เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Karan x Siwa No. 31 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 88.4k

ความคิดเห็น : 226

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ส.ค. 2559 23:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Karan x Siwa No. 31 [100%]
แบบอักษร

31

ให้ชีวิต

 

 

 

 

“คืนนี้แน่ใจแล้วเหรอว่าจะนอนได้ แบบว่าวาจะหลับตานอนในที่ที่เคยมีคนตา

“คุณรันต์!” ศิวาปรามเสียงดุ

“คราบเลือดยังอยู่เลยนะ หลอนตายห่า”

“คุณน่ะหยุดพูดไปเลย!

เขาจะนอนไม่หลับ หลับไม่ลงก็เพราะถูกพูดแบบนี้ใส่นี่ล่ะ เจตนาของคนพูดศิวาไม่ได้สามารถสัมผัสได้ถึงความห่วงใยเลยแม้แต่นิด ที่เขาเห็นจากดวงตาคู่คมมันปลาบคืองานฉวยโอกาสต่างหากล่ะ

กว่าทุกอย่างจะยุติและเข้าสู่วิถีชีวิตสงบสุขอีกครั้ง ทุกอย่างก็กินมาเวลามาเกินครึ่งคืน อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว ศิวาอ่อนเพลียเพราะขาดการพักผ่อน พอกลับมาได้ก็อยากจะอาบน้ำชำระล้างเหงื่อไคล ขจัดความเหนื่อยล้าตื่นกลัวไปจากใจ นึกถึงน้ำเต้าหู้งาดำร้อนๆก่อนนอนจะแย่อยู่แล้ว

พอถึงบ้านได้ศิวาก็เดินตรงกลับเข้าห้องนอนซึ่งเคยเป็นที่เกิดเหตุมาก่อน ยังไม่ทันบิดประตูเปิด คนที่เดินกอดอกเดินเอื่อยตามหลังมาก็ทักท้วงถึงอะไรที่มันทำให้หัวใจของเขากลัวเล็กๆภาพที่ขี้ยาคนนั้นถูกการันต์จัดการจนถึงที่ตายยังติดตาของเขาอยู่เลย ร่างดำคล้ำของมันทรุดลงทิ้งคราบเลือดเปื้อนเป็นรอยบนผนัง

“ว่ากันว่า”เขายิ้มกริ่มจะเกริ่นเรื่องอาถรรพ์แต่ถูกศิวาตัดบท

กลัวที่จะฟังแล้วทำดุใส่ เขารู้หรอกว่ะ

“คุณไม่ต้องว่ากันว่าอะไรทั้งนั้นน่ะ ผมจะไปตามป้าคำน้อยมานอนเป็นเพื่อน อีกอย่างถึงไม่นอนห้องนี้ก็ยังมีห้องว่างอีกห้องหนึ่ง เชื่อผมเลยว่าคืนนี้หรือคืนไหนๆมันก็ไม่มีทางเป็นไปอย่างที่คนฉวยโอกาสอย่างคุณกำลังคิดแล้ววาดฝันถึงมันแน่ๆ”

การันต์อ้าปากพูดที ลิ้นที่ศิวาเห็นมันไม่ใช่ลิ้นคน แต่เป็นลิ้นงู!

งูการันต์จอมฉกฉวยโอกาสด้วย!

“ลุงสนก็ไม่ได้อายุน้อยๆนะวา ให้ป้าคำน้อยมาอยู่เป็นเพื่อน แล้วเกิดทางลุงสนแกมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ใครจะดูจะช่วยเหลือทัน” การันต์อ้างต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เขานอนเดียวดายอ้างว้างมาหลายเดือนแล้วนะ มีเมียก็อยากจะนอนกอดเมีย เมียอุ้มท้องลูกของเขา การันต์ก็อยากจะนอนกอดทั้งเมียและลูกให้ฉ่ำปอด

ศิวาไม่คิดต่อบทสนทนากับการันต์ เขาหมุนกายหันหลังให้ ด้วยเลือกที่จะเมินและเลือกที่จะปฏิเสธความใกล้ชิดในระดับนั้น ศิวาทำใจแข็งเปิดประตูห้องนอนเดิม เดินเข้าไปในห้องมืดสลัวแล้วเอื้อมมือเปิดสวิตซ์ไฟ ดีดสวิตซ์เปิดปิดอยู่สองสามรอบไฟก็ไม่ติด

“บรรยากาศวังเวงน่ากลัวจังเลยนะ วาว่าไหม?”

การันต์เยี่ยมหน้าเข้ามาบ้าง แต่ไม่ยอมสืบเท้าเดินเข้ามาได้เท่าเสนอหน้าผ่านกรอบประตู กวาดมองห้องสลัวกับคนดื้อที่ยืนหันหลังให้

“มีแต่เรื่อง” ศิวาพึมพำเสียงเหนื่อยพร้อมกับส่ายหน้า

เขาไม่คิดจะนอนห้องนี้อีกต่อไป นับตั้งแต่การันต์พูดเรื่องลี้ลับน่ากลัวใส่เขาแล้ว เพียงแต่จะเข้ามาหยิบของใช้ที่จำเป็นแล้วย้ายไปนอนอีกห้องที่ยังว่าง ส่วนเรื่องตามคำน้อยมานอนเป็นเพื่อน ศิวาเห็นด้วยกับการันต์ สนชัยอายุไม่ใช่น้อยๆแล้ว ไม่อยากให้เกิดเรื่องเจ็บตัวอย่างเมื่อหลายเดือนก่อน

อีกอย่างก่อนจะออกไปทำธุระในเมือง ทั้งคดีความกับรักษาบาดแผล เขาสั่งให้คำน้อยทำความสะอาดและเก็บห้องให้เรียบร้อย เท่านี้ก็รบกวนมากแล้ว ดึกสงัดป่านนี้ คำน้อยคงหลับไปแล้วด้วย สรุปคือเขานอนคนเดียวได้ แต่ต้องไม่ใช่ห้องซึ่งเคยเกิดเหตุสะเทือนขวัญ แล้วเขาก็ไม่อยากอยู่ในบรรยากาศเขย่าขวัญที่การันต์พยายามจะพูดกรอกหูให้ฟังไม่ห่างด้วย

ศิวากำลังล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่ออาศัยแอพพลิเคชั่นที่ทำงานคล้ายไฟฉายส่องสว่าง แต่การันต์กลับเดินเข้ามาแล้วเดินผ่านร่างศิวาเข้าไปในห้องที่มืดสลัว เปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อผ้าทั้งหมดของศิวาเท่าที่เขาจะคว้ามาได้พาดแขนเอาไว้ เปิดลิ้นชักเล็กหยิบชั้นในขยุ้มกำไว้ในมือข้างที่มีเสื้อผ้าพาดท่อนแขนไว้

การันต์ทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็วว่องไว ขณะเดียวกันศิวาพึ่งสาดแสงสว่างจากโทรศัพท์ละลายความมืดสลัวภายในห้องไปพอสมควร

“พี่ได้กลิ่นเลือดด้วยนะ” การันต์ซึ่งหอบเสื้อผ้าของศิวาพะรุงพะรังเดินเข้าไปกระซิบ

จังหวะนั้นศิวาสาดแสงส่องสว่างไปยังมุมห้องที่สุดท้ายที่ขี้ยาคนนั้นถูกการันต์จัดการจนถึงที่ตาย

ไม่มีคราบอะไรแล้ว

แต่เวลาที่กระพริบตาทีไรเหมือนเห็นคราบเลือดเปื้อนผนังเป็นปื้นอยู่เลย

“บรรยากาศในนี้

“คุณจะให้ผมกลัวให้ได้เลยใช่ไหมคุณรันต์” ศิวาหมั่นไส้คนที่มายืนปั่นประสาทอยู่ใกล้ๆหูของเขา เลยสะบัดแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือสาดใส่หน้าชายหนุ่มเข้าให้

“แล้วกลัวไหมล่ะ วาจะกลัวได้หรือยัง หืม?” การันต์ยกท่อนแขนของตัวเองขึ้นมาป้องเพราะเขาแสบตา

“กลัวสิคุณ ถามมาได้!” ศิวากระแทกเสียงใส่ ดับแสงไฟจากโทรศัพท์แล้วเดินนำออกจากห้องนอนเดิมไปยังห้องนอนใหม่

การันต์กระตุกยิ้มร้าย เขาเป็นคนสั่งให้สนชัยทำให้ไฟห้องนอนประจำของศิวาใช้การไม่ได้เอง ก่อนชายหนุ่มจะเดินออกไป เขาไม่ถือว่านี่เป็นการท้าทายสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มันคือการประกาศศักดิ์ดาด้วยจิตใจที่หนักแน่น ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด รวมไปถึงสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ใช่ว่าจะสัมผัสไม่ได้ว่ามีอยู่หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้

ตายสำหรับเขาคือการหลุดพ้น

“ไม่ขอมีเวรกรรมต่อกัน ขออโหสิกรรมให้ ไปให้พ้นหน้าฉันแล้วก็ลูกเมียฉันด้วย แต่ขอยืมมาขู่เมียดื้อหน่อยละกันนะ” การันต์ทิ้งท้ายแล้วเดินออกจากห้องอย่างสบายอารมณ์

ขณะที่อีกคนยังหนีไม่พ้นเรื่องยุ่งๆ ศิวาเดินออกจากห้องเดิมมาหยุดยืนที่หน้าห้องใหม่ ที่ไม่ใช่ห้องของการันต์ แต่ว่าลูกบิดประตูเปิดไม่ออก ทั้งที่เขาก็มีกุญแจไขมัน

“พยายามเข้านะวา” การันต์เป็นกำลังใจให้ ขณะที่เขาใช้มือเดียวเปิดประตูห้องของตัวเอง พอประตูเปิดออกก็หันไปยิ้มมุมปากให้คนที่พยายามไขบานประตูอย่างหงุดหงิด

“ไม่ต้องมาทำพูดดี!

การันต์ไม่ได้ตอบโต้ เขาปล่อยให้ศิวายืนหงุดหงิดอยู่ข้างนอกคนเดียว ส่วนเขาก็หอบเอาเสื้อผ้าของศิวาไปวางไว้บนเตียงแล้วค่อยๆจัดเรียงเข้าตู้เสื้อผ้าของเขาเอง ดูเหมือนว่าจะใช้งานหนักเกินไปหน่อย เขาเริ่มรู้สึกระบมบวมตึงที่แผล

ยกมือขึ้นมาดูแล้วสะบัดส่งเดชขับไล่อาการปวดจากบาแผลที่ถูกเย็บไปหลายฝีเข็ม บาดแผลของเขาเป็นทางยาวตั้งแต่ง่ามนิ้วโป้งพาดผ่านไปจนถึงสันมือด้านข้าง ตอนนั้นเขาก็บ้าบิ่นสิ้นดี เอามือเปล่ารับคมมีดเอาไว้ แถมยังออกแรงกระชากมาเป็นของตัวเอง พออาการบ้าบิ่นเดือดคลั่งมันเลือนหายไป ความเจ็บปวดก็เข้ามาแทนที่

ตอนที่เขาสะบัดมือก็อดลอบยิ้มหลังปรายสายตาฟังเสียงฮึดฮัดในลำคอของคนที่หงุดหงิดอยู่นอกห้องไปด้วย ที่มันไขไม่ได้ปลดล็อคไม่ออกก็เขาอีกที่สั่งให้สนชัยช่วยจัดการให้ ยังไงคืนนี้และหลังจากนี้ไปก็ไม่พ้นนอนร่วมเตียงกันเป็นแน่

เขาไม่คิดบังคับหรือชักจูงให้ศิวาเดินเข้าห้องนอนของเขา การันต์เพียงแค่เปิดประตูทิ้งไว้ ส่วนตัวเขานั้นก็หยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินลิ่วหายเข้าไปในห้องน้ำ

ศิวาเหมือนถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวข้างนอก จู่ๆก็เกิดกลัวบรรยากาศรอบข้างขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทั้งที่เมื่อก่อนทั้งบ้านมีแค่เขาอาศัยหลับนอนอยู่คนเดียว ยังไม่ให้บรรยากาศปลีกวิเวกวังเวงในเท่าตอนนี้

ประตูห้องที่ถูกเปิดทิ้งไว้ราวกับหลุมพรางทีรอคอยให้เขาเดินเข้าไปหา เป็นทางเลือกเดียวสำหรับศิวาตอนนี้ เขาเหนื่อยเพลีย อยากกินน้ำเต้าหู้งาดำร้อนๆ แล้วเอนกายนอนบนที่นอนนุ่ม ห่มผ้าอุ่นๆเต็มกลืนแล้ว สองฝ่าเท้าที่ต้องแบกรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเดี๋ยวนี้ปวดง่าย ยืนไม่ได้นานเหมือนเมื่อก่อน

เขาล้าและความล้าทำให้ยอมเดินพาท้องกลมนูนเข้าห้องของคนที่เปิดรอไว้ พอเข้ามาก็แว่วเสียงน้ำกระทบพื้นดังจากห้องเล็กด้านในสุด ศิวาเดินไปนั่งบนเก้าอี้บุนวมตัวยาวแบบเดียวกับที่มีไว้ตรงริมระเบียงด้านนอกห้องเดิมของเขา

วันนี้เขาปาดฝ่าเท้ามากกว่าทุกวัน ศิวาปล่อยเสียงครางระบายความปวดออกมาพร้อมกับถอนลมหายใจอ่อนเพลีย ท้องใหญ่แบบนี้จะก้มจะเอี้ยวตัวก็เริ่มลำบาก เริ่มติดขัดขึ้นทุกที

“อีกสามเดือนจะใหญ่ขึ้นแค่ไหนเนี่ยเรา” ศิวาลูบท้องใหญ่ของตัวเอง ติดจะบ่นแต่สายตาสะท้อนไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูที่มีให้สายใยตัวน้อย

“ยอมเข้ามาแล้วหรอ ตามสบายเลยนะ” เจ้าของห้องทักทาย

ประตูห้องน้ำเปิดออก ที่นี่ไม่มีห้องสำหรับแต่งตัวแบบส่วนตัว การันต์เองก็ชินที่จะแต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้า แต่เหมือนอีกคนที่นั่งอยู่จะไม่ชินเท่าไหร่ศิวาเลือกที่จะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง มือข้างเดิมยังคงลูบท้องใหญ่เอื่อยๆ

“ทำไมผมถึงรู้สึกว่าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับไฟในห้องที่มันดับ และประตูห้องที่มันเปิดไม่ออกนะ” ศิวาพูดถึงสิ่งที่เขาคลางแคลงใจขณะยังเบือนหน้าหนี

การันต์ใส่เสื้อผ้าช้ากว่าเดิมนิดหน่อย ตอนอาบน้ำเขาก็อาบช้ากว่าเดิมเพราะต้องระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ แต่สุดท้ายก็พลาดโดนอยู่ดี ความเปียกชื้นอาจจะไม่ซึมไปถึงแผล แต่ผ้าพันแผลมันซึมน้ำเป็นวงชื้น

“กล่าวหาผู้บริสุทธิ์อย่างพี่หรอวา” การันต์แค่นหัวเราะในลำคอ

เมียเขาฉลาดจริงๆ!

“บริสุทธิ์น้อยน่ะสิไม่ว่า อย่างคุณน่ะ”

“วาก็ใส่ร้ายพี่เกินไป พี่ว่าพี่ก็ดีนะ”

“ผมไม่เถียงกับคุณแล้ว เหนื่อย เพลีย อยากกินน้ำเต้าหู้แล้วก็ปวดขามากด้วย”

ศิวาโอดครวญด้วยน้ำเสียงพึมพำคล้ายพูดกับตัวเองมากกว่า แต่การันต์ได้ยิน ชายหนุ่มให้ความสนใจคนที่นั่งอยู่ในทันที เขาเดินมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าคนที่หลุดคำพูดโอดครวญ การันต์ทอดสายตามองสองเท้าเปลือยของศิวาด้วยความห่วงใย

“ปวดมากไหม?” เขาถามพลางใช้มือข้างที่ดียกเท้าศิวาขึ้นมาพาดวางบนเข่าของเขา

“คุณไม่ต้อง!คุณเองก็เหนื่อย” ศิวารีบปรามจะชักขาหนีแต่ทำไม่สะดวก

“ถ้ามือพี่หายเมื่อไหร่ พี่จะนวดเท้าให้วาทุกวันเลยดีไหม แต่มันต้องดีกว่าแน่ๆถ้าทุกคืนก่อนนอน” เขาถามอย่างเอาอกเอาใจ พลางใช้มือที่ดีเพียงข้างเดียวนวดเท้าให้ด้วยน้ำหนักมือที่ทำให้ศิวารู้สึกคลายอาการปวดได้มาก

ศิวาเม้มปากก่อนจะทั้งชมทั้งติอีกฝ่าย “คุณนี่มันดีให้ถึงที่สุดไม่ได้เลยจริงๆ”

“พี่อยากมีวาอยู่ใกล้ๆทุกวันทุกคืน จะหลับก็เห็น จะตื่นก็เห็น จะมองไปทางไหนก็เห็น”

“นี่คุณรู้ไหมว่ามันเป็นอาการของอะไรที่พูดออกมาน่ะ” ศิวาฟังเข้าก็รู้สึกได้ใจ

“แค่อยากเห็นวาตลอด มันเป็นอาการที่มีชื่อด้วยเหรอ พี่ไม่ยักรู้ว่ะ”

ศิวาคลี่ยิ้มพอใจ ยินดีอธิบายแก้ข้อสงสัย

“อาการที่มีชื่อว่า หลง!

“หลงอืม จริง” การันต์ไม่ได้ตกใจ แค่ทวนคำแล้วพยักหน้ายอมรับง่ายๆ ก่อนจะพูดต่อ

“แล้ววารู้ไหมว่าอาการหลงแบ่งเป็นจำพวกได้ด้วยนะ”

“ยังไง?” ผลัดกัน กลายเป็นศิวาที่ไม่รู้บ้าง

“พี่เป็นจำพวกหลงเมีย”

” คนฟังหน้าแดงฉับพลัน แดงจากแก้มลามไปถึงใบหู แดงไปทั่วหน้าและลำคอ

“วาเป็นหนูแดงอีกแล้ว”เขายิ้มบาง ดวงตาคมกล้าสะท้อนความสุขที่ได้มองสบอีกฝ่าย

“ผมอยากกินน้ำเต้าหู้” ศิวาเปลี่ยนเรื่อง

“เดี๋ยวพี่จัดการให้ วาไปอาบน้ำ” การันต์ปล่อยเท้าของศิวาวางลงบนพื้น ขณะที่เขาลุกขึ้นยืนเตรียมจะไปทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ “แต่พี่ไม่ไว้ใจ พี่กลัววาลื่นในห้องน้ำ พี่ว่าพี่ช่วยวาอาบน้ำให้เสร็จก่อนดีกว่า” เขาหันกลับมาเสนอ ตอนที่หันหลังกำลังจะก้าวเดิน

“ไม่ต้องเลย ผมระวังอยู่แล้ว” ศิวาปฏิเสธเอาจริงเอาจัง “ห่วงแผลคุณบ้างเถอะ”

“ตามใจวา” การันต์ไม่บังคับ เขาพูดจบก็เดินสืบเท้าเดินออกนอกห้อง

ศิวาอมยิ้มอุ่นใจอยู่คนเดียว ก่อนจะลุกขึ้นมาตัวที่เริ่มเดินอุ้ยอ้ายหยิบเสื้อผ้าสำหรับนอนแล้วเดินเข้าห้องน้ำอย่างระมัดระวัง

เขาอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ในนั้นเลย ไม่อยากเป็นอาหารตาของใครที่อยู่ข้างนอกนั่น จากนั้นก็เดินอย่างระวังออกมาข้างนอก กลิ่นน้ำเต้าหู้งาดำลอยปะทะจมูก การันต์นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวแทนที่เดิมของเขา ใกล้กันมีโต๊ะตัวเตี้ยเหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายได้ตลอดการใช้สอยตั้งวางอยู่เบื้องหน้า บนนั้นมีแก้วน้ำเต้าหู้งาดำที่เขาเรียกร้องอยากจะดื่มกับกล่องปฐมพยาบาลที่การันต์เอาผ้าพันแผลออกมาวางกองแต่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรสักอย่างเพราะติดสายโทรศัพท์

“เราปลอดภัยครับเรื่องคดีผมไม่อยากวุ่นวายพ่อช่วยให้ทนายจัดการให้หน่อยนะแม่อยากตุ๋นยาบำรุงให้วากินหรอเอาไว้ผมจะบอกวาให้ขอโทษที่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วงเลยกลางดึกมาขนาดนี้พ่อยังโทรมา ผมอายุขนาดนี้แล้วยังทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจอยู่อีกเอาไว้เจอหน้าหลานทีเดียวสวัสดีครับ”

“พวกท่านสบายดีนะ?” ศิวาเดินเข้าไปหาพลางถามถึงพ่อแม่ของการันต์

“สบายดี รอดูเห็นหน้าสะใภ้กับหลาน” การันต์วางโทรศัพท์ทิ้งไว้บนโต๊ะ

“นั่นกำลังจะทำอะไร”

“ทำแผล ผ้าพันแผลพี่เปียกน้ำ”

“ไม่ระวังเลยนะ” ศิวาดุแล้วเดินเข้ามานั่งลงข้างๆการันต์

“พี่ระวังที่สุดแล้ว”

“คุณทำอะไรหยาบๆ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้คนหยาบอย่างคุณระวังไม่ได้หรอก”

“พี่ไม่เถียงวา วาว่าดีไหมครับ?” การันต์หันไปเลิกคิ้วถาม

“นั่นล่ะที่คุณควรทำ”

ศิวาหยิบน้ำเต้าหู้งาดำขึ้นมาดื่ม การันต์ไม่ได้แกะผ้าพันแผลออก แต่กลับนั่งมองศิวาดื่มน้ำเต้าหู้อุ่นๆในมือบาง น้ำสีเทาในแก้วพร่องลงเรื่อยๆจนหมดไปในที่สุด ซึ่งขณะดื่มศิวาก็ปรายตามองคนที่เอาแต่นั่งมองเขา พอดื่มหมดก็วางแก้วลงบนโต๊ะ

“ทำไมไม่เปลี่ยนผ้า จะรอให้เชื้อรามันขึ้นมือหรือรให้แผลมันเน่าหรอคุณรันต์”

“พี่มองวาเลี้ยงลูกอยู่ไง”

“เลี้ยงลูก?” ศิวาว่าเขายังไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นนะ

“น้ำเต้าหู้ที่วาดื่มทุกวันมีประโยชน์กับวาแล้วก็ลูกของเรา วาดื่มได้ทุกวันแม้บางวันวาจะเบื่อแต่วาก็ดื่มเพื่อให้ลูกได้สารอาหารที่ดี” นี่ล่ะที่เขาบอกว่าศิวากำลังเลี้ยงลูกของพวกเขาอยู่

“คุณก็อย่าละเลยตัวเองด้วย” ศิวาบอกแล้วเหลือบมองมือของการันต์

“ห่วงเหรอ”

“ติดเชื้อตาย คุณก็ไม่ได้เป็นพ่อคนนะ”

การันต์ยกมือที่พันผ้าของตัวเองขึ้นมาดู “ยาชามันหายแล้ว ตอนนี้พี่ปวดแผล ขอทำใจแปปนะ”

“ใจเสาะ”

“ตั้งแต่ท้องนี่ทั้งดุทั้งด่าเก่งด้วยนะ”

“ขอผมดูหน่อยได้ไหม” ศิวาแบมือยื่นออกไปขอมือการันต์

มีหรือที่ชายหนุ่มจะปฏิเสธการใส่ใจดูแลของศิวา เขายื่นฝ่ามือปวดระบมเข้าปัญหาให้ศิวาได้ดูมัน ปากขอดู ตาใส่ใจ ที่เหลือหลังจากนั้นไม่พ้นทำแผลให้ใหม่แน่ๆ ศิวาใจแข็งแต่ศิวาก็ใจอ่อนด้วยเหมือนกัน เขาเจ็บตัวปกป้องลูกเมียขนาดนี้ ผลจากการกระทำดีย่อมต้องได้สิ่งดีๆกลับมาบ้างล่ะ

"วา พี่เจ็บ" เขากระซิบใกล้ใบหูของคนที่ก้มหน้าก้มตาดูแลแผลให้เขา

ให้ความสำคัญขนาดที่หลังมือของเขาวางอยู่บนฝ่ามือของศิวา

ศิวาชะงักไม่กล้าเงยหน้า ได้แต่เบิกตากว้างรับลมหายใจร้อนผ่าวที่รินรดใบหูของเขา

"ก็กำลังดูให้อยู่ไง" ศิวาตอบกลับเสียงเบา

"วา พี่เจ็บ" เขากระเซ้าด้วยคำพูดเดิม ใบหน้าไม่ได้ห่างไปไหน

"เจ็บมากแค่ไหน" ถามเสียงแผ่วพร่า

ศิวาเห็นแผลที่ถูกเย็บเป็นทางยาวของการันต์หลังคลายผ้าพันแผลออกเพื่อจะเปลี่ยนให้ แผลเย็บบนฝ่ามือบวมตึง มือหนึ่งใช้รองรับความเจ็บปวดที่ได้มาจากการปกป้องที่ดุเดือด อีกมือหนึ่งอดไม่ได้ที่จะไล้ปลายนิ้วลูบเบาๆไปบนแผลเย็บบวมตึง

"อือ..."

สัมผัสผะแผ่วนั่นทำให้การันต์ครางรับอย่างถูกใจ

"ทำยังไงถึงจะหายเจ็บ?" น้ำเสียงนั้นสะท้อนซึ่งความห่วงใยที่มีให้

ศิวาถามเหมือนอยากช่วยเยียวยา อยากขจัดความเจ็บปวดที่ชายหนุ่มพร่ำกระซิบที่ข้างใบหู ตายังคงมองรอยแผลบนฝ่ามือของชายหนุ่ม

"ปลอบพี่...พี่เจ็บ" เขาเรียกร้อง

ศิวาใช้หางตามองการันต์ด้วยไม่กล้าขยับเขยื้อนใบหน้า กลัวว่าถ้าขยับส่วนใดส่วนหนึ่งของใบหน้าพวกเขาเป็นได้ต้องโดนกันแน่การันต์ใกล้เขาเสียขนาดนี้

ปลอบให้หายเจ็บเหรอ... ทำเป็นเด็กไปได้...

ศิวายิ้มมุมปากด้วยยอมโอนอ่อนให้สักครั้ง เขาทำตามคำเรียกร้องยกฝ่ามือหนาขึ้นอีกนิด โน้มใบหน้าลงหาแล้วจรดปลายจมูกกับริมฝีปากจูบซับแผลเย็บอย่างไม่รังเกียจ มีแต่ความปลอบโยนส่งผ่านยกใบหน้าคืนกลับใช้หางตามองอีกฝ่ายเอ่ยถามอย่างใส่ใจ

"หายเจ็บไหม?"

"ไม่หาย ปลอบพี่้ พี่เจ็บ"

"แล้วแบบนี้จะหายเจ็บไหม?"

ครั้งนี้เขาหันเสี้ยวหน้าไปเผชิญกับการันต์ ยืดแผ่นหลังอีกนิดให้ริมฝีปากอยู่ในระดับเดียวกับหน้าผากของชายหนุ่ม กลีบปากนุ่มจูบที่ข้างขมับ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ยังย้ำซ้ำๆสองสองสามครั้งถึงผละห่าง

"แทบไม่อยากหายเจ็บ ถ้าเจ็บแล้วถูกเมียเอาใจแบบนี้ คุ้มชิบ!”

“แค่ครั้งนี้เท่านั้นหรอก”

“พี่ถามตัวเอง ทำไมใจพี่หลงวาได้ขนาดนี้” เขาขมวดคิ้วย้อนถามตัวเอง

 

 

 

 

บันทึกวันที่ xx/xx/xxxx

ฉันเอง“การันต์”

วาบอกว่าลูกของเราพัฒนาการช้า เดือนหกควรจะเริ่มดิ้นแต่ก็ไม่

แต่พอปลายเดือนเจ็ดเราไม่ต้องห่วงอีกแล้ว เขามีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากเขาจะดิ้นแล้วเขายังไม่ชอบฉัน!

อีกเกือบเดือนหลังจากนั้น ศิวาก็ไม่ได้กลับห้องนอนเดิมของตัวเองอีกเลย ชีวิตในแต่ละวันผ่านไปแบบไม่มีหน่าย ไม่มีเหงา เขาเถียงกับการันต์ทุกวัน ด้วยเรื่องของความเป็นอยู่ การกินการนอน แทบจะทุกย่างก้าว แต่ในทุกคืนเขาจะมีชายหนุ่มคอยนอนกอด มันควรจะให้บรรยากาศลึกซึ้งดื่มด่ำ แต่เปล่าเลย

การนอนกอดกันทุกคืนของการันต์ทำให้ศิวาอึดอัด ด้วยสรีระที่ต่างไปจากเดิม เขาไม่ได้อ้วน แค่อิ่มเอิบมีน้ำมีนวลเพราะครรภ์นูนที่นับวันยิ่งขยายมากขึ้น นำไปสู่ความรู้สึกเทอะทะ สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาระหว่างพวกเขา หลักๆแล้วมาจากจากตั้งครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน นั่นทำให้เขาอยากนอนคนเดียว อยากจับจองเตียงกว้างเพียงคนเดียว พื้นที่ว่างที่เหลือต้องการให้หมอนมากมายกองพะเนินวางทั่วเตียง คว้าไปทางไหนก็ต้องมีหมอนนุ่มมาคอยรองรับความเมื่อยล้า รองรับความเทอะทะอุ้ยอ้ายของเขา ผลคือการันต์ต้องระเห็จไปนอนพื้น ตอนแรกก็ไม่ยอมแต่ตอนหลังก็ต้องยอมอย่างเสียไม่ได้ ศิวารู้ดีว่าการตั้งครรภ์ทำให้นิสัยของเขาเปลี่ยนไปบ้างนิดหน่อย

อยากได้ยังไง เขาต้องได้อย่างงั้นแล้วตอนนี้เขาก็ต้องการแค่หมอนหมอนเท่านั้น!

อ้อมกอดของชายหนุ่มไม่ใช่สิ่งที่คนตั้งท้องอย่างเขาต้องการ มันอุ่นไม่เท่า ดีไม่เท่า นุ่มนิ่มไม่เท่า ได้แต่ความแนบแน่นลึกซึ้งเท่านั้น

โดยเฉพาะเรื่องเตียงนอนที่เถียงกันได้ทุกวันในตอนแรก เขาจะกลับห้องเดิม ชายหนุ่มก็ไม่ให้กลับ อ้างเรื่องผีสาง แน่นอนว่าเขาก็กลัวและแน่นอนที่สุดคือการันต์หาทุกข้ออ้างมาหว่านล้อมให้ศิวานอนที่ห้องนอนของชายหนุ่ม สุดท้ายเขานอนแต่มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อไม่มีการันต์หรือใครอยู่บนเตียงนอกจากหมอนและหมอนและโคตรหมอนหลากหลายรูปทรง

ศิวาชอบหมอนมากตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้สามสี่เดือน ห้องนอนเดิมของเขามีหมอนเต็มไปหมดแต่ไม่เยอะเท่าตอนนี้ ตอนย้ายตัวมานอนร่วมกับการันต์ นอนได้คืนสองคืนแรกเขาก็กระสับกระส่าย อ้อมกอดการันต์ไม่ดีเท่าหมอน

“อีกนิดหนึ่งพี่จะมองไม่เห็นวาแล้วนะ บางทีพี่ก็นึกว่าหมอนเป็นเมียพี่”

การันต์เดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมกับจานผลไม้ ศิวาชอบกินฝรั่ง เขาก็สรรหามาให้

“ก็ผมชอบ คุณไม่เข้าใจคนท้องหรอก อย่าว่าแต่คุณเลยผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน”

เขาตอบอุบอิบไม่ได้ละสายตาจากโทรทัศน์เพื่อสบมองคนถาม

ศิวากำลังเอนหลังพิงหัวเตียงอยู่บนกองหมอนรอบกาย ไม่ได้มีแค่หมอนรูปทรงสี่เหลี่ยม แต่มีหมอนลักษณะมากมายที่ศิวาซื้อเพิ่มเรื่อยๆตอนเข้าเมือง ซึ่งในช่วงปลายเดือนห้าเข้าเดือนหกตลอดจนเดือดเจ็ด ครรภ์ของศิวาทั้งใหญ่ทั้งนูนชัดสายตามาก ทำให้เขาไม่ค่อยอยากออกไปไหนแล้วเขาก็ไม่ละความพยายาม เมื่อไม่ได้ออก ก็สั่งหมอนทางร้านค้าออนไลน์ตามเว็บไซต์มาตอบสนองความต้องการของตัวเอง

ตอนนี้มันอยู่บนเตียง หมอนใบโปรดของศิวา เป็นหมอนสีเหลืองประดับลายส้มตามเนื้อตัว มันคือยีราฟเป็นหมอนรองครรภ์โดยเฉพาะ ศิวานอนกอดมันทุกคืน ทำหน้าหลับตาพริ้มสบายใจยิ่งกว่าตอนที่เจ้าตัวนอนกอดกับเขาอีก

คืนนี้เขาก็ยืนมองหมอนรองครรภ์ตัวนั้น เขาเขม่นและเกลียดมันอยู่ในใจแต่เขาทำอะไรไม่ได้ ไม่กล้าทำให้ศิวาไม่พอใจ บรรดาหมอนใบอื่นๆก็ยังอยู่ทั่วเตียง ไม่มีพื้นที่ว่างให้เขาแทรกแซงได้แม้แต่น้อย

การันต์ปรายสายตาเหลือบมองที่หลับที่นอนของตัวเองซึ่งปูอยู่ด้านล่างข้างๆเตียงนอน มันคือฟูกแผ่นเดียวแบบสามตอนพับได้ หมอนหนึ่งใบ ผ้าห่มหนึ่งผืน ดูแล้วช่างเป็นที่หลับที่นอนที่เดียวดายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา

“ดิ้นบ้างไหม?”

