบ้างครับ พี่รุจน์พักที่ไหนครับ”

                [พักบ้านพอลน่ะ]

                “แล้วเขาดูแลพี่ดีหรือเปล่าครับ”

                [ดูแลดี….]

                วิรุจน์กรอกเสียงไปพร้อมกับรอยยิ้ม เผลอเติมประโยคต่อให้ในใจ

                ดีทั้งคืน จนระบมไปทั้งร่างเลยเนี่ย!...

                “ดีแล้วล่ะครับ แล้วตกลงว่าพี่รุจน์มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่าครับ”

                [ถ้าไม่ใช่ธุระด่วน แล้วพี่โทรหาไม่ได้เหรอ]

                ชายหนุ่มหยอกเย้าน้องชาย ภูมินทร์รีบส่ายหน้าไปมาทันที เพราะกลัวว่าพี่ชายจะคิดมากเกินไป

                “ไม่ใช่ครับ ผมไม่เคยคิดแบบนั้น”

                [อืม พี่ล้อเล่นน่ะ  พี่มีเรื่องอยากจะคุยกับภูนิดหน่อย]

                “เรื่องอะไรเหรอครับ”

                พอรับรู้ถึงน้ำเสียงที่เคร่งเครียดของพี่ชาย ภูมินทร์ก็เริ่มที่จะไม่สบายใจ เขาไม่อยากจะคิดว่าพี่ชายเขาล้อเล่น ถึงแม้ท่าทางและบุคลิกของวิรุจน์จะโอนเอนไปทางนั้นก็ตามที

                [นายจำเด็กที่ลักพาตัวไทกะไปได้ไหม]

                ใบหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มผุดขึ้นในสมองของชายหนุ่ม เขาถามพี่ชายด้วยความแปลกใจ

                “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                [ตอนแรกพี่ก็ตั้งใจว่าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้นายรู้หรอกนะ เพราะไม่อยากให้นายเดือดร้อนไปด้วย แต่ตอนนี้พี่อยู่ที่นี่ คงช่วยเหลือพวกเขาไม่ได้ พี่ไม่รู้ว่านายจะเห็นด้วยกับพี่หรือเปล่า]

                “จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเด็กพวกนั้นเหรอครับ ในเมื่อพี่ใหญ่กับคุณพอลเองก็ไมได้เอาเรื่องเด็กพวกนั้นแล้ว ตอนนี้พวกเราก็ต่างคนต่างอยู่”

                [ก็ใช่ แต่ว่าคินไม่ได้คิดแบบนั้นน่ะสิ พี่ไม่รู้ว่าตอนนี้คินคิดจะทำอะไรบ้าง พี่ไม่อยากให้คินเดือดร้อน รวมถึงเด็กพวกนั้นด้วย]

                “แล้วพวกเราควรจะทำยังไงดีครับ”

                ภูมินทร์เองก็มีความคิดไม่ต่างจากพี่ชาย ถึงแม้เด็กพวกนั้นจะเคยทำผิด แต่เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว และเขาก็คิดว่าคนพวกนั้นคงไม่ได้ย้อนกลับมาลักพาตัวหลานของพวกเขาอีก แต่ถ้าทำอีกจริงๆ ในครั้งต่อไปเขาก็ไม่คิดห้ามความตั้งใจของพี่ใหญ่ที่จะจัดการลงโทษตามความผิด

                [พี่เชื่อว่าเด็กพวกนั้นคงไม่ใช่คนโง่ อย่างน้อยถ้ารู้ว่ากำลังมีคนตามล่า ก็น่าจะระวัง แล้วก็ปลอดภัยมากขึ้น]

                “เข้าใจแล้วครับ แล้วผมจะไปเตือนพวกเขา”

                [ขอบใจนะภู]

                เหมือนว่าวิรุจน์โล่งใจไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด ถึงเด็กพวกนั้นจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวของเขา แต่เขาก็ไม่อยากให้เพื่อนเขาต้องไปทำร้ายใคร

                ภูมินทร์วางสายจากพี่ชาย แล้วเอนกายนอน เขานึกถึงหน้าของเด็กคนนั้นที่มองเขาด้วยสายตาที่มีแต่ความไม่พอใจ

                “ถ้าไปหา แล้วจะยอมฟังที่เราบอกไหมนะ”

