คนผ่านทาง

ไรท์เข้าระบบสนับสนุนแล้วนะ ฝากนิยายเรื่องแรกเอาไว้ด้วย ผิดพลาดประการใดต้องขออภัย

ชื่อตอน : บทที่ 1

คำค้น : บทที่ 1

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2559 10:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1
แบบอักษร

บทที่ 1

 

ฉันเป็นเด็กกำพร้าค่ะ พ่อแม่ของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตทั้งคู่ ทิ้งฉันที่อายุเพียง 8 ปีไว้เป็นภาระของญาติพี่น้อง พ่อกับแม่ทิ้งมรดกไว้ให้ฉันพอสมควร แต่ปัจจุบันทรัพย์สมบัติเหล่านั้นถูกพวกญาติๆแบ่งกันไปใช้เกือบหมด อ้างว่าเป็นค่าเลี้ยงดูตัวของดิฉัน สุดท้ายก็เหลือไว้แค่บ้านหลังเล็กๆกับที่ดินผืนหนึ่งที่เป็นชื่อของฉันตามกฎหมาย

หลังจากผ่านพิธีศพของคุณพ่อคุณแม่ ตัวฉันก็ถูกคุณลุงซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของคุณพ่อรับไปเลี้ยง ผ่านไปได้สองปีคุณลุงก็มีปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจ จึงส่งฉันไปให้ครอบครัวฝั่งคุณแม่เลี้ยงดูแทน ฉันที่อายุ 10 ปีจึงย้ายมาอยู่กับคุณน้าซึ่งเป็นน้องสาวของคุณแม่ กระทั่งอายุ 14 ปี คุณน้าก็เลี้ยงฉันต่อไม่ไหว เพราะแกกำลังจะมีลูกเพิ่มเข้ามาให้ดูแล ฉันจึงต้องระเห็จไปอยู่กับญาติคนอื่นๆ เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งจนฉันเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียน เพราะต้องย้ายที่เรียนตามผู้ปกครองอยู่บ่อยๆ

ต่อมาฉันสามารถสอบเข้ามหาลัยรัฐแห่งหนึ่งได้ จึงขออนุญาตครอบครัวออกมาอยู่ข้างนอกตามลำพัง ซึ่งญาติๆก็ไม่ได้ขัดข้องหรือคัดค้านแต่อย่างใด ออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่ไม่ต้องมาคอยดูแลฉัน

ขณะที่ฉันออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ฉันมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีเพียงหมื่นกว่าบาท ทั้งนี้ฉันต้องใช้มันในการจ่ายค่าเทอมไปจนเกือบหมด เพราะกองทุนยังไม่เดินเรื่องสำหรับเด็กใหม่ ฉันจึงต้องสำรองเงินส่วนตัวจ่ายไปก่อน ทั้งเนื้อทั้งตัวฉันจึงเหลือเงินอยู่แค่พันกว่าบาท นี่สินะรสชาติของชีวิต

จากนี้ฉันต้องดิ้นรนหาเงินด้วยตัวเอง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาสำหรับการเรียนไปด้วย ถึงมันจะเหนื่อยแต่ฉันคิดว่ามันคุ้มค่า นอกจากนี้ยังมีอิสระ อยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดเหมือนตอนอาศัยอยู่กับญาติๆเช่นเคย

ตั้งแต่เข้าปีหนึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนในคณะเท่าไหร่ เพราะต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ตนเองประจำอยู่ จนทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ฉันก็เริ่มมีเพื่อนคุยกับเขาบ้างซะที เนื่องจากสาเหตุข้างต้นที่ต้องย้ายโรงเรียนอยู่บ่อยๆ ที่ผ่านมาฉันจึงไม่มีเพื่อนสนิทเลยสักคน “แพรไหม” หญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน แต่เรียนอยู่คนละคณะ ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทคนแรกของฉันเลยก็ว่าได้ เราสองคนเจอกันที่ทำงานทุกวัน เพราะอีกฝ่ายเองก็ต้องการหาเงินใช้เหมือนกับฉัน

แพรไหมมีนิสัยร่าเริง ยิ้มเก่ง คุยสนุก หลายคนจึงชอบคบหาเป็นเพื่อนกับเธอ แตกต่างกับฉันที่เป็นคนเงียบๆ เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้ ทว่าฉันก็นับอีกฝ่ายเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันไปแล้ว เราสองคนย้ายมาพักอยู่ด้วยกันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นหอพักราคาถูกๆแต่ก็ปลอดภัยดี

ฉันใช้ชีวิตประจำวันไปกับการเรียนและทำงาน กระทั่งเข้าปีสุดท้ายซึ่งฉันต้องไปฝึกงานก่อนจบ

"ปรางจะไปฝึกงานที่ไหนอ่ะ" แพรไหมเอ่ยขึ้นมาขณะที่เรากำลังนั่งซดมาม่า อาหารหลักประจำห้อง

"ก็ว่าจะลองไปสมัครที่บริษัท..xx..ดูน่ะ เผื่อเขาจะรับ ถ้าไม่ได้ก็คงจะหาไปเรื่อยๆล่ะนะ" ฉันเปรยออกมาอย่างหนักใจ ไหนจะต้องหางานใหม่ที่อยู่ใกล้ๆกับที่ทำงานอีก

"อย่างปรางแค่เอาเกรดไปยื่นเขาก็รับแล้วล่ะ ไม่ต้องไปสัมภาษณ์ให้เมื่อยเหมือนคนอื่นเขาหรอก อิอิ" แพรไหมพูดไปหัวเราะไปอย่างน่าหมั่นไส้

"ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีน่ะสิ ว่าแต่ฉันต้องหางานใหม่ทำอีกแล้ว เฮ้อ~ ยุ่งยากจริงๆ"

"เอ๋! ยากตรงไหน สวยๆอย่างปรางไปสมัครงานที่ไหนเขาก็รับทั้งนั้นอ่ะแหล่ะ" แพรไหมพูดตามความเป็นจริง

ฉันส่ายหน้าเอือมระอากับความคิดของเพื่อนสาว "แพรอ่ะ ช่วยจริงจังหน่อยสิ ฉันซีเรียสนะ"

"เอ้า! เราพูดเล่นซะที่ไหนล่ะ เอาล่ะๆ ไม่ต้องส่งสายตาพิฆาตมาก็ได้ ชิส์ รอแป๊บนึง เดี๋ยวช่วยคิด" หญิงสาวหน้ามนทำท่าทางครุ่นคิด "อ่ะ นึกออกแล้วๆ ใกล้ๆกับบริษัท..xx..มีไนต์คลับชื่อดังอยู่ไม่ใช่หรอ ปรางลองไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟดูดิ เพื่อนๆที่คณะเราก็ไปทำเยอะนะ รายได้ดีจริงๆ คอนเฟิร์ม"

ฉันมองเพื่อนสาวกอดอกอย่างมั่นใจ พร้อมกับชูนิ้วโป้งมาให้อย่างอวดๆด้วยรอยยิ้มขำ "บ้าหรอ เธอก็รู้ว่าฉันไม่ถูกกับสถานที่อย่างนั้น" ฉันอดค้อนเพื่อนสาวไม่ได้

"โถ่! ลองไปทำดูสักครั้งก็ไม่เสียหายหรอกน่า เดี๋ยวเราไปทำเป็นเพื่อนก็ได้ ว่าจะเก็บตังค์ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่อยู่พอดี แฮร่ๆ" หญิงสาวยิ้มอย่างทะเล้น

"อืมม์ เดี๋ยวลองไปดูก่อนละกัน แต่ไม่ใช่ว่าฉันตกลงแล้วหรอกนะ"

"จ้าๆ ยัยคุณเพื่อน" แพรไหมยิ้มขำเพื่อนสนิท ไอ้นิสัยเหมือนเด็กน้อยนี่มันคืออะไรกัน โตจนจะจบปริญญาแล้วยังไม่เคยเฉียดใกล้สถานบันเทิงเลยสักครั้ง ในโลกนี้ยังมีคนแบบนี้อยู่อีกหรือเปล่า หญิงสาวนึกสงสัยอยู่ในใจ

"ว่าแต่แฟนแกจะไม่ว่าเร้อ" ฉันอดนึกถึงแฟนหนุ่มของแพรไหมไม่ได้

"ไอ้พี่ตามอ่ะหรอ รายนั้นเขาไม่ว่าหรอก ตามใจตลอดแหล่ะ กลัวเราจะตาย ฮ่าๆๆ" แพรไหมพูดทีเล่นทีจริง

ฉันอดนึกถึงชายหนุ่มที่ชื่อ "ตาม" ไม่ได้ อีกฝ่ายเป็นคนขี้หึงใช่ย่อย ทั้งสองคบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว หลายครั้งที่ทั้งสองทะเลาะกันจนเกือบจะเลิกรา แต่ก็เป็นชายหนุ่มที่ตามมาง้อเพื่อนสาวเสียทุกครั้ง ตามสมชื่อจริงๆ

"ว่าแต่ปรางเหอะ เมื่อไหร่จะมีแฟนกับเขาสักที เป็นโสดมาตลอดไม่เหงาบ้างหรือไง" แพรไหมเอ่ยแซวเพื่อนเล่นๆ

"ไม่เอาอ่ะ เห็นตัวอย่างจากคนใกล้ตัวแล้วไม่อยากมี"

"แง่ม ว่าเค้าหรอ เดี๋ยวเถอะ ไม่คุยด้วยแล้ว"

ฉันมองแพรไหมที่สะบัดตูดถือชามมาม่าออกไป เป็นอย่างนี้ไปซะแล้วเพื่อนฉัน ฮ่าๆๆ

 

หนึ่งอาทิตย์ต่อมาหลังจากที่ฉันไปสมัครงานที่บริษัท..x.. ทางบริษัทได้โทรมาแจ้งว่าคุณสมบัติของฉันผ่าน สามารถเข้าฝึกงานที่บริษัทได้ทันที โดยให้ไปยืนยันเรื่องเข้างานภายในวันเวลาที่ระบุไว้ และนี่จึงเป็นสาเหตุที่ฉันต้องชวนแพรไหมไปสมัครงานที่ไนท์คลับ พร้อมกับหาหอพักใกล้ๆเอาไว้ด้วย เนื่องจากบริษัทอยู่ไกลจากหอพักของเรามากทีเดียว

ฉันกับแพรไหมสะพายกระเป๋าขนาดย่อมขึ้นหลัง ก่อนจะเดินไปปากซอยเพื่อหารถสองแถวไปลงที่ถนนใหญ่ นั่งรอรถเมล์อยู่ไม่ถึงสองนาทีก็มา บนรถค่อนข้างจะแออัดเป็นอย่างมาก เราสองคนต้องเบียดชิดกันจนแทบจะสิงร่างกันอยู่รอมร่อ

"เฮ้อ! กว่าจะมาถึงเล่นเอาเหนื่อยแทบแย่ ดีนะที่ตัดสินใจหาหอใหม่อยู่ นี่ถ้าต้องนั่งรถจากหอเก่ามาที่ทำงานก็คงไม่ไหวนะ" แพรไหมบ่นกระปอดกระแปดพร้อมกับปาดเหงื่อที่หน้าผาก

"เอาน่าๆ เลิกบ่นแล้วไปหาไอ้ไนท์คลับที่ว่านั่นของแพรได้แล้ว" ฉันพูดพร้อมกับยื่นขวดน้ำเปล่าไปให้อีกฝ่าย แพรไหมรับน้ำไปดื่มจนหมดขวด ไม่เหลือให้ฉันสักหยดเดียว ดีที่ฉันดื่มไปก่อนหน้าเยอะแล้ว

"RoWan Night Club ค่ะคุณเพื่อน จะไปสมัครงานแต่จำชื่อที่ทำงานเขาไม่ได้ซะนี่ เฮ้อ~ จะรอดมั้ยเนี่ย" แพรไหมส่ายหน้าไปมาพร้อมกับทำท่าทางกวนๆใส่ฉัน

"รอดไม่รอดก็รอดู รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวต้องไปหาหออีก" ฉันขี้เกียจพูดพร่ำเลยลากแขนยัยแพรออกเดินทันที แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะฉันไม่รู้ทางไป แพรไหมหัวเราะฉันอย่างเป็นต่อ "ให้มันได้อย่างนี้สิ หัวเราะอะไรไม่ทราบคะ ตัวเองรู้ทางก็เดินนำเขาสิ เชอะ!"

"โอ๋ๆ มามะเดี๋ยวคุณเพื่อนที่แสนดีจะพาไป หายงอนนะตัวเอง อิอิ" แพรไหมเป็นฝ่ายจูงมือนำเพื่อนสาวเสียเอง

ทั้งสองเดินหาไนท์คลับดังกล่าวไม่นานก็เจอ เพราะไนท์คลับที่ว่ามีขนาดใหญ่โตหรูหราทีเดียว แค่ทางเข้าก็กินพื้นที่ไปหลายร้อยตารางเมตรแล้ว ยังไม่รวมบริเวณจอดรถที่อยู่ด้านข้างอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงด้านในอาคารที่เป็นพื้นที่หลัก

"โห! ใหญ่กว่าที่คิดอีกนะเนี่ย" ฉันอดอุทานออกมาไม่ได้ ก่อนจะมาฉันลองเสิร์ชหาข้อมูลดูแล้ว พอได้มาเห็นของจริงก็อดตะลึงไม่ได้

"แน่ล่ะ ก็นี่เป็นถึงไนท์คลับอับดับหนึ่งของประเทศนี่นา" แพรไหมพูดอย่างภูมิใจราวกับตัวเองเป็นหุ้นส่วนหนึ่งของไนท์คลับดังกล่าวก็ไม่ปาน

"จ้าๆ เข้าไปข้างในกันเถอะ" คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายจูงมือยัยเพื่อนตัวดีบ้าง

ด้านในของสถานบันเทิงถูกตบแต่งอย่างหรูหรา มีทั้งหมดสามชั้นด้วยกัน แต่ละชั้นจะแตกต่างกันไป ขณะที่ฉันและยัยแพรเดินเข้าไปนั้น ชายหนุ่มที่แต่งตัวคล้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยก็เดินเข้ามาหา

"ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ" ชายหนุ่มถามอย่างสุภาพ เนื่องจากเวลานี้ยังไม่เปิดให้บริการกับแขก เขาจึงแน่ใจว่าหญิงสาวทั้งสองคงไม่ได้มาเที่ยวแน่นอน

"พอดีเราสองคนจะมาสมัครงานน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าต้องไปติดต่อกับใครหรือคะ" ฉันถามกลับอย่างสุภาพเช่นกัน

ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย "ตามมาทางนี้เลยครับ"

จากนั้นฉันและแพรไหมก็ได้สมัครเข้าทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟของโรว์แวนไนท์คลับ และจะเริ่มเข้าทำงานในอีกอาทิตย์ถัดไป ทางฉันไม่ต้องเตรียมอะไรทั้งนั้นนอกจากเวลา ส่วนยูนิฟอร์มที่ทำงานก็มีให้พร้อมอยู่แล้ว

พอเสร็จจากการสมัครงานที่ไนท์คลับ ฉันกับแพรก็ไปดูหอต่อ กว่าจะได้ห้องพักที่ราคาโอเคก็กินเวลาพอสมควร เกือบไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายกลับหอ

เราสองคนกะจะพักเหนื่อยวันหนึ่งแล้วค่อยขนของไปหอใหม่ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว นอกนั้นก็ขนไปบริจาคให้คนอื่นแล้ว ใช้เวลาในการจัดห้องไม่นาน เหลืออีกไม่กี่วันฉันก็ต้องไปทำงานแล้ว

สถานที่ฝึกงานบริษัท..x..จะเริ่มงานตอน 9.00 โมงเช้า และเลิกงานเวลา 16.30 ส่วนไนท์คลับจะเปิดให้บริการเวลาหนึ่งทุ่มไปจนถึงตีสาม ซึ่งคำนวณเวลาแล้วฉันมีเวลาพักผ่อนแค่หกชั่วโมง ยังไม่หักเวลาเดินทางกับเวลาอาบน้ำออกไป ซึ่งคงจะเหลือแค่ห้าชั่วโมงเศษๆเท่านั้น แต่ฉันก็ต้องผ่านไปให้ได้ ช่วงเวลาฝึกงานมีแค่สามเดือน ฉันต้องอดทน

ส่วนยัยแพรนั้นสบายกว่าฉันเยอะ เพราะเจ้าตัวผ่านช่วงฝึกงานไปก่อนหน้าฉันนานแล้ว เหลือแค่ทำวิทยานิพนธ์ก่อนจบส่งคณะเท่านั้น ช่วงนี้นางเลยมีเวลาทำงานเก็บเงินเล่นไปพลางๆเป็นเพื่อนฉัน

"ปรางๆ เมื่อกี้ฉันแอบได้ยินพวกพี่ๆเขาคุยกันว่าเจ้าของคลับจะมาดูงานที่นี่ด้วยล่ะ น่าตื่นเต้นเนอะ" แพรไหมพูดขึ้นขณะที่เราสองคนกำลังเปลี่ยนชุด

"หรอๆ แล้วเขาจะมาเมื่อไหร่ล่ะ" ฉันถามอย่างสนใจ เป็นถึงเจ้าของไนท์คลับชื่อดังหลายแห่งคงจะอายุมากทีเดียว ถ้าให้เธอนึกภาพก็คงเป็นอาเสี่ยลงพุงที่ชอบวางท่าเศรษฐี ใส่สร้อยทองแหวนทองอะไรเทือกๆนี้ล่ะมั้ง

"อีกสองวันน่ะ แต่เราคงไม่มีโอกาสเจอเขาหรอกนะ ก็เป็นถึงเจ้าของใหญ่เลยนี่นา คงจะหยิ่งน่าดู"

ฉันมองยัยแพรที่พูดเป็นตุเป็นตะไปเรื่อย เราสองคนเปลี่ยนชุดเสร็จก็ออกไปทำหน้าที่ทันที เวลานี้คนค่อนข้างเยอะทีเดียวและก็คงจะมีมาเพิ่มเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นไนท์คลับขึ้นชื่อ จำนวนคนที่มาเที่ยวจึงมากตามไปด้วยเช่นกัน ถึงขนาดต้องจ้างการ์ดมาคอยรักษาความปลอดภัยเป็นสิบยี่สิบคนเลยทีเดียว

แต่ละชั้นจะมีพนักงานประจำคอยดูแล ชั้นหนึ่งจะเป็นชั้นธรรมดา คนส่วนใหญ่จะมาดริ๊งแล้วก็สั่งอาหารกัน มีเวทีสำหรับชมการแสดงสดของนักร้องนักเต้น ส่วนชั้นสองจะเป็นแนวตื้ดๆจังหวะมันส์ๆ ซึ่งฉันจัดเป็นโซนอันตรายที่สุด เพราะคนชั้นนี้มาเพื่อเต้นเอาตายอย่างเดียว ส่วนชั้นบนสุดจัดเป็นโซนVIP ชั้นนี้จะเป็นที่พบปะสังสรรค์ของบรรดาคนมีกะตังค์ทั้งหลายแหล่ แบ่งเป็นห้องหลายสิบห้อง อย่างกับโรงแรม

ฉันกับยัยแพรซึ่งเพิ่งเข้ามาทำงานได้ประจำอยู่ที่ชั้นหนึ่ง มีหน้าที่คอยบริการอาหารและเครื่องดื่มให้กับแขก แรกๆยังไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่ แต่ผ่านไปสองสามวันฉันก็เรียนรู้งานได้ดีพอสมควร พี่ๆหลายคนก็ชมว่าเป็นงานเร็วดี ไม่ต้องสอนอะไรมาก

บ่อยครั้งที่ฉันเจอแขกลวนลาม แต่ก็ได้ผู้จัดการคอยไกล่เกลี่ยให้อยู่เสมอ ผู้จัดการเป็นผู้หญิงวัยกลางคน ภายนอกดูเป็นคนเจ้าระเบียบใส่แว่น ไม่เข้ากับสถานบันเทิงแม้แต่น้อย แต่จริงๆแกเป็นคนมีความสามารถมาก ทั้งยังใจดีกับฉันและยัยแพรรวมถึงคนอื่นๆด้วย

 

โชคดีที่ได้เจอผู้จัดการใจดี ไม่งั้นฉันคงถอดใจไปหางานใหม่ทำตั้งแต่วันแรกแล้ว

 

 

#####

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}