อุรคนาคา

มาสนุกหรรษาไปพร้อมกับเหล่าตุ๊ดทั้งห้ากันเถอะ!!

บทที่ 2 : เจ้าชายสามแห่งสุทธิสารนคร

ชื่อตอน : บทที่ 2 : เจ้าชายสามแห่งสุทธิสารนคร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ค. 2559 08:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 : เจ้าชายสามแห่งสุทธิสารนคร
แบบอักษร

บทที่ 2 : เจ้าชายสามแห่งสุทธิสารนคร

 

                                   

          หากมีผู้มาเยือนเข้ามาในนครนาม สุทธิสารนคร แล้วถามผู้คนในเมืองนี้ว่า พระเจ้าชัยเชษฐคือใคร คนผู้นั้นจะได้ยินคำสรรเสริญชื่นชมก่อนที่จะได้รับคำตอบเสียอีก เพราะชื่อนี้คือชื่อของกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองและผู้คนด้วยคุณธรรม จนเป็นที่เคารพนับถือของเหล่าประชาราชของนครแห่งนี้

 

          นับตั้งวันที่ได้ขึ้นครองราชย์มาจนถึงบัดนี้ กษัตริย์องค์นี้ได้ทำหน้าปกครองนครแห่งนี้อย่างสุดกำลัง จนทำให้นครแห่งนี้เป็นศูนย์การของความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมด ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาราชอยู่ดีกินดี จนคุณงามความดีเหลือนี้มากมายเสียจนไม่อาจจะพรรณนาได้ แต่ชีวิตส่วนพระองค์นั้นกลับต้องจมอยู่ในความทุกข์จากการสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

          เพราะหลังจากที่ครองราชย์ได้ไม่นานนัก เขาได้สูญเสียชายาอันเป็นที่รักยิ่งและโอรสน้อยอีกหนึ่งพระองค์ไปภายในเวลาไล่เลี่ยกัน ในเวลานี้เขาเหลือพระโอรสและพระธิดาทั้งหมดรวมได้เจ็ดพระองค์ แต่ถึงกระนั้นพญายมบาลก็ยังไม่รามือ เพราะเมื่อตอนกลางดึกพระโอรสองค์ที่สามของเขาได้จากโลกนี้ไปและเหลือทิ้งไว้แต่ร่างที่ไร้วิญญาณเสียแล้ว

 

          ทันทีที่ทราบจากข่าวจากขุนนางคนสนิท เพียงชั่วขณะจิตความรู้สึกเจ็บราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางใจได้แล่นไปทั่วร่างขององค์กษัตริย์ จนเกือบจะทำให้เขาล้มทั้งยืนแต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังขบทนต์เก็บซ่อนความรู้สึกอันแสนปวดร้าวของเขาไว้ในใจ ก่อนที่พระองค์จะตัดสินพระทัยเสด็จไปยังสถานที่ที่พระโอรสของเขาได้จากไป

 

          ทันทีที่มาถึงกลับพบเหล่าขุนนางและคนใช้ที่ทำงานอยู่ในสวนแก้วแห่งนี้กำลังนั่งรายล้อมร่างที่ไร้วิญญาณของเด็กหนุ่มวัยสิบหกปีที่นอนอยู่บนโลงแก้ว ที่รอบๆนั้นถูกประดับตกแต่งไปด้วยดอกไม้นานาชนิด

          หัวอกของพระราชาผู้เป็นพ่อแทบสิ้นใจเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของโอรสองค์น้อยที่อยู่ตรงหน้าของเขา ก่อนที่เขาจะสั่งให้ทุกคนที่อยู่รอบๆออกไปจากที่แห่งนี้ โดยเหลือเพียงนายฉันทะ เสนาบดีคนสนิทของพระองค์ที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ในเวลานี้เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกโศกเศร้าอย่างจับจิตขององค์กษัตริย์ ก่อนที่เขาจะค่อยๆเดินถอยออกไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับปล่อยให้สองพ่อลูกได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย

 

          “อภัยให้พ่อด้วยเถิด ที่ปล่อยให้เจ้าต้องเดียวดายเช่นนี้ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาเมื่อทันทีที่ได้อยู่กับร่างไร้วิญญาณตามลำพังแล้ว เขาค่อยๆเอื้อมมือไปลูบไล้พวงแก้มขาวเนียนของร่างบางที่อยู่ตรงหน้าก่อนที่น้ำตาของเขาจะไหลออกมา เขาช้อนร่างบางที่เบาหวิวขึ้นอุ้มก่อนที่เขาจะจุมพิตเบาๆที่หน้าผากและพวงแก้มขาวซีดทั้งสองข้างของร่างบางด้วยความโศกเศร้า ในสถานะที่เป็นพ่อเขารู้สึกผิดต่อลูกคนนี้ของเขาเหลือเกิน ที่ไม่ได้ดูแลและเอาใจใส่เท่าที่ควร เนื่องเพราะราชกิจดูแลบ้านเมืองและเรื่องต่างๆมากมายทำให้เขาแทบจะไม่ได้มีเวลาร่วมกันกับร่างบางเลย เขากอดร่างบางเอาไว้ในอ้อมอกอย่างนั้นอย่างเนิ่นนานก่อนที่เขาจะตัดสินใจยอมรับความจริง ความจริงที่ว่าโอรสน้อยของเขาไม่อาจจะฟื้นขึ้นมาเพื่อรับฟังคำขอโทษของเขาอีกแล้ว เขาผ่อนลมหายใจอย่างช้าๆก่อนที่จะค่อยๆวางร่างของพระโอรสองค์น้อยกลับสู่โลงแก้วดังเดิม

 

          แต่แล้วแสงแห่งความหวังที่ไม่อาจจะสมหวังขององค์กษัตริย์ก็ได้ส่องแสงสว่างขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อขณะที่เขากำลังค่อยๆวางร่างบางน่าทะนุถนอมของพระมาลาลงบนโลงแก้วอย่างเบามือ แต่ทันใดนั้นเองเขากลับได้ยินเสียงเหมือนมีใครบางคนกำลังเคาะโลงแก้วดังขึ้น

 

          พระชัยเชษฐลืมตาโพล่งเมื่อได้ยินเสียงเคาะโลงแก้ว เขาสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดที่อยู่หัวออกไป ไม่ใช่หรอก เพราะสร้อยมาลาได้จากเขาไปแล้ว

            ‘กริ๊ง..!แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้หูฝาดเมื่อเสียงที่เหมือนเสียงเคาะแก้วดังขึ้นมาอีกครั้ง เขากวาดสายตาจ้องไปยังร่างบางที่อยู่ในโลงแก้วอย่างละเอียดก่อนที่เขาจะชักสีหน้าตกใจ เมื่อเห็นนิ้วเรียวของร่างบางที่น่าจะไร้วิญญาณไปแล้วขยับขึ้นมาอีกครั้ง

 

          “หมอหลวง!! ไปตามหมอหลวงมาหาเราเดี๋ยวนี้!!” เขาตะโกนลั่นขณะที่พยายามเปิดโลงแก้วและช้อนร่างของสร้อยมาลาขึ้นอุ้มในท่าอุ้มเจ้าหญิง ก่อนที่เขาจะก้มสายตาลงมองร่างบางที่กำลังหายใจรวยรินอยู่ในอ้อมกอดของเขา

 

          สร้อยมาลา เจ้ายังไม่ตาย!!!’

 

            ‘ที่นี่ที่ไหน แน็ตตี้ถามตัวเองในใจจนนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อทันทีที่เขาถูกปลุกด้วยเสียงดังของใครก็ไม่รู้ที่ตอนนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ และแน่นอนว่ามันดังและฟังดูวุ่นวายมากจนทำให้เขาตื่นขึ้นมา แต่ถึงแม้ว่าจะตื่นแล้วก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเขากลับรู้สึกเหนื่อยมากจนไม่มีแรงแม้แต่จะขยับเปลือกตาให้เปิดขึ้นได้ ณ วินาทีนี้สิ่งเดียวที่เขารู้สึกคือความเหนื่อยล้าโรยแรงราวกับพึ่งไปวิ่งรอบสนามโรงเรียนมาสักยี่สิบรอบแล้วมาต่อด้วยลุกนั่งอีกห้าสิบรอบก็ไม่ปาน มันหนักอึ้งและปวดเปลี้ยไปทั้งตัวจนทำได้แค่กระดิกนิ้วเท่านั้น