                เขาระบายยิ้มอย่างเอ็นดู เพราะถึงยังไง เขาก็อายุมากกว่าเด็กคนนั้นตั้งหลายปี ก็หวังว่าถ้าไปเจอกันอีกครั้งคงไม่เจอท่าทางดุร้ายเหมือนสุนัขที่จ้องแต่จะอาละวาดหรอกนะ

               

-------+++++-------

 

                แต่ดูเหมือนว่าความหวังของภูมินทร์จะไม่สำฤทธิ์ผลเหมือนที่ใจปรารถนา เพราะว่าทันทีที่เขาขับรถมาหยุดจอดอยู่ที่หน้าบ้านของริท และพยายามกดกริ่งเรียกเจ้าของบ้าน สิ่งที่ได้รับกลับคืน คือเจ้าของบ้านที่เดินออกมา พร้อมกับใบหน้าที่ไม่พอใจเมื่อเห็นแขกที่มาเยือน

                “นี่นาย!

                ริทไม่คิดจะเปิดประตูรั้วให้ วันนี้เขาไม่มีเรียน จึงอยู่ที่บ้าน เขาหรี่ตามองภูมินทร์

                “นายมาที่นี่อีกทำไม หรือว่าจะมาเรื่องฉัน”

                คนเด็กกว่ามองอย่างไม่เป็นมิตร ภูมินทร์เงยหน้ามองท้องฟ้า  ยกมือเช็ดเหงื่อที่ผุดตามใบหน้า

                “ข้างนอกอากาศร้อน ให้ฉันเข้าไปในบ้านได้ไหม”

                “ทำไมฉันต้องให้นายเข้าบ้านด้วย”

                “หรือว่านายกลัวฉันเหรอ ถึงไม่ให้เข้าบ้านน่ะ”

                “ห๊ะ! ใครกลัวนายกันเจ้าแว่น”

                “งั้นก็ให้เข้าไปสิ ถ้านายไม่ได้กลัวฉันจริงๆ”

                “นายคิดว่าฉันโง่ แล้วจะยอมให้นายเข้ามาหรือไง มีอะไรก็พูดมาเลย”

                ริทกอดอก หรี่ตามองภูมินทร์ ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน คุยกับเด็กคนนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว

                “นายจะปล่อยให้ฉันยืนเหงื่อแตก แล้วเป็นลมตรงนี้เลยเหรอ เฮ้อ ทำไมถึงได้ใจร้ายนักนะ”

                เขามองหน้าภูมินทร์ อากาศตอนกลางวันร้อนมาก ขืนปล่อยให้ยืนคุยกันนานๆ มีหวังว่าชายหนุ่มอาจจะเป็นลม ริทเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำที่ไม่สนใจอะไรเลย เขาถอนหายใจเล็กน้อย แล้วเปิดประตูรั้วเล็กให้ชายหนุ่มเดินเข้ามา

                “งั้นก็เข้ามา”

                “ขอบใจนะ”

                ริทไม่แม้แต่จะยิ้มรับคำขอบคุณ เขาเดินตรงเข้าไปในบ้าน ภูมินทร์เดินตามเข้าไป

                “นั่งรออยู่ตรงนี้ล่ะ  เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้”

                ถึงแม้จะไม่ชอบหน้า แต่ตามมารยาท เมื่อมีแขกมาถึงบ้านก็ต้องทำการต้อนรับ ไม่นานนักริทก็เดินกลับมาพร้อมกับน้ำเปล่าเย็นๆหนึ่งแก้ว เขาจะวางมันบนโต๊ะแต่ภูมินทร์เลื่อนมือไปรับ ทำให้มือสัมผัสกัน ริทตกใจ เผลอปล่อยแก้วน้ำจนตกแตก

                “นายจะยื่นมือมารับทำไม”

                “ฉันนึกว่านายจะยื่นให้ฉัน” 

                “ฮึ่ย เห็นไหมว่าแก้วมันแตกหมดแล้ว”ริทโวยวาย

                “เดี๋ยวฉันเก็บให้แล้วกัน”

                ภูมินทร์ก้มลงไปจะเก็บเศษแก้วน้ำ แต่ริทถอนหายใจอย่างไม่พอใจ เขาผลักร่างของภูมินทร์

                “ไม่ต้อง ฉันทำเอง นี่มันบ้านของฉัน”

