email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 06 แทรกซึม

ชื่อตอน : ตอนที่ 06 แทรกซึม

คำค้น : นิยายวาย มหาลัย เมะลูกหมา y yaoi นิยายรัก 18+ Nc

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2564 14:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 06 แทรกซึม
แบบอักษร

 ตอนที่ 06 แทรกซึม 

 

Natee Part 

เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบก่อนจะเลี้ยวหายไปทางมุมตึก ผมผ่อนฝีเท้าลงเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ขยับกล้องกระดุมตัวจิ๋วเพื่อเก็บรายละเอียดภายในอาคารร้าง เสียงหมัดหนัก ๆ ดังแหวกม่านอากาศก่อนกระทบลงบนซีกหน้าของคนที่ถูกมัดมือไพล่หลัง

“ของอยู่ที่ไหน”

“กูไม่ได้เป็นคนเอาไป” อีกฝ่ายพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ใบหน้าบวมช้ำ ยับเยินจนแทบมองไม่ออกว่าก่อนหน้านี้หน้าตาเป็นยังไง

ผมบันทึกภาพทั้งหมดไว้ในสมาร์ตโฟนก่อนถอยฉากออกมา ขึ้นคร่อม BMW R1250 RT แล้วขับออกไปจากซอยซึ่งร้างไร้ผู้คน

สปอร์ตทัวร์ริ่งจอดลงหน้าคอนโดราคาขนาดกลาง สายตาสอดส่ายหาบอดี้การ์ดที่ให้พ่อเป็นธุระจัดการให้ เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนกลมกลืนไปกับผู้คนได้อย่างแนบเนียนผมจึงละความสนใจ ถือหมวกกันน็อกก้าวเข้าไปในคอนโด หยิบคีย์การ์ดที่คนตัวเล็กให้ไว้แตะเข้ากับประตูก่อนผลักเข้าไป ตัวผมชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับภาพตรงหน้า ของในห้องถูกรื้อค้น บางส่วนถูกโยนกองลงบนพื้น

“อชิ” ผมวางหมวกกันน็อกลง เรียกหาคนตัวเล็กด้วยความร้อนใจ “อชิ”

ผมวิ่งเข้าไปในห้องนอน ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้ ทั้งเสื้อผ้าและไม้แขวนเสื้อถูกโยนไปคนละทิศละทาง

“อชิ!” ผมตะโกนลั่นห้อง รีบผลักบานประตูห้องน้ำเข้าไปหวังจะเจอคนที่ตามหา

คนตัวเล็กนั่งขดตัวอยู่บนชักโครก เนื้อตัวสั่นเทา ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา

“อชิ เป็นอะไรครับ” ผมลงไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าน้อง แตะฝ่ามือหนาลงบนแก้มนุ่มแผ่วเบา

“จิ้งจก ฮือออ”

“ครับ?” น้องโถมตัวเข้าใส่ ผมโอบประคองแผ่นหลังบางไว้ ดีที่อีกฝ่ายตัวเล็ก ไม่อย่างนั้นคงได้พากันลงไปนอนแนบพื้นห้องน้ำ

“มีจิ้งจกในห้อง ฮือ กลัว” น้องพูดเสียงสั่น ถูไถปลายจมูกลงบนไหล่ผมเพื่อเช็ดน้ำมูก

ผมแอบขำอยู่ในใจ ปกติแสบซนไม่เคยกลัวใคร แต่กลับกลัวจิ้งจกตัวนิดเดียว

“มันหายเข้าไปในตู้เสื้อผ้า ฮึก” ปากบางเบะคว่ำ พอผมตั้งท่าจะปล่อยมือก็ปล่อยโฮขึ้นมาอีกรอบ

“พี่กำลังจะไปไล่ให้ไงครับ แต่อชิต้องปล่อยก่อน” น้องเอาแต่ส่ายหน้าแล้วเกาะผมแน่นเหมือนลูกลิง

“ไปด้วยกัน ถ้ามันวิ่งเข้ามาในนี้ล่ะ”

“ไปด้วยกันก็ได้ครับ แต่อชิเกาะพี่แน่นขนาดนี้ พี่จะลุกได้ยังไงครับ”

“เดินไปแบบนี้” ผมหัวเราะในลำคอ ช้อนอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาเหมือนลิงอุ้มลูกแล้วพาเดินกลับเข้ามาในห้องนอน

“พี่ขอหาถุงก่อนนะครับ” ผมมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยใช้จับเจ้าสัตว์ประหลาด หยิบถุงพลาสติกใบเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ในลิ้นชักแล้วสวมเข้ากับมือ เดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเจ้าปัญหา

“ฮื่ออ” คนตัวเล็กตวัดขาเกี่ยวเอวผมแน่นขึ้น เมื่อเจอเข้ากับตาแป๋ว ๆ ของจิ้งจกตัวน้อยเกาะอยู่บนบานประตูตู้เสื้อผ้า ผมรีบยื่นมือไปตะครุบเจ้าสัตว์ตระกูลเลื้อยคลานตัวนุ่มนิ่มไว้ มัดปากถุงให้เรียบร้อย ป้องกันการออกมาวิ่งเพ่นพ่านให้คนตัวเล็กตกใจเป็นรอบที่สอง

“รออยู่นี่นะครับ พี่จะเอามันลงไปปล่อยข้างล่าง” ผมวางน้องลงบนเตียง อีกฝ่ายยอมทำตามอย่างว่าง่าย นั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน

ผมกดลิฟต์ลงมาชั้นล่าง เดินเลี้ยวไปทางสวนหย่อมขนาดเล็ก ก่อนปล่อยเจ้าสัตว์ตาแป๋วให้เป็นอิสระ มองมันวิ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้ถึงได้ขยับเท้ากลับเข้าไปในคอนโด

ผมก้มเก็บสิ่งของระเกะระกะที่น้องทำตกไว้บนพื้นขึ้นมาจัดให้เข้าที่ รวมถึงเสื้อผ้าที่ตกกระจายเกลื่อนกลาด แขวนกลับเข้าตู้เสื้อผ้าตามเดิม

“หายกลัวหรือยังครับ”

“นี่ไม่ได้กลัวนะ แค่ตกใจ” ปากเล็กขยับเถียงเสียงแข็ง ทั้งที่ตาสองข้างแดงก่ำ

“ครับ” แค่ตกใจยังร้องไห้ตาแดงขนาดนี้ ถ้ากลัวจะไม่กระโดดระเบียงหนีเลยหรือไง

ผมไม่กล้าถามว่าทำไมน้องถึงกลัวเจ้าตัวจิ๋ว กลัวจะไปสะกิดปมในใจเข้า จึงเลือกทำเพียงนั่งลงบนเตียงแล้วยื่นมือไปเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะอยู่บนแก้มเนียนออกให้

“ไม่ถามเหรอว่าทำไมถึงกลัว” ผมส่ายหน้า

“อชิอยากเล่ามั้ยครับ”

“ตอน ม.1 เคยโดนเพื่อนแกล้งเอามาใส่ไว้ในกระเป๋า มีเป็นสิบตัวเลย มันคลานออกจากกระเป๋าแล้วไต่ขึ้นมาบนตัว วันนั้นผมกลัวจนนอนจับไข้เลย” เพราะเคยโดนแกล้งจนฝังใจสินะ ตอนนี้ถึงได้กลายร่างเป็นเด็กแสบ

“จะหัวเราะผมมั้ย” ผมส่ายหน้าอีกครั้ง

“คนเรามีความกลัวต่างกัน สิ่งที่อชิกลัวไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะเลยนะครับ” ผมเองก็มีความกลัว ผมกลัวการสูญเสีย กลัวการอยู่คนเดียว มันไม่ตลกเลยสักนิดถ้าใครมาบอกว่าความกลัวของเราเป็นเรื่องไร้สาระ

ผมเคยถูกจับแยกจากพี่ชาย ต้องพรากจากน้องสาวฝาแฝดเพราะผู้ใหญ่สองคนไม่ลงรอยกัน ผมจึงอยากรักษาทุกความสัมพันธ์ที่เข้ามาไว้ ยอมถูกแฟนสวมเขาครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะไม่อยากสูญเสียใครไปอีก

“พอผมหายป่วย ผมก็เอาหนอนไปเทใส่คนพวกนั้นจนโดนเรียกเข้าห้องปกครอง” ผมหัวเราะกับวีรกรรมของน้อง เด็กแสบจริง ๆ

 

หลังจากหายตกใจผมก็บอกให้น้องไปอาบน้ำ ส่วนตัวเองโทรสั่งให้แม่บ้านนำอาหารมาส่งให้ ผมไม่ได้กินอาหารฝีมือป้าจันทร์มาสามวันแล้ว คิดถึงรสมือจะแย่ ป้าจันทร์เป็นแม่บ้านคนเก่าคนแก่ของพ่อ ติดสอยห้อยตามกันมาตั้งแต่พ่อหย่ากับแม่ใหม่ ๆ ผมเคารพป้าจันทร์เหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง นอกจากพี่เพลิงกับพระพายเราก็ไม่มีญาติที่ไหนอีก ป้าจันทร์จึงเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

ผมตักกับข้าวใส่จานให้น้อง อีกฝ่ายเคี้ยวหงุบหงับก่อนกลืนลงคอ

“อร่อย” คำชมหลุดออกจากปากเล็ก ผมยิ้มกว้าง ดีใจที่น้องชอบอาหารฝีมือป้าจันทร์

เอาไว้ผมจีบน้องติดเมื่อไหร่จะพาไปแนะนำให้รู้จักกับป้าจันทร์เป็นคนแรกเลย

“เดี๋ยวพี่ล้างให้ครับ” ผมร้องทักเมื่อคนตัวเล็กตั้งท่าจะยกจานทั้งหมดไปล้างในครัว

น้องอาบน้ำแล้ว ผมไม่อยากให้ตัวเลอะจนต้องอาบน้ำใหม่

“อชิไปดูอนิเมะรอก็ได้ครับ เสร็จแล้วเดี๋ยวพี่ตามไป” ผมมองตามแผ่นหลังบางที่เดินหายไปทางห้องนั่งเล่น แล้วลงมือล้างจานตรงหน้าจนสะอาดเหมือนใหม่ เช็ดจนแห้งจึงเก็บเข้าตู้ตามเดิม

หันไปมองนาฬิกาติดผนังสไตล์มินิมอลในห้องนั่งเล่น ตัวเข็มสั้นและเข็มยาวชี้บอกเวลาสามทุ่มครึ่ง

“ดึกแล้ว พี่กลับเลยนะครับ” ปกติน้องเข้านอนตอนสี่ทุ่ม ผมเห็นว่าดึกแล้วจึงไม่อยากอยู่รบกวน

“นอนนี่”

“ครับ?” เสียงใสพูดเบาจนผมฟังไม่ถนัด จึงต้องถามย้ำอีกรอบ

“นอนด้วยกัน เดี๋ยวจิ้งจกมันมาอีก” ผิดมั้ยที่ผมอยากจะเอาจิ้งจกมาปล่อยในห้องสักสิบตัว แล้วขนเสื้อผ้ามานอนที่นี่ จะได้ปกป้องน้องน้อยจากสัตว์ประหลาดตัวนิ่ม

ผมขอตัวมาอาบน้ำ ปล่อยให้น้องนอนรออยู่บนเตียง เจ้าตัวคงจะชิงหลับไปก่อนอีกตามเคย อชินอนตรงเวลา ตื่นตรงเวลาโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุกราวกับร่างกายมีนาฬิกาคอยขับเคลื่อนอัตโนมัติ ผมอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ที่น้องมักมีเรื่องมาให้ผมแปลกใจอยู่เสมอ

“ทำไมวันนี้นอนดึกครับ” ผิดคาด ผมคิดว่าน้องหลับไปแล้วจึงไม่ได้แต่งตัวออกมาจากห้องน้ำให้เรียบร้อย

น้องมองมาที่ผมตาแป๋ว จับจ้องกล้ามเนื้อบนแผงอกผมไม่วางตาจนผมเป็นฝ่ายหน้าร้อนเสียเอง

“ทำยังไงถึงจะมีแบบนี้”

“ครับ?”

