akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 13 ตามที่ต้องการ

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 13 ตามที่ต้องการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 40k

ความคิดเห็น : 106

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2559 19:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 13 ตามที่ต้องการ
แบบอักษร

13

ตามที่ต้องการ

               

                “นายหายไปกับใครมากันแน่ ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร”

                คนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เอ่ยถามออกไปทันที โดยที่ไม่คิดจะรอให้ริทได้พักหายใจหลังจากที่ได้ขึ้นมาเยี่ยมเยียนเขา ชายหนุ่มพรูลมหายใจอย่างเหนื่อยล้ากับท่าทางของเพื่อนสนิท

                “ฉันบอกแล้วไง ว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายหรอกน่า”

                “จะไม่ให้ฉันคิดมากได้ยังไง ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ ที่มันเข้ามายุ่งกับนาย”

                “ต้น เราสองคนเป็นเพื่อนกันนะ”

                ริทเริ่มปรามกับท่าทางที่เกินพอดีของชายหนุ่ม ใบหน้าที่หล่อเต็มไปด้วยรอยบาดแผล แต่ถึงกระนั้น มันก็ลดน้อยลงมากกว่าวันที่ราชิดโดนทำร้ายมามากพอสมควร ร่างกายของพวกเขาฟื้นตัวได้เร็ว

                “นายก็รู้ว่าฉันคิดยังไงกับนาย”

                คนไข้ได้แต่พูดเสียงเบาลง โชคดีที่ในห้องนี้ มีแค่พวกเขาสองคน ถ้าคนข้างนอกที่เป็นญาติเข้ามาได้ยินแล้วล่ะก็ คงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

                “เราสองคนเป็นญาติกันนะ”

                “ตระกูลของเราใหญ่จะตาย ไม่ได้ถึงขั้นสายเลือดแนบชิดมากมายเสียหน่อย”

                ราชิดไม่ได้พูดเพื่อเข้าข้างตัวเอง ตระกูลหมาป่าของพวกเขาเป็นตระกูลใหญ่ เขาและริทไม่ใช่สายเลือดเดียวกันเสียทีเดียว พ่อแม่ก็ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือดกันโดยตรง

                “ฉันไม่อยากทำร้ายจิตใจนายเลยนะต้น”

                ยิ่งเห็นท่าทางเพื่อนรัก ริทก็ยิ่งไม่สบายใจ ทั้งที่เขาตั้งใจจะประนีประนอม แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่หนทางที่ดีเสียแล้ว

                เขาควรจะพูดให้รู้เรื่อง ให้ราชิดเข้าใจมากขึ้น

                “ฉันไม่มีวันคิดกับนายมากกว่าเพื่อน”

                ความมั่นใจนี้ อาจจะเกิดขึ้นเพราะใครบางคนที่เขาเพิ่งเคยพบ แม้ริทจะไม่ได้บอกตัวเองว่าคือความรักแรกพบ แต่อย่างน้อยเขาก็รู้สึกดีกับนาคินทร์อย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน

                “ฉันไม่ยอมแพ้หรอก”

                “นายจะพยายามยังไง พวกเราก็เป็นมากกว่าเพื่อนไม่ได้”

                “เพราะมันใช่ไหม”

                สิ่งเดียวที่ราชิดคิดออก คือเสียงของผู้ชายที่อยู่ในสายโทรศัพท์ ริทถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

                “ดูเหมือนว่านายจะพูดเพ้อเจ้อไปใหญ่แล้วนะ”

                เขารู้สึกระอากับท่าทางที่พร้อมจะอาละวาดของเพื่อนรัก ราชิดแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่พอใจเพื่อนใหม่ของริท ถ้าทำได้ เขาก็อยากจะเจอแล้วดูให้เต็มตาว่าผู้ชายคนนั้นมันมีดีอะไร

                “วันนี้ฉันจะกลับแล้ว นายพักผ่อนเยอะๆแล้วกัน”

                ริทหมุนตัวจะเดินออกจากห้อง แต่ราชิดไวกว่า เขารีบคว้ามือของริทเอาไว้ สายตาวิงวอน

                “ฉันขอโทษ อย่าโกรธนะ อย่าเพิ่งกลับเลยนะ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน ฉันเหงามากเลยที่ต้องอยู่ในห้องคนเดียว นายอยู่เป็นเพื่อนฉันได้ไหม”

                “งั้นสัญญามาก่อนสิ ว่าอย่าพูดถึงคนคนนั้นอีก”

                “ก็ได้ ฉันไม่พูด แต่นายอย่าเพิ่งกลับเลยนะ”

                สุดท้ายเพื่อนที่ตัวเล็กกว่าก็ต้องยอมใจอ่อน เขานั่งลงที่เก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียง

ราชิดระบายยิ้มกว้างทันที

 

-------+++++-------

 

                วิรุจน์เดินกระวนกระวายใจอยู่ในห้องทำงานของตัวเอง เขาไม่ได้รับข่าวสารเกี่ยวเพื่อนสนิทของเขาเลย ทุกอย่างเงียบจนผิดปกติ พอลบอกว่าจะส่งคนไปช่วยจับตาดูนาคินทร์ให้ แต่เขาก็ไม่คิดว่าเพื่อนรักของเขาจะนิ่งดูดายขนาดนั้น

                แต่บางที่นาคินทร์อาจจะคิดเปลี่ยนใจแล้วก็เป็นได้

                ทั้งที่เด็กพวกนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาทางสายเลือด แต่เขาก็รู้สึกเป็นห่วงในฐานะผู้ใหญ่ ในเมื่อปัญหาทุกอย่างยังไม่คลี่คลาย เขาก็ไม่อาจจะไว้วางใจ

                พยัคฆ์ผู้เป็นพี่ชายของเขานั้น มีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าและเหมือนว่าเรื่องเลวร้ายจะได้ผ่านพ้นไปด้วยดี แต่ทุกอย่างก็อาจจะเหมือนคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

                วิรุจน์ไม่คิดจะไว้ใจอะไรทั้งนั้น

                เขาไม่คิดว่าการแก้แค้นจะเป็นทางออกที่ดี ไม่มีที่ทางที่ทุกอย่างจะจบได้จริงๆ ถ้าแก้แค้นครั้งหนึ่ง ก็จะแก้แค้นกันไปกันมาไม่จบสิ้น การให้อภัยจึงนับว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นทางออกที่ดีที่สุด

                “รับหน่อยสิคิน”

                เขาร้อนใจจนทนไม่ไหว อย่างน้อย เขาก็ควรจะคุยกับนาคินทร์อีกสักครั้ง หลายครั้งที่เขาโทรไปหาแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับสาย

                นายจะเลิกคบฉันเป็นเพื่อนจริงๆหรือไง

                ครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งก่อน ไม่มีการตอบรับจากเลขหมายที่โทรไป โทรไปที่บ้านก็ไม่มีคนรับ วิรุจน์ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เขาหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ ยกมือนวดขมับของตัวเอง

                ภายใต้ความเครียดนี้ ถูกฉาบไว้ด้วยความร่าเริง เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็ตรงเข้าไปหาไทกะกับโทระ แต่ก็ไม่วายถูกสายตาดุๆของพี่ชายมองมา

                มันก็ผ่อนคลายไปอีกแบบ เล่นกับหลานไป โดนพี่ชายจ้องไปด้วยแบบนี้

                “แบร่”

                การแลบลิ้นปลิ้นตาเหมือนเป็นเรื่องที่เขาพยายามสื่อสารกับเจ้าเสือทั้งสองตัว ที่เอาแต่ส่งเสียงครางงิ้งๆในยามที่ยังอยู่ในร่างของเสือโคร่ง คำเดียวที่พยัคฆ์บอกคืออย่ามากวนลูกฉัน

                ความหวงห่วงที่มากล้นของคนเป็นพ่อถ่ายทอดมาถึงน้องชายอย่างเขา แต่

วิรุจน์ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด เพราะยังไงเสีย ไทกะกับโทระก็คือหลานชายของเขา กรณัฐอนุญาตแล้ว เขามีสิทธิ์จะมาหาหลานที่แสนน่ารักของเขาได้ อยากจะจับมาฟัดกอดให้หนำใจ แต่ท่าทางที่พร้อมจะเข้ามาตะปบให้คอขาดของพี่ชายนั้นทำให้วิรุจน์เลือกที่จะทำทุกอย่างให้อยู่แต่ในความพอดี

                มื้อเย็นเริ่มต้นขึ้น วิรุจน์ร่วมโต๊ะทานอาหารกับทุกคนเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่ทุกวัน ต่างตรงแค่วันนี้มีบางอย่างที่บิดาเขาพูดขึ้น

                “จริงสิ ลูกเตรียมเก็บของหรือยัง”

                สายตาและท่าทางของศาลทูรที่ส่งมาทำให้วิรุจน์ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เขาหันไปมองมารดา เป็นเชิงถามว่าเก็บของทำไม

                “ก็พรุ่งนี้ลูกต้องออกเดินทางนี่จ๊ะ”

                พอได้ยินแบบนั้น วิรุจน์แทบจะตาถลน ท่าทางของชายหนุ่มเรียกเสียงตำหนิจากพี่ชายทันที

                “อะไรกัน ทำเป็นเหมือนไม่รู้เรื่องแบบนี้มันหมายความว่ายังไง”

                คนที่งงหนักคือวิรุจน์ อยู่ๆก็โดนพยัคฆ์ต่อว่าเหมือนเขาไม่มีความรับผิดชอบ เขายังสับสนไม่หาย

                “ไปไหนเหรอครับ เดินทางไปไหน”

                แก้วน้ำที่จะยกดื่มมีอันต้องวางลงที่เดิม ท่าทางเหมือนไม่รู้อะไรเลยทำให้

ศาลทูรและดาวิกาได้แต่ส่ายหน้าเล็กน้อย

                “ก็จะไปกับพอลไม่ใช่เหรอจ๊ะ”

                “เห!!!

                แทบจะร้องเสียงหลงอย่างงวยงง เขาเนี่ยนะจะไปกับพอล พอลจะไปอเมริกา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย

                “เรื่องสัญญาลงทุน เหมือนพอลจะบอกลูกแล้วไม่ใช่เหรอ”

                พอได้ยินแบบนั้น วิรุจน์ก็อึ้งไปทันที รู้แล้วว่าเขาโดนพอลเล่นงานแล้วเสียแล้ว

                นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!

                “อ่อ ครับ พอดีว่าผมเบลอๆไปหน่อย”

                นอกจากคำแก้ตัวนี้ วิรุจน์ก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรออกไป เขาสะกดกลั้นความไม่พอใจ เหยียบมันลงไปให้ลึก รอให้ถึงห้องนอนก่อนเถอะ แล้วเขาคงได้ต้องคุยกับพอลให้รู้เรื่อง

                “งั้นคุณก็ควรจะพักผ่อนเยอะๆก่อนเดินทางนะครับ”

                กรวัฒน์เอ่ยขึ้น ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย

                “นั่นสิลูก หรือว่าโหมทำงานหนักมากไป รีบเก็บของแล้วรีบนอนนะลูก”

                “ครับ คุณแม่”

                หลังจากผ่านพ้นมือเย็น วิรุจน์ก็รีบเดินขึ้นห้องนอนของตัวเองทันที สิ่งแรกที่เขาหยิบจับคือโทรศัพท์มือถือ เขารีบโทรหาคนที่ควรจะตอบคำถามให้กับเขาอย่างเร็วที่สุด ก่อนที่ความหงุดหงิดมันจะระเบิดออกมา

                [มีอะไร]

                น้ำเสียงปลายสายบอกได้ถึงความรำคาญ แต่วิรุจน์ไม่คิดจะสนใจ เขาพุ่งประเด็นสิ่งที่ต้องการจะถามทันที

                “นี่มันเรื่องอะไร พ่อกับแม่ฉันบอกว่า พรุ่งนี้ฉันจะไปกับนาย นายจะไปเมกา แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับฉัน เรื่องสัญญานั่น เราคุยกันแล้วว่าจะเป็นเดือนหน้า ถ้าเลื่อนทำไมถึงมาเป็นช่วงนี้”

                วิรุจน์แทบจะพ่นไฟใส่ พอลได้แต่เหยียดยิ้ม

                [ก็ตามนั้น]

                ไม่มีคำอธิบายมากกว่านี้ และนั่นทำให้วิรุจน์ฉุนหนัก

                “นายบอกจะช่วยฉัน แล้วทำไมอยู่ๆฉันถึงต้องไปกับนาย”

                [มันเป็นงาน]

                “ไม่ใช่ว่านายคิดจะแกล้งฉันเหรอ”

                วิรุจน์แทบจะหมดความอดทนไม่เข้าใจตัวเองจริงๆเลย ว่าทำไมเวลาคุยกับพอล เขาถึงได้หงุดหงิดง่ายขนาดนี้

                [ถ้ารู้แล้วก็เตรียมตัวเอาไว้ล่ะ มาที่สนามบินด้วย]

                “ฉันไม่ไป!

                [นายต้องไป]

                “นายบังคับฉันไม่ได้หรอก”

                เอ่ยจบก็กดวางสายไปทันที วิรุจน์ปิดเครื่องหนี เขาไม่รู้พอลจะโทรกลับมาไหม แต่เขาอารมณ์เสียเกินกว่าจะสนใจ แล้วอยากจะรับรู้อะไรทั้งนั้น

                ไม่ว่ายังไงเขาก็จะไม่ไปกับเจ้านั่นแน่ นายเป็นใคร กล้าดียังไง มาทำแบบนี้กับฉัน คิดว่าช่วยพี่ชายฉันเอาไว้ ช่วยหลานฉันเอาไว้ แล้วฉันจะต้องสยบแทบเท้านายตอบสนองความต้องการของนายทุกอย่างหรือไง

                ในสายตาของวิรุจน์ พอลก็ไม่ต่างจากคนผิดสัญญา ทำแบบนี้ก็เหมือนทำให้สัญญาที่ให้ไว้ต้องเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเขาไปต่างประเทศตอนนี้ แล้วใครจะจัดการเรื่องนาคินทร์

                นายคงกำลังสนุกกับการปั่นหัวของฉันอยู่สินะ

                ก๊อกๆ

                เสียงเคาะประตูเรียกความสนใจของวิรุจน์ เขาหันขวับไปมอง รู้สึกสงสัยว่าใครมารบกวนเขากลางดึกแบบนี้

                เมื่อเปิดประตูห้อง จึงได้เห็นหน้าของผู้มาเยือน เด็กหนุ่มตัวสูงยืนอยู่ แต่ในตอนนี้ก็ยังสูงน้อยกว่าเขา พอเห็นหน้าของกรวัฒน์ วิรุจน์ก็เปลี่ยนท่าทางไป ฉาบรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อของตนทันที

                “ว่าไงน้องเหมียว”

                “ตอนกินข้าว คุณดูเหมือนไม่ค่อยสบาย”

                “อ่าน้องเหมียวเป็นห่วงนี่เอง”

                พอเริ่มเข้าใจถึงสาเหตุที่กรวัฒน์มาหา เขาก็ยิ้มกริ่มทันที ขยับกายเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มแล้ววางมือลงบนไหล่

                “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ น้องเหมียวไปนอนเถอะ”

                “แล้วคุณกินยาหรือยังครับ”

                “อืม ไม่ได้กินหรอก เพราะว่าไม่ได้เป็นอะไร คงแค่พักผ่อนไม่พอน่ะ”

                วิรุจน์หาคำตอบมาเฉไฉไปเรื่อย เขาไม่อยากให้กรวัฒน์ต้องคิดมากจนเกินไป เด็กหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ

                “งั้นก็พักผ่อนเยอะๆนะครับ”

                “ขอบใจนะ”

                หลังจากที่กรวัฒน์หมุนกายเดินกลับไปแล้ว วิรุจน์ก็ปิดประตูห้อง เขาหย่อนกายลงที่ปลายเตียง สมองครุ่นคิดถึงเรื่องที่จะทำพรุ่งนี้ แน่นอนว่าหากมันจำเป็นจะต้องเดินทางไปจริงๆ เขาก็จะเดินทางไป แต่ไม่ใช่ไปกับพอลอย่างแน่นอน เขาคงจะไปเอง แต่คงไม่ใช่ในวันพรุ่งนี้แน่ๆ

 

-------+++++-------

 

 

                วิรุจน์ออกจากบ้านเป็นเวลาปกติ ทางครอบครัวค่อนข้างแปลกใจที่ชายหนุ่มออกไปแต่ตัว ไม่ได้พกกระเป๋าเดินทาง แถมยังไม่ต้องให้คนขับรถ ขับไปส่งที่สนามบิน เหตุผลเดียวที่วิรุจน์บอกก็คือ เขาโทรไปเลื่อนนัดกับพอลแล้ว แล้วเขาจะตามไปทีหลัง ซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่ได้มีใครคัดค้าน เพราะคิดว่าวิรุจน์และพอลมีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง

                “คิดว่านายเป็นใคร ทำไมฉันจะต้องฟังคำสั่งนาย”

                เขาพึมพำอย่างอารมณ์ดี ขับรถไปตามท้องถนนเหมือนดังปกติ วิรุจน์มุ่งตรงจะไปที่บริษัท ไม่คิดจะสนใจความต้องการของพอลใดๆทั้งสิ้น เรื่องงานเขาไม่ทิ้ง แต่เขาก็ไม่คิดจะเชื่อฟังพอล

                เอี๊ยด!

                การจราจรในตอนนี้ไม่ราบรื่น อยู่ๆ เขาก็ต้องเบรกรถอย่างกะทันหัน ไม่อย่างนั้นคงได้ชนเข้ากับรถที่ปาดหน้าแล้วหยุดจอด ชายหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ เพื่อไปคุยกับคนที่ขับรถคันที่จอดอยู่ข้างหน้าเขา

                “คุณครับ”

                ไม่นานนักก็มีชายชุดในสูทลงมาจากรถ สวมใส่แว่นตาสีชา ร่างกายสูงใหญ่ราวกับเป็นคนต่างชาติ วิรุจน์ไม่ได้คิดจะหาเรื่อง แต่เขาอยากจะถามเหตุผลที่ต้องจอดรถขวาง ทำให้เขาขับต่อไม่ได้

                “คุณคิดจะทำอะไรครับ ทำแบบนี้มันอันตรายมาก”

                “ขอโทษด้วยครับ”

                น้ำเสียงเข้มๆนั้น ทำให้วิรุจน์รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยชายผู้นี้ก็คงไม่ได้มีเจตนาจะทำ หรือไม่ก็อาจจะทำไปเพราะไม่รู้ แต่การขับรถปาดหน้าแล้วหยุดจอดนี่มันจะเรียกว่าไม่รู้อะไรเชียวหรือ

                คำว่าขอโทษนั้น วิรุจน์ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วไม่ได้หมายถึงแค่การขับรถปาดหน้า ขัดขวางการเดินทางเท่านั้น แต่รวมถึงการที่มีชายอีกคนเดินออกมาจากรถแล้วเข้ามาประชิดหลังเขา ก่อนจะมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดโป๊ะเข้าที่จมูก

                วิรุจน์รู้ตัวว่าไม่ปลอดภัย เขาพยายามจะเหวี่ยงร่างใหญ่โตนี้ให้ออกห่าง ซึ่งมันก็สำเร็จ แต่เขาก็เซไปมา ทางเดียวที่คิดออกคือวิ่งกลับไปที่รถ เพื่อจะได้ขับรถหนี แต่ดูเหมือนว่ายาสลบนั้นจะมีฤทธิ์ที่รุนแรงมากพอที่จะทำให้ขาที่พยายามขยับเดินมีอันต้องหยุดลง ก่อนที่ร่างสูงโปร่งจะฟุบหมดสติ โดยที่ชายตัวใหญ่นั้นประคองเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปบนถนน

                สติสัมปชัญญะของวิรุจน์เลือนหายไปพักใหญ่ นับเวลาก็หลายชั่วโมง เขาไม่ได้อยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเหมือนตอนเดินออกจากรถ แต่กำลังอยู่ในที่ที่เย็นสบาย แต่ถึงกระนั้น ร่างกายก็ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลาย รับรู้ได้ถึงความเมื่อยล้า

                เปลือกตาบางเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าด้วยความสะลึมสะลือ ยังรู้สึกมึนหัว ร่างกายเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าจุดที่นั่งอยู่นั้นเหมือนอยู่บนพื้นโลกที่สงบนิ่ง

                “!!!

                ทันทีที่ตื่นเต็มตา วิรุจน์ก็เบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น ที่นี่ไม่ใช่ในรถ ไม่ใช่ห้องนอนของเขา ไม่ใช่ห้องทำงาน และไม่ใช่สถานที่ที่เป็นห้องพัก แต่มันเหมือนว่าเขากำลังอยู่บนเครื่องบิน

                ไม่จริงน่า

                เครื่องบินที่เขาอยู่ ดูเหมือนว่าจะเป็นเครื่องบินส่วนตัว ไม่ใช่เครื่องบินที่ไว้รองรับผู้โดยสารมากมายนับร้อยคน เก้าอี้ที่เขานั่งเป็นเบาะนุ่มขนาดใหญ่ปรับระดับให้เอนนอนได้ แต่ถึงกระนั้นข้อมือทั้งสองของเขาก็ถูกตรึงไว้ด้วยเหล็กแข็งที่โผล่ออกมาจากเก้าอี้ มันจับกุมข้อมือทั้งสองข้างของเขาเอาไว้

                “พอล”

                พอหันไปมองข้างๆในฝั่งติดกระจกที่อยู่ตรงข้าม ก็พบผู้ชายที่เขาเพิ่งเห็นหน้าล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ชายหนุ่มกำลังมองผ่านกระจกไปยังด้านนอก เพียงครู่ก็หันมาตามเสียงเรียก

                “ตื่นแล้วเหรอ”

                คำทักทายเหมือนคุยกับปกติ ไม่มีท่าทางที่ตื่นเต้น หรือแปลกประหลาด การที่พูดออกมาได้โดยที่ไม่รู้สึกรู้สานั่นทำให้วิรุจน์ค่อนข้างอึ้งไปพักใหญ่ ในสมองพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมด

                ไม่ผิดแน่ พอลส่งคนไปจับเขามา

                “นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!”วิรุจน์หันขวับไปถามทันที

“คงจะดีกว่า ถ้านายช่วยเบาเสียงลง”พอลบอกเหมือนระอา

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”

เขาดิ้น แต่ก็ยังดิ้นไม่ออก เพราะข้อมือถูกจับกุมเอาไว้ พอลหรี่ตาลงเล็กน้อย

“สั่ง?"

“ใช่!”

“ฉันไม่สน”เขาบอกหน้าตาย

“นายอยากมีเรื่องกับฉันใช่ไหมพอล!”

ชายหนุ่มกัดฟันกรอดๆ เขาเริ่มโมโห นี่เขาไม่ใช่นักโทษที่จะได้มาถูกจองจำแบบนี้ วิรุจน์หงุดหงิดอย่างเป็นที่สุด พอลขยับกายลุกขึ้น แล้วเดินเข้ามาหา ก่อนจะก้มหน้าลงมาพูด

“ก็ได้...ถ้าเป็นเรื่องบนเตียง”

“อย่ามาตลก!

“ฉันดูเป็นพวกเล่นตลกหรือไง”

พอลหย่อนกายลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้ากับวิรุจน์ ชายหนุ่มยกขาไขว่ห้าง เอนหลังพิง ยกมือกอดอกด้วยท่าที่ดูสบายๆ

“นายบ้าไปแล้วหรือไง  ให้คนไปจับฉันมาขึ้นเครื่องกับนายเนี่ยนะ”

“แล้วจะทำไม”

วิรุจน์พรูลมหายใจ กรอกตาไปมาอย่างเอือมระอา

“นี่พอล ถึงเราจะทำพันธะวิญญาณด้วยกันก็จริง แต่มันไม่ได้หมายความว่านายจะทำอะไรกับฉันก็ได้”

“นายก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าวันนี้นายต้องมากับฉัน”

“ใช่ แต่ฉันไม่ได้บอกว่าจะมากับนาย”

“ฉันบอกให้นายมา นายก็ต้องมา”

ราวกับเป็นคำขาดชี้ชะตา แต่วิรุจน์ไม่คิดจะกลัว เขาจ้องหน้าพอล

“นายคิดว่านายอยากได้อะไร แล้วทุกอย่างมันจะต้องเป็นไปที่นายต้องการหมดเลยหรือไง”

“อย่างน้อยก็นายคนหนึ่ง”

“ฉันไม่เดินทางไปกับนายเด็ดขาด!

พอลยังคงสงบนิ่ง เขาหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบ ในขณะที่วิรุจน์เดือดดาล อยากจะระเบิดเต็มทน

“นายไม่ใช่เด็กแล้วนะพอล! เอาแต่ใจอยู่ได้”

“นายต้องทำตามที่ฉันสั่ง”

“เอ๊ะ! ก็บอกแล้วไง ว่าไม่ทำน่ะ! บินกลับไปไทยเดี๋ยวนี้เลยนะ”

“จะให้บินกลับเสียใจด้วย ฉันไม่ทำตามที่นายต้องการ”

“งั้นฉันจะพังเก้าอี้ตัวนี้”

วิรุจน์หมายถึงเก้าอี้ที่เขากำลังนั่งอยู่ พอลมองเหมือนหยั่งเชิง

“จะพังยังไงล่ะ กลายร่างงั้นสิ”

เหมือนว่าชายหนุ่มจะรู้ทัน วิรุจน์ไม่มีข้อกังขาใดๆ นอกจากยอมรับความจริงอย่างเจ็บใจ

“ใช่!

“ได้ยินมาว่า พวกเลือดผสม ที่ละทิ้งสัญชาตญาณตัวเอง เวลากลายร่าง บางครั้งก็จะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เหมือนว่าอยู่ในร่างสัตว์ แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป”

“อ่า

วิรุจน์นิ่งไป เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยพอลกระตุกยิ้มเพียงนิดที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ

“แล้วนายเป็นแบบนั้นด้วยหรือเปล่า”

คำถามนี้เหมือนทิ่มแทงใจ ร่างสูงโปร่งสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจ

“ฉันจะเป็นยังไง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย”

“แน่นอน ไม่ใช่แค่กับฉันคนเดียว แต่รวมถึงพนักงานบนเครื่องด้วย”

“หมายความว่ายังไง”

“ถ้านายกลายร่าง นายก็ต้องหลุดออกมาจากเหล็กนั่น แต่ถ้านายคุมตัวเองไม่ได้ แล้วเข้าทำร้ายคนอื่นในนี้ มันจะเป็นยังไง”

พอลพูดยืดยาว แต่ทุกคำพูด มันก็มีเค้าของความจริง ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าหากวิรุจน์ฝืนที่จะกลายร่าง

“นายกลัวเครื่องตกสินะ”

“ถึงฉันจะไม่ใช่เลือดผสมแบบนายแต่ฉันก็ไม่ได้ปีก ที่หลุดออกไปจากเครื่องบินโดยที่ไม่ได้ต้องกังวล”

วิรุจน์รู้สึกขบขันกับคำกล่าวที่ดูประชดประชันของพอล แน่นอนว่าพวกเขาเป็นเสือที่อมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่นก ที่จะได้เหินเวหาได้ตามที่ใจปรารถนา ถ้าตกจากเครื่องบิน ยังไงก็คงตายอย่างแน่นอน

“โอเค ฉันเข้าใจที่นายบอก ฉันจะไม่กลายร่าง ไม่ทำเรื่องโง่ๆ”

เพราะว่าเหนื่อยที่จะเถียงด้วยส่วนหนึ่ง และคิดว่ายังไงก็คงต้องไปกับพอล ถึงเขาจะย้อนกลับไปไทยก็คงจะเสียเวลา

“แต่ขอเถอะ นายควรจะปล่อยฉัน คิดว่ามันสบายตัวหรือไง ที่โดนจับล็อกไว้แบบนี้น่ะคุณชาย”

“เสียงของนายมันน่ารำคาญไปหน่อย”

พอลเปรยขึ้นเบาๆ เขาหยิบแท็ปเลตมากดเลื่อนไปเรื่อยๆ เพื่ออ่านข่าวธุรกิจไปพลางๆ ท่าทางสบายอารมณ์ของพอล เหมือนจะยั่วให้วิรุจน์เริ่มโกรธ แต่เพียงครู่เขาก็กระตุกยิ้ม

“นี่คุณชายปล่อยฉันเถอะ เดี๋ยวเรามาคุยเรื่องบนเตียงกัน”

ปลายนิ้วเรียวยาวหยุดชะงัก เขาเงยหน้ามองวิรุจน์

“เป็นคนหื่นกามจริงๆเหรอเนี่ย”

กล่าวกับตัวเองไม่ดังมากนัก ก่อนจะเบ้หน้ามองไปนอกหน้าต่าง พอลพรูลมหายใจ แล้ววางแทบเลตในมือลงบนโต๊ะตัวเล็ก

“เรื่องบางเรื่อง บางทีมันก็ไม่จำเป็นต้องคุยให้เสียเวลา”

“จะบอกว่าให้ทำเลยงั้นสิ โอ้ไม่คิดว่านายอยากจะทำกับฉันกลางอากาศนะเนี่ย”

วิรุจน์แสร้งทำตาโต ท่าทางหยอกเย้า เห็นสีหน้าเอือมระอาของพอลทันตา

“มีสิ่งหนึ่งที่ฉันทำพลาด”

“อะไร?

ชายหนุ่มได้แต่เบิกตากว้างอย่างสงสัย มือใหญ่เคลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้า ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยไปมาที่ริมฝีปากสวย

“ฉันลืมมัดปากนายด้วย”

“พอล!

โชคดีที่ชายหนุ่มชักมือกลับทัน ไม่อย่างนั้นคงโดนวิรุจน์กัดเข้าเต็มแรง พอลส่ายหน้าเล็กน้อยเหมือนเอือมระอา ปลายนิ้วแตะที่บริเวณเหล็กยื่นออกมาเป็นรูปร่างวงกลมแบน

วิรุจน์ถึงได้รับรู้ว่า ลายนิ้วมือของพอลคือกุญแจปลดล็อกกุญแจมือของเขา แต่มันก็แค่ข้างเดียวเท่านั้น

“เฮ้ๆๆ อีกข้างล่ะ”

“ไว้ถึงแล้วจะปลดให้”

พูดจบ พอลก็หมุนตัวเดินกลับไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับเขา วิรุจน์ได้แต่มองอย่างอึ้งๆ แต่ถึงกระนั่นมันก็ไม่ได้แย่มากนัก อย่างน้อยเขาก็เลื่อนมือไปหยิบแก้วน้ำยกดื่มดับกระหายได้ ถึงจะรู้สึกเคืองที่โดนจับตัวมาในตอนแรก แต่ตอนนี้เขาก็ไม่รู้จะเคืองให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะไม่ว่าจะทำยังไง พอลก็ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้าน

“พอล

เวลาผ่านไปสักพัก พอลเองก็เหมือนหลับตาลงพักผ่อนสายตา แต่วิรุจน์ขยับตัวไปมาบนเก้าอี้ ระบบขับถ่ายเริ่มประท้วง เขาเริ่มปวดปัสสาวะขึ้นมา

“พอล

….

“ไอ้คุณชายพอล! ตื่นสิ มาปลดกุญแจมือเดี๋ยวนี้!

ร่างของเขาสั่นเทา อาการปวดปัสสาวะไม่ใช่เรื่องที่เหมาะแก่การอดทนเลยสักนิด พอลเปิดเปลือกตาขึ้น

“ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าถึงแล้วจะปลดให้”

“ฉันจะราดอยู่แล้ว”

วิรุจน์พูดเสียงไม่ดังมากนัก เพราะเห็นพนักงานสาวที่เดินผ่านมาเพื่อรินน้ำใส่แก้ว พอลปัดมือเล็กน้อยเป็นเชิงไล่เธอออกไป

“ว่ามาสิ”

“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ”

“เฮ้อ นายนี่มันวุ่นวายจริงๆ”

“นี่คุณชาย ผมปวดปัสสาวะนะครับ ถ้าผมทำให้มันไหลย้อนกลับไปได้ ผมไม่บอกให้คุณชายปลดกุญแจข้อมือให้หรอก หรือคุณชายพอลจะให้ผมปล่อยราดมันตรงนี้เลยก็ได้นะครับ”

เขาประชดประชันเต็มที่พอลยันกายลุกขึ้น เดินมาปลดกุญแจให้ตามความต้องการด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย วิรุจน์อาศัยจังหวะที่พอลเข้ามาใกล้อย่างไม่ทันได้ระวังตัว  เขารีบยกกายตัวเองลุกขึ้นจนศีรษะกระแทกเข้าที่ใบหน้าพอลบริเวณจมูกอย่างแรง จนใบหน้าหล่อแหงนขึ้นตามแรงกระแทกที่รุนแรงนั้น

                “นี่นาย!

                พอลกัดฟัน เขามึนงงไปชั่วครู่ ก่อนจะพบว่ามีโลหิตสีแดงสดไหลออกจากโพรงจมูกสวย ในขณะที่วิรุจน์เมื่อเป็นอิสระแล้วก็รีบลุกจากเก้าอี้ ถอยห่างจากพอลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระบายยิ้มกับผลงานที่ตนฝากร่องรอยเอาไว้อย่างโหดร้าย

                 “โทษทีถือว่าเอาคืนเรื่องที่นายจับตัวฉันมาทั้งที่ฉันไม่เต็มใจ รวมถึงกักขังฉันจนเหมื่อยไปทั้งตัวก็แล้วกันนะ คุณชายพอล”

 

 

 100%

 

ฝากเพจด้วยจ้า https://www.facebook.com/akikoneko17fiction/

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}