                ริทไม่ชอบหน้าภูมินทร์ เขาย่อกายลงเก็บเศษแก้ว แต่เหมือนจะเพราะสะเพร่าทำให้แก้วบาดมือจนเลือดออก

                “โอ้ย”

                “จริงๆเลยนะนายเนี่ย เลือดออกแล้ว”

                คุณหมอตัวสูงเข้ามาดูมือเล็ก ริทขยับถอยหนี แต่ภูมินทร์ก็รั้งริทเอาไว้ไม่ยอมให้หนีไปได้ง่ายๆ

                “เดี๋ยวฉันจะทำแผลให้ รับรองว่าไม่เจ็บหรอก”

                “ทำตัวเป็นหมอเชียวนะ”ริทประชด

                “ก็ฉันเป็นหมอจริงๆ”

                ถ้ามองภายนอก บุคลิกของภูมินทร์ก็ดูเหมือนนายแพทญ์เป็นทุนเดิม  ริทถูกพาให้ไปนั่งเฉยๆ สุดท้ายเขาก็ต้องมายอมให้ภูมินทร์มาทำแผลให้จนได้ แต่ภูมินทร์ก็ทำแผลได้อย่างเบามือ จนเขาแทบไม่รู้สึกเจ็บ

                “ฉันไม่ขอบใจนายหรอกนะ”

                “รู้แล้วล่ะน่า”

คนแก่กว่ากล่าวยิ้มๆ พลางเก็บอุปกรณ์ลงกล่องปฐมพยาบาล

“นี่ตกลงมาบ้านฉันทำไม หรือว่ามาหาเรื่องกันจริงๆ”

“เฮ้อ หน้าตาฉันดูหาเรื่องมากเลยหรือไงกัน”

ภูมินทร์เหนื่อยหน่ายใจที่จะต้องเถียงกับเด็กดื้อ ริทเชิดหน้าใส่ เขาไม่ชอบภูมินทร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ฉันขอถามอะไรนายหน่อยสิ”

“อะไร”ริทสวนกลับทันที

“ช่วยนี้ นายรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตาม หรือว่ารู้สึกถึงอันตรายบ้างหรือเปล่า”

“ทำไม หรือว่านายจะบอกว่า นายจะกำลังส่งคนมาเก็บฉันอย่างนั้นเหรอ”

“ฉันแค่มาเตือนนายให้ระวังตัว”

“งั้นเหรอ ทำตัวเป็นพ่อพระใจดี คิดว่าฉันจะเชื่อหรือไง”

ริทหรี่ตามองอย่างไม่เชื่อใจ เพราะพวกเขาเคยเข้าไปลักพาตัวเด็กน้อยในตระกูลเสือโคร่งมาก่อน แล้วจะให้เชื่อว่าคุณอาที่แสนรักหลานจะมาเตือนคนที่ลักพาตัวหลานชายไป ใครจะไปเชื่อ ริทเบ้ปากใส่ผู้ใหญ่ที่เขาคิดว่า ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีความจริงใจ ถึงแม้ใบหน้าและท่าทางนั้นจะดูจริงจังมากแค่ไหนก็ตาม

“เป็นเด็กแท้ๆ ทำไมก้าวร้าวขนาดนี้”

คุณหมอหนุ่มบ่นพึมพำ แต่คนหูดีอย่างริทมีหรือจะไม่ได้ยิน เขาหันขวับไปจ้องชายหนุ่มตัวสูงทันที

“เพราะฉันเกลียดลูกแมวแบบนายไงล่ะ”

“ฉันไม่ใช่ลูกแมว”

“อ๋อ เหรอ”ริทยียวนกลับ

“นี่ถ้านายเป็นน้องฉัน ฉันจะตีให้ก้นลายเลย เอหรือว่าฉันจะจับนายตีก้นตอนนี้เลยดีไหม หมาน้อย”

ภูมินทร์แกล้งหยอกเย้า พลางขยับกายเข้าไปใกล้ริท เด็กหนุ่มถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ พร้อมกับขยับกายถอยหนี

“ไอ้หมอโรคจิต!

                “ว่ากันซะเสียหายเลยนะ เอาเถอะ ยังไงหน้าที่ฉันก็หมดแล้ว ฉันแค่มาเตือนนายเพราะว่าหวังดี ชีวิตนายกำลังไม่ปลอดภัย”

                “ที่ฉันไม่ปลอดภัย ก็เพราะว่าพวกนายนั่นแหละ หรือนายจะบอกว่าไม่ใช่พวกนายที่จะเข้ามาทำร้ายฉัน”

                “ฉันก็ไม่เถียงหรอก ว่าคนที่จะทำร้ายนายไม่ใช่พวกฉัน แต่ให้รู้เอาไว้ ว่าถึงแม้ฉันจะไม่พอใจที่นายลักพาตัวไทกะมา แต่ฉันก็ไม่เคยคิดที่อยากจะให้นายได้รับอันตรายเพราะความแค้น”

                “พูดให้ตาย ฉันก็ไม่เชื่อนายหรอก กลับไปได้แล้ว แล้วไม่ต้องมาที่นี่อีก ไม่ต้องมาห่วง ไม่ต้องมาสมเพชพวกฉันด้วย ถึงแม้พวกเราจะสู้พวกนายไม่ได้ในตอนนั้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต่อไปจะสู้ไม่ได้สักหน่อย”

                “ก็ได้ ในเมื่อพูดกันดีๆไม่รู้เรื่อง ฉันก็จะไม่มาเตือนนายอีก เพราะนายมันเป็นเด็กก้าวร้าวที่พูดอะไรไปก็ไม่ฟัง”

                ภูมินทร์ยันกายลุกขึ้น หมุนกายจะเดินออกจากห้อง

                “ฉันไม่ใช่เด็กแล้ว เจ้าหมอปากเสีย”

                คุณหมอหนุ่มชะงักเพียงครู่ เขายิ้มกับตัวเอง แล้วเดินต่อไป

 

-------+++++-------

 

                แกร็ก

                ประตูห้องน้ำเปิดออก วิรุจน์นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่เก้าอี้ตัวใหญ่ พลางหยิบชายกขึ้นจิบ เหลือบตามองพอลที่เดินออกมาจากห้องน้ำในสภาพมีเพียงผ้าพันรอบเอวผม ผมสีเงินเปียกชื้น  หยาดน้ำพรมไปทั้งร่าง

                “เข้ามาในห้องฉันตั้งแต่เมื่อไหร่”

                ราวกับไม่รู้สึกตกใจเลยสักนิด ใบหน้าพอลยังคงนิ่งสงบ เขาเดินไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมตัวเอง

                “อรุณสวัสดิ์คุณชาย”

                วิรุจน์ทักทายด้วยรอยยิ้ม เขาวางแก้วน้ำชา ในขณะที่พอลถอนหายใจ

                “นี่ อารมณ์เสียแต่เช้า ระวังโรคภัยจะถามหานะ”

                พอลไม่คุยด้วย เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า

                “นายบอกกับพ่อฉันว่าที่เราต้องรีบเดินทางมา ก็เพราะมีการเจรจาเรื่องธุรกิจ แล้วเราจะเข้าไปติดต่อวันไหน”

                “ดูนายรีบร้อนเหลือเกินนะ”

                “ถ้านายมีหลานชายที่แสนน่ารักรออยู่ นายก็ต้องรีบร้อนแบบฉันนี่ล่ะ อ๊า ไทกะ โทระของอารุจน์ ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างน้า”

                สองมือประกบกัน ใบหน้าเพ้อฝันจนพอลระอา ท่าทางผู้ชายคนนี้จะเห่อหลานจนเขารู้สึกหมั่นไส้

                “ลูกตัวเองก็ไม่ใช่ฉันก็ไม่เห็นจะรู้สึกว่าพิเศษตรงไหน”

                “ไทกะ กับโทระ น่ารักมากๆเลยนะ นายไม่เห็นความน่ารักของสองแฝดหรือไง ทั้งใสซื่อและบริสุทธิ์ไร้เดียงสา”

                หลานข้าใครอย่าแตะ! นิยามนี้คงจะใช้ได้กับวิรุจน์ ชายหนุ่มออกโรงปกป้องหลานชายทั้งสองเต็มที่ ในขณะที่พอลไม่ได้คิดว่าแฝดของวิรุจน์น่ารักอะไรขนาดนั้น

                ก็แค่พวกเสือซ่อนเล็บ

                “พรุ่งนี้ตอนเย็นจะมีงานวันเกิดของทายาทตระกูลล็อค นายต้องไปกับฉัน”

                “จริงเหรอ งั้นก็แสดงว่าเป็นลูกของคุณแลนเดอร์ใช่ไหม แบบนี้นายถึงให้ฉันมาพร้อมกับนายสินะ”

                เพราะเรื่องการเจรจาธุรกิจจะเกิดขึ้นกับตระกูลนี้ ดูท่าแล้วการที่พอลพาเขามาด้วยมันน่าจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย จนวิรุจน์นึกขอบใจชายหนุ่มขึ้นมา

                “อืม งานวันเกิดเหรอ ลูกชายหรือลูกสาว”

                “ลูกชาย”

                “แล้วนายได้เตรียมของขวัญวันเกิดไปให้ลูกของคุณแลนเดอร์หรือยัง”

                “ก็เตรียมไว้แล้ว”

                “แล้วทำไมนายถึงไม่บอกฉันก่อนล่ะ ฉันเลยไม่ได้ซื้ออะไรมาเลย ถ้ารู้ก่อน ฉันจะได้ซื้อจากไทยมาฝากด้วย”

                “ไม่จำเป็น นายมากับฉัน ฉันให้ของขวัญก็ถือว่าจบ”

                “แหม ใจดีจังเลยนะ”

                วิรุจน์ยันกายลุกขึ้นยืน เขาเบื่อที่จะเห็นหน้าพอล ที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้อง ก็เพราะร้อนใจเรื่องงาน และไม่อยากอยู่ที่นี่นานเกินไป

                “จริงสิ ถ้านายรู้สึกอึดอัดจะให้ฉันย้ายออกไปจากบ้านนายก็ได้นะ”

                “ฉันเคยพูดว่าอึดอัดหรือไง”

                เสียงของพอล ทำให้มือที่กำลังจะจับลูกบิดประตูต้องหยุดชะงัก เขาหันมามองร่างสูง

                “งั้นนายจะบอกว่านายไม่ได้รู้สึกรำคาญตา หรือว่าเบื่อที่จะเห็นหน้าฉัน ไม่อยากจะฟังเสียงพล่ามของฉัน”

                “มันก็จริงของนาย”

                พอลเดินเข้ามาใกล้ วิรุจน์เลิกคิ้ว

                “ฉันพูดเล่นๆ แต่นายคิดจริงเลยเหรอเนี่ย ช่างเป็นคนที่ใจร้ายไม่รักษาน้ำใจกันเลยนะ”

                ชายหนุ่มพูดติดตลก แต่พอลไม่ได้ตลกตาม กายสูงใหญ่เข้ามาประชิด ทั้งที่ยังไม่ได้สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

                “เฮ้! ผมนายยาวจนมันเปียกฉันแล้วนะ”

                กายสูงโปร่งถอยไปจนติดกับประตูห้องที่ปิดสนิท พอลยกแขนข้างขวาเท้าแนบไปกับประตู วิรุจน์ขมวดคิ้ว

                “สรุปว่าให้ฉันออกไปจากบ้านหลังนี้”

                “ไม่”

                “ห๊ะ”

                “ฉันรับปากคุณลุงแล้วว่าจะดูแลนาย นายต้องอยู่ที่นี่”

                “ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะพอล”

                “ฉันรู้”

                วิรุจน์เริ่มคิ้วขมวด เพราะสายตาที่พอลมองมา มันกำลังเหมือนไล่สำรวจร่างกายของเขา

                “ว่านายไม่ใช่เด็กแล้ว”

                “นี่นายมองอะไร!

                เพราะสายตาของพอลไปหยุดอยู่ที่ช่วงใจกลางลำตัว เลยทำให้วิรุจน์หน้าขึ้นสีขึ้นมาเล็กน้อย รีบยกมือดันตัวพอลให้ออกห่าง

                “ไปแต่งตัวสิไป หรือว่านายคิดจะยั่วยวนฉัน”

                วิรุจน์ยิ้มหวาน เมื่อคิดเรื่องสนุกขึ้นมาได้ เขาไล้ปลายนิ้วเล่นไปตามแก้มของพอล

                “ประสาท”

                “แหมถ้าจะยั่วกันขนาดนี้ นอนรอบนเตียงเลยก็ได้นะคุณชาย”

                วิรุจน์ขยิบตา หัวเราะในลำคอ พอลจับมือเรียวให้ออกห่าง

                “ออกไปได้แล้ว”

                “ใจร้ายนายจะไม่ให้ฉันดูนายเปลื้องผ้ายั่วฉัน หรือว่าใส่เสื้อผ้าทีละชิ้นอย่างเชิญชวนหน่อยเหรอ”

                ถึงพอลจะไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจ แต่วิรุจน์ก็รับรู้ได้ว่าพอลเริ่มอารมณ์ไม่ดี ต่างจากชายหนุ่มที่รู้สึกสนุกสนานกับการที่ล้อเล่นกับพอล

                “นี่อยากให้ฉันช่วยแต่งตัวไหมล่ะ ฉันจะทะนุถนอมนายเหมือนนายเป็นเด็กทารกเลยน้า”

                บางทีการทำแบบนี้ก็คงได้เป็นการเอาคืนพอลได้บ้าง วิรุจน์หัวเราะขบขัน ยามที่คิดว่าถ้าผู้ชายหน้านิ่งๆแบบพอลไปแต่งตัวในชุดทารก ใส่ถุงมือ จะน่ารักใช่เล่น หรือตลกจนหยุดหัวเราะไม่ได้

                “ตลกมากงั้นสิ”

                “ก็นะ ฮ่าๆๆ”

                เมื่อจินตนาการล้ำเลิศไปแล้ว วิรุจน์กลั้นเสียงหัวเราะของตัวเองไม่ได้ เขาหัวเราะไปกับความคิดของตนเอง ในขณะที่พอลฉายแววโรจน์ขุ่นเคืองในดวงตา ก่อนที่เจ้าตัวจะกระตุกยิ้ม

                “เฮ้ย!!

                จู่ๆ ร่างของวิรุจน์ก็ถูกอุ้มพาดบ่า เขาดิ้นไม่หยุด ยกมือทุบตีไหล่กว้าง

                “นี่คิดจะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้”

                “ก็นายบอกเองว่าฉันยั่วนายไม่ใช่เหรอ”

                “จะบ้าหรือไง วันก่อนก็เพิ่งทำไป”

                “มีใครบอกนายว่าทำติดๆกันสิ”

                พอลกวนกลับ วิรุจน์หน้าเหวอไป เมื่อพอลโยนลงเตียง

                “ถอดเสื้อผ้าของนายออกซะ”

                “ห๊ะ!

                “ฉันบอกให้ถอด”

                ท่าทางของพอลดูคุกคาม วิรุจน์รับรู้ได้ถึงความครุกรุ่นในอารมณ์ของร่างสูง

                “ทำไมฉันจะต้องถอดเสื้อผ้า ฉันอาบน้ำแล้วด้วย”

                “เพราะเราจะทำกันไงล่ะ”

                คำตอบของพอล ทำให้วิรุจน์หน้าซีดทันที เขาคิดแค่จะยั่วโทสะของพอลเฉยๆ แล้วจะรีบชิ่งออกจากออก เพราะคิดว่าชายหนุ่มคงหงุดหงิดจนไม่อยากมองหน้าเขา แต่ไอ้การที่มาเล่นตามบทที่เขาส่งไป นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับเขาเลยสักนิด

                “นายบอกจะให้ฉันออกไปใช่ไหม ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

                วิรุจน์บอกตัวเองว่าเขาไม่ได้กลัว แต่เขายังเจ็บที่สะโพกอยู่เลย แล้วไอ้คุณชายพอลทำแต่ล่ะทีอย่างกับโดนเสาเหล็กกระแทกใส่ ขืนทำอีกครั้งในวันนี้ พรุ่งนี้เขาจะมีแรงไปงานวันเกิดของลูกชายแลนเดอร์ได้อย่างไร

                ยังไม่ทันที่จะได้เท้าแตะพื้น ร่างสูงใหญ่ก็ดึงเท้าเขาขึ้นมา วิรุจน์โดนลากไปตามแรงนั้น

                “นายไม่ยอมออกไปตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็อย่าหวังจะได้ออกไปง่ายๆ”

                ใบหน้าช่างไร้ความปรานี วิรุจน์ยิ้มเจื่อนๆ เขายกมือเป็นเชิงปรามพอลว่าให้ใจเย็นๆ

                “ฉันแค่ล้อเล่นเอง นี่ให้ฉันแต่งตัวให้นายดีกว่านะ นายน่าจะหนาวใช่ไหมล่ะ รีบแต่งตัวเถอะ”

                วิรุจน์พยายามจะพุ่งตัวลงจากเตียงอีกครั้ง แต่พอลก็กระชากเข้ามาใกล้ แล้วเริ่มปลดเสื้อผ้าเขา ริมฝีปากร้อนกระซิบใกล้

                “มีเซ็ก ก็ทำให้หายหนาวได้เหมือนกัน”

                “ไม่เอา!

                ชายหนุ่มสวนกลับทันที พอลหัวเราะในลำคอ จับแขนของวิรุจน์ตรึงไว้กับเตียง

                “จะถอดเอง หรือว่าจะให้ฉันกระชากออก เลือกเอา”

                “เฮ้! นายจะทำตัวบ้ากามกับฉันไม่ได้นะ”

                “นายเป็นคนชวนฉันทำเอง แล้วฉันก็แค่สนอง”

                “ฉันแค่ล้อเล่น!

                “งั้นก็เสียใจด้วย เพราะนายต้องเลือก”

                วิรุจน์กัดฟันกรอดๆ สะบัดตัวเบาๆ

                “เดี๋ยวถอดเอง ไม่ต้องมากระชากเสื้อผ้าฉัน”

                ความหงุดหงิดเกิดขึ้น เขาก้มลงไปถอดเสื้อผ้าตัวเองด้วยความรู้สึกที่ไม่พอใจพอล ถอดไปบ่นไป พอลถอยห่างออกมา แอบยิ้มที่มุมปากเหมือนขบขัน

                “เตรียมตัวเองด้วยล่ะ เพราะฉันจะเข้าเลย”

                “นายมันห่วยแตกเรื่องบนเตียงเกินไปแล้วนะเฟ้ย”

                พอลยังคงทำเป็นเมินเฉย วิรุจน์หันไปหยิบเจลหล่อลื่นมาทาให้ชุ่มที่ช่องทางด้านหลัง เขาหันหน้าหนีพอล ถึงแม้จะเหมือนว่าตัวเองไม่เขินอายต่อสิ่งใด แต่ให้มานั่งเอานิ้วสอดเข้าช่องทางด้านหลัง ต่อหน้าผู้ชายที่มองเขาไม่กระพริบตาแบบนี้ คนมันก็เขินได้เหมือนกัน

                “เอาล่ะ พลิกตัวไปสิ”

                “ทำไมฉันต้องทำตามที่นายบอก”

                “จะให้ฉันทำรอบเดียว หรือทำจนนายเดินไม่ไหว”

                “คิดว่าฉันกลัวคำขู่นายงั้นสิ”

                เขาเบ้ปากใส่พอล แต่พอเห็นแววตานิ่งสงบ วิรุจน์ก็พลิกกายคว่ำตัวอยู่ในท่าคลาน พอลขยับเข้ามาใกล้ จมูกโด่งคลอเคลียที่ต้นคอขาว

                “จะเข้าก็รีบเข้าสิ ลีลาอยู่ได้ เสียเวลาฉัน อ๊า!!!

                ความรู้สึกเหมือนวัสดุแข็งทื่อเย็นเฉียบแทรกเข้ามาในตัวทำให้วิรุจน์ต้องเบิกตากว้าง พอลเหยียดยิ้มแล้วหมุนปรับระดับความแรงจนสุด แล้วดันมันเข้าไปจนหายไปในร่างกายของวิรุจน์

                “นะ นี่นาย!

                “ดูเหมือนว่านายจะชอบของปลอมอยู่นะที่จริงฉันก็ไม่ได้ชอบเล่นอุปกรณ์นักหรอก แต่ดูเหมือนมันก็ใช้ลงโทษพวกสัตว์เลี้ยงที่ไม่เชื่องฟังเจ้านายแบบนายได้ดีอยู่เหมือนกัน”

                “พอล เอามันออกเดี๋ยวนี้นะ  อ๊ะ อื้อ”

                แก่นกายปลอมสั่นหมุนอยู่ภายในตัววิรุจน์ เขาตัวสั่นระริกอย่างทรมานปนเสียวซ่าน พอลหัวเราะในลำคอ แล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาสวม

                “อื้อ อื้อ”

                วิรุจน์ตัวสั่นระริก เขาพยายามเอื้อมมือไปล้วงดึงเอาสิ่งที่อยู่ในช่องทางด้านหลังออกมา แต่มันก็ยากเหลือเกิน เขาพลิกกายนั่งอย่างทุลักทุเล แก่นกายของเขาชูชัน

                “ไม่คิดว่าจะทำให้นายรู้สึกดีขนาดนี้”

                “นายแกล้งฉัน! ฉันจะ อ๊า….

                พอลขยับตัวเข้าไปใกล้ แล้วลูบผมของวิรุจน์อย่างแผ่วเบา มองวิรุจน์ที่พยายามล้วงเอาของในตัวออกมาอย่างตั้งอกตั้งใจ

                “ถ้าไม่ไหวก็ปล่อยออกมาสิ”

                “อย่าให้ฉันได้เอาคืน ฉันจะยัดดิลโด้ใส่ก้นนายสองอันเลย อ๊า”

                แต่แล้ววิรุจน์ก็ต้องครางลั่น เมื่อพอลดันกระแทกดิลโด้ที่ทำท่าจะหลุดออกมา เข้าไปในก้นของวิรุจน์ แล้วจับมือทั้งสองไม่ให้ขัดขืน

                “คิดว่าฉันจะยอมให้นายทำเรื่องแบบนั้นหรือไง”

                “อะ อื้อ อ๊า”

                “ร่างกายของนายมันเหมือนพวกตัวเมียเข้าไปทุกที”

                “แล้วยังไง ฉันไม่สนหรอก อะ อื้อ มันก็แค่เซ็ก”

                “งั้นสินะ งั้นก็ลองปล่อยโดยที่ไม่ต้องจับของตัวเองดูแล้วกัน”

                สองขาขาวเบียดเสียดสีไปมาอย่างทรมาน เขาไม่ได้รับโอกาสให้จับแก่นกายตัวเองได้ ยิ่งทำให้รู้สึกเร่าร้อนและต้องการมากขึ้นไปอีก

                ร่างกายกระตุกเกร็ง ก่อนจะปลดปล่อยออกมา จนเปรอะแก้มของพอลและหน้าท้องของเขา พอลหลุบตามอง

                “นายทำหน้าเปื้อน”

                “แล้วก็ใครใช้ให้นายมานั่งใกล้ๆฉันล่ะ”

                พอได้ปลดปล่อยก็เริ่มสบายตัว แต่ทว่าก็เริ่มจะร้อนขึ้นมาอีก เพราะแก่นกายปลอมในร่างกายยังคงทำงาน

                “เช็ดมันออกซะ ด้วยปากของนาย”

                “ไม่!

                “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ไม่จำเป็นจะต้องเอาสิ่งที่อยู่ในตัวนายออก”

                วิรุจน์ชั่งน้ำหนัก เขาไม่อยากจะปล่อยซ้ำๆ ต่อหน้าพอลอีก แค่นี้ก็อายจนไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงตอบโต้พอลไม่ได้สักที ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่ก้มลงไปเลียหยาดน้ำรักที่แก้มของพอล

                ดิลโด้ขนาดไม่ใหญ่มาก ถูกพอลกระชากออกอย่างรวดเร็วจนดังบ๊วบ วิรุจน์เสียวตรงท้องน้อยขึ้นมา ได้แต่จิ๊ปากอย่างเคืองใจ

                “กลับไปได้ห้องนายได้แล้วแต่ถ้ายังไม่กลับ จะต่อกับของจริงก็ได้”

                “ไอ้เสือหื่นกาม!

                วิรุจน์กร่นด่า แล้วรีบเก็บเสื้อผ้าตัวเองสวมใส่อย่างลวกๆ  เขาไม่ได้กลัว เขาแค่คิดว่าถอยกลับไปหาทางอื่นมาสู้ก็เท่านั้นเอง

                พอลมองตามวิรุจน์ที่รีบออกจากห้อง โดยไม่หันมาพูดจากกวนประสาทเขาอีก ปลายนิ้วโป้งแตะตรงมุมปากที่มีคราบน้ำรักเปรอะเปื้อนเพียงนิด ก่อนจะแลบลิ้นเลียปลายนิ้วโป้งอย่างแผ่วเบา แล้วระบายยิ้ม

 

100%

 

ฝากเพจด้วยนะจ๊ะ https://www.facebook.com/akikoneko17fiction/

               

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}