“กล้ามอะ อยากมีบ้าง ต้องทำยังไง” ผมนึกน้องเวอร์ชันมีกล้ามไม่ออกจริง ๆ

“แบบนี้ก็ดีแล้วนี่ครับ อชิไม่เหมาะกับกล้ามหรอก” น้องยู่หน้า จิ๊ปากเบา ๆ อย่างขัดใจ

“พี่ขอถอดเสื้อนอนได้มั้ยครับ” ผมเป็นมนุษย์ขี้ร้อน ไม่ชอบใส่เสื้อนอน ถ้าอยู่คนเดียวผมแทบจะแก้ผ้านอนเลยด้วยซ้ำ เคยโดนป้าจันทร์บ่นอยู่บ่อย ๆ เพราะกลัวจะเป็นปอดบวม

“อืม” ผมยิ้มรับคำอนุญาตของน้อง สวมใส่บ๊อกเซอร์แล้วสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกัน

“อชิทำอะไรครับ” ผมถามเสียงสั่นเมื่อน้องลูบไล้ฝ่ามือไปตามหน้าอกเรื่อยลงไปยังหน้าท้องที่มีมัดกล้าม

“อยากลองจับดู”

“ทำแบบนี้อันตรายนะครับ” ผมหายใจแรงขึ้น สะกดกลั้นอารมณ์ที่โดนน้องปลุกปั่น

“ไม่อันตรายนะ”

“...”

“พี่เป็นคนพูดเองว่าถ้าจีบผมไม่ติดพี่ก็จะไม่ทำ ลืมไปแล้วเหรอ” น้องย้อนคำพูดผมด้วยสีหน้าแก่นแก้ว แสบจริง ๆ

“ขอถอนคำพูดได้มั้ยครับ”

“ไม่ได้” น้องปฏิเสธเสียงแข็ง ฝ่ามือเล็กลูบไล้ผิวเปลือยเปล่าราวกับสนุกที่ได้กลั่นแกล้งผม

“อืม...อชิ” ผมคำรามต่ำในลำคอเมื่อน้องเคลื่อนมือลงต่ำ วนปลายนิ้วอยู่ใกล้กับจุดอันตราย

“ทำไมถึงชอบผมล่ะ” ผมไม่เคยคิดคำตอบเผื่อสำหรับคำถามนี้ สิ่งที่ตอบน้องออกไปจึงมาจากส่วนลึกของความรู้สึกที่แท้จริง

“เพราะอชิคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ”

“ผมไม่ได้เป็นคนดีแบบนั้นสักหน่อย” น้องเลิกแกล้งผมแล้วขยับออกห่างเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะห่าง แก้มนุ่มหนุนมือตัวเองที่ใช้รองอยู่บนหมอนจนหน้ายู่

“อชิปกป้องน้องเศร้าจากเพื่อนในคลาส ทั้งที่รู้ว่าถ้าทำแบบนั้นก็จะโดนเกลียดไปด้วย”

“ถ้าเป็นคนอื่นก็ต้องทำแบบเดียวกัน ไอ้เศร้ามันน่าสงสารจะตาย”

“แต่ทุกคนก็เลือกที่จะมองผ่าน ปล่อยให้น้องเศร้าโดนรังแกโดยไม่คิดจะเข้าไปช่วย จริงมั้ยครับ” ถึงน้องจะแก่นซนขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของเด็กคนนี้ คือน้องเป็นคนจิตใจดี

“ผมแม่งโคตรเป็นคนดีเลยเนอะ” น้องเชิดหน้าอย่างภูมิใจ

ผมหัวเราะ แล้วพยักหน้าเห็นด้วย

“ครับ อชิของพี่คนดีที่หนึ่งเลย”

แปะ! 

น้องตีหน้าผากผมเสียงดังแปะ พูดกับผมด้วยใบหน้ายับยู่

“อย่ามามั่วนะ ผมไปเป็นของพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“อชิก็รีบตกลงสักทีสิครับ” ผมใช้ปลายนิ้วสะกิดหลังมือน้องเบา ๆ เพื่อขอความเห็นใจ เพิ่มหน้าหงอย ๆ เข้าไปด้วยเผื่อน้องจะยอมใจอ่อนรับรักผมเร็วขึ้น

“ฝันไปเถอะ”

“อชิครับ”

“จะนอนแล้ว” น้องขยับมานอนหนุนแขน ซุกใบหน้าเข้ากับอกแกร่ง พาดแขนขาลงบนตัวผม

ผมหัวเราะแผ่วเบา ดึงน้องเข้ามากอดกระชับโดยไม่ทำให้น้องอึดอัด

“ฝันดีครับตัวแสบ”

“ฝันดีเหมือนกันพี่หมียักษ์

 

ผมคลำมือลงบนพื้นที่ว่างเปล่าข้างกาย สัมผัสเย็นชืดแสดงให้เห็นว่าเจ้าของร่างบางลุกออกไปได้พักใหญ่แล้ว ผมเข้าไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ แล้วเดินตามกลิ่นอาหารเข้ามาในห้องครัว คนตัวเล็กขะมักเขม้นใช้กระบวยคนอะไรบางอย่างในหม้อ

“อชิทำอะไรครับ”

“โอเด้ง” น้องหันมาตอบ ก่อนหันไปหั่นวัตถุดิบบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายปลาแผ่น

น้องทำแบบวิธีง่าย ๆ ไม่ได้แยกวัตถุดิบบางอย่างเสียบไม้ มีอะไรก็โยนใส่ลงไปในหม้อ เสร็จแล้วจึงปิดเตา แล้วตักแบ่งลงในชาม

ผมช่วยน้องถือชามสองใบที่มีควันจาง ๆ ลอยฉุยมาวางลงบนโต๊ะ ก่อนจะลงมือจัดการมื้ออาหารแสนอร่อยด้วยกัน

“เราไปเที่ยวกันมั้ยครับ”

“ไปเที่ยวเหรอ”

“ครับ อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้ว เราไปเที่ยวทะเลกันนะครับ” ผมอยากไปเที่ยวกับน้อง อยากลองใช้ช่วงเวลานอกห้องสี่เหลี่ยมด้วยกัน

“ก็ได้”

 

รถเปิดประทุนแล่นไปตามแนวสันเขา ไต่เรื่อยขึ้นมาตามเส้นทางคดเคี้ยวก่อนหยุดลงเมื่อจุดหมายปลายทางปรากฏอยู่ตรงหน้า

สายลมเย็นพัดโอบล้อม หอบนำกลิ่นอายสดชื่นของทะเลมาให้ คนตัวเล็กยิ้มกว้าง ดูจะชื่นชอบทะเลที่ผมพามาอยู่ไม่น้อย ปกติเจ้าตัวจะไม่ชอบอากาศร้อน แต่ความสวยงามตรงหน้าคงจะดึงดูดความสนใจไปเสียหมด ท้องทะเลสีเขียวมรกตตัดกับเส้นขอบฟ้าสีคราม ดวงตะวันสาดสะท้อนผืนน้ำส่องแสงระยิบระยับราวกับเพชรเจียระไน ผมหยิบเอากล้องถ่ายรูปลงมาด้วย จะได้เอาไว้ถ่ายน้องเก็บไว้เป็นความทรงจำ

เดตแรกของผมกับน้อง 

ไม่รู้ว่าผมจะเรียกมันว่าเดตได้หรือเปล่า เพราะผมรู้สึกต่อน้องอยู่ฝ่ายเดียว เอาไว้สักวันหนึ่งที่น้องใจตรงกัน ผมจะพาเขามาที่นี่อีกครั้ง เพื่อทำให้เดตแรกของเราสมบูรณ์

น้องเดินไปเกาะราวสะพานก่อนปีนขึ้นไปนั่ง ผมมองความน่ารักของน้องจนเพลิน รู้ตัวอีกทีเมมโมรี่การ์ดก็เต็มไปเสียแล้ว

ผมลดกล้องลง หยิบสร้อยที่คล้องเข้ากับแหวนทองคำขาวที่ประดับไปด้วยเพชรเม็ดเล็กรอบวงขึ้นมา น้องมองการกระทำของผมด้วยความสนใจ แววตาคู่สวยฉายแววฉงน

ผมสวมสร้อยเข้ากับลำคอระหง มองจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาล สื่อความหมายให้น้องรับรู้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ถ้าอชิตกลงเมื่อไหร่ สวมแหวนวงนี้มาหาพี่ได้มั้ยครับ”

 

*********

นี่พี่นทีหรือไมโครเวฟ

อบอุ่นยิ่งกว่าเตาอบขนมปัง 

#ข้ามฟ้ามาหานที 

  

  

Twitter >> BetaBeetaaa 

เพจ >> BetaBeetaaa 

 

  

  

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว