email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 03 ดอกไม้ แด่คุณ

ชื่อตอน : ตอนที่ 03 ดอกไม้ แด่คุณ

คำค้น : นิยายวาย มหาลัย เมะลูกหมา y yaoi นิยายรัก 18+ Nc

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ย. 2564 20:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 03 ดอกไม้ แด่คุณ
แบบอักษร

 ตอนที่ 03 ดอกไม้ แด่คุณ 

  

  

Achi Part 

ผมวางสายจากไอ้พู่หลังจากฟังคำด่ายาวเหยียดจบ แถมมันยังสั่งห้ามไม่ให้ผมแตะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอีก ปกติผมไม่ค่อยดื่มอยู่แล้ว ก็เลยไม่ค่อยซีเรียสสักเท่าไหร่ อีกอย่างผมก็คงเข็ดขยาดกับน้ำสีอำพันไปอีกนาน

ผมส่งข้อความทิ้งไว้ให้ไอ้เศร้า แล้วจึงเดินลงมาชั้นล่างหลังจากอาบน้ำเสร็จ แม่หันมามองก่อนส่งเสียงหวานเรียกให้ผมเดินเข้าไปหา

“น้องอชิ มาทำความรู้จักกับพี่เขาหน่อยครับ” ผมแอบกลอกตามองบนกับคำเรียกขาน ก่อนปั้นหน้ายิ้มแล้วเดินไปนั่งข้างแม่บนโซฟาตัวใหญ่

ผู้ชายอีกคนส่งยิ้มมาให้ ผมจำได้ว่าเขาเป็นลูกชายของคุณป้าณริน ไปเรียนที่ฝรั่งเศสตั้งแต่อายุ 16 เพิ่งจะกลับมาอยู่ไทยได้ไม่นาน ถึงจะเปลี่ยนไปกว่าเมื่อก่อนมากแต่ก็ยังพอจำเค้าโครงได้ราง ๆ

“จำพี่เฟียตได้หรือเปล่าครับ เมื่อก่อนเราชอบเดินตามพี่เขาต้อย ๆ”

“พี่เฟียตสวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้คนโตกว่าตามหลักมารยาทที่แม่คอยพร่ำสอน แต่ไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่นัก

ผมจำได้ว่าอีกฝ่ายชื่อเฟียต แต่จำไม่เห็นได้ว่าผมเคยเดินตามอีกฝ่ายเหมือนลูกเป็ด

“เฟียตบอกว่าอยากสำรวจรอบกรุงเทพใช่มั้ย พรุ่งนี้น้องหยุด ให้น้องพาไปสิจ๊ะ”

“น้องอชิจะสะดวกหรือเปล่าครับ ผมเกรงใจ” ไม่สะดวก

“อชิสะดวกใช่มั้ยลูก” แม่หันมาถามผมเสียงหวาน แต่สายตากดดันให้ผมตอบตกลง

“ครับ” ผมตอบรับเพราะคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย ก็ดีเหมือนกันผมจะได้ลืม ๆ เรื่องไอ้พี่นทีไปได้บ้าง

แม่หันกลับไปส่งยิ้มหวานให้พี่เฟียต พูดกับอีกฝ่ายเสียงอ่อนราวกับเอ็นดูเสียเต็มประดา

“พรุ่งนี้เฟียตอยากไปไหนก็บอกน้องแล้วกัน”

“ครับคุณน้า พี่รบกวนอชิด้วยนะครับ” ผมมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายแล้วรู้สึกขนลุกอยู่ไม่น้อย อีกฝ่ายมองผมเหมือนเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ เป็นน้องน้อยที่ต้องการการปกป้องดูแล ทั้งที่ผมเคยเตะก้านคอผู้ชายสลบมาแล้ว

 

พี่เฟียตมารับผมตอนสิบโมง บอกว่าอยากไปกินติ่มซำแถวเยาวราช ผมได้แต่เออออเพราะขี้เกียจขัดใจแม่ ความจริงผมค่อนข้างดื้อเงียบพอสมควร ถ้าผมไม่อยากไป ใครก็บังคับผมไม่ได้ทั้งนั้น

ผมเดินตามอีกฝ่ายมาขึ้นรถหรู คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย รถราคาสิบหลักก็ทะยานไปข้างหน้า มุ่งสู่ถนนสายหลัก ไม่นานย่านชุมชนชาวจีนก็ปรากฏสู่สายตา อีกฝ่ายวนหาที่จอดรถอยู่สักพัก หลังจากเครื่องยนต์ดับสนิทพี่เฟียตก็เปิดประตูลงจากรถแล้วเดินนำไปยังร้านติ่มซำที่บอกว่าหาข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ตเมื่อคืน

“น้องอชิอยากทานอะไรสั่งได้เลยนะครับ ถือว่าพี่เลี้ยงขอบคุณที่น้องอชิอุตส่าห์มาเป็นไกด์ให้”

“คะ...” ผมกลืนคำตอบรับลงท้องเมื่อสายตาหันไปเห็นร่างคุ้นตากำลังเปิดประตูเข้ามาในร้าน

ผมไม่คิดว่าโลกจะกลมจนเหวี่ยงให้ผมมาเจอกับไอ้พี่นทีในเวลานี้ได้ ร้านอื่นมีตั้งเยอะแยะทำไมไม่รู้จักไปวะ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ผมถอนสายตากลับมามองพี่เฟียต ส่ายหน้าให้เขาก่อนจะเริ่มต้นสั่งอาหาร

ผมเหลือบสายตาไปมอง พี่นทีนั่งอยู่มุมหนึ่งของร้าน อีกฝ่ายจับจ้องมาที่ผม คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น แววตาหงอย ๆ ที่เคยใช้มองผม ตอนนี้มันดูดุดันราวกับอยากฆ่าใครสักคนให้ตาย

ผมก้มหน้าจัดการอาหารตรงหน้าโดยพยายามไม่เงยหน้าขึ้นไปสบตาพี่มันอีก ผมไม่อยากเห็นหน้าคนที่ตั้งใจหลอกใช้ผมเป็นเครื่องมือแก้แค้นแฟนที่ไม่ซื่อสัตย์ แล้วผมก็ชอบสายตาเหมือนหมาตัวโตเวลาอ้อนเจ้าของ มากกว่าสายตาน่ากลัวแบบนั้นด้วย

“พี่เฟียตอยากไปไหนต่อครับ” ผมถามอีกฝ่ายหลังจากเดินออกมานอกร้าน

“พี่ไม่รู้ว่ามีที่ไหนบ้าง น้องอชิเลือกให้พี่ได้มั้ยครับ”

“ผมไม่รู้ว่าพี่เฟียตอยากไปไหน แต่ถ้าถามผมตอนนี้คงอยากไปนั่งตากแอร์เย็น ๆ ในโรงหนังมากกว่า” ผมไม่ค่อยชอบอากาศร้อนสักเท่าไหร่ ผมไม่ชอบให้ร่างกายตัวเองมีเหงื่อออก มันน่าหงุดหงิดแล้วก็เหนอะหนะ

“ดูหนังเหรอครับ น่าสนใจนะครับ พี่ไม่ได้ดูหนังในโรงหนังมานานแล้ว ถ้าอย่างนั้นอชิบอกทางพี่นะครับ” เมื่อตกลงกันได้พี่เฟียตก็พาผมเดินกลับมาขึ้นรถเพื่อตรงไปยังห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านเศรษฐกิจ ใช้เวลาราวยี่สิบนาทีเศษเราก็มายืนอยู่หน้าโรงหนัง

ผมเลือกเรื่องที่ตัวเองอยากดูโดยไม่ลืมถามความคิดเห็นของคนที่พามาด้วย เป็นความโชคดีที่พี่เฟียตเองก็สนใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน และยิ่งโชคดีขึ้นไปอีกที่ถึงรอบฉายพอดีเราจึงไม่ต้องหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลา

ผมเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ จ้องตัวอย่างหนังที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอด้วยความสนใจ แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเก้าอี้ข้างตัวถูกคนมาใหม่จับจอง ผมหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาก่อนจะเลิกตาโตอย่างแปลกใจระคนหงุดหงิด

ไอ้พี่นที ทำไมถึงเป็นพี่มันอีกแล้วล่ะ

บางทีผมก็อยากจะให้โลกแบนมากกว่านี้ จะได้ไม่ต้องเหวี่ยงให้เรามาเจอกันบ่อย ๆ ยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ จนผมอดคิดไม่ได้ว่าพี่มันตั้งใจตามผมมา

“น้องอชิครับ” ผมถอนสายตากลับมา ก่อนจะผงะจนแผ่นหลังชนเข้ากับเบาะนุ่มเมื่อพี่เฟียตยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้

ผมขยับออกห่างอย่างระมัดระวังโดยพยายามรักษามารยาทไม่ให้อีกฝ่ายคิดว่าผมรังเกียจ

“ขอโทษครับ พี่ทำให้อชิตกใจหรือเปล่า” อีกฝ่ายกล่าวคำขอโทษด้วยสีหน้ารู้สึกผิดก่อนจะขยับเพื่อเว้นพื้นที่ให้ผมหายใจได้สะดวกขึ้น

“นิดหน่อยครับ แต่ผมอยากให้พี่รักษาระยะห่างมากกว่านี้” ผมตอบไปตามตรง ไม่มีเหตุผลให้เราต้องอ้อมค้อมใส่กัน อีกอย่างอีกฝ่ายจะได้ระวังตัวมากขึ้นและไม่เผลอทำให้ผมอึดอัดใจอีก

แม่บอกว่าบางครั้งผมตรงจนเกินไปจะพานทำให้คู่สนทนาไม่พอใจเอาได้ แต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น ผมคิดว่าการพูดตรง ๆ เป็นอะไรที่เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว

“พี่แค่กลัวอชิหนาว” อีกฝ่ายหน้าเสียไปนิดก่อนจะกลับมายิ้มให้ผมเหมือนเดิมราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

“ผมไม่หนาวครับ” ผมตอบเสียงเรียบก่อนจะดึงสายตากลับมาจากใบหน้าของอีกฝ่ายเมื่อหมดเรื่องให้สานต่อบทสนทนา

ผมนับหนึ่งถึงสิบในใจเมื่อคนข้างตัวเอาแต่ขยับตัวขยุกขยิกแล้วจ้องหน้าผมไม่เลิก ผมหันไปถลึงตาใส่ อีกคนเหมือนรอจังหวะให้ผมหันไปมอง รีบหยิบแผ่นกระดาษขนาด A4 ชูขึ้นมาตรงหน้า ‘ขอโทษครับ’ คำขอโทษซ้ำ ๆ เดิม ๆ ถูกเขียนใส่ไว้ในกระดาษด้วยลายมือไก่เขี่ย ผมดึงกระดาษแผ่นนั้นมาขยำจนยับยู่แล้วปากลับลงไปบนตักของคนตัวโต ก่อนจะยกนิ้วกลางขึ้นมาชูให้เขาเป็นสิ่งตบท้าย

 

 

ผมเดินกลับมาขึ้นรถเมื่อพี่เฟียตบอกว่าอยากไปนั่งร้านกาแฟในสวนเพื่อเสพบรรยากาศ ผมนึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยแล้วได้แต่คิดในใจว่าถ้าอีกฝ่ายรู้ข้อมูลเยอะขนาดนี้จะอยากให้ผมมาเป็นเพื่อนทำไม อีกอย่างผมคิดว่าพี่เฟียตน่าจะเป็นคนรวยเพื่อนเสียด้วยซ้ำ

ร้านกาแฟที่พี่เฟียตพามาตั้งอยู่ใจกลางกรุง บรรยากาศรายล้อมไปด้วยสีเขียวขจี ตัวร้านสร้างขึ้นในลักษณะของเรือนกระจกตัดกับการออกแบบสไตล์ลอฟท์ได้อย่างลงตัว ด้านหน้าถูกรังสรรค์ให้เหมือนกับหลุดเข้ามาอยู่ในป่าจริง ๆ มีลำธารสายเล็ก ๆ สร้างบรรยากาศด้วยการปล่อยควันจากเครื่องพ่นดรายไอซ์ราวกับยืนอยู่บนสรวงสวรรค์ อีกด้านหนึ่งมีสะพานไม้ทอดยาวสำหรับใช้เป็นมุมถ่ายรูป ถึงแม้ว่าร้านกาแฟจะถูกตกแต่งราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในป่าดิบชื้น แต่กลับอยู่ห่างจากถนนไม่ถึงสองร้อยเมตร

“เพื่อนพี่แนะนำร้านนี้มา อชิชอบมั้ยครับ”

“สวยดีครับ” อีกฝ่ายส่งยิ้มหล่อกระชากใจมาให้ ก่อนจะพาผมเดินเข้าไปในด้านในเพื่อสั่งเครื่องดื่ม

ผมกวาดสายตามองเมนูอยู่สักพักจึงเลือกสั่งอเมริกาโนน้ำส้ม ไอ้พู่เคยสั่งให้ผมครั้งหนึ่งแล้วรู้สึกติดใจรสชาติอยู่ไม่น้อย

รอไม่นานเครื่องดื่มสองแก้วก็ถูกยื่นมาตรงหน้า พี่เฟียตหยิบบัตรเครดิตยื่นส่งให้พนักงานก่อนรับกลับคืนมาเมื่อจรดปากกาเซ็นชื่อลงในใบเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ไปกันครับ” ผมสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือมาแตะเอวผมคล้ายประคอง แล้วแช่มือค้างไว้แบบนั้น ผมขยับตัวออกแล้วชักสีหน้าให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมไม่พอใจกับการกระทำของเขา

ยังไม่ทันเดินถึงเรือนกระจกพี่เฟียตก็โวยวายลั่นเมื่อถูกใครบางคนชนเข้าเต็มแรงจนกาแฟที่ถืออยู่ในมือหกเลอะเสื้อเชิ้ตตัวแพง

“เฮ้ย เดินยังไงวะ” พี่เฟียตจ้องเขม็งไปที่คนก่อเหตุ แววตาโกรธขึ้งจ้องมองอย่างไม่สบอารมณ์

“ขอโทษครับ” พี่นทีเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงติดจะยียวน ทั้งแววตาและน้ำเสียงไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิดเดียว

“ขอโทษเหี้ยอะไร มึงรู้มั้ยว่าเสื้อกูราคาเท่าไหร่”

“ผมว่าพี่เฟียตไปล้างตัวในห้องน้ำก่อนดีกว่านะครับ” ผมกลัวว่าสองคนจะมีเรื่องมีราวใหญ่โตเพราะพี่เฟียตเองก็ดูจะหัวเสียอยู่ไม่น้อย จึงคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายรีบไปล้างตัวเพื่อลดแรงปะทะ

“อชิรอพี่แปบหนึ่งนะครับ” ผมพยักหน้ารับคำแล้วหันไปจ้องคนตัวโตเขม็งอย่างเอาเรื่องหลังจากคล้อยหลังพี่เฟียตไปแล้ว

“พี่ตามผมมาเหรอ” ผมไม่คิดว่าเราจะบังเอิญเจอกันถึงสามครั้งในวันเดียว นอกเสียจากว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจ

“ครับ”

“แกล้งพี่เฟียตทำไม” ดีที่กาแฟแก้วนั้นไม่ใช่กาแฟร้อน ไม่อย่างนั้นการทัวร์รอบกรุงเทพในวันนี้อาจจะไปจบที่โรงพยาบาล

“มันโอบเอวอชิ พี่ไม่ชอบ” อีกฝ่ายยู่ปากอย่างขัดใจราวกับเด็กหวงของเล่น

“ทำแบบนี้ทำไม พี่จะก่อกวนผมไปถึงไหน”

“พี่แค่...”

“น้องอชิครับ” พี่เฟียตขัดบทสนทนาระหว่างเราไว้ สายตายังคงจ้องมองไปที่พี่นทีไม่วางตา

“ไปกันเถอะครับพี่เฟียต” ผมกลัวว่าทั้งคู่จะมีเรื่องขึ้นมาอีกจึงดึงแขนพี่เฟียตออกมาจากร้านกาแฟ

“เรากลับกันเลยมั้ยครับ” ผมไม่อยากเที่ยวต่อแล้ว อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกกร่อยจนอยากกลับไปนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มมากกว่า

พี่เฟียตเองก็ดูจะยังมีอารมณ์คุกรุ่นอยู่

“น้องอชิอยากกลับแล้วเหรอครับ” พี่เฟียตเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าดูเสียดายอยู่ไม่น้อย

“ครับ พอดีผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระต้องไปทำต่อ เราแยกกันตรงนี้เลยแล้วกันนะครับ” ผมตั้งท่าจะผละออกมา แต่ถูกอีกฝ่ายเรียกรั้งไว้

“ให้พี่ไปส่งดีกว่านะครับ เดี๋ยวคุณน้าจะว่าพี่เอาได้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมกลับเองน่าจะสะดวกกว่า” ผมยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง อีกฝ่ายจึงไม่เซ้าซี้ต่อ

“ถ้าอย่างนั้นวันหลังพี่จะขอให้น้องอชิไปเป็นไกด์ให้พี่อีกได้มั้ยครับ พี่กำลังจะตกแต่งคอนโด อยากให้น้องอชิไปช่วยเลือกของเข้าห้องให้ด้วย” ผมมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ทำเพียงพยักหน้าตอบรับ เรื่องเป็นไกด์ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่เรื่องเลือกของเข้าห้องผมคงช่วยอะไรไม่ได้ รสนิยมผมแย่เข้าขั้นห่วย งานแบบนี้ให้อินทีเรียทำน่าจะเหมาะกว่า

ผมเดินแยกมาอีกทางเมื่อตกลงกันได้ก่อนยื่นมือไปโบกเรียกรถแท็กซี่เพื่อกลับคอนโด

“ไปคอนโดxxxครับ”

“แก๊สพี่จะหมดอะน้อง” ปัง 

ผมปิดประตูเสียงดังด้วยความไม่เข้าใจ อะไรวะ

“ไปคอนโดxxxครับ”

“พอดีพี่ต้องรีบไปส่งรถอะน้อง”

“พี่ ถ้าไม่อยากขับก็กลับไปนอนที่บ้านมั้ย” ผมพูดด้วยความหงุดหงิด ถ้าไม่อยากรับลูกค้าจะเปิดไฟว่างทำไมตั้งแต่แรกวะ

ผมมองท้ายรถที่เคลื่อนห่างออกไปเรื่อย ๆ แล้วได้แต่ก่นด่าตามหลัง ก่อนจะยื่นมือไปโบกเรียกคันใหม่ ดีที่รอบนี้ไม่มีข้ออ้างให้ผมต้องขัดเคืองใจเหมือนคันก่อนหน้า ผมเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถก่อนจะมีแขกไม่ได้รับเชิญตามขึ้นมาด้วย

“อะไรของพี่เนี่ย ลงไปเลยนะ” ผมไล่พี่นทีด้วยน้ำเสียงขุ่นเขียว อยู่ดี ๆ ก็ขึ้นมานั่งบนรถ เป็นบ้าหรือไง คนไม่อยากเห็นหน้าก็ยังจะเอาหน้ามาเสนอให้เห็นอยู่ได้

“ไม่ลงครับ พี่อยากคุยกับอชิ”

“แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับพี่”

“พี่ขอโทษครับ เรามาคุยกันดี ๆ สักครั้งไม่ได้เหรอครับ” อีกฝ่ายพูดเสียงอ่อน แววตาหม่นเศร้าจนผมเกือบจะกลืนคำด่าลงท้อง ถ้าไม่ติดว่าผมเคยโดนแววตาแบบนี้หลอกให้หลงกลมาแล้วครั้งหนึ่ง

“ผมไม่รับ จะไปตายที่ไหนก็ไป”

“ไม่ไปครับ” โว้ยยยย

หน้าด้าน ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป นิสัยแม่งโคตรจะเหมือนลุงข้างบ้านที่ย้ายเข้ามาอยู่เมื่อเจ็ดปีที่แล้วไม่มีผิด

“น้อง ตกลงจะไปมั้ย”

“ไปคอนโดxxxครับ” สุดท้ายผมก็ต้องยอมให้พี่นทีนั่งรถมาด้วยเมื่อโชเฟอร์ตั้งท่าจะไล่เราลงจากรถ

ผมนั่งเงียบมาตลอดทาง ผินหน้าออกไปมองนอกกระจกรถเพราะไม่อยากเห็นหน้าอีกฝ่าย พ่นลมหายใจออกทางจมูกอยู่หลายครั้งเมื่อรับรู้ได้ว่าพี่นทีเอาแต่จ้องมองผมไม่วางตา

ผมกำลังจะยื่นเงินให้โชเฟอร์แต่ถูกคนตัวโตจ่ายตัดหน้า ผมหันไปมองอย่างไม่พอใจที่อีกฝ่ายตามตอแยไม่เลิก รีบเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินหนีเข้ามาในคอนโด

“อชิครับ”

ผลัวะ! 

ผมหันไปต่อยอีกฝ่ายจนหน้าสะบัดไปตามแรง มองมุมปากที่มีเลือดสีแดงสดไหลซึมแล้วรู้สึกสะใจอยู่ไม่น้อย

“ไปตายเลยไป” ผมตะโกนไล่ก่อนจะเดินหนีเข้ามาในลิฟต์

 

 

Natee Part 

ผมมองตามคนตัวเล็กที่เดินหนีเข้าไปในลิฟต์ตาละห้อย ยกนิ้วโป้งขึ้นมาปาดคราบเลือดตรงมุมปากออก ตัวก็เล็กนิดเดียวแต่หมัดหนักเป็นบ้า น้องคงจะเกลียดผมมากจริง ๆ ถึงขนาดทำร้ายร่างกายกันแล้วไล่ให้ผมไปตาย

ผมเดินคอตกออกจากคอนโด กำลังคิดว่าจะเอายังไงต่อดีสายตาก็เหลือบไปเห็นแผงขายดอกไม้ไหว้พระที่อยู่ห่างจากป้ายรถเมล์ไปไม่ไกล

“ป้าครับ ดอกบัวขายยังไงครับ”

“ดอกละยี่สิบบาทลูก”

“ผมเอาสามดอก มัดรวมกันได้มั้ยครับ ผมเอาธูปกับเทียนด้วยครับ”

“เอาทองคำเปลวด้วยมั้ยลูก” ป้าแม่ค้าถามกลับอย่างใจดี ผมนิ่งคิดสักพักก่อนปฏิเสธเพราะคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องใช้ ป้าแม่ค้าพยักหน้าแล้วลงมือทำตามในสิ่งที่ผมร้องขอ

ไม่นานดอกบัวสามดอกพร้อมธูปเทียนก็มาอยู่ในมือ ผมยิ้มอย่างพอใจ จ่ายเงินให้ป้าแม่ค้าแล้วเดินกลับเข้าไปในคอนโดอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ผมตามสืบเรื่องของอชิจนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวน้อง ผมพยายามจะขอโทษแต่น้องไม่ยอมหยุดฟัง ไม่ให้โอกาสผมได้พูดคำว่าสำนึกผิดเลยด้วยซ้ำ ผมจึงจำเป็นต้องทำแบบนี้ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ตัวน้อง

ดีที่ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ไม่ได้แน่นหนามาก แผงควบคุมลิฟต์ยังเป็นแบบปุ่มกด ผมจึงเลือกชั้นที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย ผมมองตัวเลขบนหน้าจอแสดงผลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกฮึกเหิม จนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสิบ

ผมสาวเท้าไปตามทางเดินก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าบานประตูไม้สีอ่อน จ้องมองดอกบัวในมือ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพราะความรู้สึกเจ็บแปลบบนมุมปากยังแจ่มชัด แล้วยกมือขึ้นเคาะประตูห้อง

รอเกือบสองนาทีแต่กลับไร้การเคลื่อนไหวของคนในห้องผมจึงยกมือขึ้นเคาะประตูอีกครั้ง บานประตูถูกเปิดออกก่อนจะเผยให้เห็นใบหน้าขาวใสของเจ้าของห้อง คิ้วเรียวขมวดมุ่นจ้องมองผมด้วยความไม่พอใจ

“ขอโทษครับ” ผมรีบยื่นช่อดอกไม้ในมือไปให้คนตัวเล็ก พร้อมเอ่ยคำขอโทษด้วยความจริงใจ ผมกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อก็เลยเพิ่มสีหน้าหงอย ๆ ไปด้วยเผื่อว่าเขาจะยอมใจอ่อน

คนตัวเล็กคว้าดอกไม้ในมือผมไปถือไว้ เขาจ้องผมเขม็งราวกับอยากจะฉีกร่างผมออกทีละชิ้น

“โอ๊ย! อชิครับ” ดอกบัวในมือถูกคนตัวเล็กตีลงบนหัวผมจนกลีบดอกร่วงกระจายลงบนพื้น แถมอีกฝ่ายยังฟาดซ้ำลงมาตรงจุดเดิมจนแทบไม่เหลือกลีบติดอยู่บนก้าน

“เห็นผมเป็นแม่พี่เหรอถึงเอาดอกบัวมาให้ อย่าให้ผมเจออีกนะ คราวหน้าจะซัดให้น่วมเลย” น้องพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเขียวก่อนปิดประตูใส่หน้าเสียงดัง

ผมอยากจะบอกน้องว่า เขาคงเป็นแม่ผมไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเมียก็น่าจะพอได้อยู่ แต่ถ้าตอบแบบนั้นผมอาจจะได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาล

 

***

 

ไม่เข็ด ไม่ตบไม่ตีไม่ดีขึ้นเลย

น้องชายพี่เพลิง จะให้หน้าหนาน้อยกว่าพี่ชายได้ยังไง

 

#ข้ามฟ้ามาหานที 

  

  

Twitter >> https://twitter.com/BetaBeetaaa 

เพจ >> https://www.facebook.com/BetaBeetaaa 

Facebook >> https://www.facebook.com/beta.bee.188/ 

  

  

  

  

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว