ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ ๑

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เรื่องสั้น

คนเข้าชมทั้งหมด : 26

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ต.ค. 2564 22:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๑
แบบอักษร

หญิงสาวรูปร่างแบบบาง ผมดำยาวสลวยไม่เคยผ่านการย้อมสีผมมาก่อน เรือนผมดกดำกระทบกับแสงแดดอ่อนๆ เกิดเงาสะท้อนวับวาวราวกับเส้นไหมสีดำต้องแสงอาทิตย์ เธอเดินลัดเลาะไปตามถนน

ท่าพระจันทร์วันนี้อากาศเป็นใจ มีแสงแดดเพียงรำไร สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านแผงลอยซึ่งขายของหลากหลายชนิด ส่วนมากจะเป็นจำพวกของเก่า และพระเครื่อง ให้คนที่ชอบสะสมของเหล่านั้นได้มาเลือกซื้อกัน หญิงสาวสนใจในเรื่องสิ่งลี้ลับและชอบสะสมของเก่า วัตถุโบราณเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงสนุกกับการเดินอยู่ที่นี่ เธอสนใจของเหล่านี้มากเสียจนครอบครัวคิดว่าเธอเป็นพวกงมงาย

แก้วมณีเรียนจบทางด้านประวัติศาสตร์ เวลาว่างเธอจึงมักจะตระเวนไปร้านขายของเก่าและมักจะได้ของเก่าติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วยทุกครั้ง เช่นเดียวกับวันนี้ที่เธอตั้งใจว่าจะหาของที่อยากได้ติดไม้ติดมือกลับไปด้วย แก้วมณีบอกกับตัวเองอย่างนั้น แม้ไม่รู้ว่าทำไม แต่มันเหมือนกับว่าเธอกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่างมานานแสนนาน

หญิงสาวยังคงเดินไปตามริมถนนที่เริ่มมีผู้คนมากหน้าหลายตาที่มาเลือกซื้อของ พ่อค้าแม่ขายต่างพากันตะโกนชักชวนเพื่อให้คนหยุดดูและเลือกซื้อกันอย่างคึกคัก แก้วมณีหยุดดูตามร้านที่คิดว่าน่าจะมีของที่เธอกำลังตามหา แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอของที่อยากได้

“เฮ้อ วันนี้เราคงหมดหวังแล้วสินะ ไปหาอะไรกินดีกว่า ชักหิวซะแล้วสิ”

แก้วมณีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทำท่าจะเดินกลับมือเปล่า ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกของชายชราที่มีสำเนียงออกไปทางคนจีนดังขึ้น

“หนูๆ”

เธอหันกลับไปตามเสียงเรียกก็เห็นว่าเป็นชายชราคนหนึ่งยืนหลบอยู่ตรงหัวมุมตึกกำลังกวักมือเรียกเธออยู่ ลักษณะชายชราคล้ายคนเชื้อสายจีน เพราะทั้งการแต่งตัว และผมเผ้ามัดรวบตึง ไหนหนวดเคราที่มีสีขาวยาวถึงอกและถักเปียเอาไว้นั่นอีกราวกับหลุดออกมาจากหนังจีนที่เธอเคยดูไม่มีผิด

“ตาเรียกหนูเหรอจ๊ะ” เธอถามพลางชี้นิ้วมาที่ตัวเอง

“ใช่ๆ หนูนั่นแหละ”

“ตามีอะไรเหรอจ๊ะ” แก้วมณีถามด้วยน้ำเสียงสงสัยก่อนเดินเข้าไปหา

“หนูช่วยตาซื้อของหน่อยนะ เลือกดูก่อนเลย เผื่อว่ามีอันไหนถูกใจ วันนี้ยังขายไม่ได้เลย” ชายชราบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำคล้ายคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาไม่นาน ดูน่าสงสารจับใจ

“ตามีอะไรน่าสนใจบ้างไหมล่ะจ๊ะ”

แก้วมณีมองคนตรงหน้าด้วยความสนอกสนใจ ชายชราก้มตัวหยิบของที่อยู่ในถุงย่ามเก่าอย่างช้าๆ ไม่นานนักจึงหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมาพร้อมกับยื่นมันให้เธอ

“นี่ไงแม่หนู ช่วยตาหน่อยนะ ราคาไม่แพง ตาจะได้กลับบ้านสักที”

ชายชราว่าเสียงอ่อน แก้วมณียื่นมือไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงใบนั้นจากมืออันสั่นเทาของคนตรงหน้า อาจจะเพราะอายุมากแล้วเขาจึงดูมีท่าทีที่อ่อนระโหยโรยแรง ประกอบกับอากาศในตอนนั้นค่อนข้างอบอ้าวมากขึ้นด้วยจึงทำให้ชายชราดูเหน็ดเหนื่อย แม้แต่คนวัยหนุ่มสาวอย่างเธอก็ยังแทบทนกับอากาศในตอนนี้ไม่ไหว ทั้งที่เมื่อครู่อากาศก็ยัง ไม่ร้อนขนาดนี้แต่ทำไมอยู่ดีๆ ก็ร้อนขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด

แก้วมณีค่อยๆ เปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงออก สิ่งที่อยู่ข้างในกล่องทำให้เธอร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ใช่ ใช่จริงๆ ด้วย”

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอคือแหวนที่มีทับทิมโอบล้อมอยู่ อัญมณีเหล่านั้นส่องแสงเป็นประกายเมื่อกระทบกับแสงแดด แก้วมณีตื่นเต้นกับของชิ้นนี้มากกว่าทุกๆ ครั้งที่เจอของโบราณชิ้นอื่นๆ จนลืมสังเกตคนรอบข้างที่หันมามองเธอเป็นสายตาเดียว เธอดีใจเสียจนไม่ได้สังเกตแหวนวงนั้นให้ดีด้วยซ้ำว่ามีบางอย่างผิดแปลกไป

“เท่าไหร่จ๊ะตา”

หญิงสาวถามชายชราด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น หัวใจของเธอเหมือนกับจะวูบไปเสียให้ได้ แต่เมื่อแก้วมณีเงยหน้าขึ้นมาชายชราตรงหน้าก็หายไปแล้ว แม้จะพยายามมองซ้ายมองขวาเพื่อหาก็ไร้วี่แววของชายคนนั้นราวกับว่าเขาไม่เคยอยู่ตรงนี้มาก่อน

“อ้าว หายไปไหนแล้วล่ะ” แก้วมณีพยายามมองไปรอบๆ อีกครั้งเผื่อว่าชายชราจะเดินเข้าไปปะปนกับกลุ่มคนที่กำลังเลือกซื้อของอยู่ แต่ก็ไร้ซึ่งเงาของชายชราผู้นั้น!

“เมื่อกี้ยังยืนอยู่ตรงนี้เลย”

หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย ก่อนจะเดินไปถามคนที่ขายของร้านข้างๆ ว่า

“น้าจ๊ะ น้าเห็นคุณตาที่อยู่ร้านตรงหัวมุมตึกนี้ไหมจ๊ะ”

“ตาแก่ที่ไหนกันล่ะหนู น้าไม่เห็น”

“ก็ร้านที่อยู่ข้างๆ น้าไง”

“โอ๊ยหนูจ๊ะ! มีที่ไหนกัน ร้านน้าขายอยู่นี่ตั้งแต่เช้า ยังไม่เห็นมีใครมาวางแผงขายเลย”

คำตอบของพ่อค้าทำเอาแก้วมณีอึ้งไปชั่วขณะ กรอบหน้าเนียนเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมออกมาเพราะความตกใจบวกกับความสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง

หลังจากที่แก้วมณีได้แหวนวงนี้มาแล้ว เธอก็ได้แต่บ่นพึมพำกับตัวเองระหว่างทางที่เดินไปยังลานจอดรถว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันช่างแปลกประหลาดนัก ชายสูงอายุขนาดนั้นจะหายตัวไปรวดเร็วได้อย่างไรกันในชั่วพริบตาเดียว

หญิงสาวเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยและคิดในใจว่าอาจจะเจอชายชราอีกครั้งก็ได้ แต่ก็ไร้วี่แวว เธอจึงเดินตรงไปที่ลานจอดรถและขับตรงกลับบ้านทันที โดยมีกล่องกำมะหยี่สีแดงวางอยู่ตรงเบาะนั่งข้างคนขับ เธอมองมันอย่างใจจดจ่อและอดใจรอไม่ไหวที่จะเปิดกล่องใบนี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง

บ้านของแก้วมณีตั้งอยู่แถวถนนเจริญกรุง เป็นบ้านทรงไทยประยุกต์ในช่วงสมัยรัชกาลที่ห้าซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่ที่สืบทอดจากตระกูลนฤบดินทร์ คือนามสกุลของแก้วนั่นเอง สีของตัวบ้านนั้นเป็นสีขาวครีม ด้านนอกยังคงเก็บความเก่าแก่ของตัวบ้านไว้ผสมผสานกับสไตล์ฝรั่ง บริเวณบ้านมีต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมให้เงาร่มรื่น บางครั้งยามว่างเธอมักจะไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่สวนเพราะคุณย่าของเธอชอบปลูกดอกไม้ไทยหลายชนิดที่หายาก เช่น ดอกพิกุล ดอกมะลิซ้อน ดอกปีบ ดอกแก้ว ดอกไม้เหล่านี้ส่งกลิ่นหอมรวยรื่นไปทั่วบริเวณบ้าน ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย ยามที่คิดอะไรไม่ออก

พอแก้วมณีขับรถเข้ามาถึงบริเวณบ้านอยู่ๆ ก็มีลมพัดแรงเหมือนฝนจะตก ท้องฟ้ามืดครึ้มเสียเฉยๆ เธอขับรถเข้าไปจอดที่โรงจอดรถ ไม่ลืมที่จะหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงใบนั้นติดตัวมาด้วย ทว่าท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มเมื่อครู่ ก็พลันกลายกลับเป็นท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ไม่มีท่าทีว่าฝนจะตกเลยสักหยดเดียว

“วันนี้เจอแต่อะไรแปลกๆ แฮะ”

เธอบ่นกับตัวเอง ก่อนเอาของลงจากรถแล้วรีบตรงเข้าบ้าน ใจของเธอตอนนี้จดจ่ออยู่กับของที่ได้มา ทว่ายังไม่ทันที่จะก้าวเท้าขึ้นบันได ก็ได้ยินเสียงเรียกของผู้เป็นย่าดังขึ้นมา

“ไปไหนมาอีกละแม่แก้ว”

น้ำเสียงของผู้เป็นย่านั้นอ่อนโยนแต่มีความน่าเกรงขามอยู่ แก้วมณีถึงกับสะดุ้งและเดินถอยลงมา พร้อมยิ้มแห้งๆ บวกกับสีหน้าที่ตื่นเต้น และตอบกลับ

“หนูไปแถวท่าพระจันทร์มาค่ะ คุณย่า”

“ไปอีกแล้วเหรอ คราวนี้ครั้งที่เท่าไหร่ของเดือนแล้วล่ะ” ย่าถามด้วยความที่ไม่เข้าใจในตัวของหลานตัวเองว่าทำไมถึงชอบไปที่ท่าพระจันทร์นัก

“คุณย่าขา หนูก็ไปแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้วถ้าหนูว่าง” แก้วมณียู่ปากเล็กน้อย สีหน้าดูออดอ้อนไม่เบา

“คราวนี้ได้อะไรมาอีกล่ะ”

ผู้เป็นย่าถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเพราะบ่อยครั้งเธอชอบได้ของเก่าแปลกๆ มาประดับบ้านอยู่เรื่อย เรียกได้ว่าบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมก็คงไม่ผิดนักทั้งของเดิมที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษและของใหม่ที่หลานสาวไปสรรหามาเพิ่มอีก ผู้เป็นย่ามองไปรอบๆ ตัวหลาน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องสีแดงที่อยู่ในมือของเธอ

“ที่มือนั่นมันกล่องอะไรกันเหรอแม่แก้ว” ย่าถามด้วยความสงสัย แก้วจึงเอากล่องสีแดงกำมะหยี่ขึ้นมา แล้วเปิดฝากล่องกำมะหยี่สีแดงขึ้นให้ผู้เป็นย่าดู

“นี่ค่ะคุณย่า ของที่หลานได้มาวันนี้” ย่าหยิบแหวนออกจากกล่องกำมะหยี่สีแดง ดูสภาพของกล่องแล้วไม่น่าจะมีของมีค่าอยู่ในนั้น

“นี่มันแหวนนพเก้านี่นา เพชรน้ำงามดีนะ แต่ว่านะ...แม่แก้ว ทำไมทับทิมมันไม่ครบล่ะ แหวนนพเก้าต้องมีอัญมณีครับ 9 สีนะ” ย่ายื่นกล่องแหวนคืนให้กับแก้วมณี หญิงสาวถึงกับตาโตเพราะตอนที่เธอได้ของมา ด้วยความดีใจและตื่นเต้น จนลืมสังเกตไปว่าทับทิมได้หายไปจากตัวเรือน

“หนูก็ไม่รู้ค่ะคุณย่า ตอนที่หนูได้มาก็ไม่ได้ดูดีๆ เสียด้วย”

แก้วมณีตอบด้วยน้ำเสียงที่เสียดายในทีเพราะความที่เธอตื่นเต้นมาก จนลืมดูไปว่าแหวนวงนี้มีหัวทับทิมหลุดออกไปจากตัวเรือน เธอไม่ได้เล่าเรื่องที่ชายชราหายตัวไปต่อหน้าตาให้คุณย่าฟังเพราะกลัวว่าคุณย่าจะหาว่าเธอเสียสติ

แก้วมณีอยู่กับคุณย่าที่บ้านหลังนี้ตั้งแต่เด็กๆ พ่อของแก้วเป็นเอกอัครราชทูตจึงต้องประจำการอยู่ที่ต่างประเทศ พอถึงช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดภาคเรียน เธอจึงจะได้ไปเยี่ยมท่านทั้งสอง แก้วมณีเป็นผู้หญิงที่คล่องแคล่ว พูดจาฉะฉานไม่ได้เป็นผู้หญิงเรียบร้อย ถ้าจะให้เธอเข้าครัวหรือเย็บปักถักร้อยนั้นไม่ต้องพูดถึง เรื่องการบ้านการเรือนก็ไม่เอาไหน ไม่เหมือนคุณย่าที่อยู่แต่ในรั้วในวังมาตั้งแต่เด็กๆ

คุณย่าของเธอถนัดตั้งแต่งานเครื่องคาว เครื่องหวาน จนไปถึงงานเย็บปักถักร้อย ซึ่งได้สืบทอดมาจากคุณทวดของแก้วมณีอีกที

คุณทวดของเธอเป็นหญิงงามในสมัยก่อน ท่านชอบศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเก่งทางด้านภาษา เพราะคุณทวดของเธอต้องคอยช่วยแปลเอกสารให้กับสามีของท่านอยู่บ่อยๆ แต่ท่านก็อายุสั้นนัก ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของท่านนั้นไม่มีใครเล่าให้เธอฟัง

แก้วมณีลองสวมแหวนวงนี้ที่นิ้วนางข้างซ้าย พอสวมแล้วยกมือขึ้นมาพลิกซ้ายทีขวาทีอย่างพิจารณา แต่เนื่องจากแหวนวงนี้ทับทิมได้หลุดหายไปและมีตัวเรือนที่เก่าราวกับว่าแหวนวงนี้ผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี ถึงแม้ว่าเธออยากจะทำความสะอาดแหวนวงนี้มากเท่าไร แต่ก็ไม่อาจทำได้เมื่อคิดว่าหากทำความสะอาดเอง แหวนอาจจะชำรุดมากกว่าเดิม เธอจึงถอดออกและนำใส่ไว้ในกล่องกำมะหยี่สีแดงเช่นเดิม

“คงต้องไปดูตามร้านอัญมณีซะแล้วสิ เผื่อเขาจะมีทับทิมที่เข้ากันกับแหวนวงนี้บ้าง”

แก้วมณีถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเอากล่องแหวนเก็บในลิ้นชักบนหัวเตียง ก่อนจะล้มตัวลงนอน เอามือก่ายหน้าผาก และเผลอหลับไปเพราะความที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน

แก้วมณีโผล่ไปอยู่ในสถานที่หนึ่งเข้าโดยบังเอิญ ทว่าที่ๆ เธออยู่นั้นไม่ใช่ยุคสมัยปัจจุบัน แต่เป็นสมัยที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าคือช่วงปีพุทธศักราชไหน ผู้คนดูแต่งตัวกันแปลกหูแปลกตา รวมทั้งตัวของเธอในตอนนี้ก็ด้วย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว