junepopo

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

CHAPTER27:ทางเลือก (50% upload)

ชื่อตอน : CHAPTER27:ทางเลือก (50% upload)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.9k

ความคิดเห็น : 64

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2560 20:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER27:ทางเลือก (50% upload)
แบบอักษร

**CHAPTER 27:**ทางเลือก (50% upload)

ฟลอริด้า

กระจกยังทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ เงาที่สะท้อนอยู่บนแผ่นกระจกใสแวววาวยังคงเป็นคนเก่า หากแต่รูปลักษณ์ที่เคยปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ได้สะท้อนให้เห็นซึ่งภาพเดิมอีกแล้ว ชายผมสีดอกเลาที่บัดนี้กลุ่มผมหนาดกเบาบางลง ร่างกายซูบตอบ กำลังจ้องมองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกนานเป็นนาที เพ่งพินิจภาพเงานั้นแล้วก็ผ่อนลมหายใจบางเบาเหมือนกับปลงตกหรือปล่อยวางบางอย่าง อานนท์ยอมรับได้เมื่อสังขารและโรคภัยมาเยือนนั่นเพราะเป็นธรรมชาติของชีวิต เขาผ่านมาทั้งความเจ็บป่วยของผู้อื่นในฐานะหมอที่รักษาคนไข้และในฐานะผู้ป่วย ซึ่งเป็นโรคร้ายเสียเอง ความเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตล้วนเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง หากแต่ผู้คนรอบข้าง ผู้คนที่เป็นที่รักของเขาคงไม่ง่ายมากนักที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นร่างบอบบางเคลื่อนตัวมายังหน้ากระจก ยกมือขึ้นลูบแขนคนเป็นสามีอย่างแผ่วเบาเหมือนการให้กำลังใจ ใบหน้าหวานกำลังระบายยิ้มอ่อนโยนหากแต่นัยตานั้นเจือจางไปด้วยความเศร้า

“ท่านน่าจะพักอยู่ที่นี่อีกสักเดือน รอให้ร่างกายฟื้นฟูสภาพมากกว่านี้”ปานวาดบอกกับสามี เธอไม่แน่ใจมากนักว่าอานนท์พร้อมสำหรับการเดินทางหรือเปล่า

“ผมผ่าตัดมาเกือบหกเดือนแล้ว จากการติดตามอาการก็มีแนวโน้มที่ดี ผมไม่เป็นอะไรหรอก”อานนท์บอกให้ภรรยาสบายใจ

“วาดรู้คะ แต่ว่าหมอก็ยังลงความเห็นหากไม่มีความจำเป็นให้งดเดินทางไปก่อน”

“ก็นี่ละ ถึงคราวจำเป็น ผมจากบ้านมาค่อนปี คิดถึงคนทางนู้นเหลือเกิน ยิ่งได้ยินเสียงลูก ผมยิ่งคิดถึง”อานนท์ยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงคริสา ตลอดเวลาที่พักรักษาตัวอยู่ที่ฟลอริด้า กำลังใจสำคัญคือการนึกถึงลูกสาวตัวแสบ เขาภาวนาให้ตัวเองรอดตายจากการผ่าตัดเพื่อที่จะได้กลับไปเห็นหน้าคริสาอีกสักครั้งก็ยังดี

“ท่านคะ หากท่านกลับไป ท่านจะบอกอาการป่วยให้คุณคริสทราบรึเปล่า”ปานวาดถามอย่างเป็นกังวล

“คุณคิดว่าสภาพผมในตอนนี้จะปกปิดยัยคริสได้เหรอ ยังไงแกต้องรู้อยู่แล้วว่าผมป่วย ที่ผมเลือกจะไม่บอกแกตั้งแต่แรก เพราะผมคิดว่าช่วงเวลานั้นมันโหดร้ายและหนักหนาเกินไปที่แกจะรับรู้ แต่ตอนนี้ผมผ่านการผ่าตัดมาแล้วและทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็คงต้องบอกความจริง”

“ฉันกลัวว่าถ้าเธอมารู้ทีหลังจะ..”ปานวาดไม่อยากนึกถึงสภาพหลังจากคริสารู้ความจริงเรื่องอาการป่วยของอานนท์ คงเกิดปัญหาและความวุ่นวายตามมาอีกมาก

“ให้แกอาละวาดไปเถอะ ผมคิดถึงฤทธิ์เดชของยัยคริสเต็มที ไม่รู้ว่าป่านนี้ปวันจะรับมือไหวรึเปล่า”อานนท์หัวเราะเบาๆ แม้จะอดวิตกกังวลเสียไม่ได้ เพราะหากคริสารู้ว่าทุกคนพยายามปกปิดความจริงเรื่องอาการป่วยของเขา ยัยลูกสาวไม่รู้จักโตคนนั้นต้องอาละวาดออกฤทธิ์ออกเดชเป็นแน่ และคนที่ต้องรองรับสิ่งเหล่านั้นก็คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากปวัน แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

“แล้วผมก็ยังมีเรื่องที่ต้องกลับไปจัดการพวกแมวหัวขโมยบางตัว”

“คะ?”

“แมวตัวใหญ่ซะด้วย”

“ฮัดชิ้วววว!"

เสียงจามดังก้องอยู่ในห้องน้ำติดกันสองสามครั้ง อลันถูจมูกตัวเองไปมา เช้านี้เขาตื่นนอนขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไปทั้งตัวอันเนื่องมาจากการใช้ร่างกายในเกมส์ฟุตบอล เขาลืมไปเสียสนิทว่าอายุตัวเองย่างเข้าเลขสี่และห่างหายจากการออกกำลังหนักๆไปนานพอสมควร เมื่อหักโหมร่างกายผลที่ได้ตามมาคงหนีไม่พ้นอาการปวดอักเสบจากกล้ามเนื้อ เขาสำรวจตัวเองในกระจกที่จับไปด้วยฝ้าหมอกจากน้ำอุ่น แผลตรงหางคิ้วทำให้นึกถึงใครบางคนแล้วทำให้หัวเสีย แต่เมื่อเลื่อนมาดูตรงไหล่กว้างและแผงหน้าอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามซึ่งมีรอยเล็บหลายรอยขีดข่วนก็อดจะกระหยิ่มยิ้มย่องในใจเสียไม่ได้ นั่นเพราะค่ำคืนที่ผ่านมาเขาไม่ได้ลงสนามเพียงแค่เกมส์กีฬาฟุตบอลเท่านั้น หากแต่เกมส์รักก็ดุเดือดร้อนระอุไม่แพ้กัน พอนึกถึงคนตัวเล็กที่นอนหลับไหลสิ้นไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงก็อารมณ์ดีขึ้นในทันที อลันคว้าผ้าเช็ดตัวมาคาดไว้ที่เอว ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นเช็ดผมตัวเอง แล้วเดินออกจากห้องน้ำไปอย่างสบายอารมณ์ บนเตียงกว้าง ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาที่พันกันเป็นก้อน ร่างบางนอนขดตัวอย่างอุ่นสบายอยู่บนนั้น อลันนั่งบนเตียงโน้มตัวลงไปจดจ้องใบหน้าที่หลับพริ้มปริ่มสุข เขาระบายยิ้มออกมาแทบจะในทันที

“นอนขี้เซาไปแล้วนะ”เอ่ยเบาๆเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะให้คนที่หลับอยู่ได้ยิน เขาไม่คิดจะรบกวนเวลานอนของเธอสักนิด ถ้าไม่ติดกับว่าวันนี้เขามีธุระที่ต้องจัดการก่อนจะเข้าไปสะสางงานที่โรงพยาบาล ก็คงจะปล่อยให้เธอนอนได้นานเท่าที่ต้องการ

“ตื่นได้แล้วยัยเด็กขี้เซา”ยื่นปลายนิ้วไปเขี่ยข้างแก้มเบาๆ ทำเหมือนเล่นกับลูกแมวน้อย คนถูกรบกวนเบนหน้าหนีปลายนิ้ว แต่ก็ยังถูกแกล้งไม่เลิก อลันหัวเราะเบาๆเมื่อคนตัวเล็กย่นคิ้วเบ้หน้า

“ถ้ายังไม่ตื่นจะทิ้งไว้นี่นะ”

“อื้อ”ทำเสียงงัวเงีย ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมกับเอามือขยี้ตาด้วยท่าทางเหมือนเด็กตัวเล็กๆที่เพิ่งตื่นนอน

“เช้าแล้วเหรอคะ”ณฉัตรถามเสียงงัวเงีย ปกติเธอจะเป็นคนตื่นเช้า แต่เพราะเมื่อคืนเหนื่อยจนหมดแรงทำให้เช้านี้ตื่นยากเป็นพิเศษ

“เช้าแล้ว จะเก้าโมงแล้ว”

“ฮ่ะ สายขนาดนั้นเลยเหรอคะ”ณฉัตรดีดร่างตัวเองลุกขึ้น อาการง่วงงันแทบหายไปหมด ความตั้งใจคือจะให้อลันพากลับคฤหาสถ์ตั้งแต่เช้าตรู่จะได้ไม่ต้องกระอักกระอ่วนตอบคำถามของคนในบ้านว่าเธอหายไปไหนทั้งคืน

“นี่ กะจะยั่วกันตั้งแต่เช้าเลยรึไง”

“ค่ะ?”

อลันจ้องมองท่อนบนเปลือยเปล่า เต้าทรวงเต่งตึงสีน้ำนมและยอดถันสีชมพูสดชวนให้น้ำลายสอ ณฉัตรหลงลืมไปว่าตัวเองผล็อยหลับไปทั้งที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า อลันกลืนน้ำลายลงคอ เขาอยากกระโจนใส่แม่ลูกแมวตัวน้อยแล้วจับเธอกดให้จมลงไปกับเตียง แต่ถ้าทำอย่างนั้นวันนี้เขาต้องยกเลิกงานของครึ่งวันเช้าทั้งหมด และถ้าทำอย่างนั้นเลขาของเขาต้องส่งหน่วยสวาทมาล่าตัวแล้วพาเขากลับไปยังห้องประชุมเป็นแน่ อลันดึงผ้าห่มขึ้นแล้วคลุมร่างเล็กไว้ให้มิดชิด ณฉัตรนึกขึ้นได้รีบรวบผ้าห่มมาห่อตัวทันที คนตัวเล็กเขินจัดจนหน้าขึ้นสี

“รีบลุกจากเตียงดีกว่าก่อนที่ไม่มีโอกาสได้ลุกขึ้นมาอีก”อลันเตือนอย่างหวังดี ณฉัตรส่ายหน้ารัวๆ

“ลุกเดี๋ยวนี้แล้วคะ”ปากบอกว่าลุก แต่ก็ยังแช่นิ่งอยู่บนเตียง อลันยันตัวลุกขึ้นจ้องมองคนตัวเล็กนิ่ง

“ไม่ลุก งั้นอุ้ม”บอกแค่นั้นก่อนช้อนร่างทั้วที่ผ้าห่มคลุมตัวขึ้นมาอุ้ม อดขำขันสีหน้าตื่นๆของคนในอ้อมอกไม่ได้ คราวนี้คงตื่นเต็มตาเสียที

“ลุกไม่ไหวเพราะใช้แรงไปกับเมื่อคืนใช่มั้ย”ยังมีอารมณ์มากระเซ้าเย้าแหย่ ณฉัตรก้มหน้างุด ปฎิเสธไม่ออก

“งั้นเดี๋ยวจะอาบน้ำให้”กระซิบบอกทำท่าจะอุ้มร่างบางเข้าไปในห้องน้ำ ณฉัตรโวยวายทันที

“ไม่ต้องคะ ฉัตรอาบเองคะ”

“แน่ใจนะว่าอาบเองไหว มีแรงนะ”

“มะมี คะ คุณอลันปล่อยฉัตรลงก่อนคะ”

“ไม่เอา ฉันอุ้มไปส่งที่ห้องน้ำดีกว่า ให้คลำทางเดินไปเองเมื่อไหร่จะถึง”ว่าแล้วก็อุ้มณฉัตรไปส่งหน้าห้องน้ำ ก่อนจะปล่อยเธอลง หญิงสาวรีบเปิดประตูล็อกห้องน้ำทันที เพราะกลัวว่าคนหื่นบางคนจะตามมารังแกกันอีก อลันหัวเราะเบาๆให้กับท่าทางแบบนั้น ก่อนจะผละออกมาแต่งเนื้อแต่งตัวตัวเองให้เรียบร้อย

ใช้เวลาไม่นานณฉัตรก็จัดการกับตัวเองเสร็จ อลันพาเธอขึ้นรถแล้วขับออกไป จุดหมายคือคฤหาสถ์ปรีชาไวยกิจ ก่อนที่เขาจะไปทำธุระที่อื่นต่อ ชายหนุ่มต่อโทรศัพท์ตัวเองถึงเลขาเพื่อสั่งงานในช่วงเช้า

“ฮัลโหล วันนี้ผมจะเข้าไปเคลียร์งานช่วงก่อนเที่ยงนะ ผมมีธุระที่มูลนิธิแสงวันใหม่ ถ้ามีงานด่วนเข้ามาก็แจ้งผมได้”อลันสั่งงานกับเลขา ก่อนจะกดวางสายไป วันนี้เขาจะเข้าไปดูสถานการณ์ในมูลนิธิ รวมถึงสั่งการบางอย่างด้วยตัวเอง

“คุณอลันจะไปมูลนิธิเหรอคะ”ณฉัตรซึ่งนั่งอยู่ข้างกันได้ยินว่าอลันกำลังจะไปมูลนิธิ เกิดความสนใจขึ้นทันที

“อืม ใช่ มีอะไรรึเปล่า”

“ฉัตรขอไปด้วยสิคะ”ปกติรฉัตรไม่เคยขอร้องที่จะไปไหนมาไหนกับอลันอยู่แล้ว มีแต่เขาที่ลากจูงเธอไปนู่นไปนี่ แต่ถ้าเป็นที่มูลนิธิเป็นสถานที่ที่อยู่ในความสนใจของเธอขึ้นมาในทันที

“ฉันไปธุระแป้บเดียว เดี๋ยวก็กลับ”

“ฉัตรก็ไปแค่แป้บเดียวคะ คุณอลันเอาฉัตรไปทิ้งไว้ก็ได้ แล้วก็ให้พี่หมี่มารับตอนเย็น”เอามือมาเกาะแขนทำหน้าตาอ้อนวอนน่าสงสาร เป็นภาพที่อลันไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่

“ทำไมถึงชอบที่นั่นมากนักฮ่ะ ถ้าสักวันไม่มีมันขึ้นมาเธอจะอยู่ยังไง”อลันถามออกไป นั่นเพราะสถานการณ์ของมูลนิธิแสงวันใหม่เป็นสิ่งที่เขากำลังเป็นกังวล และถ้าหากณฉัตรรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในมูลนิธิคงวิตกกังวลและเป็นทุกข์แน่

“ไม่ได้นะคะ คุณอลันอย่าทำอะไรมูลนิธินะ ถ้ามันถูกปิด เด็กๆที่นั่นจะทำยังไง แล้วก็โครงการส่งเสริมอาชีพอีก ทุกคนต้องลำบากแน่ๆ”ณฉัตรบอกอย่างร้อนรน

“ฉันจะไปปิดมันทำไม นี่มันมูลนิธิในความดูแลของฉันนะ ยัยเด็กโง่ ถ้าคนอื่นละไม่แน่”

“คนอื่น ใครคะ”ณฉัตรถามขึ้น อลันนิ่งเงียบแล้วรีบพาออกจากบทสนทนาสุ่มเสี่ยงนี้

“ไม่มีใครทำอะไรมูลนิธิได้หรอก ตราบเท่ามีฉันอยู่ เธอไม่ต้องกลัวไปหรอก”อลันบอกให้ณฉัตรสบายใจและเขาเองก็มั่นใจว่าจะปกป้องมูลนิธิไว้ได้

“แล้วตกลงคุณอลันจะให้ฉัตรไปด้วยมั้ยคะ”ยื่นมาเกาะแขนทำหน้าตาอ้อนวอนน่าเอ็นดู อลันรู้ทันทีว่าเขาคงต้องยอมแพ้ให้กับท่าทางแบบนั้น

“ให้ไปก็ได้ แต่มีข้อแม้”

“ข้อแม้อะไรคะ”

“หอมแก้มก่อนแล้วจะยอมให้ไปด้วย”คนเจ้าเล่ห์เอียงแก้มไปหาณฉัตร หญิงสาวทำคิ้วย่น

“ไม่หอมก็กลับ”บอกอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งหยอกคนตัวเล็ก ชะลอรถเหมือนจะจอด ณฉัตรยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าก่อนจะเอี้ยวตัวไปหอมแก้มอลัน แต่คนเจ้าเล่ห์ก็เบี่ยงหลบก่อนจะยื่นริมฝีปากไปสัมผัสแทน

จุ้บ!

“อื้อ!”

“สบายใจละ”ยิ้มเล็กยิ้มน้อย ถูกอกถูกใจที่ได้ขโมยจูบ ก่อนจะขับรถต่ออย่างสบายอารมณ์

มูลนิธิแสงวันใหม่

“หนูฉัตร มีธุระอะไรที่มูลนิธิหรือเปล่าคะ วันนี้เป็นวันธรรมดา ไม่คิดว่าจะมา”เจ้าหน้าที่มูลนิธิที่ณฉัตรสนิทสนมด้วยมากเป็นพิเศษเข้าไปหาณฉัตร หลังจากที่เธอและอลันลงจากรถ สาวใหญ่ยกมือไหว้อลัน เธอจำเขาได้ทันที

“คุณอลัน เชิญที่ห้องรับรองดีกว่าคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้นัดผู้อำนวยการมูลนิธิไว้ล่วงหน้า ไม่ทราบว่าวันนี้เขาอยู่ที่มูลนิธิรึเปล่า”อลันถามเจ้าหน้าที่ เธอรีบพยักหน้าตอบรับ

“ท่านผู้อำนวยการอยู่ที่ห้องทำงานคะ เดี๋ยวดิฉันไปเรียนท่านให้”

“ขอบคุณมากครับ”เจ้าหน้าที่มูลนิธิรีบกุลีกุจอไปรายงาน อลันหันไปหาณฉัตรที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“คุณอลันมีธุระอะไรกับ ผอ.เหรอคะ”ณฉัตรถามอย่างสงสัย

“เรื่องมูลนิธินะ เรื่องทั่วๆไป”

“อ่อ อย่างงั้นเหรอคะ ถ้างั้น ฉัตรไปหาเด็กๆก่อนนะคะ”ณฉัตรยืดไม้เท้านำทางออกมา อลันรีบเข้าไปประคอง

“จะไปไหน เดี๋ยวฉันพาไป”

“ไปที่ห้องเรียนศิลปะคะ ทุกวันศุกร์จะมีคลาสศิลปะสำหรับคนตาบอด”

“อืม เดี๋ยวฉันพาไปเอง เห็นป้ายบอกทางแล้ว”อลันบอกพร้อมกับประคองณฉัตรไปส่งยังห้องเรียนศิลปะ ภายในห้องเรียนมีเด็กทั้งชายหญิงหลากหลายอายุ รวมอยู่ในห้องหนึ่ง พวกเขาเหล่านั้นกำลังเรียนรู้ศิลปะอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วดังกังวาล ทันทีที่เด็กๆรู้การมาถึงของณฉัตรต่างปรบมือบ้างร้องดีใจ อลันมองภาพความประทับใจนั้น เขาจะรักษามูลนิธิไว้ให้ได้ เพื่อจะได้รักษารอยยิ้มของใครบางคนไว้

คาบศิลปะเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เด็กๆมีโอกาสได้เล่นละเลงสีบนใบหน้าของเพื่อนที่จับคู่กัน ซึ่งณฉัตรเองก็หนีไม่พ้น เด็กๆต่างพากันรุมล้อมเพื่อจะได้แต่งแต้มสีไปบนใบหน้าพี่สาวคนโปรด

“หนูฉัตรพี่ว่าไปล้างหน้าก่อนดีกว่าคะ เดี๋ยวพี่จะพาเด็กๆไปล้างหน้าล้างตัว ถึงเวลาอาหารว่างพอดี”พี่เลี้ยงดูแลเด็กๆในชั่วโมงศิลปะร้องบอกณฉัตร หญิงสาวพยักหน้าตอบรับก่อนจะหยิบไม้เท้านำทางเดินยังห้องน้ำที่อยู่อีกฝั่ง ล้างหน้าล้างตาแล้วเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว ระหว่างนั้นประตูห้องน้ำถูกเปิดออก เสียงพุดคุยของเจ้าหน้าที่ที่ณฉัตรจำเสียงได้ทันทีว่าหนึ่งในนั้นคือเลขาผู้อำนวยการ ดูเหมือนว่าทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องมูลนิธิด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ตอนแรกก็คิดว่าเป็นข่าวลือ แต่พอเห็นว่าทั้งคุณอลันทั้งศาสตราจารย์หมอวรัญ มาหารือกับผอ. อย่างเคร่งเครียด ถึงได้รู้ว่าคงเป็นเรื่องจริง”เจ้าหน้าที่หญิงตั้งข้อสงสัย

“จริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันทะแม่งๆตั้งแต่คุณชานนท์บริจาคเงินจำนวนมหาศาล จนได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการ ถัดจากนั้นไม่นาน ผู้อุปถัมส์หลักมูลนิธิทะยอยถอนตัวออกจนเกือบหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทุกอย่างปกติดี เธอคิดดูสิว่าฝีมือใครที่จะมาแทรกแซงมูลนิธิ”เลขาผู้อำนวยการเอ่ยขึ้นกับเพื่อนสาวคนสนิท ขณะที่แต่งเติมแป้งตลับบนใบหน้า

“หูยยยย ไอ้เราก็คิดว่าเป็นเทพบุตร แล้วอย่างนี้สถานการณ์มูลนิธิเราจะเป็นยังไงอะ”

“ก็ที่กลัวๆกันอยู่คือไม่รู้ว่าคุณชานนท์ จะทำยังไงกับมูลนิธิเนี่ยแหละ วุ่นวายกันไปหมด แล้วถ้ามูลนิธิไม่มีเงินสนับสนุนจากทางอื่น มีท่อน้ำเลี้ยงจากคุณชานนท์แค่ทางเดียว ลองคิดดูสิจะเป็นยังไง”

“งั้นก็แสดงว่าถ้าคุณชานนท์ถอนตัวอีกราย มูลนิธิไม่มีเงินก็ต้องถูกปิดนะสิ”

“มูลนิธิแสงวันใหม่อยู่ในความดุแลของเครือปรีชาเวชย์ แบ็คแกร่งขนาดนี้ไม่ล่มง่ายๆหรอก”

“สาธุ ภาวนาอย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีกับมูลนิธิเลย”หญิงสาวยกมือขึ้นพนม บทสนทนาต่อจากนั้น ณฉัตรแทบจะไม่ได้ยินอีก เธอนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ภายในห้องน้ำ รู้สึกช็อกกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน หญิงสาวถูมือที่เย็นชื้นไปด้วยเหงื่อของตัวเอง จนกระทั่งบทสนทนาเงียบลงคนทั้งสองออกไปจากห้องน้ำ ณฉัตรจึงออกมา ร่างบางเริ่มสั่นพรึ่บ ภายในจิตใจสับสนว้าวุ่น เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าชานนท์จะทำแบบนี้กับมูลนิธิแสงวันใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็มีลางสังหรณ์ว่าทุกอย่างที่เขาทำลงไป ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจากเธอ

พี่นนท์ พี่กำลังจะทำอะไรกันแน่

โรงพยาบาลปรีชาเวชย์

ห้องมีทติ้งรูมได้ถูกจัดให้เป็นสถานที่พักกอง ของกองโฆษณาบริษัทจริยา ทีมงานขนอุปกรณ์ สำหรับการถ่ายทำรวมถึงข้างของอื่นๆมารวมไว้ในห้องเดียวกัน เพราะต้องใช้สถานที่ดังกล่าวปักหลักถ่ายทำในโรงพยาบาลถึงสองวันด้วยกัน พื้นที่ส่วนตรงกลางห้องมีโต้ะตัวยาว และเก้าอี้เป็นสิบวางเรียงราย ช่างหน้าช่างผมจับจองพื้นที่สำหรับวางอุปกรณ์ตัวเอง ในขณะที่อีกมุมหนึ่งจริยากำลังบรีฟงานคร่าวๆให้ทีมงานรวมถึงคริสาที่อาสามาทดลองงานกับกองนี้

“เดี๋ยววันนี้เราแบ่งถ่ายครึ่งหนึ่งก่อน แล้วก็ต้องเร่งทำเวลาด้วยเพราะสถานที่แต่ละแห่งในโรงพยาบาลมีลูกค้ามาใช้บริการตลอดเวลา เราจะเร่งมือให้เสร็จอย่างเร็ว จะได้ไม่รบกวนลูกค้าและการทำงานมาก”จริยาอธิบายกับทีมด้วยท่าทางเป็นมืออาชีพ คริสารู้สึกทึ่งในมาดเวิคกิ้งวูแมนของเพื่อนสาวไม่น้อย แม้จะใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลางาน ก็เอาจริงเอาจังอย่างกับคนละคน อย่างเช่นวันนี้จริยาโทรปลุกเธอตั้งแต่หกโมงเช้าและลากกันมาโรงพยาบาลตั้งแต่ไม่ทันจะแปดโมงด้วยซ้ำ

“พี่จ๋อม พนักงานโรงพยาบาลที่จะมาเป็นตัวแสดงมากันครบแล้วพี่ให้แต่งหน้าทำผมก่อนหรือให้ผู้กำกับบรีฟก่อนดี”ผู้ช่วยร้องถามจริยา พนักงานที่ถูกคัดเลือกให้ร่วมแสดงในโฆษณาถูกพาเข้ามาในห้อง ทุกคนมีท่าทางสีหน้าตื่นเต้นอย่างปกปิดไม่มิด

“จัดตามคิวเลย ใครถ่ายก่อนก็ไปบรีฟก่อน ที่เหลือแต่งหน้าแต่งผม ให้แอคติ้งโค้ชประกบไปด้วยตอนถ่าย”จริยาสั่งงาน ก่อนจะหันไปหาคริสา

“ส่วนแกยัยคริส วันนี้แกเป็นผู้ช่วยฉัน หน้าที่แกคือฉันสั่งหรือจะเอาอะไรแกต้องหามาให้ฉันให้ได้ เข้าใจมั้ย”

“แกก็มีผู้ช่วยอยู่แล้วนี่”คริสาชี้ไปยังผู้ช่วยจริยา

“ให้ไอ้กรีนไปทำอย่างอื่น ส่วนแกอยู่กับฉัน”คริสาพยักหน้าช้าๆ ในเมื่อตกลงใจจะเรียนรู้งานกับจริยาก็คงต้องยอมรับทุกอย่าง

“แล้วคิวถ่ายปวันกี่โมงอ่ะ ตอนเช้ารีบ ยังไม่ได้ถามเลย”คริสาถามจริยาต่อ เพื่อนรักหรี่ตาพลางจ้องขะเม็ง

“แล้วเมื่อคืนทำไรกันอยู่ยะ ถึงไม่ถาม”คริสาเสมองไปทางอื่นทันที เพราะไม่อยากตอบคำถาม จริยาเบ้ปากหมั่นไส้อย่างคนรู้ทัน

“บ่ายนู่น ช่วงเช้าพี่ปันต้องเข้าประชุม ทำไมแกมีอะไร”

“เปล่า แค่ถามเฉยๆ”

“พี่จ๋อมคิวแรกพร้อมถ่ายแล้ว”ผู้ช่วยจริยาวอร์บอก

“โอเค พี่กำลังจะไป”จริยาตอบกลับ พร้อมกับโยนวอร์อีกอันให้คริสา คริสารับไว้อย่างงงๆ

“อยู่ในกอง ติดต่อกันโดยใช้ไอ้นี่ แกพร้อมทำงานยัง”

“อืม”

“งั้น ลุยกัน”

บรรยากาศในกองโฆษณาแม้จะดูวุ่นวายเร่งรีบต้องทำงานแข่งขันกับเวลา แต่ทั้งจริยาและทีมงานมีความเป็นมืออาชีพมาก ทำให้การถ่ายเป็นไปตามตารางที่เซตไว้ ปวันที่เพิ่งเสร็จจากการประชุมลงมายังชั้นล่าง บริเวณแผนกเวชระเบียนมีผู้คนจำนวนไม่น้อยล้อมวงยืนดูอะไรบางอย่าง ปวันสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะรู้ว่าเป็นกองโฆษณา นายแพทย์หนุ่มเดินเข้าไปปะปนกับผู้คน ผู้กำกับที่เขาเคยร่วมงานในโฆษณาครีมกันแดดกำลังทำหน้าที่ดำเนินการถ่ายทำ จริยายืนจ้องมองจอมอนิเตอร์ในขณะที่ร่างบางที่ยืนถัดอยู่ไม่ไกลทำให้เขาต้องยิ้มออกมาในทันที ปวันไม่เคยเห็นคริสาในมุมนี้มาก่อน มือที่ถือชาร์ทบางอย่างกำลังจดขยุกขยิก ทั้งที่ใช้แขนหนีบเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่าวอร์และสวมเฮ้ดโฟนเอาไว้ จริยาหันไปพูดคุยอะไรบางอย่างกับคริสาคล้ายกับการสั่งงาน หญิงสาวพยักหน้าตอบรับก่อนจะจดทุกอย่างที่จริยาบอกลงในชาร์ท

“โอเค คัท ผ่าน”ผู้กำกับร้องบอก ทีมงานปรบมือ คริสายื่นชาร์ทส่งให้ผู้ช่วยผู้กำกับ พูดคุยอะไรบางอย่าง ในขณะที่จริยาพูดคุยกับผู้กำกับนานเป็นนาที

“พักกองๆ ทุกคนไปที่ห้องมีทติ้ง ทานข้าวเที่ยงกัน เดี๋ยวบ่ายโมงถ่ายต่อ”จริยาร้องบอกทีมงาน ทุกคนเร่งมือเก็บของก่อนจะพากันไปยังห้องมีทติ้ง ปวันที่ยืนมองอยู่นานเดินเข้าไปหาสองสาวทันที

“คริส  จ๋อม”

“อ้าว พี่ปัน มานานรึยังคะ”จริยาถามในขณะที่เก็บของใส่กระเป๋า

“เพิ่งมาเมื่อกี้เอง เป็นไงถ่ายราบรื่นดีมั้ย มีอะไรให้ทางโรงพยาบาลช่วยรึเปล่า”

“ราบรื่นดีคะ เดี๋ยวต้องดูที่ถ่ายทั้งหมดอีกที ว่ามีต้องซ่อมรึเปล่า”

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”

“ครับผม!”จริยาทำท่าตะเบ๊ะ ก่อนจะหันไปบอกคริสาให้ตามไปที่ห้องมีทติ้ง

“คริส เดี๋ยวแกตามไปที่ห้องนะ สรุปงานครึ่งวันให้ทีมด้วย แล้วก็เรียกทีมเอ้กตร้าที่ฉันขอไว้มาเสริมให้ทันก่อนบ่ายสอง”จริยาสั่งงานคริสา ผู้ช่วยมือใหม่พยักหน้ารับทราบ

“พี่ปัน เดี๋ยวคิวพี่ถ่ายตอนบ่ายโมงครึ่งนะคะ รายละเอียดที่ส่งไปก่อนหน้านี้ได้ลองอ่านดูคร่าวๆรึยัง”จริยาหันมาหาปวัน นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าตอบรับ

“พี่อ่านแล้ว เดี๋ยวเจอกัน”ปวันบอกกับจริยา ไดเรกเตอร์สาวขอตัวไปรับประทานอาหารเที่ยง เหลือเพียงคริสากับปวัน

“เป็นไงบ้างครับ เหนื่อยมั้ย”ปวันถามคริสาด้วยความเป็นห่วง คุณหนูที่ไม่เคยต้องทำงานมาก่อน อีกทั้งไม่เคยเป็นลูกน้องใครอย่างคริสาจะทนทำงานได้อีกสักกี่ชั่วโมง

“เหนื่อยสิ ทุกอย่างดูจุกจิกยุบยิบไปหมด แล้วยัยจ๋อมนะโหดมาก สั่งงานละเอียดยิบ นี่ถ้าเป็นคนอื่น จะวีนให้”คริสาทำหน้ามุ่ย ประสบการณ์การทำงานเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ยิ่งมาอยู่ในตำแหน่งที่ต้องรองรับคำสั่งของผู้อื่น ยิ่งชวนหงุดหงิดขัดใจ

“แล้วเป็นไง จะพอแค่นี้รึเปล่า ไปบอกจ๋อมได้นี่ ว่าไม่เอาแล้ว ยอมแพ้”ปวันแกล้งสบประมาท แววตาคู่คมตวัดจ้องมองร่างสูงตรงหน้า จ้องเขม็งจนเขาต้องกลั้นหัวเราะไว้

“ไม่ยอมแพ้หรอก เดี๋ยวยัยจ๋อมจะหาว่ากระจอก งานแค่นี้ก็ทำไม่ได้”อีโก้สูงเหลือเกิน เป็นคนไม่ยอมแพ้ซะด้วย ปวันนึกชมจริยาที่เข้าใจคริสาในจุดนี้

“แล้วนี่หิวรึเปล่า ไปหาอะไรทานกันมั้ย”ถามพลางเกลี่ยผมที่ปรกอยู่ตามใบหน้าให้ คริสาส่ายหน้าหงึกๆทำเสียงอ้อน

“หิว เดี๋ยวจะไปกินข้าวที่กอง ปวันไปกินด้วยกันน้า”

“ได้เหรอ พี่ไม่ใช่ทีมงานสักหน่อย”

“กับนักแสดงก็มีให้นะ”

“แต่พี่ยังไม่ได้ทำงานเลยนะ”ปวันถามอย่างลังเล

“งั้นเดี๋ยวคริสแบ่งให้”เกาะแขนทำตาเป็นประกาย ปวันเห็นทีต้องทำหน้าด้านไปแอบตอดข้าวที่กองถ่ายกินซะแล้ว

“โอเคครับ”ปวันตอบตกลง คริสาฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะลากร่างสูงให้ตามเธอไป

ปวันเดินตามคริสาไปยังห้องมีทติ้ง ทีมงานต่างทะยอยกันรับอาหารกลางวันที่จัดใส่กล่องโฟมไว้ซึ่งเป็นอาหารตามสั่งหลากชนิดรวมทั้งของว่างและน้ำดื่ม คริสาดึงมือคนตัวสูงลากให้เขาไปช่วยเธอเลือกข้าวกล่อง ซึ่งปกติแล้วคุณหนูอย่างเธอไม่ค่อยได้ทานอาหารแบบนี้เท่าไหร่นัก

“แล้วเราจะรู้ได้ไงอะ ว่าในกล่องมีอะไรบ้าง”คริสามองข้ากล่องตรงหนาที่วางเรียงซ้อนกันแล้วก็สงสัย ทุกกล่องดูเหมือนๆกันไปหมด

“ตรงถุงมีเขียนไว้นะ ในถุงนั่น กะเพราหมูกรอบไข่เยี่ยวม้า อันนั้นน่าจะไก่กระเทียม  ผัดฉ่าทะเล แล้วอันนี้ก็ข้าวไก่เทอริยากิ มีผัดซีอิ้วอีกด้วย คริสเอาอะไรดี”ปวันถามคริสา คนตัวเล็กครุ่นคิด เพราะไม่มีเมนูไหนที่เป็นของโปรดเธอเลย

“อืม เลือกยากจังแฮะ”

“ไม่มีของโปรดเลยนี่นา”ปวันบอกอย่างรู้ใจ คริสาพยักหน้าหงึกๆ

“พี่ไปหาอะไรที่ฟู้ดคอร์ดข้างล่างให้ดีกว่า ที่นั่นมีของกินเยอะกว่า คริสเอาอะไรครับพี่ไปซื้อมาให้”

“ไม่เอาคะ ทานเหมือนกับทุกคนนั่นแหละ คริสทานได้ เอาอันนี้ดีกว่า”คริสาสุ่มเลือกขึ้นมากล่องนึง แล้วหยิบอีกกล่องให้ปวัน นายแพทย์หนุ่มส่ายหัวปฎิเสธทันที

“คริสทานเถอะ พี่ยังไม่หิวเลย”

“เกรงใจเหรอคะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า”

“ถ้าพี่หิวเดี๋ยวจะขโมยสักกล่องนึงแล้วกัน”ปวันพูดติดตลก คริสาไม่อยากคะยั้นคะยอมากเพราะรู้ว่าเขาเป็นคนขี้เกรงใจ จริยาที่นั่งรวมกลุ่มทานข้าวกับทีมงานเมื่อเห็นคนทั้งสองก็กวักมือร้องเรียกให้ไปนั่งด้วยทันที

“พี่ปัน ยัยคริส มานั่งนี่”ทุกคนขยับเลื่อนเก้าอี้ให้ปวันและคริสาเข้ามาร่วมโต้ะ ปวันรู้จักกับทีมงานเกือบทุกคนเพราะเคยร่วมงานถ่ายโฆษณาครีมกันแดดด้วยกัน เขาทักทายอย่างสนิทสนม อีกทั้งยังเป็นขวัญใจของกองนี้ไม่มีเปลี่ยน

“พี่ปันรู้รึเปล่าว่ากองจ๋อมเนี่ยกรี้ดกร้าดกระดี๊กระด๊ามากพอรู้ว่าพี่จะมาถ่ายด้วย”จริยาทำท่าหมั่นไส้ใส่ลูกน้องสาวๆที่ออกอาการปลื้มปริ่ม ปวันหัวเราะร่วน

“ผมก็ดีใจเหมือนกันครับที่ได้ร่วมงานกับทุกคน ฝากตัวอีกครั้งนะครับ”ปวันบอกด้วยท่าทีอ่อนน้อม

“พี่ปันทานข้าวด้วยกันสิคะ มีเยอะแยะเลย”จริยาเชิญชวนปวัน

“ไม่เป็นไรพี่ยังไม่ค่อยหิว แค่แวะมาดูคริสแค่นั้น”

“มันฟ้องอะไรบ้างรึเปล่าคะ ถ้ายัยคริสบอกว่าจ๋อมโขกสับ มันโกหกนะพี่ปัน มันสำออย แค่อยากให้พี่โอ๋มันแค่นั้น”จริยากระเซ้าเพื่อนเล่น คริสาทำตาเขียวทันที

“ฝากไว้ก่อนเถอะแก วันนี้ฉันเป็นลูกน้องแก ฉันจะยอมแกวันนึง”คริสาโบกช้อนพลาสติกไปมาตรงหน้าจริยา เพื่อนสาวตัวเล็กหัวเราะชอบใจ

“คริสทานข้าวดีกว่า มาพี่เปิดให้”ปวันดึงข้าวกล่องตรงหน้าคริสา แล้วจัดการเปิดให้ ด้านในกล่องเป็นเมนูทะเลผัดฉ่า พริกขี้หนูสวนหลากสีที่ปะปนอยู่ดูท่าจะเผ็ดไม่น้อย คริสามองอย่างชั่งใจ

“รู้จักปะ ข้าวกล่อง ไม่เคยกินก็กินซะ เจ้านี้อร่อยมากแก”จริยาบอกกับเพื่อนรัก

“มันเผ็ดป่าวอะ”คริสาทานเผ็ดได้ระดับหนึ่ง แต่หากรสจัดมากก็กลัวว่าท้องไส้จะปั่นป่วน

“มาเดี๋ยวพี่ทำให้”ปวันเขี่ยพริกแยกออกจากเนื้อสัตว์จนหมด ก่อนจะตักขึ้นมาชิมคำนึงแล้วยื่นให้คริสา

“พี่เอาพริกออกให้หมดแล้วครับ ชิมแล้วไม่เผ็ดมากคริสทานได้”

“อร่อยรึเปล่าคะ”

“อร่อยครับ”

“ขอคำนึงคะ”อ้าปากรอให้สามีป้อน คนช่างเอาใจก็บริการเต็มที่ คริสาเคี้ยวข้าวตุ่ยๆ ปวันยิ้มกว้าง บรรยากาศดอกไม้บานหวานจนมดขึ้นทำให้ผู้ร่วมโต้ะพากันขอบตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉา

“โอ้ยยยย ผัดฉ่าหรือมันเชื่อม อะไรจะหวานขนาดน้านนนนนนน”จริยาร้องแซวเสียงดัง คนอื่นพากันหัวเราะร่วน คริสาก็ด้วย

“พี่จ๋อมก็หาแฟนบ้างสิคะ จะได้มีกะเค้ามั่ง เดี๋ยวเข้าเลขสามจะลำบากเอาน้า”ทีมงานรุ่นน้องแซว จริยากระแทกขวดน้ำเสียงดัง

“ไอ้กรีน ฉันไล่แกออก”

“แต่ก็จริงอย่างที่น้องเค้าบอกนะจ๋อม หาแฟนแล้วก็ต้องงานซะ”ปวันเสริม ก่อนจะหันไปส่งน้ำดื่มให้ภรรยา

“ยัยจ๋อมมันมีของมันอยู่แล้ว”คริสาแหย่เพื่อนเล่น จริยาหันขวับส่งสายตาให้คริสาหุบปากทันที คริสาหัวเราะคิกคักชอบใจที่ได้เอาคืนเพื่อน

“จริงอะพี่จ๋อม ใครอะ”

“นั่นสิจ๋อม ใครกัน”

ผู้ร่วมโต้ะต่างพากันให้ความสนใจถึงชายหนุ่มปริศนาที่คริสาเอ่ยมา จริยาโบกมือตรงหน้าไปมาเป็นการปฏิเสธ จังหวะนั้นประตูห้องมีทติ้งถูกเปิดออก ชายรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสุดเท่เดินเข้ามา เรียกความสนใจจากสายตาทุกคู่ในห้องทันที

“อู้ววววววววววว”คริสาทำเสียงแซว เพราะคนที่กำลังเป็นประเด็นปรากฏกายขึ้นราวกับจุดธูปเรียก จริยาหน้าซีดทันที พลางยื่นมือมาอุดปากเพื่อน ปวันกลั้นขำให้คนทั้งสองที่แกล้งกันเหมือนเด็กๆ เขารู้ดีว่าชายหนุ่มที่อยู่ในสายตาจริยามาตั้งแต่เด็กจนโตคือใคร

“คุณกฤษณ์ สัวสดีครับ”ปวันเอ่ยทักทายบอดี้การ์ดรูปหล่อเป็นคนแรก กฤษณ์โค้งน้อยๆเป็นการทักทายกลับ

“สวัสดีครับคุณหมอปวัน ไม่เจอกันสักพัก ทุกอย่างโอเคดีนะครับ”กฤษณ์เอ่ยถามพร้อมกับส่งสายตาไปยังสองสาวคู่หูตัวแสบ จริยากับคริสาหลบตาทันที

“โอเคดีครับ คุณกฤษณ์สบายดีนะครับ”

“ดีครับ”

“คุณกฤษณ์ มานี่มีอะไรรึเปล่าคะ มาหายัยจ๋อมเหรอ”คริสาเอ่ยถาม จริยาจ้องเขม็ง

“ผมมาทำธุระที่โรงพยาบาล รู้มาว่าคุณจ๋อมยกกองมาถ่ายที่นี่เลยแวะมาดูครับ”กฤษณ์ตอบ

“ไม่ใช่ว่าแวะมาจับผิดเหรอ”จริยาแทรกขึ้น

“แล้วคุณกับคุณคริสคิดจะก่อเรื่องอะไรละครับ ผมถึงต้องตามมาจับผิด”กฤษณ์สวนขึ้นทันที

“อะไรคุณกฤษณ์ คริสไม่เกี่ยวนะ”

“สละเรือเลยนะยัยเพื่อนทรยศ”จริยาฟาดมือใส่แขนคริสาไปหนึ่งที ปวันหัวเราะเบาๆกับสองเพื่อนซี้ที่ไม่รู้จักโต

“วันนี้ไม่ไปไหนกับคุณป๋าเหรอคะ”จริยาหันไปถามกฤษณ์

“คุณป๋าคุณหนูพักผ่อนอยู่บ้านครับวันนี้ ผมเสร็จธุระไม่มีอะไรทำ ไม่อยากทำตัวให้เปล่าประโยชน์ก็เลยจะมาดูแลคุณหนูที่กอง”กฤษณ์บอกด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ทีมงานเริ่มซุบซิบกันทันที

ที่บอกว่าคุณจ๋อมนี่ลูกสาวมาเฟียท่าจะจริง

มีบอดี้การ์ดมาคุมด้วย

โคตรหล่ออีกต่างหาก

“ที่นี่โรงพยาบาล เป็นสถานที่ปลอดภัยคะพี่กฤษณ์”จริยาบอกเสียงเข้ม บอร์ดี้การ์ดหนุ่มพยักหน้าเหมือนรับรู้ว่าเขาเข้าใจความหมายที่จริยาต้องการสื่อ

“ครับ”

“งั้นพี่กฤษณ์ก็กลับไปพักผ่อนหรือไม่ก็พาสาวสักคนไปเดทสิคะ ถ้าว่างขนาดนั้น”

“ทำงานของคุณหนูไปเถอะครับ ผมก็จะทำงานของผม”กฤษณ์บอกอย่างไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนที่เขาจะเดินไปยังมุมหนึ่งของห้องลากเก้าอี้แล้วนั่งกอดอกมองเงียบๆเหมือนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จริยากัดริมฝีปากอดกลั้นความโมโหของตัวเอง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าที่เขาลงทุนมาเฝ้าเพราะอะไร

“นี่คุณกฤษณ์ยังไม่เลิกคิดว่าเราสองคนจะวางแผนทำเรื่องไม่ดีกันอีกเหรอ”คริสายื่นหน้าไปกระซิบกระซาบกับจริยา ปวันมองอย่างสนใจ

“ก็ใช่นะสิ ลงทุนมาเฝ้าเพราะรู้ว่าแกมาทำงานกับฉัน แล้วพี่ปันก็อยู่ด้วย นี่คงคิดว่าพวกเรารวมตัวกันเพื่อจะทำเรื่องไม่ดีนะสิ”

“มีอะไรกันรึเปล่าครับ”ปวันถามแทรกขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของสองสาว

“หึ บอดี้การ์ดจ๋อมที่ไหนละ บอดี้การ์ดผู้พิทักษ์พี่ปันมากกว่า”จริยาเบะปาก ปิดกล่องข้าวตัวเองแล้วลุกจากโต๊ะ ปวันมองตามร่างเล็กอย่างงงงวย ก่อนจะหันไปถามคริสาที่พยายามกลั้นหัวเราะ

“จ๋อมเป็นอะไร แล้วที่พูดนี่หมายความว่าไง”

“ช่างยัยจ๋อมมันเถอะคะ ทานข้าวต่อดีกว่า”คริสาเลี่ยงไม่ตอบ หันไปตักข้าวใส่ปากต่อ ปวันไม่อยากซักไซร้มาก คงไม่ใช่เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเขา

เวลาพักกองกลางวันหมดลงอย่างรวดเร็ว ทีมงานต่างเตรียมพร้อมเซตสถานที่ถ่ายฉากต่อไป ปวันซึ่งมีคิวถ่ายช่วงบ่ายกำลังเตรียมตัวทำความเข้าใจบทบาทกับผู้กำกับ

“จ๋อมแล้วแอมบาสเดอร์อีกคนคือใคร หมอผู้หญิงที่แกบอก ฉันยังไม่เห็นมาเลย”คริสาถามจริยา หญิงสาวยิ้มแป้นก่อนจะพยักเพยิดให้ดูคนที่เปิดประตูผ่านเข้ามาภายในห้อง

“คุณหมอแพรพลอยเชิญทางนี้คะ”จริยาลุกขึ้นต้อนรับผู้มาใหม่ แพรพลอยทักทายทุกคนก่อนจะเดินตรงมายังจริยา

“ขอโทษด้วยคะที่เลทไปสิบนาที ไปราวคนไข้ที่ไอซียูมาคะยังอยู่ในชุดทำงานอยู่เลย”แพรพลอยเอ่ยปากขอโทษที่ตัวเองดูไม่พร้อมสำหรับการถ่ายโฆษณาเท่าไรนัก

“ใส่กาวน์แบบนี้ดูเท่มากเลยคะ เพอร์เฟค”จริยายกนิ้วโป้งเอ่ยชื่นชม คริสาที่เพิ่งรู้ว่าแอมบาสเดอร์อีกคนคือแพรพลอยอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาทันที ปวันโบกไม้โบกมือเรียกแพรพลอย ก่อนจะเดินยิ้มร่ามาร่วมกลุ่ม

“นี่แพรก็มาถ่ายด้วยเหรอ เมื่อเช้ายังผ่าคนไข้อยู่เลย”

“นี่ก็เพิ่งราวเสร็จนะ”

“ผมไม่ยักรู้ว่าแพรสนใจเรื่องแบบนี้ด้วย”

“ปันก็ไม่เห็นเคยสนใจทำแบบนี้นี่ ยังทำเลย”

การต่อบทสนทนาอย่างสนิทสนมนั้นทำให้คริสากระแอมไอเสียงดังจนคนทั้งสองหันไปมอง แพรพลอยก้มหัวทักทายคริสา ก่อนจะหันไปพูดคุยกับปวันต่ออย่างไม่สนใจ

“หมอทั้งโรงพยาบาลมีแค่ยัยนี่รึไงห๊ะ”คริสาดึงแขนจริยาแล้วกระซิบกระซาบ รู้ทั้งรู้ว่ายัยหมอคนนั้นชอบหว่านเสน่ห์ใส่ปวัน และดูสนิทสนมกันแปลกๆก็ยังดึงมาร่วมงานกัน

“ไม่มีใครดูดีดูสมาร์ทแล้วก็โปรไฟล์เริ่ดเท่าหมอแพรพลอยอีกแล้ว แกต้องแยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ได้นะยะ”จริยาเตือนสติและชี้ให้คริสาเห็นถึงความเหมาะสม

“เจอกันที่ทำงานยังไม่พอ มาถ่ายโฆษณาด้วยกันอีก”คริสากอดอกงึมงำ จริยาช้อนตามองเพื่อน

“แกนี่นับวันจะอาการหนักเอาการขึ้นจริงๆ นี่ใช่คนเดียวกับที่วางแผนจะกำจัดผัวออกจากชีวิตรึเปล่าเนี่ย”จริยารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของคริสาที่เกิดขึ้น หากแต่เจ้าตัวเองจะรู้ตัวรึเปล่านั่นก็อีกเรื่อง

“ช่างฉันเถอะน่า”คริสาบ่ายเบี่ยงไม่อยากตอบ จริยารู้ดีว่าป่วยการที่จะบังคับให้คริสายอมรับความจริงเรื่องความรู้สึกของตัวเอง

“เลิกหงุดหงิดเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้วก็ทำงานกันดีกว่า เหลือถ่ายอีกเพียบ แกคงไม่อยากกลับบ้านดึกหรอกใช่มั้ย”จริยาตบบ่าคริสา แล้วหันกลับไปเรียกทีมงานรวมตัวบรีฟงานช่วงครึ่งวันบ่ายที่เหลือ คริสาถอนหายใจยาวพยายามยอมรับและทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมด

ถึงเวลาถ่ายทำในช่วงครึ่งวันบ่ายที่เหลือ ซึ่งเป็นคิวการถ่ายทำของปวันและแพรพลอยต้องย้ายสถานที่ไปตามจุดต่างๆของโรงพยาบาลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องการเน้นให้เห็นถึงวิสัยทัศน์พร้อมกับโปรโมทส่วนต่างๆของโรงพยาบาล แม้จะใช้เวลาถ่ายทำค่อนข้างนานแต่ทั้งปวันและแพรพลอยก็ทำออกมาได้ดี ทั้งคู่ดูเป็นธรรมชาติและเข้าขากันอย่างน่าประหลาด ภาพหมอหนุ่มสาวที่ดูเหมาะสมกันราวพระนางซีรีร์ทางการแพทย์ของเกาหลี ผลงานออกมาถูกใจผุ้กำกับและทีมงานเป็นอย่างมาก หากจะหาใครที่ไม่สบอารมณ์กับสถานการณ์ตอนนี้ก็คงเป็นคริสาคนเดียวเท่านั้น

“โอเค้ คร้าบบบ ผ่าน”ผู้กำกับร้องบอก ทีมงานปรบมือชื่นชม

“คุณหมอปวัน วันนี้หมดคิวแล้วครับ เหลือพรุ่งนี้ถ่ายที่สตูดิโอ แล้วก็เสร็จ เยี่ยมมากครับ”ผู้กำกับบอกกับปวัน พร้อมกับชูนิ้วโป้งให้

“ครับผม งั้นวันนี้ผมก็หมดหน้าที่แล้วใช่มั้ย”

“พักได้ตามสบายเลยครับ”

“ขอบคุณครับ”

“ส่วนคุณหมอแพรพลอย เหลืออีกซีนเดียว เราจะย้ายโลเกชั่นไปถ่ายบนดาดฟ้า เดี๋ยวคุณหมอพักก่อน เราจะเริ่มถ่ายในอีกครึ่งชั่วโมง”ผู้กำกับหันไปบอกแพรพอลย แพทย์หญิงพยักหน้าตอบรับ

“เหนื่อยมั้ยแพร”ปวันถามแพรพลอยในฐานะคนที่เคยชิมลางงานหน้ากล้องมาก่อน เขารู้เลยว่ามันไม่ง่ายนัก

“ยากกว่าผ่าตัดอีก”แพรพลอยกระซิบกระซาบ ทำหน้าตาเหยเก

“ผมก็ว่างั้นแหละ”ทั้งสองหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน คริสาที่ยืนมองอยู่หลังจอมอนิเตอร์กำวอร์ในมือแน่น จริยาเหลือบมองอาการของเพื่อนก็รีบไปกอดคอตบบ่าทันที

“จะเสร็จงานแล้วแก เหลืออีกซีนเดียว”

“ฉันไม่พังกองแกหรอกน่า ไม่ต้องกลัว”คริสาบอกอย่างรู้ทันความคิดจริยา เพื่อนสาวฉีกยิ้มนวดไหล่เบาๆ

“แพรไปพักก่อนเถอะ ผมเองก็จะพักสักหน่อย เดี๋ยวจะขึ้นไปดูงานต่อสักนิด”ปวันบอกกับแพรพลอย ก่อนจะเดินแยกตัวออกมา นายแพทย์หนุ่มพุ่งตรงมายังภรรยาทันที

“เสร็จแล้วครับ เป็นไงคริสาเหนื่อยมั้ย”คริสาคิดว่านั่นเป็นคำถามที่เธอควรจะถามเขามากกว่า หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่คะ ปวันละเหนื่อยมั้ย”

“ไม่เหนื่อยครับ แต่เขินมากกว่า”ปวันอมยิ้มแบบเขิน

“เขินอะไรกันคะ ก็เห็นแสดงเป็นธรรมชาติเข้าขากันดีกับหมอแพร”คริสาทำเสียงเฉยชา

“ไม่ได้เขินแพร แต่เขินคริสต่างหาก”

“หือ?”

“ก็ คริสจ้องมอนิเตอร์อยู่ตลอดเลย พอรู้สึกว่าถูกคริสมองอยู่ตลอดเวลาก็เลยเขิน แต่ก็ต้องเล่นให้ผ่านให้ได้ ไม่งั้นจะเสียเวลา พอเสียเวลา คริสก็ต้องทำงานนานไปอีก พี่ไม่อยากให้คริสทำงานเหนื่อย”ปวันตอบตามความจริงที่เขารู้สึก คำตอบนั้นทำให้อารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้าขงคริสาจางหายไปจนเกือบหมด

“อะแฮ่ม! ยังมีคนอื่นยืนอยู่ตรงนี้ด้วยคะ”จริยากระแอมไอ รู้สึกตัวเองเป็นอากาศไปโดยปริยาย

“งั้นเดี๋ยวขอขึ้นไปดูงานสักหน่อย เลิกงานแล้วพี่มารับกลับบ้านนะครับ”

“โอเคคะ”

ปวันเดินจากไป คริสามองตามจนเขาขึ้นลิฟต์หายไป ก่อนจะเก็บของของตัวเองแล้วย้ายสถานที่ถ่ายทำเพื่อเริ่มงานในซีนสุดท้าย

กองโฆษณายกมาถ่ายกันที่ดาดฟ้าโรงพยาบาล  จำลองสถานการณ์การขนส่งผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศโดยเฮลิคอปเตอร์ของทางโรงพยาบาล โปรดักชั่นค่อนข้างใหญ่และต้องใช้เทคนิคในการถ่ายทำจากอากาศ รวมถึงใช้โดรนในการถ่ายร่วมด้วย ผู้กำกับซักซ้อมกับนักแสดงซึ่งแพรพลอยเป็นตัวแสดงหลัก

“คุณหมอทำเหมือนสถานการณ์จริงเลยครับ คิดว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่ได้รับกระทบกระเทือนทางสมอง ผมอยากให้สมจริงมากที่สุด พอเฮลิคอปเตอร์บินมาถึงจุดที่รีมาร์ค ก็เริ่มอย่างที่ซ้อมกันไว้เลย”ผู้กำกับอธิบายเน้นย้ำอีกครั้ง แพรพลอยพยักหน้ารับทราบ จริยาเข้าไปบรีฟเพิ่มถึงสิ่งที่ต้องการได้ ก่อนจะถอยออกมาดูจอมอนิเตอร์อยู่ห่างๆ

“เดี๋ยวเค้าจะเริ่มถ่ายกันแล้ว ทุกคนเคลียร์พื้นที่ด้วยคะ”จริยาวอร์บอกทีมงานที่อยู่ในฉากให้ออกมา ทุกอย่างเตรียมพร้อมและเดินกล้องถ่ายทำ ทุกอย่างถูกรันไว้ตามคิว แพรพลอยนอกจากจะเป็นหมอที่เก่งมากแล้วยังเป็นนักแสดงที่ดีมากด้วย แพทย์หญิงทำทุกอย่างเป็นธรรมชาติไม่เกร็งแข็งยามอยู่ต่อหน้ากล้อง

“นี่จะเก่งไปหมดทุกอย่างเลยรึไง”คริสาพึมพำอยู่หลังมอนิเตอร์

“แกอิจฉาละสิ”จริยาเอียงตัวไปกระซิบใส่หูเพื่อนรัก

หลังจากเดินกล้องถ่ายเก็บภาพได้หลายมุม ผู้กำกับขอถ่ายซ่อมช่วงซีนสุดท้ายอีกครั้ง ก่อนที่แสงของดวงตะวันจะคล้อยต่ำลง คริสามองนาฬิกาตัวเอง เป็นเวลาสี่โมงเย็น

“อู้วววว กำลังถ่ายหนังกันจริงๆด้วย”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังคริสาเป็นของนายแพทย์ผู้มาใหม่กับเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาลอีกสองคน

“อ้าว หมอยู สวัสดีคะ”คริสาทักทายวทัญญู แพทย์สาขาศัลยกรรมกระดูก เพื่อนคนสนิทของปวัน นายแพทย์หนุ่มมีท่าทีตื่นเต้นกับภาพตรงหน้าไม่น้อย

“นี่ขึ้นมาได้ไงคะ รู้สึกว่าเขาจะห้ามเข้ามานะคะ”

“ผมบอกว่าเป็นเอกตร้ามาเสริมนะ คุณคริสอย่าบอกใครนะครับ ก็ผมไม่เคยเห็นกองถ่ายหนังนี่ อยากดู”วทัญญูทำเสียงอ้อนวอน คริสารู้สึกขำขัน วทัญญูเป็นคนอัธยาศัยดีและมีมุมตลกขบขัน ผิดกับปวันที่จริงจังไปเสียทุกเรื่อง

“ไม่ใช่ว่าแอบมาดูคุณหมอแพรพลอยเหรอ”คริสาดักคอ แค่เห็นแววตาเป็นประกายตอนมองคนที่กำลังถ่ายทำอยู่ เพียงแว้บเดียวก็รู้

“โอ้ย อะไรกันครับ ไม่สักหน่อย”ท่าทีมีพิรุธ เสียงสูงผิดปกติ และไม่กล้าสบตา แสดงว่าเดาถูกชัดๆ

“ชอบก็จีบสิคะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับคุณคริส”ปฎิเสธจนลิ้นพันกัน ท่าทางเขินจัด

“จีบเลยคะ ติดชัวร์”คริสาเชียร์สุดใจ เพราะถ้าวทัญญูจีบสำเร็จ แพรพลอยจะได้เลิกหว่านเสน่ห์ใส่ปวันสักที

“ไม่เคยมีใครจีบติดนอกจากไอ้ปัน เคสหินครับ อุ้บ!”วทัญญูเอามืออุดปากตัวเองทันที เพราะเผลอพลั้งปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด แต่คริสาได้ยินเต็มสองหู  ไม่เคยมีใครจีบติดนอกจากไอ้ปัน

“สองคนนั่นเคยเป็นแฟนกันเหรอคะ”เปลี่ยนเป็นเสียงแข็ง หน้าตาจริงจังทันที วทัญญูรู้สึกว่าเขางานเข้าเสียแล้ว

“โอ้ว แย่จริงผมนึกขึ้นได้ว่ามีผ่าตัดคนไข้ด่วน ต้องไปแล้วครับ”วทัญญูเตรียมชิ่ง แต่คริสาคว้าแขนไว้พร้อมกับส่งสายตาอำมหิต

“ไม่เนียนคะหมอ”

“เอ่อ...”

“คริสว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนิดหน่อยคะ”

ถ่ายทำเสร็จในเวลาเกือบห้าโมงเย็น ทั้งนักแสดงและทีมงานเหนื่อยล้ากันไปตามๆกัน ทุกคนเร่งเก็บขนอุปกรณ์ลงไปยังชั้นล่าง แพรพลอยโค้งขอบคุณทุกคนที่ให้การแนะนำเธออย่างดีในระหว่างกายถ่ายทำ

“ขอบคุณมากคะ ที่ทำงานกันอย่างหนัก ขอโทษด้วยในบางซีนที่ต้องทำให้ถ่ายซ่อม”

“ทางเราต่างหากต้องขอบคุณคุณหมอ เก่งมากเลยครับ อย่างกับนักแสดงมืออาชีพ เลิกเป็นหมอแล้วไปเป็นดาราได้สบาย”ผู้กำกับยกนิ้วชมเปาะ ทีมงานปรบมือให้กับแพรพลอยชื่นชมในความสามารถ

“พรุ่งนี้ก็คงต้องรบกวนเวลาอีกนิดหน่อย ต้องถ่ายที่สตูดิโอเหมือนคุณหมอปวัน ทางบริษัทจะให้รถมารับตอนบ่ายโมงตรงนะคะ”จริยาแจ้งกำหนดการ แพรพลอยพยักหน้ารับรู้

“งั้นวันนี้แพรขอตัวก่อนนะคะ เจอกันพรุ่งนี้คะ”แพรพลอยบอกลาทุกคนแล้วแยกตัวออกมา เดินสวนกับคริสาพอดี แพทย์หญิงส่งยิ้มกำลังจะเอ่ยบอกลา แต่คริสาตีหน้านิ่งใส่แล้วเดินเลยผ่าน แพรพลอยยักไหล่ไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนจะเดินลงจากดาดฟ้าไป

“เป็นเมนส์รึไง หน้าเป็นตูดเชียว”จริยาเอ่ยทักคริสา

“แล้วนี่แกหายไปไหนมา”

“ยัยจ่อมแกรู้มาก่อนรึปล่าวว่าปวันกับหมอแพรพลอยเคยคบกันตอนเป็นสตาฟ”คริสาถามสวนขึ้นทันที จริยามุ่นคิ้วงุนงง

“พี่ปันกับหมอแพรเนี่ยนะเคยเป็นแฟนกัน”

“ก็เออนะสิ”

“ไม่รู้สิ ถ้าฉันรู้แกก็ต้องรู้”จริยาชี้ให้เห็นความจริง ถ้าเธอรู้ว่าทั้งสองคนเคยคบกัน มีหรือที่คริสาจะไม่รู้ คริสากอดอกหน้างอ ระหว่างนั้นกฤษณ์และปวันที่ขึ้นมาบนดาดฟ้าพร้อมกันเดินมาสมทบพอดี

“อยากรู้อะไรก็ไปถามสามีแกแล้วกัน”จริยากระซิบกระซาบ

“เสร็จงานแล้วคุณหนูจะไปไหนอีกรึเปล่า เมื่อเช้าให้รถที่บ้านมาส่งนี่ครับ”กฤษณ์เอ่ยถามจริยาที่กำลังเก็บของเตรียมกลับ

“ไม่ได้ไปไหนคะ จะกลับเลย”

“งั้นกลับกับผม”กฤษณ์ดึงกระเป๋าและของในมือจริยามาถือไว้เสียเอง ฝ่ายปวันจะทำแบบเดียวกันกับคริสา แต่ภรรยาทำตาเขียวใส่เขาแถมยังไม่ยอมให้ช่วยอีก

“พี่ถือของให้”

“ไม่ต้องคะ คริสถือเองได้! ยัยจ๋อมคุณกฤษณ์ กลับก่อนนะคะ เจอกันพรุ่งนี้”คริสาผละออกจากกลุ่ม ก้าวเร็วๆเดินลงจากดาดฟ้าไป ปวันมองตามด้วยความงงงวย ก่อนหน้านี้ยังอารมณ์ดีอยู่แท้ๆ

“จ๋อม คริสเป็นอะไร ทำไมเหมือนอารมณ์เสีย”

“พี่ปันรีบตามไปสิคะ ลักษณะต้องเคลียร์ยาว”

“ต้องเคลียร์ เคลียร์อะไร”ปวันถามอย่างุนงง เขาไม่เข้าใจสถานการณ์สักนิด แต่ดูเหมือนว่าจะงานเข้าอีกแล้ว

“ไปถามเองเลยคะ จ๋อมไม่เกี่ยวด้วยนะเรื่องนี้”จริยารีบออกตัว ปวันพยักหน้าเร็วๆก่อนจะรีบเร่งตามคริสาไป

“มีเรื่องอะไรกันอีกครับ”กฤษณ์ถามเสียงเข้มแบบคนจ้องจับผิด

“ก็บอกแล้วไงคะว่าไม่เกี่ยวกับจ๋อม เห็นจ๋อมว่างนักรึไง ถึงเที่ยวไปยุ่งเรื่องชาวบ้านได้”จริยากระแทกเสียงใส่อย่างโมโห เขาคงจะนึกว่าเธอไปยุแยงหรือป่วนอะไรอีกรึไงถึงได้ถามเหมือนจ้องจับผิดกัน

“ผมถามดีๆแล้วทำไมต้องโมโหด้วย”

“นั่นนะสิทำไมต้องโมโหด้วยก็ไม่รู้”สะบัดตัวหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว กฤษณ์ถอนใจยาวก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไปอีกคน

รถจอดสนิทด้านหน้าคฤหาส อลันหันไปหาคนที่อยู่ข้างกัน ณฉัตรเงียบผิดปกติมาตั้งแต่มูลนิธิ เธอเหมือนกับกำลังใช้ความคิดกับอะไรบางอย่างและคงจะกลัดกลุ้มกับเรื่องนั้นไม่น้อยจนทุกความรู้สึกแสดงออกทางสีหน้า

“ณฉัตร มีอะไรรึเปล่า ทำไมเงียบมาตั้งแต่ที่มูลนิธิแล้ว”อลันตัดสินใจถามออกไป ณฉัตรแค่ส่ายหน้าเบาๆ เขารู้อยู่แล้วว่าไม่มีวันได้ล่วงรู้ความคิดของเธอหรอก ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่

“ฉัตรขอตัวก่อนนะคะ”บอกลา ก่อนจะเปิดประตูรถแล้วลงไป ยืดไมเท้านำทางออกมาแล้วพาตัวเองกลับไปยังเรือนกระจก โดยไม่รออลัน ร่างสูงรีบลงรถตามไป ดักหน้าขวางไว้

“จะไม่บอกก็ได้ว่าเป็นอะไร แต่เดี๋ยวฉันไปส่ง”

“ไม่ต้องคะคุณอลัน ฉัตรแค่อยากเดินช้าๆกลับห้อง ตามลำพัง”เป็นการบอกว่าไม่ต้องการให้เขาช่วยเหลือ อลันจำใจต้องหลีกทาง เขาจะปล่อยเธอไว้กับตัวเองสักพักหนึ่ง แต่ต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรหรือใครที่ทำให้ณฉัตรมีท่าทางกังวลแบบนี้

“งั้นก็ไปพักผ่อน อย่ายืนตากลมด้านนอกนานๆ เดี๋ยวจะไม่สบาย”เขาบอกกับณฉัตร แล้วปล่อยให้หญิงสาวเดินไปตามทางของเธอ รถยนตร์อีกคันแล่นมาจอดเทียบเคียงรถของอลัน ทันทีที่เครื่องยนตร์ดับสนิท ร่างบางเปิดประตูรถแล้วก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็วราวกับพายุ คนที่ลงรถตามมาคือปวัน

“ยัยคริส”อลันร้องเรียกหลานสาว แต่คริสาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่แม้แต่จะหันมามอง

“นั่นมันเป็นบ้าอะไรอีกละปวัน”อลันท้าวสะเอวมองตามหลานสาวที่ดูท่าเหมือนจะหงุดหงิดหรือสติหลุดกับอะไรบางอย่างมา

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ถ่ายโฆษณาอยู่ดีๆพอเลิกงานก็เป็นอย่างที่เห็น ผมถามอะไรก็ไม่ตอบเอาแต่ตีหน้ายักษ์ใส่ นี่ผมต้องทำไงครับถึงจะรู้ว่าทำอะไรผิด”ปวันโอดครวญ ขอคำเสนอแนะจากอลัน แต่คนอายุมากกว่าก็ส่ายหน้าทันที ลำพังเรื่องตัวเองก้ปวดหัวเพราะณฉัตรก็ไม่ต่างกัน

“ฉันกลัวอารมณ์ผู้หญิงมากกว่าคาร์ซิโนมาเซลล์ระดับสี่อีก”

“ถ้าทำอะไรผิด พร้อมจะง้อและขอโทษ แต่ประเด็นคือ ผมยังไม่รู้เลยผมผิดเรื่องอะไร”ปวันทำสีหน้าหนักใจ

“ปล่อยไปก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้อาจอารมณ์ดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วก็ได้ ขืนไปเซ้าซี้ตอนนี้ ได้ทะเลาะกันอีก”อลันแนะนำ ปวันพยักหน้ารับรู้แม้จะงุนงงไม่น้อยก็ตามที

“แล้ววันนี้คุณอาไปที่มูลนิธิมาใช่มั้ยครับ พอดีก่อนกลับผมเจออาหมอวรัญพอดี”

“อืมใช่ ไปหารือเรื่องมูลนิธินั่นแหละ”

“มีความเคลื่อนไหวยังไงบ้างครับ”

“ไปคุยกันข้างในดีกว่า”อลันบอกปวัน ทั้งสองคนเดินเข้าไปภายในคฟหาสถ์พร้อมกัน

………………………………………………….

ณฉัตรนั่งลงบนม้านั่งตัวยาวสีขาวด้านหน้าเรือนกระจก กำมือถือไว้ในมือกำลังครุ่นคิดตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เรื่องราวที่เธอเพิ่งได้รับรู้จากมูลนิธิทำให้ทุกข์ใจและเป็นกังวลอย่างที่สุด และเธอรู้ตัวดีว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เสียงโทรศัพท์ที่เธอรอคอยดังขึ้น ณฉัตรรีบกดรับทันที

“ฮัลโหล อาหมอคะ”

“ว่าไงณฉัตร อาได้รับข้อความเสียงขอให้โทรกลับ หนูมีอะไรหรือเปล่า”นายแพทย์วรัญเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“อาหมอคะ ฉัตรทราบเรื่องมูลนินิธิแล้วนะคะ ฉัตรมีเรื่องอยากจะขอให้คุณอาช่วยคะ”ปลายสายนิ่งเงียบไป นายแพทย์วรัญไม่อยากให้ณฉัตรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย และอลันกำชับนักหนาว่าจะให้เธอรู้เรื่องนี้ไม่ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าณฉัตรจะรู้ทุกอย่างเสียแล้ว

“หนูมีเรื่องอะไรให้อาช่วยบอกมาได้เลย”

หนูอยากเจอคุณชานนท์คะ คุรอาช่วยพาหนูไปเจอเขาที

2be con

Writertalk:หายไปด้วยสองเหตุผล ประการแรกไวรัสบุกคอมเอาไปลงวินโดใหม่ผลที่ได้คือไฟล์นิยายหายเกลี้ยง(รวมถึงซีร๊ที่โหลดเก็บไว้ด้วย T^T) ต้องมาแต่งใหม่ มีความท้อแท้และไม่มีเวลาแต่งให้จบตอนเลยต้องลงแค่ครึ่งหนึ่งก่อน เพราะถ้ารอให้ลงครบต้องรออีกสี่ห้าวัน อีกประการคือมีนำเสนอผลงานวิชาการเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา งานร้อนงานเร่งงานไฟไหม้มาก เลยไม่ได้แต่งนิยายเพิ่ม ต้องขออภัยในความล่าช้ามา ณ.ที่นี้ด้วยคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น