 

          ในช่วงก่อนที่แน็ตตี้จะได้สติ ในขณะนั้นเขาได้ยินเสียงของใครบางคนดังแว่วขึ้นข้างๆหูทั้งสองข้างของเขา ลักษณะเสียงเหมือนเสียงของเด็กผู้ชาย หากคาดคะเนแล้วคงมีอายุไม่ต่างจากเขามากนัก เนื้อหาใจความที่เขาได้ยินนั้นมีเพียง

 

            ‘เราคงต้องรบกวนท่านเสียแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าน้ำเสียงปริศนาที่เขาได้ยินนั้นจะดูเศร้าสร้อยแค่ไหนก็ตาม และไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงของใคร ในตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่คาใจของแน็ตตี้อยู่ และคำถามที่เขายังสงสัยอยู่ก็คือ

 

            ‘นี่มันภาษาอะไรกัน!!?’ แน็ตตี้ถามตัวเองในใจอีกรอบเมื่อแน่ใจว่าภาษาที่เขาได้ยินอยู่ใน ณ ขณะนี้ไม่ใช่ภาษาที่เขาคุ้นเคยและที่แปลกไปกว่านั้นก็คือเขากลับรู้ความหมายและเข้าใจภาษานั่นราวกับเป็นเจ้าของภาษาก็ไม่ปาน!!

 

          “น้ำ....อยากกินน้ำแน็ตตี้พูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและแหบแห้ง ในตอนนี้ภายในลำคอของเขาแห้งผากราวกับทะเลทรายอย่างไรอย่างนั้น

 

          ทันทีที่เขาพูดกลับได้ยินเสียงคนร้องตะโกนด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่เสียงฝีเท้ามากมายที่กำลังวิ่งไปมาอย่างอลหม่านดังขึ้นตามมา แต่ไม่ว่าจะมีเสียงอะไรขึ้นมาหรือแม้แต่ทุกอย่างจะมืดบอดก็ตามแต่ สิ่งเดียวที่ทำให้แน็ตตี้รู้สึกอุ่นใจคือเสียงของคนที่เรียกแทนตัวเองว่า พ่อและความรู้สึกอบอุ่นที่โอบล้อมกายของเขาเอาไว้ราวกับว่าตัวของแน็ตตี้ในตอนนี้กำลังถูกใครบางคนสวมกอดอยู่

 

          เพียงไม่นานนักที่เสียงวุ่นวายโกลาหลนี่หายไป เพียงชั่วกระพริบตาแน็ตตี้กลับรู้สึกถึงความเย็นของน้ำที่กำลังค่อยๆไหลผ่านลำคอที่แห้งผากของเขา แน็ตตี้รีบดื่มน้ำอย่างหิวกระหายจนไอโครกเพราะสำลักน้ำ

 

          “ค่อยๆกินสิ สร้อยมาลาเสียงปริศนาของผู้ชายที่แทนตัวเองว่า พ่อดังขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่เขาคนนั้นจะป้อนน้ำให้กับแน็ตตี้อีกครั้ง 

          เมื่อทีที่รู้สึกเรี่ยวแรงของเขาค่อยๆเริ่มกลับคืนมาแล้ว แน็ตตี้จึงค่อยๆพยายามลืมตาขึ้น ทันทีที่มองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากลับทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น

 

            ‘หล่อมาก....หล่อมาก อ๊ายยย!!!’ แน็ตตี้เกือบหลุดกรี้ดเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขา ภาพที่เห็นคือชายหนุ่ยวัยประมาณสี่สิบเศษๆเห็นจะได้ เขาสวมเสื้อผ้าคล้ายกับกษัตริย์ที่ราวกับพึ่งหลุดออกมาจากหนังจักรๆวงศ์ๆอย่างไรอย่างนั้น แต่ถึงอายุของเขาจะขึ้นเลขหลักสี่ก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นรูปร่างของเขากลับยังดูดีราวกับหนุ่มวัยสามสิบที่หมั่นออกกำลังกายและฟิตหุ่นอยู่เสมอ รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน มีกล้ามท้องเป็นลอนๆ ไว้หนวดบางๆที่คาง แถมเครื่องหน้ายังสวยและดูหล่อคมอีกต่างหาก เมื่อเอาสิ่งเหล่านี้มารวมกับแล้วก็นับว่าเป็นชายหนุ่มในอุดมคติของเหล่าตุ๊ดและเกย์หลายคนเลยทีเดียว

 

          “เสด็จพ่อ...แน็ตตี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เริ่มกลับมาเป็นปกติ พร้อมกับภาพความทรงจำของใครบางคนที่ไหลเข้ามาในหัวของเขาอย่างกะทันหัน แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาเองกลับไม่คุ้นเสียงของเขาเองเลยจะด้วยซ้ำ เสียงมันฟังดูนุ่มนวล รื่นหูราวกับเสียงของเด็กผู้หญิงอย่างไรอย่างนั้น และที่เขาแปลกใจก็คือเหตุใดเขาจึงเรียกผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าของเขาว่าพ่อด้วย?

 

          “สร้อยมาลา เจ้ากลับมาหาพ่อแล้วขณะที่แน็ตตี้ยังไม่หายจากอาการงง ชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า พ่อก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ก่อนที่เขาจะดึงร่างของแน็ตตี้เข้าไปโอบกอดอีกครั้ง จนทำให้ตัวและมือของแน็ตตี้ไปสัมผัสเข้ากับแผงอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นๆเข้าแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงเป็นโอกาสให้แน็ตตี้ได้เช็คและสัมผัสกับแผงอกแกร่งนั้น

 

          แต่ในชั่วขณะที่ถูกชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ตรงหน้าสวมกอดอยู่ ทันใดนั้นเองสายตาของแน็ตตี้ก็พลันไปสะดุดเข้ากับภาพใบหน้าของตัวเองที่ฉายอยู่ในกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหลังขององค์กษัตริย์ ภาพของเด็กผู้ชายหน้าตาจิ้มลิ้มที่อยู่ในกระจก

 

            “อีเหี้ย!! ฉันกลายเป็นใครเนี้ย!!!”

 

*************โปรดติดตามตอนต่อไป***************

สวัสดี!! คุณผู้อ่านทุกคนนนน ><” กลับมาพบกันอีกครั้งกับแมวน้อยในผลงานเรื่องนี้

 

แหะๆ ที่มาต่อเรื่องนี้ต่อก็เพราะอยากจะพักสมองสักนิด ก่อนที่จะไปต่อองก์ที่ 16 ของจตุหทัยแห่งไพรสัณฑ์ แล้วก็เห็นว่าเปิดเรื่องนี้มานาน(มากแล้ว) ก็เลยอยากจะมาต่อในส่วนของเนื้อเรื่องให้คืบหน้าบ้าง (ไรท์ถือว่ามารื้อฟ้นความทรงจำเกี่ยวกับพล๊อตของเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าจะลืมฟีลลิ่งและโครงเรื่องของเรื่องนี้น่ะ 55555+) ช่วงเนื้อเรื่องตอนแรกๆอาจจะดูจืดๆไปหน่อยนะ -^- และต้องขออภัยด้วยจริงๆที่ในบทนี้แต่งสั้นไปหน่อย (เพราะเนื้อหาของบทนี้มันมีแค่นี้จริงๆ) เอาล่ะหวังว่าจะชอบ หวังว่าจะถูกใครนะ (ถึงแม้จะน้อยแต่เราก็ดีใจ) ส่วนในเรื่องภาษาและสำนวนก็คงยังต้องฝึกกันอีกมาก หากภาษาอาจจะยังอ่านไม่สนุก ไม่ลื่นใหลก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะ

ความคิดเห็น