เขาไม่แยแสถือโอกาสเดินเข้าหาแล้วชวนคนบนเตียงคุย ใช้มือปัดหมอนพวกนั้นไปให้พ้นแล้วนั่งลงที่ริมเตียง ยื่นจานผลไม้ให้

“เหมือนเดิม” ศิวาถอนหายใจตอบก่อนหยิบผลไม้ขึ้นมากิน สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย

“หมอยืนยันว่าเขาแข็งแรงดี ไม่แน่ว่าบางทีลูกของเราอาจจะเป็นเด็กเงียบๆก็ได้นะ”

การันต์ปลอบคนที่มีสีหน้าวิตกให้เห็น เขาเกลี่ยปอยผมปรกหน้าให้ศิวา แล้วก็โน้มใบหน้าลงไปจูบทักทายเด็กน้อยในครรภ์

“อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่ลูกจะเงียบเหมือนใคร” ศิวาแคลงใจ

เขาจะวิตกไปก็เท่านั้น หมอกริชยืนยันกับเขาหนักแน่นว่าลูกของเขาแข็งแรงดี มือบางยกขึ้นลูบครรภ์ใหญ่บ้าง “ต้องเป็นเด็กที่เรียบร้อยมากแน่ๆ” จุดรอยยิ้มที่มุมปากขณะพูดคุย

“วาคิดว่าลูกจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย?”

“เงียบๆเรียบร้อยแบบนี้ คงผู้หญิงล่ะมั้ง” ศิวาเดาเล่น

“พี่ว่าผู้ชาย อาจจะเป็นคนขรึมๆ”

“ผมว่าผู้หญิง” ศิวาเงยหน้าแล้วแย้งคนที่เห็นต่าง

“พี่ว่าผู้ชาย”

คุณหญิงปิ่นมาลาเคยสอนให้จับสังเกตลักษณะครรภ์ถ้าอยากรู้ว่าเป็นเพศไหน ก่อนหน้านี้การันต์บอกกับแม่ของเขาว่าศิวาไม่ยอมตรวจเพศลูก กลายเป็นว่าทุกคนลุ้นพอกันว่าเชื้อสายเหมรัชต์รุ่นต่อไปจะเป็นเพศอะไร การพูดคุยลามไปถึงการสอนให้ดูลักษณะครรภ์ตามประสาคนโบราณ ครรภ์กลมสวยต้องได้เด็กผู้หญิง ครรภ์ทรงวงรีนูนแหลมต้องได้เด็กผู้ชายแล้วครรภ์ของศิวาก็เป็นแบบนั้น

“ผู้หญิง”

“ผู้ชาย”

“คอยดูก็แล้วกัน”

“เหมือนโดนท้าเลย”

“คุณไปจัดการอาบน้ำเลย เหม็นเหงื่อ” ศิวาออกปากไล่หลังหยิบผลไม้ชิ้นสุดท้ายไปจากจานแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ตวัดสายตากลับไปดูโทรทัศน์ต่อ

การันต์ลุกขึ้นยืนเตรียมเอาจานเปล่าไปเก็บ เขาไม่ลืมขยี้เรือนผมนุ่มของคนรักแล้วเดินออกไป กลับเข้ามาอีกทีก็เห็นศิวาเดินเนิบนาบออกจากห้องน้ำ

“คืนนี้พี่นอนข้างบนด้วยไม่ได้หรอ?”

ศิวามองหน้าคนขอแบบไร้คำพูด การันต์ก็ขอเขาแบบนี้ทุกวันทุกคืนนั่นล่ะ ศิวาส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะเดินผ่านหน้าชายหนุ่มขึ้นไปนอนบนเตียงเตรียมตัวเข้านอนแล้วเอนกายนอนก็ไม่ลืมจัดหมอนทุกใบเต็มเตียงนอนและไม่ลืมคว้ายีราฟหมอนรองครรภ์ตัวโปรดมาแนบกอด

“โคตรจะเกลียดแม่ง” การันต์มองภาพนั้นแล้วหันมาพึมพำกับตัวเอง

เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าคว้าชุดสำหรับเปลี่ยนแล้วหายเข้าไปในห้องน้ำ กลับออกมาอีกทีศิวาก็นอนหลับไปอย่างง่ายดาย เขาปิดไฟในห้องทุกดวงจนมืดสลัว แสงจันทร์จากด้านนอกทอแสงสีเงินยวง เขามองเห็นคนบนเตียงหลับสบายอยู่ในนิทรา

การันต์โน้มตัวไปเหนือใบหน้าคนหลับซึ่งนอนตะแคงกายหันหลังให้ อดที่จะพูดประโยคไม่สบอารมณ์แทนประโยคราตรีสวัสดิ์ไม่ได้

“กอดผัวให้ได้เท่ากอดหมอนบ้างนะวา”

จรดริมฝีปากหอมแก้มขาวแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้อย่างใส่ใจ

“ได้ยินนะคุณ” ศิวาพึมพำตอบกลับด้วยผินใบหน้าเข้าหาคนที่ยื่นหน้ามาจากด้านหลัง

“เรื่องจริงทั้งนั้น”การันต์บอกเสียงเบา

“ไม่รู้ว่าคุณก็มีมุมนี้” ศิวาอมยิ้มในความมืด

“งั้นก็รู้ได้เลยว่าพี่น้อยใจ” การันต์เห็นรอยยิ้มของศิวา หัวใจของเขาเต้นระส่ำอยู่ในอก

“อย่าน้อยใจเลยนะ”

ศิวาปลอบการันต์ด้วยวงแขนที่ตวัดออกไปรั้งต้นคอของชายหนุ่ม ยกใบหน้าจรดปลายจมูกและริมฝีปากประทับไว้ที่แก้มของการันต์

“มันน่าน้อยใจบ่อยๆ” 

กล่าวอย่างพอใจ สุดท้ายแล้วเขาก็ประจำการนอนบนฟูกปูพื้นอย่างเดียวดายเหมือนเช่นทุกคืนที่ผ่านมา

ก็ยังดีกว่าไม่ได้นอนร่วมห้อง

เขาปลอบตัวเองแบบนี้ทุกคืน กลายเป็นคนแพ้ใจเมียทุกมีไป

กลางดึกศิวารู้สึกว่าครรภ์เงียบเชียบของเขาตลอดเจ็ดเดือนมานี้มันไม่เงียบอีกต่อไป หนึ่งชีวิตน้อยๆที่ขยับกระดุกกระดิกในท้องทำให้ศิวาลืมตาโพลงในความมืดสลัว ตอนแรกเขาไม่แน่ใจ เขาคิดว่าเขาอาจจะฝันไป พอลืมตาแล้วเอามือทาบบนท้องนูนใหญ่หนึ่งชีวิตที่เขาหลงคิดว่าขยับกระดุกกระดิกก็นิ่งไป

ลืมตาเอามือลูบท้องจนแน่ใจ ก็ต้องหลับตาลงเมื่อสรุปแล้วว่าเขานั้นคิดไปเอง แต่เมื่อหลับตาพร้อมหยุดมือที่ลูบคลำไปได้ไม่นาน หนึ่งชีวิตในท้องก็ขยับกระดุกกระดิกอีก ศิวาลืมตาอีกครั้ง ไม่ได้เอามือแตะท้องของตัวเอง หัวใจเต้นระส่ำ

พอเขาไม่แตะ เขาก็พบว่าไม่ได้คิดไปเอง หนึ่งชีวิตน้อยๆกำลังขยับอยู่ในตัวของเขา ศิวายิ้มกว้างแววตาเป็นประกายปลาบปลื้ม น้ำตารื้นเพราะความยินดี

เป็นเด็กที่แปลกจริงๆ

เขาอยากสัมผัส อยากให้เจ้าตัวน้อยรู้ว่าเขารู้ พอเอามือทาบกับท้องนูน หนึ่งชีวิตก็เงียบนิ่ง ศิวาเล่นแบบนี้อยู่ครู่ใหญ่ ด้วยแน่ใจแล้วว่าเมื่อไหร่ที่เขาเอามือทาบ เด็กน้อยขี้อายจะไม่ขยับใดๆให้เขารู้สึก สุดท้ายเขาก็หลุดหัวเราะอย่างสุขใจ เด็กประหลาดคนนี้จะรู้ไหมว่าเขาที่อุ้มท้องเป็นกังวลมากแค่ไหน

“อย่าทำให้เป็นกังวลเลยได้ไหมเด็กดี” ศิวาเป็นปลื้มจนต้องพูดออกมา

ค่ำคืนยาวนานผ่านพ้นไป ศิวายังไม่เล่าถึงความน่ายินดีนี้ให้การันต์รับรู้ เด็กน้อยชอบตื่นตัวตอนกลางคืน ขยับกระดุกกระดิกบ่อยขึ้น เขาไม่รู้ว่าช่วงไหนของเด็กน้อยที่ขยับโดนหน้าท้อง ความรู้สึกเหมือนเป็นประตูให้เด็กจอมซนเคาะเล่นดังตุบๆ บางทีก็เกิดขึ้นที่หน้าท้อง บางทีก็เกิดขึ้นที่ข้างท้อง ศิวาอมยิ้มระคนหัวเราะคนเดียวเบาๆทุกคืน พอจะลูบเล่นเจ้าเด็กจอมซนก็นิ่งไป

ใกล้หมดเดือนเจ็ด พ้นข้ามคืนนี้ไปก็เข้าเดือนแปด ในคืนนี้เองที่ศิวาตัดสินใจบอกการันต์ แต่เขาไม่รู้ว่าจะให้การันต์สัมผัสและรับรู้ถึงพัฒนาการที่น่ายินดีนี้ยังไง เพราะมีแต่เขาที่อุ้มท้องเจ้าเด็กน้อยนิสัยประหลาดคนนี้เอาไว้ เพราะขยับอยู่ในตัวของเขา เขาถึงรับรู้ได้ แต่การันต์ถ้าให้สัมผัสด้วยมือหรือแนบส่วนอื่นๆมาโดนท้องใหญ่ เจ้าเด็กประหลาดจะนิ่งไปในทันที

“คุณรันต์

กลางดึกเวลาเดิมๆที่เด็กน้อยชอบขยับตัวกระดุกกระดิก เคาะศิวาเหมือนกำลังเคาะประตูอีกแล้ว

“เป็นอะไรวา บอกพี่”

เรียกด้วยเสียงเบา อีกฝ่ายที่นอนหลับอยู่บนฟูกปูพื้นชันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคว้ามือของเขาไปกุมไว้ทันที หน้าตาตื่นตระหนก

“ลูกดิ้นแล้วนะ”

“ไหนขอพิสูจน์ ตั้งแต่เมื่อไหร่” การันต์ยิ้มกว้างไม่ต่างจากศิวาในคืนแรก

ตั้งแต่หมดเรื่องราว สิ้นซึ่งอคติใดๆ การันต์ยิ้มให้ศิวาเห็นบ่อยมาก บางทีก็เป็นยิ้มร้าย บางทีก็เป็นยิ้มบางของคนกระด้างและบางทีก็เป็นยิ้มกว้างๆของคนมีความสุข

การันต์ตีเนียนเขี่ยหมอนออกไปให้พ้นเตียง เขาพาตัวเองขยับขึ้นไปแทนที่แล้วแนบใบหน้าเข้ากับครรภ์ใหญ่ หลับตาใช้สมาธิแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อไม่พบความเคลื่อนไหวใด

เขายกใบหน้าออกเพื่อเงยหน้าตั้งคำถามกับศิวา

“ลูกแปลกๆนิดหน่อย” ศิวาหัวเราะแผ่วๆในลำคอขณะอธิบาย

“ยังไงที่ว่าแปลก?”

“เวลามีใครทำเหมือนจะแตะ เขาก็จะนิ่งไปเลย ผมก็ไม่เข้าใจ”

“ถ้าไม่แตะล่ะ”

“ก็ดิ้น ดูเป็นเด็กซนๆ ชอบดิ้นตอนกลางคืน กลางวันไม่ดิ้นเลย”

“ชอบดิ้นตอนกลางคืน เดี๋ยวนะ นี่หมายความว่าลูกดิ้นมาหลายคืนแล้วงั้นเหรอ”

ศิวาพยักหน้าแล้วตอบ “ผมรอให้แน่ใจถึงบอก ขนาดผมเอามือแตะลูกยังไม่ดิ้นเลย”

“เป็นเด็กอะไรของเขา” การันต์แปลกใจ พรุ่งนี้เช้าเขาต้องปรึกษาเรื่องนี้กับบดินทร์หน่อยแล้วล่ะ

“อย่าดื้อกับพ่อวาให้มากนะ เท่านี้ก็เป็นกังวลมากแล้วรู้ไหม กว่าจะดิ้นได้ เด็กอะไรเก็บตัวชะมัดเลย ออกมาเมื่อไหร่เป็นโดนดีแน่” การันต์หันไปดุใส่ครรภ์ใหญ่มือหนาตบเบาๆไปด้วยแสร้งทำดุข่ม

“อย่าดุลูก ห้ามเลยคุณ กลับลงไปนอนเลยไป ที่ผมบอกก็หลงคิดว่าอานุภาพความรักที่คุณมีให้ลูกอาจจะทำให้ลูกตอบสนองได้ดีกว่านี้บ้าง ที่ไหนได้

ศิวาชะงักไปพร้อมกับการันต์ สองคนต่างมองหน้ากัน มือของชายหนุ่มยังคงวางค้างอยู่บนท้องของเขา ขณะที่ในท้องของเขา หนึ่งชีวิตประหลาดกำลังกระดุกกระดิก ยังไม่พอผนังท้องในกายดังตุบๆเหมือนประตูถูกเคาะ เขาไม่รู้ว่าเด็กน้อยเคาะด้วยมือหรือเคาะด้วยเท้า แต่สัญชาตญาณความผูกพันเดาว่านี่คือการต่อต้านเล็กๆที่มีต่อพ่อการันต์

“ดูจะเป็นพวกดื้อแล้วก็หัวแข็งนะ” การันต์ยิ้มกริ่ม

“แค่คุณคนเดียวผมก็ไม่ไหวแล้ว”

ศิวาไม่แย้ง เขาเองก็รู้สึกได้ ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าเด็กคนนี้จะมีนิสัยยังไง หรือจะเข้าอิหรอบพ่อเป็นยังไงลูกเป็นอย่างนั้น

ไม่สิ เขาก็พ่อคนหนึ่งเหมือนกัน ลูกของเขาจะได้ความเป็นการันต์มาหมดได้ยังไง

“นิสัยแบบนี้พี่ว่าผู้ชายแน่นอน” การันต์มั่นอกมั่นใจ “นี่ไอ้หนูแดงน้อย อย่าเล่นตัวแล้วก็อย่าดื้อให้มาก เท่านี้พ่อสองคนก็รักจะตายอยู่แล้ว” การันต์ดุซ้ำอีก ตบมือหนาลงบนครรภ์นูนเบาๆ

ศิวาหลุดหัวเราะในตัวของเขาตอนนี้ เจ้าเด็กน้อยกำลังต่อต้านพ่อการันต์สุดฤทธิ์

“อีกหน่อยคุณกับเขาเป็นได้ฟาดฟันกันแน่ ถ้าจะฤทธิ์เยอะขนาดนี้”

“พร้อมปะทะ” การันต์จะรอวันนั้น เขาเอาหน้าผากแนบกับครรภ์นูน “มาสิไอ้หนู พ่อรออยู่”

ใครเล่าจะรู้เท่าเด็กน้อยในครรภ์กำลังเอาเท้าเล็กถีบหน้าผากคนเป็นพ่อย้ำๆ มีแค่เนื้อหนังมังสาของคนอุ้มท้องเท่านั้นที่กางกั้นศึกสายเลือดนี้ไว้

 

 

 

 

 

 

บันทึกวันที่ xx/xx/xxxx

ฉันเอง“การันต์”

ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความไม่แน่นอน กำหนดผ่าคลอดระบุมาแล้ว

แต่วาปวดท้องหนักมากในกลางเดือนแปด ไม่ใช่เรื่องดีที่จะคลอดก่อนกำหนด

ทั้งโกรธทั้งห่วง โกรธที่ไอ้หนูแดงน้อยมันดื้อด้านอยากจะดูโลกไม่รู้เวลา

ห่วงแทบขาดใจที่เห็นวาร้องบอกว่าเจ็บ

 

บันทึกวันสุดท้ายของฉันเอง “การันต์”

การันต์เดินผ่านไปแล้ว ขณะที่ศิวายืนแอบอยู่ตรงมุมหนึ่งลับตาคน คล้อยแผ่นหลังกว้างศิวาก็เผยตัวในที่แจ้ง เดินอุ้มท้องไปบนทางเท้าสายเล็กทอดตรงถึงบ้านของแม่บ้านกับคนสวนสองผัวเมีย

มันเป็นเรื่องน่าสงสัยมานาน เริ่มต้นจากสังเกตไปจนถึงการถามไถ่ แต่เหมือนจะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้องตามความจริงซึ่งใครบางคนปกปิดมันเอาไว้จากเขา

“เขามาทำอะไรที่บ้านของป้าทุกเช้าเย็นเหรอครับ?”

คำน้อยส่ายหน้าแล้วอมยิ้มก่อนตอบวันนี้นั่งเด็ดชะอมอยู่ที่บริเวณหน้าบ้าน เป็นเวลาเย็นจนใกล้พลบค่ำแล้ว เจ้านายและคนรักของเจ้านายยังคงไปมาหาสู่บ้านของเธอ คนหนึ่งมาด้วยธุระที่ปกปิดเป็นความลับมาตลอดหลายเดือน อีกคนหนึ่งสงสัยเพราะสังเกตได้ถึงแอบเข้ามาถาม

“คุณรันต์เธอสนิทกับตาสน ก็พูดคุยตามประสาผู้ชายนั่นล่ะค่ะคุณ”

“ป้าคำน้อยปิดบังให้เขา” ศิวาพูดอุบอิบ

เขาไม่คำตอบและถึงได้มันก็ไม่ใช่ความจริง คนอย่างการันต์ไม่น่าจะไปมาหาสู่ใครได้ทุกวันเช้าถึงเย็นถึงแบบนี้ คุยกับสนชัยฟังดูแล้วยิ่งไม่น่าเชื่อถือ เวลามันสั้นเกินกว่าจะพูดคุยกันได้ แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นที่เข้าไปแล้วก็ออกมา

“โธ่ คุณวาคะป้าจะปิดบังไปทำไมกัน” มือเด็ดชะอมลงชาม ปากก็ยังพูดคุยด้วยรอยยิ้ม

“ผมรู้สึกได้ถึงความไม่จริงไงครับป้าคำน้อย”

นึกว่ามาถามเอากับคนที่มีส่วนรู้เห็นจะได้อะไรบ้าง นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้ว ยังรู้ด้วยว่าที่เรือนล้านนาแห่งนี้ เขาผู้เป็นเจ้าบ้านเจ้านายอย่างถูกต้องช่างหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีพรรคมีพวกเข้าข้าง จงใจช่วยกันปกปิดดีนัก!

“ไม่ลองถามคุณรันต์เธอดูเอาเองล่ะคะ ถามป้าก็ได้คำตอบแบบนี้ล่ะค่ะคุณวาของป้า”

คำน้อยกลัวศิวาจะน้อยใจ เลยโยนให้ตัวต้นเรื่องที่พึ่งคล้อยหลังได้ไม่นานเป็นคนรับไป

“วันนี้เห็นทีต้องถามเอาความจริงให้ได้ ไม่ใช่ผมไม่เคยถาม ไม่ใช่ไม่เคยเปรยกับเขา แต่เขาก็ตอบอย่างที่ป้าตอบ แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่”ศิวามาดมั่น

เหมือนเดิมคำน้อยแค่อมยิ้มให้ มองศิวาลึกขึ้นยืนแล้วเดินเนิบๆออกไป

ศิวากลับเข้าบ้านไม่เห็นแม้แต่เงาของการันต์ หลังกวาดสายตามองไปทั่ว ใกล้ค่ำแบบนี้เดาว่าคงอาบน้ำ เขาจึงมุ่งหน้าเดินไปทางห้องนอนที่พวกเขานอนร่วมกันด้วยความเคยชิน ยังไม่ทันเปิดประตูก็ได้ยินเสียงแว่วเสียงรื้อค้นดังมาจากข้างในห้อง พร้อมกับเสียงสบถคล้ายคนในกำลังไม่สบอารมณ์ ศิวาเปิดประตูเยี่ยมหน้าเข้าไปมองดูด้วยความสงสัย

บนพื้นห้องมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่วาอยู่บนพื้นไม้ ร่างสูงกำลังรื้อค้นหาของบางอย่างจากมัน นอกนั้นยังมีสรรพสิ่งเกลื่อนกลาดเลี่ยลาดอยู่รอบกาย ประตูตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้ สีหน้าของคนที่นั่งอยู่บนพื้นแสงออกถึงความหงุดหงิดจริงจัง

เมื้อกี้ตอนที่เดินออกมาจากบ้านของสองผัวเมียวัยกลางคน การันต์ยังดูอารมณ์ดีอยู่เลย

“หาอะไรอยู่เหรอ ให้ผมช่วยไหมคุณ?”

ศิวาถามก่อน ถึงก้าวเท้าเดินออกมาจากหลังประตู

“ของสำคัญ ที่มันโคตรสำคัญมากๆ พี่ไม่คิดว่าพี่จะพลาดได้ขนาดนี้” การันต์ตอบขณะที่สองมือยังคงค้นกระเป๋าเดินทางใบนั้นทุกซอกทุกมุม

“สำคัญขนาดนั้น ถ้าไม่มีหาไม่เจอแล้วจะทำยังไง” ศิวาถามอย่างเห็นใจ

การันต์ไม่บอกเขาว่าสิ่งที่หามันคืออะไร บอกว่าเป็นของสำคัญ นั่นก็หมายความว่าไม่อยากให้รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทำไมศิวารู้สึกว่าการันต์มีแต่เรื่องปิดบังเขา

คำถามที่มาพร้อมกับความสงสัยของศิวาทำให้การันต์หยุดมือแล้วเงยหน้าขึ้น

“เวลาสำคัญใกล้มาถึง ไม่มีของสำคัญไม่ได้ พี่ตั้งใจไว้แล้ว พี่จะไม่ให้ขาดไปสักสิ่งเดียว”

การันต์บอกอย่างยึดติด เขาหงุดหงิดหัวเสียพอสมควร ไม่มันช่วงเวลาสำคัญจะไม่สมบูรณ์ดังที่เขาตั้งใจไว้ วันเดินทางเขารีบมากจริงๆ ถึงได้สะเพร่าลืมมันไว้ กระเป๋าใบนี้เขายัดเสื้อผ้าแบบส่งไปที พลาดที่เตรียมแค่ตัวกับใจมารับมือกับศิวา แล้วก็พลาดไม่พอที่ยังลืมของสำคัญที่คิดว่าจะเอามามอบให้กลับไม่มีอยู่

ทุกอย่างเกือบจะเสร็จสมบูรณ์ จะขาดสิ่งไหนไปไม่ได้ เวลาของศิวาใกล้มาถึงแล้ว

วันนี้ตอนกลางวันพาศิวาไปตรวจครรภ์ตามที่หมอหนุ่มคนนั้นนัดไว้ กำหนดวันเวลาผ่าคลอดที่แน่นอนมาแล้ว นั่นล่ะเวลาสำคัญที่เขาพะวักพะวงถึง และเพราะแบบนี้เขาถึงตรวจทานให้แน่ใจว่าของสำคัญมันอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ดีหรือไม่

แล้วเขาก็พบแต่ความสะเพร่าของตัวเองยังไงล่ะ

“คุณว่าของหรือตัวคุณกันแน่ที่สำคัญในเวลานั้นน่ะ” ศิวาย้อนถาม

“พี่รู้แต่ว่าพี่ตัดไม่ได้สักอย่างวา” การันต์บอก แววตายังคงเจอความหงุดหงิด

เขาเลิกหาเมื่อแน่ใจแล้วว่าลืมมันไว้ในที่ที่จากมา การันต์ลุกขึ้นยืนเขาถอนหายใจแล้วสบถด่าตัวเองอีกครั้ง แววตาไม่หยุดนิ่งเพราะสมองขบคิดหาวิธีที่จะทำให้ได้มันมา

“นั่นสมุดอะไรหรอ?”

ศิวาจะเดินไปช่วยเก็บ ตอนที่เห็นมันกางวางอยู่บนพื้น เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนในห้องนี้ ดูเหมือนว่าการันต์จะปกปิดเขาอีกเรื่องแล้วล่ะ ชายหนุ่มดูจะเก็บมันไว้อย่างดี ดีแบบที่ต้องอยู่ลับสายตาของเขา

เขาท้องโตแบบนี้จะก้มเก็บก็ยังลำบาก แต่ก็อยากจะก้มแล้วเอื้อมมือไปให้ถึง แต่การันต์ที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองถึงกับตวัดสายตาหันมามองมือของเขาที่กำลังจะเอื้อมไปถึงสมุดบนพื้น แน่นอนว่าชายหนุ่มไวกว่าและตื่นตัวเร็วกว่า เดินไม่กี่ก้าวมาคว้ามันไป

“ไม่มีอะไรหรอกวา”

มันยังไม่ถึงเวลาที่ศิวาจะรู้

ขณะที่ศิวารู้สึกเหมือนถูกการันต์ปิดกั้น การันต์ทำให้เขากลายเป็นพวกสอดรู้ไม่พอ ยังทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้มีความสำคัญพอที่ชายหนุ่มจะบอกอะไรบางอย่างพวกนั้นให้เขาได้รู้

อาจจะเป็นความทรงจำเกี่ยวกับรักที่สำคัญของการันต์ ซึ่งเขาไม่อาจแตะต้องหรือล่วงรู้ถึงมันได้

“ขอโทษที่ผมก้าวก่ายไม่เข้าเรื่อง เป็นธรรมดาที่ใครก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวของตัวเอง”

ศิวาพูดออกมาอย่างคนเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วเขาไม่เข้าใจและรู้สึกน้อยใจอีกด้วย

“มันไม่ใช่เรื่องที่วาจะต้องขอโทษเลย”

การันต์สัมผัสได้ว่าเขาทำให้ศิวารู้สึกไม่ดีกับเขาเสียแล้ว ชายหนุ่มรีบสืบเท้าเดินเข้าหาหวังจะปลอบโยน แต่ศิวาไว้ตัวหาถอยห่างพร้อมหาข้ออ้างหลีกเลี่ยง

“ผมหิวน้ำ คุณอยู่กับเรื่องส่วนตัวของคุณเถอะ ผมไม่รบกวน”

“วาเข้าใจผิด”

“มันมีเรื่องอะไรให้ผมต้องเข้าใจผิดคุณด้วยเหรอ เท่าที่ดูก็ไม่มีนี่คุณรันต์”

ศิวาปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ยังคงพูดเจือรอยยิ้มแกนๆ

“งั้นเรากำลังผิดใจกัน”

“ไม่ใช่หรอก ผมหิวน้ำ ขอตัว” ศิวารวบรัดแล้วเดินออกจากห้อง

การันต์ได้แต่มองตาม สมุดบันทึกของเขายังอยู่ในมือ เขาเหลือบมองมันแล้วกวาดสายตามองข้าวของบนพื้นที่ถูกรื้อกระจาย บนพื้นมีโทรศัพท์มือถือวางทิ้งไว้ เขาเก็บมันขึ้นมาแล้วติดต่อหาความช่วยเหลือจากใครบางคน

“มึงทำอะไรอยู่?” เขาโพล่งถามทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย

[เลี้ยงลูก ดูแลเมีย มีเมียดูแล ทำไมหรือมีปัญหา?]

“ใช่ มึงต้องช่วยกูเดี๋ยวนี้เลย”

[เสียงมึงจริงจังมากนะ เหมือนในละครที่กูดู พระเอกที่ต้องการความช่วยเหลือแบบเร่งด่วนจากเพื่อน แล้วจู่ๆเพื่อนของเขาก็สามารถวาร์ปข้ามฉากไปด้วยเวลาอันสั้นพร้อมกับความช่วยเหลือที่ต้องการ]

“กูจะจองตั๋วแล้วส่งเที่ยวบินไปให้ในข้อความ เอาของสำคัญมาให้กูที กูไม่มีไม่ได้”

[มันก็น่าจะแลกเปลี่ยนกันนะ]

บดินทร์ทำเสียงกรุ้มกิ้มมีเลศนัย

“อย่างเช่น?”

[เราน่าจะดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ถ้าเมียมึงได้ลูกชาย]

“ได้ ถ้าเป็นลูกชายกูจะให้แต่งงานกับลูกของมึง ไปจัดการธุระสำคัญให้กูได้แล้ว”

การันต์รับปาก ไม่ใช่ไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน แต่เขาคิดมาแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่ดีถึงได้รับปาก

[ตามนั้น มันคือสัญญาใจ]

การันต์ระบุกับบดินทร์ว่าต้องการให้ช่วยเอาอะไรมาให้ บอกรายละเอียดเสร็จสรรพก็วางสาย บดินทร์มีเวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อไปเอามันแล้วฉายเดี่ยวบินข้ามภูมิภาคด้วยเที่ยวบินรอบล่าสุด กว่าจะถึงที่นี่คงค่ำมืดดึกดื่น

สรุปแล้วศิวาเมินเขา ไม่ค่อยพูด ไม่มึนตึงแต่ไม่อยากพาทีด้วย เขาปล่อยให้ศิวาเข้านอนไปตามปกติ ขณะที่ตัวเองเอกเขนกเอนกายดูโทรทัศน์รอเวลานัดหมายความจริงแล้วสมองของเขาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ศิวางอนเขาใช่ว่าเขาจะสบายใจเสียเมื่อไหร่ แต่เขาพยายามแล้วที่จะพูดคุย เอาอกเอาใจ แต่เหมือนศิวาไม่ต้องการ เขารู้ว่าศิวาจะหายก็ต่อเมื่อเขาบอกเล่าถึงสิ่งที่ปิดบังเจ้าตัวอยู่

เรื่องนี้เขาปริปากบอกไม่ได้จริงๆ เขาอยากให้สิ่งสำคัญอยู่ในวาระสำคัญ

เวลาผ่านไป โทรศัพท์ดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนถึงการนัดหมายที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้า การันต์รับสายขณะเหลือบมองนาฬิกาติดผนัง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเที่ยงคืน เขาจะขับรถไปสนามบิน

“หากาแฟนั่งดื่มไปก่อน อีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน”

[เออกูรออยู่ร้าน…]

“อืม ขอบใจมาก”

การันต์กดวางสายวางโทรศัพท์ทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นเดินไปดูให้แน่ใจว่าศิวาหลับพักผ่อนไปแล้วหรือยัง ไม่ต้องเปิดประตูห้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ดูจากช่องใต้ประตูพบว่าไม่มีแสงสว่างได้ลอดผ่าน ศิวาคงปิดไฟนอนไปแล้วตั้งใจว่าถ้ายังไม่นอนจะบอกศิวาเสียหน่อยว่าเขาจะขอออกไปข้างนอก เป็นห่วงก็แต่คนอุ้มท้อง ไม่มีเขาอยู่ต้องระวังให้มาก การันต์จะรีบไปรีบกลับ ทว่าคำพูดเหล่านั้นไม่มีคำใดถ่ายทอดออกไป ศิวานอนแล้วเขาก็ไม่อยากรบกวน

ชายหนุ่มหมุนกายมุ่งหน้าเดินออกจากบ้าน  เขาไม่ไว้วางใจเท่าไหร่ ไม่เคยเลยสักคืนที่เขาจะทิ้งศิวาให้นอนโดดเดี่ยว เขาเห็นว่ายังดึกไม่มาก จึงเดินไปตามคำน้อยมาอยู่เฝ้าศิวาสักชั่วโมง

“ยังไม่นอนอีกหรอครับ?”

การันต์เห็นไฟบ้านทั้งบ้านสว่างโล่ คำน้อยกำลังปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย

“กำลังปิดบ้านพอดีเลยค่ะคุณ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรเหรอคะถึงมาตอนนี้”

พอหญิงวัยกลางคนเห็นชายหนุ่มเข้าก็อดทักอย่างแปลกใจไม่ได้

“ผมมีเรื่องสำคัญให้ต้องออกไปข้างนอก อยากจะรบกวนให้ป้าช่วยไปดูวาให้สักชั่วโมง เดี๋ยวผมจะรีบกลับมา”

“ได้สิคะคุณ นี่ยังไม่นอนกันหรอกค่ะ ตาสนจะดูถ่ายทอดสดฟุตบอล แค่จะปิดบ้านให้เรียบร้อยเท่านั้นเอง”

“งั้นก็รบกวนด้วยนะครับ”

คำน้อยเดินหายกลับเข้าไปในบ้านเพื่อไปบอกสนชัยว่าเธอจะไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้านายสักชั่วโมง หลังจากนั้นก็เดินกลับออกมา โดยมีการันต์รอเดินเคียงไปด้วย

คล้อยหลังคนทั้งคู่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว แว่วเสียงแตกของกระเบื้องตกกระทบพื้นมาจากข้างบ้าน เป็นการันต์ที่หยุดเดินก่อนใครและเป็นการันต์อีกที่เดินย้อนไปตามแหล่งเสียง

“ไว้ดีขนาดนี้ไม่น่าตกลงมาได้นะคะ”

คำน้อยยกมือทาบอกใจเสีย หลังเดินตามมาดูโบราณว่าเป็นลางไม่ดี ไม่มีทางเป็นไปได้ที่มันจะตกลงมาทั้งที่ไว้มิดชิดไม่หมิ่นเหม่ขนาดนั้น ยังจะตกลงมาไม่มีปรี่ไม่มีขลุ่ย เห็นแล้วเธอใจเสียเล็กน้อย แต่ไม่กล้าทักอะไรไม่ดีออกไป

“เมื่อตอนเย็นผมอาจจะรีบไปหน่อยเลยเก็บเข้าที่ไม่ดี”

การันต์ก้มเก็บมัน หยิบภาชนะใบใหม่มาใส่มันไว้ เขาต้องรีบทำด้วยเพราะบดินทร์รออยู่ กระเบื้องดินเผาที่แตกเขาไม่มีเวลามาเก็บ คำน้อยอาสาจะเก็บให้ เขาบอกว่าไว้พรุ่งนี้จะมาเก็บเอง หลังจากจัดการปัญหาไม่คาดฝันเรียบร้อยแล้ว ทั้งการันต์และคำน้อยเดินไปยังเรือนล้านนา

การันต์ส่งคำน้อยแค่หน้าบันไดเรือนแล้วขึ้นรถขับมันออกไปทันที

ศิวาไม่ได้หลับ แค่นั่งเอนกายพิงหัวเตียง เขาได้ยินเสียงรถยนต์ขับออกไป ศิวาเลิกจมอยู่ในความคิดมากของตัวเอง ท่ามกลางความมืดสลัวภายในห้อง สองมือที่คอยลูบท้องหยุดมือลง เขาลงจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องเจอคำน้อยกำลังเดินหน้ายิ้มเข้ามาหา

“เขาไปไหนหรอครับ?”

ไปไหนก็ไม่บอกกันสักคำ ศิวาอดรู้สึกไม่ดีไม่ได้

“เห็นว่าธุระสำคัญน่ะค่ะ เธอฝากคุณไว้กับป้า”

“ป้าคำน้อย”ศิวาโอดครวญคิดว่าเขาถูกปกปิดไม่ให้รู้อีกแล้ว

“ครั้งนี้ป้าพูดจริงๆนะคะ เธอบอกแค่ว่าเป็นธุระสำคัญ” คำน้อยรีบยกสองมือขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเธอไม่ได้ปกปิดใดๆกับศิวาเจ้าบ้านเจ้านายของเธอ

“เขาบอกว่าอะไรอีก?”

“คุณรันต์เธอไม่ได้บอกคุณวาหรอคะ ว่าจะออกไปที่ไหน กลับกี่โมง”

ศิวาส่ายหน้ารู้สึกไม่ดีเพิ่มขึ้นไปอีก เขาถอนหายใจเพราะคิดแล้วว่าจะไม่ถือสาอะไร ส่วนความรู้สึกหนึบหนับในใจก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวคงหาย

“ไม่เอาค่ะไม่คิดมาก”

“ผมไม่ได้คิดมากสักหน่อยนี่ครับ” ศิวาเถียงเสียงเบา

“กลับเข้าห้องไปพักค่ะ คุณรันต์บอกว่าอีกชั่วโมงก็กลับมาแล้วค่ะ”

ศิวาไม่ชอบถูกประคอง ข้อนี้คำน้อยรู้นิสัยของเจ้านายใหม่ของเธอดี จึงทำได้แค่ดุนหลังให้ศิวาเดินนำกลับเข้าห้องนอน

“ป้าคำน้อยตามสบายเลยครับ ผมขอเข้าห้องน้ำก่อน”

“ระวังนะคะคุณ แต่ป้าช่วยดีกว่า”

“ไม่เป็นไร ห้องน้ำอยู่แค่นี้เอง”

ศิวาปฏิเสธ ไม่ทันได้เห็นสีหน้าเป็นกังวลเกินควรของคำน้อย แม่บ้านหญิงวัยกลางคนได้แต่ถอนหายใจ หันหลังให้แยกกันไปคนละทิศ เธอจัดที่หลับที่นอนให้เจ้านายเสียใหม่ มีแต่หมอนเต็มไปหมดเห็นแล้วอึดอัดแทน

ขณะที่ศิวาเดินโดยมีท้องโตนำไปก่อนตัว เท้าเปล่าเหยียบย่างไปบนพื้นทุกก้าวแลดูน่าหวาดเสียว พื้นไม้ขัดมันของเรือนล้านนาเป็นหัวข้อประจำที่การันต์บ่นถึง ขัดและเคลือบมันจนให้สัมผัสที่ลื่นยิ่งกว่าพื้นหินอ่อนหรือพื้นปูกระเบื้องเคลือบเสียอีก ศิวาเดินลูบท้องโตของตัวเองระบายยิ้มผ่อนคลาย เขาไม่อยากเครียดไม่อยากคิดมากให้กับเรื่องใด มันอาจะส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็กในครรภ์

เพราะท้องใหญ่เกินสายตาจะมองเห็น ซ้ำสายตายังเอาแต่เหม่อลอยนึกถึงคนที่เรื่องปิดบังไม่ให้เขารู้ เท้าที่เหยียบย่างจึงไม่ระวัง สะดุดเอาขอบพรมด้านหน้าห้องน้ำศิวามีโอกาสแค่ผรุสวาทเสียงร้องสั้นๆออกจากกล่องเสียง เดิมทีเขาเสียหลักจะล้มคว่ำไปข้างหน้า แต่ศิวาที่มีสติไม่เท่าไหร่พยายามใช้สติที่เหลืออยู่ขณะเสียหลัก ใช้น้ำหนักตัวบังคับให้ล้มไปในท่าตะแคงสองแขนกอดครรภ์โตไว้แน่นรับแรงกระแทกดังกระทบโสตประสาท

มันเกิดขึ้นแล้ว

“คุณวา!

คำน้อยกำลังถือหมอนตบปุๆ เงยหน้ามามองดูอีกทีเห็นศิวากำลังล้มลง เธอถลาไปคว้าร่างของเจ้านายไว้ไม่ทัน

เจ็บเจ็บ

กอดครรภ์ไว้ไม่ช่วยอะไร เขาเจ็บที่ต้นแขนยังพอทนได้ แต่ครรภ์ของเขากำลังแสดงอาการเจ็บปวดอยู่ข้างใน ความคิดแรกคือชีวิตของลูกในครรภ์

“คุณวา!คุณวาเจ็บตรงไหนคะ” คำน้อยน้ำตามาก่อนใคร เธอรีบโผเข้าหาร่างบนพื้นที่นอนขดกอดครรภ์ตัวเองไว้แน่น เธอลนลานแล้วร้องไห้ออกมาในที่สุด

“ที่ท้องเจ็บเจ็บเหลือเกิน ช่วยด้วย”

คำน้อยล้วงโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา เธอมีหมายเลขโทรศัพท์ของการันต์

“อดทนนะคะ อดทนนะ” คำน้อยปลอบประโลมศิวาที่นอนนิ่วหน้าเผือดสี

แว่วเสียงโทรศัพท์มือถือดังอยู่ในบ้าน คำน้อยลุกขึ้นวิ่งลุกลนไปตามแหล่งเสียง เธอปิดปากร้องไห้อย่างใจเสีย การันต์ลืมโทรศัพท์ไว้

“คุณชลใช่ คุณชล! คุณวาอดทนนะคะ ป้าไปตามคุณชลก่อน” คำน้อยตะโกนแล้ววิ่งหน้าเครียดออกจากบ้านหายไปในความมืด

เวลาแต่ละนาทีผ่านไปยาวนานเหลือเกินสำหรับความเจ็บปวดภายในกาย เสียงรถยนต์ขับเข้ามาจอดที่หน้าเรือนอย่างกระโชกโฮกฮากตามด้วยเสียงเบรกและเสียงฝีเท้าหลายคู่กรูกันเข้ามา

“พี่วา! พี่วาอดทนนะ จะพาไปโรงพยาบาลแล้วนะ” เป็นชลธีที่ร้อนรนแทน

ชลธีตัวเท่าศิวา เขาไม่สามารถอุ้มคนท้องได้ด้วยตัวคนเดียว จึงตามคนงานร่างใหญ่แข็งแรงมาช่วยอุ้มศิวาขึ้นจากพื้น มุ่งหน้าขึ้นรถแล้วมีเขาทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถเข้าเมืองด้วยความเร็ว โดยมีคำน้อยคอยเอาผ้าชุบน้ำซับตามใบหน้าของศิวาที่นอนหนุนตักเธอ ร้องบอกว่าเจ็บซ้ำๆราวกับคนละเมอ

บนท้องถนนกลางดึก รถสองคันสวนกันไปไม่มีใครทันมองใคร คันหนึ่งมุ่งหน้าเข้าเมืองด้วยมีคนเจ็บ อีกคันหนึ่งกำลังขับกลับเข้าเรือนล้านนาด้วยได้สิ่งสำคัญที่ต้องการมาอยู่ในมือแล้วในเวลานี้แววตาของเขาสุขใจ ทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์แบบ

คลาดกันไปไม่เท่าไหร่ ตอนที่รถจอดสนิท สนชัยคอยส่งสารให้คนไม่รู้อะไรด้วยสีหน้าเคร่งเครียดในมืออุ้มกระถางต้นไม้คุ้นตาเขาเอาไว้ด้วย

“ทำไมลุงมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะ?” การันต์ลงรถได้ก็ถามด้วยความแปลกใจ

“คุณวาครับ คุณวาเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว!

“วา” การันต์พูดเสียงเบา

การันต์ไม่พูดอะไรอีก เขารีบกระโจนขึ้นรถแล้วเตรียมจะขับออกไป สนชัยเป็นห่วงเจ้านายไม่แพ้กัน รีบขึ้นตามไปด้วยพร้อมกับกระถางต้นไม้

“โธ่เว้ย!” เขาตบพวงมาลัยอย่างบันดาลโทสะ ขับเร็วจนสนชัยกลั้นหายใจ

ตลอดทางเขาไม่ส่งเสียงอะไรอีกเลย มือได้แต่กำพวงมาลัยแน่น โทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทุกครั้งที่เขาหันหลังคลาดสายตาจากศิวาทีไร เป็นต้องเกิดเรื่องไม่ดีกับศิวาทุกทีไป!

รถเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าโรงพยาบาล เขาเห็นคนงานร่างใหญ่กำลังจะอุ้มศิวาลงจากรถพอดี การันต์ต้องเป็นคนทำหน้าที่นั้น เขาวิ่งเข้าไปแทรกอย่างมีบทบาท อุ้มศิวาคืนจากวงแขนของคนอื่นเสียเอง

“วาพี่มาแล้ว พี่ขอโทษวา พี่มันไม่ดี พี่มันเหี้ย พี่ทิ้งวาให้เจอเรื่องไม่ดีอีกแล้ว”

การันต์พล่ามบอกขณะอุ้มศิวาขึ้นเตียงคนไข้

“หายไปไหนทำไมหายไปเจ็บผมเจ็บคุณรันต์ผมเจ็บ”

ศิวาร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจากครรภ์ภายใน

“ไปเอาของสำคัญที่ลืมไว้” การันต์ตอบตามจริง

เตียงเริ่มเข็นออกอย่างรวดเร็ว การันต์สืบเท้าเร่งเดินตาม มือหนากุมมือเย็นเยียบชื้นเหงื่อของศิวาเอาไว้ตลอด เขาทั้งบีบแน่นทั้งกระชับเรียวนิ้วประสานไว้ พรมจูบซ้ำที่หลังมือ คอยเอามืออีกข้างลูบใบหน้าซีดของคนที่ร้องไห้ออกมา สีหน้าบิดเบี้ยวให้กับความเจ็บปวดยากบรรยาย

“สำคัญกว่าผมอีกเหรอสำคัญกว่าคุณรันต์เจ็บเจ็บที่สุด”

ศิวาครางด้วยความทรมาน

“ไม่ มันไม่สำคัญแล้ว ช่างหัวมันแล้ว วาไม่เจ็บนะ โอ๋คนดี ไม่เจ็บนะ หายนะ พี่อยู่นี่นะ”

การันต์ตอบรวดเร็ว เสียงของเขาสั่นเพราะหวาดกลัวจับใจ ศิวาที่หลั่งน้ำตาเพราะความทรมานทางกาย เขาจำติดตาไม่มีวันลืม เขาอยากแบ่งความเจ็บนั้นมา แต่เขาทำไม่ได้ ไม่มีมนตร์ใดทำให้เขาได้

เตียงถูกเข็นมาที่หน้าห้องคลอด มีหมอคมกริชรอรับไว้อยู่แล้ว พร้อมกับพยาบาลผู้ช่วยอีกสามสี่คน คอยรับช่วงต่อ ทันทีที่เห็นเตียงเข็นเข้ามาในสายตา คมกริชอดไม่ได้ที่จะบันดาลโทสะใส่การันต์ เขากระชากไหล่ขณะที่เตียงกำลังถูกเข็นหายเข้าไปในห้องคลอด จังหวะนั้นเองที่มือของการันต์กับศิวาหลุดออกจากกัน

หมัดหนักกระแทกใส่หน้าของการันต์ เขาเซถอยไม่ทันตั้งตัว ยกมือกุมโหนกแก้ม หมอคมกริชชี้หน้าด่าประณาม

“อย่างคุณจะดูแลใครได้!ในเมื่อตัวคุณยังหาดีไม่ได้เลย!

“คุณหมอคะ ผ่าตัดด่วนค่ะ จะวางยาสลบหรือบล็อกหลัง”

พยาบาลออกมาตาม หมอคมกริชรีบเดินเข้าห้อง

“บล็อกหลัง ถ้าวางยาสลบเขาอาจจะน็อค”

หมายถึงไม่ฟื้นอีกเลย

ศิวาครางด้วยความเจ็บปวด มือยังคงไม่เลิกกุมครรภ์ของตัวเอง

“ลูกต้องรอดนะ หมอกริชนะ” ศิวาฝากฝังเสียงไม่สู้ดี

“ต้องรอดทั้งสองคน”

หมอคมกริชตอบเสียงเครียด จับศิวาให้นอนตะแคงแล้วฉีดยาเข้าที่กระดูกไขสันหลังเพื่อทำการบล็อกไม่ให้คนไข้ขยับตัวขณะผ่าตัดทั้งที่ยังมีสติ เข็มแหลมทิ่มเข้ามาในตัว แทงลึกลงไปยังกระดูกส่วนสำคัญของร่างกาย ศิวาเจ็บจนต้องกัดปากเลือดซิบ

เสียงการันต์โวยวายอยู่นอกห้อง พยายามที่จะเข้ามาให้ได้

“ไล่เขาไปไกลๆเลย ผมไม่มีสมาธิ” คมกริชออกคำสั่ง เขาสวมแว่นและมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง ทั้งเขาและพยาบาลกำลังเตรียมอุปกรณ์ บรรยากาศมีแต่หมอและพยาบาลเท่านั้นที่เข้าใจภาษาทางการแพทย์ แม้แต่ชื่อเรียกเครื่องมือยังฟังไม่เข้าใจ

“หมอ

“มีผมอยู่ ไว้ใจผมก็พอ” คมกริชบอกเพราะรู้ว่าศิวาจะพูดว่าอะไร

“ให้เขาเข้ามาเห็นความเจ็บปวดของผม ให้เขาเข้ามาเห็นว่าการให้ชีวิตมันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง” ศิวากัดฟันพูด เขามองไม่เห็นใคร มีฉากผ้าสีเขียววางกั้นเอาไว้ใต้แผ่นอก รู้แต่ว่าช่วงท้องของเขาเปิดโล่ง ร่างกายของเขากระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ผลจากการฉีดยาทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดน้อยลง

“ให้ผู้ชายไม่เอาไหนคนนั้นเข้ามา” คมกริชอดที่จะต่อว่าการันต์ไม่ได้

ปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ผู้ชายที่ท้องได้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงอยู่แล้ว ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี อีกแค่เดือนครึ่งก็จะคลอดตามกำหนด แต่นี่ต้องคลอดก่อนกำหนด เขายังไม่กล้าประเมินเด็กในครรภ์ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

การันต์ผลักประตูเข้ามา เขาชะงักเล็กน้อยกับบรรยากาศในห้องผ่าตัดพร้อมเครื่องมือ กลิ่นยาและศิวาที่นอนอยู่บนเตียง

“พาไปฆ่าเชื้อก่อน”

พยาบาลพาเขาแยกไปฆ่าเชื้อและกลับมาด้วยชุดปลอดเชื้อ เขาพุ่งเข้าไปหาศิวาแล้วจับมือเย็นเอาไว้มั่น

“วา

“ผมยังไม่ลืม หวังว่าคุณรอที่จะแลก”

“แค่วากับลูกปลอดภัย อยู่ใต้เท้าวาทั้งชีวิตพี่ก็ยอม”

“ไม่ต้องถึงขนาดนั้น…"

"ยอมให้ทุกอย่างคนดี พี่ยอมให้วาทุกอย่าง"

รอบกายของพวกเขาไม่มีแสงสว่างใดสว่างได้เท่าแสงที่ส่องลงมากลางครรภ์นูนสีคล้ำ

“ถ้าคุณรบกวนสมาธิแม้แต่นิดเดียว คุณจะถูกเชิญออก” คมกริชจริงจัง เขาพูดโดยที่ไม่มองการันต์เลยแม้แต่นิด หมอหนุ่มดึงผ้าปิดปากขึ้นแล้วสวมถุงมือที่พยาบาลส่งมาให้

ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการผ่าคลอด ยาที่ถูกฉีดผ่านเข็มเข้ามาในกระดูกก่อนหน้านั้นเป็นยาชาและมีส่วนผสมของยาแก้ปวด อาการปวดรุนแรงที่มีในทีแรกเลือนหายไป แม้ไม่หมดแต่ก็พอบรรเทาจนเหลือแค่อาการหน่วงหนึบ

ศิวาอ่อนเพลีย เขารู้สึกเหมือนมีสติแต่ก็ไม่มีสติดีนัก รู้แต่ว่ามีมืออุ่นหนาคอยบีบมือของเขาเอาไว้ กระซิบเบาๆ เรียกชื่อเต็มของเขาซ้ำไปซ้ำมา บางทีก็ลูบผมให้

การันต์เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังฉากกั้น

“ออกมาหรือยัง เขาเป็นยังไง?” ศิวาถามเสียงแผ่ว

เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างกรีดลงบนช่วงท้องใต้สะดือ ไม่นานหลังจากนั้นบางอย่างค่อยๆถูกนำออกไปจากตัวจนเขารู้สึกได้

การันต์ยืนมองภาพที่เห็นอย่างตื่นตะลึง เด็กน้อยตัวแดงแจ๋ไม่ใช่ด้วยคราบเลือดแต่เกิดจากผิวพรรณ ซ้ำเด็กน้อยยังตัวเล็ก ไม่มีแม้แต่เสียงร้องแผดจ้าให้ได้ยิน ทุกอย่างเงียบมาก หมอและพยาบาลพูดคุยกันเสียงเบา คล้ายการปรึกษาหารือและประเมินอาการ

พวกเขาต่างรู้กัน... เด็กมีร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง

ศิวากับการันต์ไม่แม้แต่จะได้อุ้มหรือได้สัมผัสใดๆ การันต์ยังดีที่ได้เห็นหน้าหนูแดงน้อย หัวใจของเขาท่วมท้นปลาบปลื้มระคนห่วงลูกไม่แพ้กัน

“เป็นลูกผู้ชายหรือผู้หญิง?” ศิวาถาม เขามั่นใจว่าบนสติอันเลือนราง เขาให้กำเนิดเด็กน้อยเรียบร้อยแล้ว

“ผู้ชายลูกเป็นผู้ชาย” การันต์เป็นคนโน้มลงไปกระซิบตอบใกล้ๆหู

ศิวาพยักหน้าอ่อนเพลีย

“ลูกชื่อเกี้ยว”

“ผมอยากอุ้ม”

“พักผ่อนเถอะคนดี” การันต์ปลอบโยนแทนการตอบรับความต้องการนั้น 

 

 

 

 

----------------------

 

 

[เจ้านิ้วดำ]

ดำอ้างอิงเรื่องผ่าคลอดนิดหน่อยจากพันทิพตามประสบการณ์ผ่าคลอดของคุณแม่ที่มาเล่าแชร์ไว้

ผ่าคลอดมีสองแบบ แบบวางยากับแบบบล็อกหลัง แต่บล็อกหลังเป็นวิธีที่นิยมที่สุดและดีที่สุดรองจากคลอดธรรมชาติ

ในเคสศิวา ซึ่งดำก็ไม่ใช่หมอ 555 ดำเลยติ๊ต่างว่าวางยาไม่ได้  

บางคนในพันติ๊ปบอกบล็อกแล้วสลึมสะลือ บางคนบอกบล้อกแล้วมีสติรับรู้ทุกอย่าง

ดำก็งงดำเลยเอาก้ำกึ่งๆแล้วกัน 5555

ก็ไม่รู้ว่าแต่งออกมาดีมั้ย แต่ก็นับว่าตรงใจที่ดำคิดไว้ที่สุดแล้ว

เหมือนเดิม ดำรีบมาก รัวแป้นอย่างเดียว คำผิดคงเยออย่าถือสา

ส่วนอพร.มันพลาดอะไรก็อย่าไปด่ามัน ไม่มีใครทำถูกไปซะทุกเรื่องหรอกครัช #อวยอพร. ถถถ

ความคิดเห็น