I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 14] ความเกี่ยวพันอันยุ่งเหยิง (ครบ)

ชื่อตอน : [นัดที่ 14] ความเกี่ยวพันอันยุ่งเหยิง (ครบ)

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2563 02:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 14] ความเกี่ยวพันอันยุ่งเหยิง (ครบ)
แบบอักษร

นัดที่ 14 

ความเกี่ยวพันอันยุ่งเหยิง 

รอนเน่พูดคุยกับหลีอู๋ไป่เป็นเวลานานกว่าจะได้ข้อสรุปก็เกือบจะทำท่านรองหนุ่มฟิวส์ขาดอยู่หลายรอบ เพราะตาแก่หงำเหงือกนี่นอกจากจะแก่แล้ว ยังแก่กระโหลกะลาความคิดล้าหลังเสียจนน่ารำคาญ ไม่รู้ว่าพรรคพวกของเขาในสภาหลงยิหวาทนคบค้ากับมันได้ยังไง ทว่า แม้ดูเหมือนไม่ยอมแต่สุดท้ายตาลุงนี่ก็ยอมทำตามที่เต๋อหัวเสนอ นั่นจึงทำให้รอนเน่พอจะข่มอารมณ์ตัวเองตลอดการเจรจาได้ พอเดินออกมาจากห้องพักฟื้นของหลิวฟาง รอนเน่ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งระบายความอัดอั้นที่เก็บกดอารมณ์มานาน 

“ตาแก่นี่พวกนายทนเขาได้ยังไง” 

“ก็ไม่ได้ทน” เต๋อหัวตอบนิ่งๆ ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินออกไปที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลด้วยกัน 

“เฮอะ! ” ที่บอกว่าไม่ได้ทน คงจะสื่อกลายๆ ว่าคนคนนี้ไม่อยู่ในสายตาด้วยซ้ำละสิ แต่ช่างเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในขอบเขตที่เขาจะยุ่งได้ “ฉันจะจัดการปิดเรื่องนี้ให้ ส่วนคนทำนายก็หาเองแล้วกัน” รอนเน่พูดเสียงเบา เขารู้ดีว่าเต๋อหัวอยากจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง 

“ขอบใจ” 

“ไม่ต้องขอบใจ เพราะเราต่างก็ได้ผลประโยชน์ อ้อ แต่ขอชื่นชมอะไรสักอย่าง” 

เต๋อหัวหยุดเดิน รอนเน่ก็หยุดเดินแล้วหมุนตัวมาพูดกับเต๋อหัวด้วยแววตาล้อเลียนอยู่ในที “ไอ้ที่ทำเมื่อกี้ อย่างกับขอลูกชายเขาไม่มีผิด” 

“ก็ขอจริงๆ” เต๋อหัวยอมรับหน้านิ่งๆ รอนเน่เห็นแบบนั้นก็แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยกมือตบบ่ากว้างของเต๋อหัวแล้วหมุนตัวเดินจากไป เต๋อหัวยืนมองรอนเน่เดินไปที่รถที่มีใครบางคนรอเขาอยู่ ยืนมองจนเห็นว่ารอนเน่ขึ้นรถขับออกไปแล้วเขาถึงค่อยขยับหมุนตัวเดินกลับเข้าไปโรงพยาบาล ทว่า เดินมาได้สักพักร่างสูงก็หยุดชะงักเมื่อพบเข้ากับชายในชุดสูทสีขาว หวังโจวลี่...กำลังสูบซิก้ายืนพิงพนังรอเขาอยู่ 

“นายกับรอนเน่รู้จักกันมาก่อน? ” ไม่รอช้าหวังโจวลี่ถามสิ่งที่สงสัยทันที 

“ใช่” เต๋อหัวตอบตามตรงไม่อ้อมค้อม ส่วนโจวลี่ดับซิก้าในมือตัวเองแล้วทิ้งลงในถังขยะสำหรับทิ้งบุหรี่มองเต๋อหัวด้วยแววตาเย็นเยียบ 

“ยังมีเรื่องอะไรอีกบ้างท่านผู้นำ ที่ท่านกำลังปิดบังพวกเรา” 

เต๋อหัวเหยียดยิ้มมุมปาก “นั่นต้องเป็นคำถามของฉันต่างหากโจวลี่...ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่พรรคมังกรขาวกำลังปิดบังฉันเอาไว้...ตรามังกรของทุกคนอยู่ที่ฉัน และมันจะยังอยู่ตลอดไปตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่จะไม่มีใครแยกตัวออกจากสภาหลงยิหวาได้ เข้าใจที่ฉันบอกหรือเปล่าโจวลี่” 

โจวลี่คิ้วกระตุกเหยียดยิ้มกว้างแล้วพยักหน้า “มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วท่านประธานสภา...” 

เต๋อหัวสบตาดำขลับ คมกริบเหมือนเหยี่ยวของโจวลี่แล้วยกยิ้ม “ดีที่เข้าใจ...” ร่างสูงพูดจบกำลังจะเดินผละออกไปก็หยุดชะงัก “อ้อ ส่วนเรื่องรถชน...” 

“......” 

“นายว่าฉันควรสืบต่อดีไหม หรือนายคิดไหมว่า...คนร้ายมันได้รับผลกรรมแล้วฉันไม่ควรสืบต่อ...” 

โจวลี่ได้ยินแบบนั้นก็กำมือแน่น จับจ้องแผ่นหลังกว้างของเต๋อหัวอย่างเคียดแค้น ภายในใจเดือดปุดๆ ยิ่งกว่าน้ำต้มเดือด เกิดอารมณ์อยากจะตรงเข้าไปทำร้ายอีกฝ่ายซะตอนนี้ แต่เขายังทำตามใจต้องการไม่ได้ ชายหนุ่มจึงได้แต่ฝืนกล้ำกลืนโทสะลงท้องแล้วเค้นเสียงตอบคำถามของเต๋อหัว 

“แล้วแต่นาย นายเป็นหัวหน้าของพวกเรา...” 

“หึ...ได้...ถ้าแล้วแต่ฉัน ฉันก็จะไม่สืบต่อ แต่อยากจะเตือนคนทำเรื่องนี้หน่อย...ว่าถ้ามีครั้งที่สอง ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่” ประโยคหลังเต๋อหัวหันกลับไปมองโจวลี่นิ่งๆ มาเฟียหนุ่มทั้งคู่ยืนจ้องตากันอยู่นาน จนสุดท้ายกลายเป็นเต๋อหัวที่ผละจากไปพร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้โจวลี่ได้ดีใจ... 

“ดูแลหลิวฟางให้ดี...ฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว” 

โจวลี่ได้ยินแบบนั้นสีหน้าที่จ้องอาฆาตมาดร้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึงมองตามแผ่นหลังของเต๋อหัวไปอย่างสับสน... 

เต๋อหัวปฏิเสธหลิวฟางไปแล้ว? ....โจวลี่ย้อนคิดไปถึงวันที่เต๋อหัวแต่งงานกับซูเหมย วันนั้นหลิวฟางดื่มเหล้าเมาหนักมาก แล้วหลุดปากสารภาพความจริงบางอย่างที่ทำใจเขาแทบสลาย... 

‘โจวลี่...ฉันชอบเต๋อหัว ชอบเขามาก ไม่คิดเลยว่าเขาจะยอมตกลงแต่งงานกับยัยซูเหมยจริงๆ ฮือออออออ โจวลี่...ฉันจะทำยังไงดี’  

‘ไม่เป็นไร อย่าร้อง นายยังมีฉัน ชีวิตนายไม่ได้มีแค่หมอนั่นสักหน่อย...’  

เขาจำได้ว่าตอนนั้นเขากอดหลิวฟางไว้แน่นแค่ไหน หลิวฟางที่กำลังเสียใจอย่างรุนแรงก็ยิ่งร้องไห้หนัก กับตัวเขาที่เสียใจหนักไม่แพ้กัน...ทว่า เขาก็ทำได้เพียงกอดปลอบหลิวฟางอยู่อย่างนั้นทั้งคืนด้วยใจว่างโหวง และนั่นก็เหมือนจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเขา ฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดออกจากกันทำให้เขาต้องตัดสินใจทำตามแผนของพ่อที่คะยั้นคะยอเขามานานนับปี... 

“ต่อให้นายปฏิเสธหลิวฟางแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะยอมถอย” เรื่องที่วางแผนมานานหลายปียังไงซะมันก็ต้องดำเนินต่อไป... 

ทางเต๋อหัวขบคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหนัก แม้เรื่องราวจะบานปลายเอิกเกริกมาลงเอยเช่นนี้ ก็ใช่ว่าเขาจะดีใจได้หมดหัวใจ เพราะอันตรายรอบด้านยังคงถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ดังนั้น แม้ว่าเขาจะทำตามแผนสำเร็จมาได้กว่าครึ่งแล้ว ก็ใช่ว่าตัวเขาจะโล่งใจได้จริงๆ ร่างสูงถอดหายใจออกมาแล้วรีบเดินเข้าไปในห้องพักฟื้นของตะวันกล้า พอเห็นต้าเฉียงกำลังนั่งอยู่ จึงเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคน 

“ลุงเฉียง ตอนนี้ดึกมากแล้ว ผมว่าลุงเฉียงกลับไปพักเถอะครับ” 

ต้าเฉียงสูดลมหายใจเข้าลึกมองหน้าเต๋อหัวสลับกับตะวันกล้าอย่างสงสัย และที่ไม่ยอมผละออกไปก็เพราะเป็นห่วงลูกชาย ไม่ไว้ใจให้เต๋อหัวดูแลลูกชายเขาเท่าไหร่จนกว่าจะได้เปิดใจคุยกัน 

เต๋อหัวเห็นท่าทางลังเลใจของต้าเฉียงก็ยกยิ้มบาง “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมไม่มีวันทำอะไรซื่อหนานแน่” เต๋อหัวให้สัญญา 

ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็มองเต๋อหัวอย่างครุ่นคิดแล้วทำใจกล้าเอ่ยถามเรื่องที่ตนสงสัย 

“ฉันถามตามตรง...นายกับเขารู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่” 

เต๋อหัวไม่ตอบในทันที ร่างสูงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงอีกด้านแล้วค่อยตอบคำถาม 

“ในวันที่ผมสิ้นหวังกับชีวิต...วันที่รู้ว่าพ่อกับแม่พวกเขาตายยังไง จากฝีมือของเขา” 

ต้าเฉียงได้ยินแบบนั้นก็ใจหายวาบ เรื่องของวิคตอเรียกับหยางเฟยหลงไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ โศกนาฏกรรมความรักของทั้งคู่แทบจะไม่ต่างจากของเขา ทว่า ในวันที่เฟยหลงเลือกที่จะไม่ฆ่าแม่ของเต๋อหัวตามกฎของสภานั่นก็กลายเป็นการปลุกปั่นให้คนในสภาแตกคอกัน เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกไม่พอใจที่ผู้นำละเมิดกฏ ตอนนั้นเรียกได้ว่าพวกระส่ำระส่ายขั้นสุด จนทำให้พ่อของเขาตัดสินใจส่งเขาและหลิงหลินไปหลบภัยที่อื่น ด้วยกลัวว่าจะถูกลูกหลงจากสงครามเย็นในสภา และนับจากที่เขาไปไปหลบภัยในแผ่นดินใหญ่ เขาก็ไม่ได้พบกับเต๋อหัวอีกเลย ส่วนหยางเฟยหลงกับวิคตอเรีย ก็ได้ข่าวแค่ว่าพวกเขาประสบอุบัติเหตุตายไปแล้ว แต่ต้าเฉียงรู้ดีว่าสองคนนั้นไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ แต่ตายด้วยฝีมือของใครบางคน และใครบางคนที่ว่าอาจจะเป็นพ่อของเขาเอง 

ต้าเฉียงมองหน้าเต๋อหัวอย่างเคร่งเครียด เมื่อนึกถึงเรื่องเก่าก่อนแล้วใจก็เกิดหวาดกลัว กลัวว่าเต๋อหัวจะทำอะไรตะวันกล้าเพียงเพราะผลพวงจากเรื่องที่พ่อของเขาทำ 

“ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งได้มาเหยียบที่ฮ่องกงแล้วพบกับซื่อหนาน ถึงได้รู้ว่าดวงตะวันที่ผมเฝ้าแอบมองอยู่หลายปี ความจริงแล้วเกี่ยวพันกับพวกคุณ...” 

“เต๋อหัว...” แสดงว่าเต๋อหัวรู้มาตลอดว่าพวกเขาทำการสับเปลี่ยนตัวซื่อหนานกับตะวันกล้า! มันเป็นไปได้ยังไง เต๋อหัวรู้เรื่องพวกนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วเขารู้ด้วยหรือเปล่าว่าซื่อหนานกำลังตั้งท้อง!? ในใจต้าเฉียงเกิดร้อนรนจนแสดงท่าทางออกมาอย่างเห็นได้ชัด 

“ลุงเฉียงไม่ต้องกลัว บุญคุณ ความแค้น ความรักมันคนละเรื่องกัน ผมไม่มีทางเอามารวมกันแน่นอน สำหรับเขาแล้ว เขาเป็นคนเพียงคนเดียวที่ผมรอมานาน ไม่มีทางที่ผมจะทำอันตรายเขาแน่” 

ต้าเฉียงมองเต๋อหัวอย่างตกตะลึง พอได้สติคิดดูดีๆ แล้วเต๋อหัวอาจจะไม่รู้เรื่องทั้งหมดก็ได้ ต้าเฉียงก็พอจะใจเย็นขึ้นบ้าง หลังจากปลอบใจตัวเองได้สักพักก็หัวเราะเบาๆ ปั้นหน้ามองเต๋อหัวด้วยความชื่นชม “เธอเป็นแบบนี้ ถึงเหมาะที่จะเป็นผู้นำของเรา แต่เต๋อหัวจำได้ไหมว่าสิ่งที่นายบอกกับฉันก่อนจะออกจากไปห้องน่ะคืออะไร” เขาอยากจะรู้ว่าเต๋อหัวจะยอมแลกทุกอย่างตามที่เขาต้องการเพื่อลูกชายของเขาหรือเปล่า ลูกชายของเขา...ดวงตะวันที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายปี ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเขาและซือซื่อ และคิดว่าคงไม่มีใครรู้เรื่องนี้อีก ทว่า คนที่พวกเขากลัวรู้เรื่องนี้มากที่สุดอย่างเต๋อหัวกลับรู้เรื่องของตะวันกล้า นี่มันเรียกว่าอะไร โชคชะตาเล่นตลก? 

เต๋อหัวเหยียดยิ้มมุมปาก พยักหน้าช้าๆ “ผมรู้ว่าผมพูดอะไรออกไป และรู้ด้วยว่าลุงเฉียงต้องการอะไรจากผมมากที่สุด” 

“...งั้นฉันก็จะไม่อ้อมค้อม เรื่องของนายกับลูกชายฉัน ฉันจะไม่ขัดขวาง เพราะฉันจะให้สิทธิ์ลูกชายฉันในการเลือก ขอแค่อย่างเดียวให้นายยอมรับผลการตัดสินใจของลูกชายฉัน อย่าได้บังคับขืนใจเขานายทำได้ไหม” ต้าเฉียงมองออกว่าเต๋อหัวรู้สึกกับตะวันกล้าจริง ไม่งั้นคงไม่ยอมคุกเข่าขอร้องเขาแบบนั้น ไหนจะเรื่องที่รู้ว่าพวกเขาทำการสลับตัวตะวันกล้าและซื่อหนานแล้วไม่ยอมเปิดเผยเรื่องนี้ เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่าเต๋อหัวให้ความสำคัญกับตะวันกล้าจริงๆ ส่วนเรื่องที่รู้จักกันมานาน คงจะมีแค่ฝ่ายเต๋อหัวเองที่ตามติดลูกชายของเขา ทั้งๆ ที่รู้มานานว่าเขามีลูกชายอีกคน แต่ไม่คิดเปิดเผยให้คนในสภาทำโทษเขา หนำซ้ำยังช่วยเขาปิดบัง เรื่องนี้ไม่ว่ามองยังไงการกระทำของเต๋อหัวก็มีทิศทางต่อพวกเขาในทางที่ดี ทว่า เรื่องหนึ่งที่เขาอยากให้เต๋อหัวรู้ไว้..... “แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อแลกเปลี่ยน” เขายอมเสี่ยงพาตะวันกล้ามาในที่แห่งนี้ย่อมมีจุดประสงค์แน่ชัดว่าต้องการตรามังกรคืน และถอนตัวออกจากวงการ เขายังไม่ลืมจุดมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้อย่างแน่นอน 

เต๋อหัวพยักหน้าแล้วพูดขึ้น “ผมให้ลุงเฉียงได้ทุกอย่าง...แต่เรื่องตรามังกรคงจะให้ลุงเฉียงคืนไม่ได้...” 

ต้าเฉียงหน้าเปลี่ยนสี “ว่าไงนะ? ” 

“ตรามังกรจะต้องอยู่กับสภาหลงยิหวาเท่านั้น จะแยกตัวออกไปไม่ได้เป็นอันขาด แต่ว่า...เรื่องที่ลุงเฉียงมุ่งหวังเอาไว้ ผมอนุญาต...” เต๋อหัวบอกเสียงขรึม 

“หมายความว่าไง” 

“ลุงเฉียงต้องยอมสละธุรกิจทั้งหมดให้ผม แล้วออกไปตัวเปล่าเท่านั้น” 

ต้าเฉียงอึ้งๆ “ออกไปตัวเปล่า? พูดเล่นหรอ ธุรกิจที่ตระกูลฉันสร้างมาทั้งหมดจะยกให้คนอื่นง่ายๆ ได้ยังไง” ต้าเฉียงพูดอย่างโมโห เงินทองพวกนั้น ลูกหลานของเขาต่างหากที่ควรจะได้ คนของเขาก็ควรจะได้รับส่วนแบ่งด้วย แล้วจะยกให้คนนอกง่ายๆ น่ะเรอะ! ฝันไปเถอะ! 

“ผมเข้าใจดีว่าลุงเฉียงไม่สบอารมณ์ แต่ฟังให้จบก่อน...ออกไปตัวเปล่าที่ว่าคือไม่พาธุรกิจที่ทำออกไปด้วย และก็ไม่ได้แปลว่าผมจะไม่จ่ายเงินให้ลุงเฉียงไปเริ่มต้นใหม่” 

ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็เงียบมองเต๋อหัวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “ถ้าคนอื่นเป็นผู้นำสภา ป่านนี้เขาคงฆ่าล้างตระกูลฉันไปแล้ว” 

“ผมไม่มีทางทำอย่างนั้น...” ขืนทำแบบนั้นคนที่นอนอยู่บนเตียงคงจะโกรธเขาทั้งชาติ.... เต๋อหัวเหลือบมองตะวันกล้าที่นอนอยู่บนเตียงแล้วกระตุกยิ้มบาง “ยังมีอีกหลายเรื่องที่ลุงเฉียงไม่รู้ แต่ขอให้ลุงเฉียงสบายใจ ทั้งตะวันกล้าและซื่อหนาน พวกเขาจะปลอดภัย ไม่ได้รับอันตรายแน่นอน” 

ต้าเฉียงสบตาสีดำอมเทาของเต๋อหัวนิ่ง มองหาร่องรอยของแผนการที่อาจจะซุกซ่อนอยู่ในการเจรจาครั้งนี้ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเลยยกยิ้มบางๆ ไม่ใช่ว่าโล่งใจ แต่รู้สึกได้ว่าเต๋อหัวพูดด้วยความจริงใจ และกำลังให้คำมั่นสัญญาจากใจ 

“พูดอะไรไว้แล้วก็ทำให้ได้ตามนั้นด้วยละ” 

“ครับ” 

“เอาละ...ฉันว่าฉันควรจะกลับไปพักได้แล้ว ฝากนายดูแลตะวันกล้าด้วยละ” ต้าเฉียงสบายใจขึ้นไม่น้อยที่ได้พูดคุยกับเต๋อหัวอย่างตรงไปตรงมา ในเมื่ออีกฝ่ายรู้จักพวกเขาดีแบบนี้ก็คงไม่มีอะไรจะต้องปิดบังกันแล้ว แต่ว่าก็ยังมีบางเรื่องที่ต้าเฉียงยังค้างคาแต่เรื่องพวกนั้นคาดว่าเขาคงจะสืบหาได้ไม่ยาก 

“ลุงเฉียงเดินทางปลอดภัย” เต๋อหัวลุกขึ้นยืนกล่าวลา ต้าเฉียงพยักหน้ารับเบาๆ เหลือบมองตะวันกล้าด้วยความเป็นห่วงครู่หนึ่งแล้วค่อยหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง พร้อมกับกำชับให้คนของเขาเฝ้าหน้าห้องให้ดี จากนั้นชายวัยกลางคนก็เดินออกไปพร้อมกับซือซื่อ 

“พอขึ้นรถแล้ว ฉันอยากจะติดต่อหาเพื่อนของตะวันคนนั้น นายช่วยติดต่อหาเขาให้ฉันที ด่วนที่สุด” 

“ครับ ท่าน” 

ซือซื่อไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดติดต่อหาคุณนิคกี้เพื่อนของคุณตะวันกล้าด้วยความรีบเร่งทันที 

นิคกี้ไม่ได้ข่มตาหลับขับตานอนมาทั้งคืน ชายหนุ่มนั่งหน้าคอมมาตลอดวันถึงกับตาพร่าเมื่ออ่านและกรองข้อมูลอยู่นาน และแน่นอนว่าอาการตาพร่านี้เองที่ทำให้แฟนของเขาไม่ค่อยจะชอบงานของเขาสักเท่าไหร่ ป่านนี้ก็คงจะงอนจนหลับไปแล้ว นิคกี้ส่ายหัวเบาๆ พลางระบายยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงใบหน้าคนรัก 

พอคิดถึงร่างบาง ภาพของคนตัวเล็กในชุดนอนสีหวานก็ผุดขึ้นมาในหัวทำให้นิคกี้ต้องรีบปิดคอมพิวเตอร์ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมตัวออกจากห้องทำงาน ทว่า...พอคิดจะสวีทกับแฟนสักหน่อยก็เหมือนจะมีมารผจญขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

ให้ตายเถอะ...นิคกี้ถอนหายใจเซ็งๆ กดรับโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงถามปลายสาย พอพูดคุยกันอยู่สักพัก ชายหนุ่มก็เอะใจเรื่องบางอย่างขึ้นมา จากที่คิดว่าจะกลับไปนอนกอดร่างนุ่มบนเตียงก็เปลี่ยนเป็นเปิดคอมพิวเตอร์เพื่ออ่านข้อมูลที่รวบรวมมาได้ ขณะเดียวกันก็คอลคุยกับต้าเฉียงไปด้วย 

“ผมได้ข้อมูลของเขามาเมื่อหลายวันก่อน แต่ยังไม่ได้สรุปออกมาเป็นหมวดหมู่ดีๆ พวกคุณก็โทรมาก่อนแล้ว...น่าแปลกนะ ที่แม้แต่ลูกชายคุณก็สนใจเรื่องนี้” 

ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็ขมวดคิ้ว ลูกชายเขาก็สนใจเรื่องนี้? ซื่อหนานน่ะหรอ? “ซื่อหนานหรอ” 

“ครับ...เขาให้ผมสืบเรื่องผู้ชายที่ชื่อเต๋อหัวอย่างละเอียดเลยละ เพียงแต่ข้อมูลของผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ นะคุณ ข้อมูลของเขาดูเหมือนจะมีผู้อำนาจ ปกปิดร่องรอยไม่ให้เราดมกลิ่นได้ง่ายๆ เลย” กว่าจะได้ข้อมูลของเต๋อหัวมาแต่ละอย่างต้องใช้เวลาหลายวันในการแฮกเข้าระบบเลยละ แสดงว่าข้อมูลของเขาต้องสำคัญมากถึงขั้นที่ผู้มีอำนาจต้องคอยปกปิดให้ 

“ผู้มีอำนาจ” 

“ใช่...พอจะมีใครที่มีอำนาจมากกว่าพวกคุณในฮ่องกง” 

ต้าเฉียงนิ่งคิด ถ้ามากกว่าพวกเขาที่อยู่ในฮ่องกง ก็คง...เป็นพวกแผ่นดินใหญ่ แต่ว่าในแผ่นดินใหญ่ไม่เชิงว่าเป็นมาเฟีย พวกเขาต่างดำรงตำแหน่งหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และมีบริษัทใหญ่ครอบคลุมในพื้นที่หลายแห่ง ทว่า ขอบเขตอำนาจพวกเราต่างแบ่งกันชัดเจน พวกคนแผ่นดินใหญ่ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพวกเขานานหลายปีแล้ว หรือพวกเขาจะกลับมาครอบครองอีกครั้ง... 

“ข้อมูลของเขาค่อนข้างซับซ้อน ฐานะทางวงการค่อนข้างเป็นความลับ เขาเคยค้าขายกับพวกตะวันออกกลาง ยุโรป หรือแม้แต่แถบแอฟริกา แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ไปในนามของผู้นำพรรคมังกรดำ” นิคกี้ไล่สายตาอ่านข้อมูลคร่าวๆ เสร็จก็ถอนหายใจออกมา ข้อมูลมันเยอะมาก เหมือนผู้ชายคนนี้จะทำงานให้กับคนมีอำนาจหรือใครสักคน อาจจะไม่ใครแค่คนเดียว น่าจะหลายคน 

“ข้อมูลเขาน่าสนใจมาก แล้วก็เยอะมากๆ ด้วย วีรกรรมเขาไม่ธรรมดาเลย ทำไมพวกคุณถึงสนใจเขานัก ทั้งซื่อหนาน แล้วก็คุณ หรือเขาทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีกับพวกคุณงั้นหรอ? ” นิคกี้ถาม และหวังว่าเขาจะได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาและหวังว่าจะได้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน เพราะการได้คำตอบที่เป็นข้อเท็จจริงๆ จะช่วยให้เขาค้นคว้าข้อมูลได้ง่ายขึ้น 

ต้าเฉียงคิดพิจารณาครู่หนึ่ง ระหว่างที่ตะวันกล้าอยู่ที่นี่เจ้าตัวคงจะโทรไปปรึกษาพี่ชายหลายอย่าง และนั่นอาจจะกระตุ้นให้ซื่อหนานสงสัยเกี่ยวกับเต๋อหัว แต่สิ่งที่พวกเขาทุกคนรู้... “....ตอนที่พ่อกับแม่ของเขาตาย เต๋อหัวก็ถูกตาของเขารับไปเลี้ยงดู จากนั้นตระกูลหยางก็ระส่ำระส่ายมาตลอด แต่อยู่ๆ ช่วงเจ็ดปีให้หลังมานี้ เต๋อหัวกลับมา พรรคมังกรดำก็กลับมามั่นคงได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาในช่วงสามถึงสี่ปีหลัง ความสามารถของเขาไม่มีใครกังขา เพราะเขาเก่งมากในการนำสภาสู่จุดสูงสุด ตอนที่เขาเข้ามาบริหาร บริษัทในเครือหลายๆ อย่างล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี...” 

นิคกี้พยักหน้ารับ โปรไฟล์ของผู้ชายคนนี้จัดได้ว่าเกรดเอเลยก็ว่าได้ เขาทำงานให้คนหลายคนในตลาดมืด และคนพวกนั้นก็ต่างเป็นคนชั้นสูง ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาต้องแลกก่อนจะกลับเข้ามาทวงคืนตำแหน่งจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย รวมถึงการออกจากตระกูลเบอร์นาร์ดด้วย 

“ตระกูลเบอร์นาร์ดมีกฎอยู่ข้อหนึ่ง...ไม่รู้ว่าพวกคุณรู้มากน้อยแค่ไหน แต่พวกเขาเหมือนจะเป็นขุมอำนาจในยุคแรกๆ ของวงการมาเฟียซิซิเลียน แถมยังเคยทำงานให้ราชวงศ์หลายต่อหลายงานด้วย เป็นทั้งอัศวิน และนักฆ่า เป็นเจ้าของโรงแรม คาสิโน และกิจการสีเทาหลายอย่างในอิตาลี ตระกูลของพวกเขามีเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง...” 

“อ้อ ผมพอจะรู้บ้าง เรื่องสีตา...เหมือนจะเป็นยีนเด่น แต่ค้นดีๆ แล้วไม่ใช่ เหมือนสายเลือดของตระกูลนี้จะเจอคำสาปเก่าแก่อะไรสักอย่าง แฟนตาซีซะไม่มี” นิคกี้พูดขำๆ ก่อนจะเลื่อนอ่านข้อมูลต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนเลื่อนมาถึงภาพถ่ายของฮั้นตี้ นิคกี้จึงชะงักแล้วเปิดหน้าต่างภาพของเต๋อหัวขึ้นมาเทียบกัน สองคนนี้หน้าตาไม่เหมือนกันแต่สีตาเหมือนกันไม่มีผิด... 

“คุณต้าเฉียง ผมขอถามคุณ...ว่าผู้นำสภาพยัคฆ์กับผู้นำสภามังกรหลงยิหวา มีความสัมพันธ์กันอย่างไร คุณพอจะรู้ไหม” 

ต้าเฉียงเลิกคิ้วขึ้นสูงหันไปมองหน้าซือซื่อแล้วตอบคำถามนิคกี้กลับไปอย่างที่รู้ๆ กันดี “ไม้เบื่อไม้เมา” พวกเขาไม่กินเส้นกันอยู่แล้วกับพวกสภาพยัคฆ์ กิจการแม้จะจัดได้ว่าเป็นคู่แข่งทางการตลาดหลายอย่าง แต่ว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน จึงทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาค่อนข้างจะเหมือนเป็นมิตรก็ไม่เชิง ศัตรูก็ไม่ใช่ ต้องคอยระวังซึ่งกันและกัน เพราะต่างก็มีอาณาเขตการปกครอง และสินค้าที่ต้องขายคล้ายๆ กัน บางครั้งพวกเขาก็ส่งเสริมกัน แต่หลายครั้งก็ขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์อยู่เยอะเหมือนกัน 

“น่าสนใจมาก” 

“อะไรน่าสนใจ” 

“ฮั้นตี้กับเต๋อหัวน่ะ...พวกเขามีสีตาเหมือนกันไม่มีผิดเลยนะ...เอาเป็นว่าผมจะสืบเรื่องนี้อย่างละเอียด ถ้าได้เรื่องว่ายังไงจะบอกพวกคุณ อ้อ กรุณาอย่าติดต่อมาเร่งงานผมนัก เพราะพวกคุณอาจจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการกลับไปเร็วๆ โอเคไหม” เขาเป็นพวกไม่ชอบทำตามคำสั่งใคร ยิ่งใครมาสั่งมาเร่งนิคกี้ก็จะตอบสนองกลับไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งต่อให้เป็นครอบครัวของตะวันเขาก็ไม่เว้นหรอกนะ 

ต้าเฉียงได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้า “ขอบคุณ” 

นิคกี้พยักหน้าแล้วกัดตัดสายของต้าเฉียงไปทันที ส่วนต้าเฉียงเองยังสะกิดใจกับประโยคของนิคกี้เมื่อครู่ไม่หาย ที่บอกว่าเต๋อหัวและฮั้นตี้มีสีตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี๊ยน มันทำให้เขาเอะใจเรื่องที่หนึ่งขึ้นมา... 

“ซือซื่อ” 

“ครับ” 

“นายต้องไปสืบเรื่องแม่ของเต๋อหัวมาให้ฉัน บางทีฉันอาจจะตกข่าวเรื่องนี้ไป” 

“ได้ครับท่าน” ซือซื่อโค้งศีรษะให้เจ้านาย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาจากมือของต้าเฉียงมาเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง พลางคิดถึงบทสนทนาของต้าเฉียงและคุณนิคกี้เมื่อกี้ ความคิดอันเฉียบคมของเขาก็จากการอยู่วงการนี้มาหลายปีทำให้เขามีสัญชาตญาณที่ดีไปด้วย และน่ากลัวที่สัญชาตญาณกำลังบอกเขาว่าเต๋อหัวกับฮั้นตี้อาจมีความเกี่ยวพันกันเกินกว่าศัตรูกัน! และบางทีสิ่งที่พวกเขาทำต่อกันตอนที่อยู่ต่อหน้าคนอื่น อาจเป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งที่ต้องเล่นให้จบๆ ไปเท่านั้น เพราะพวกเขา... 

“อย่าเพิ่งคิดอะไรไปไกลเลย รอเราได้หลักฐานมาก่อนค่อยเชื่อ” ต้าเฉียงอ่านสีหน้าของคนสนิทออกจึงพูดขึ้น ทว่า ถึงเขาจะบอกกับซือซื่อแบบนั้นแต่ความจริงแล้วเขาเองกลับเกิดความเชื่อไม่ต่างจากซือซื่อเลย ดีไม่ดีอาจเชื่อไปแล้วเต็มร้อย... 

ที่บอกว่าซื่อหนานและตะวันกล้าไม่มีทางได้รับอันตราย ที่พูดได้เต็มปากว่าลูกชายของเขาปลอดภัย อาจเพราะ...ต้าเฉียงขบกรามหลับตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คาดว่ากระดานหมากนี้เต๋อหัวจะเป็นคนวางแผเอาไว้ให้ทั้งหมดแล้ว! 

“ซือซื่อ...บางทีฉันคิดว่าเราน่าจะเป็นคนเฝ้าตะวันกล้าเอง” เขารู้สึกเหมือนเป็นมังกรที่ถูกกระตุกหนวดรุนแรง รุนแรงที่ว่าคือถูกดึงออกไปเลย ไม่ใช่แค่กระตุก สิ่งที่เกิดไม่อาจเรียกได้ว่ากระตุกแล้ว ทุกอย่างมันลงล็อกเป๊ะๆ ต้องเป็นแผนของพวกมันแน่! 

“ท่านใจเย็นๆ นะครับ...” 

“ฉันจะกลับ! กลับเดี๋ยวนี้เลย” 

“ตอนนี้ท่านได้รับบาดเจ็บที่ไหล่จากการยิงของอาเพ่ย ถ้าไม่ได้พักเลย จะเป็นผลเสียต่อตัวท่านเอง” เจ้านายเขาอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ซือซื่อคิดว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้ก็ควรปล่อยวางลงเสีย 

“แบบนี้มันหยามกันชัดๆ มันทำแบบนี้ ไอ้พวกนั้น...” 

“ไหนท่านบอกว่ายังไม่มีหลักฐานก็อย่าเพิ่งเชื่อ ผมว่าท่านใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่นตอนนี้เลย” 

“แหวกแล้วมันก็คงไม่กลัว! ” มันได้คำพูดคำอนุญาตของเขาไปแล้วมันจะกลัวอะไรอีก! คิดแล้วก็ได้กุมอกเจ็บใจ ไปๆ มาๆ กลายเป็นเขาเสียลูกชายให้พวกมันทั้งหมด เข้าแผนของพวกมันหมดมาตั้งแต่ต้น! 

ซือซื่อเห็นเจ้านายโกรธจัดจนตาแดงก็รีบลดกระจกกั้นบอกให้คนขับขับรถให้ถึงบ้านเร็วๆ กลับไปพักที่บ้าน ดื่มชาหอมๆ แช่น้ำอุ่นๆ ไม่ถึงยี่สิบนาที เจ้านายของเขาอาจจะใจเย็นขึ้นบ้าง... 

ทางด้านเต๋อหัวคุยโทรศัพท์กับเอียนเสร็จก็เดินกลับเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มกริ่ม เขารู้ว่าสุดท้ายยังไงลุงเฉียงก็ต้องเอะใจเรื่องของเขากับฮั้นตี้ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ คิดว่าพวกเขาต้องมีตัวช่วยอยู่จริงๆ แล้วตัวช่วยพวกนั้นเป็นใคร ตอนนี้เอียนยังสืบไม่ได้ แต่เต๋อหัวคิดว่าอีกไม่นานพวกเขาจะต้องรู้แน่ว่าใครกำลังช่วยพวกตะวันกล้าอยู่ 

เต๋อหัวเหลือบมองตะวันกล้าที่นอนหลับสนิทบนเตียง ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้แล้วยื่นมือไปจัดผ้าห่มของคนหลับไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาด้วยใบหน้าอ่อนโยนยากที่ใครจะเห็น... 

ที่เหลือก็แค่อาศัยช่วงเวลาเหล่านี้ในการสร้างสัมพันธ์... 

เต๋อหัวยกยิ้มทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ยื่นมือไปปัดผมที่ปรกหน้าร่างโปร่งออกแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายภาพตะวันกล้าเอาไว้ ในที่สุดเขาก็มีร่างของอีกฝ่ายในระยะใกล้สักที พอถ่ายเสร็จก็บันทึกภาพไว้จากนั้นก็ตั้งค่าเป็นหน้าจอโทรศัพท์ 

ตือดึ่ง! 

ร่างสูงที่กำลังยกยิ้มชื่นชมภาพถถ่ายอยู่นั้นขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นข้อความที่ซูเหมยส่งมาให้เขา ร่างสูงหุบยิ้มลงแล้วกดเข้าไปอ่านข้อความพอไล่สายตาอ่านจนครบประโยค จากแววตาอบอุ่นอ่อนโยนก็แปรเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว 

ยัยผู้หญิงน่าไม่อาย.... 

เขาสู้อุตสาห์ให้เกียรติส่งใบหย่าให้เขียนกลับฉีกทิ้งแล้วส่งข้อความมาต่อว่าเขาว่าไม่มีวันปล่อยให้เขาใช้ชีวิตสงบสุขกับคนที่รัก...ได้ อยากให้เขาล่มจมนัก เขาก็จะสนองให้ เต๋อหัวกระตุกยิ้มร้าย กดโทรศัพท์โทรออกหาเอียนเพื่อบอกให้ดำเนินการตามแผนให้เร็วขึ้น 

“ฉันไม่อยากรอ นายช่วยจัดการยัยนั่นให้ฉันที...ใช่ ทำตามที่เราวางแผนเอาไว้ เอาให้มันอกแตกตายไปเลยยิ่งดี ขอบใจ” เต๋อหัววางสายจากเอียนแล้วปิดโทรศัพท์จากนั้นก็หยิบไอแพดจากในกระเป๋าทำงานขึ้นมาอ่านงาน ตาก็คอยมองตะวันกล้าบนเตียงไปด้วย 

แม้จะเจอเรื่องไม่สบอารมณ์หลายอย่าง แต่เต๋อหัวกลับรู้สึกปลอดโปร่งก็ที่เคย ทำงานอย่างมีความสุขมากกว่าการทำงานครั้งไหนๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาวางแผนไว้กำลังดำเนินไปด้วยดี แถมฝ่ายตรงข้ามยังทำให้เรื่องราวประชิดใกล้เข้ามา ราวกับทุกอย่างเป็นใจให้เขา แล้วมีหรือเขาจะไม่ดีใจ ร่างสูงเคลียร์งานจนถึงตีสี่ เห็นว่าใกล้เช้าแล้วจึงเดินไปนอนที่โซฟาหลับตาพักผ่อน รอดูว่าเช้าวันต่อมาคนที่นอนอยู่บนเตียงจะทำเช่นไรต่อไป... 

เช้าวันต่อมา ตะวันกล้าลืมตาตื่นขึ้นมองรอบตัวค่อนข้างงงวยไม่น้อยที่เห็นเต๋อหัวนอนเฝ้าตนอยู่ ทว่า แม้จะตกใจก็ยังประคองสติตัวเองได้รีบปั้นหน้าเป็นซื่อหนานแล้วกดเรียกหมอกับพยาบาลให้มาดูอาการของตน ในตอนนั้นเองเต๋อหัวก็ฟื้นขึ้นเข้ามาประคองตัวเองให้ลุกนั่ง แถมยังหาน้ำให้ดื่มอีก ทำเอาคนถูกปรนนิบัติขนลุกขนพองทีเลยทีเดียว พอจะเอ่ยปากถามว่าทำไมถึงมาเฝ้าเขาได้ หมอกับพยาบาลดันเปิดประตูเข้ามาซะก่อน ตะวันกล้าจึงกลืนคำถามลงท้องแล้วปล่อยให้หมอตรวจอาการ ซึ่งอาการของเขาก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ หลังจากได้ยา และน้ำเกลือทั้งคู่ก็ฟื้นในเวลาไล่เลี่ยกัน อาการของตะวันกล้าและหลิวฟางคาดคะเนแล้วน่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลภายใน 2 ถึง 3 วัน 

“หมอ แล้วเรื่องขาของซื่อหนานละครับ แบบนี้เขาจะได้รับผลกระทบอะไรหรือเปล่า” เต๋อหัวถามคุณหมออย่างเป็นกังวล แต่ว่า...ความกังวลนั้นกลับทำตะวันกล้าเหงื่อตก 

“ขาหรอครับ? ” คุณหมอหนุ่มหันมามองตะวันกล้าอย่างงุนงง ใบหน้าสวยของคุณหมอฉายชัดว่าไม่เข้าใจสิ่งที่มาเฟียหนุ่มพูดเลยสักนิด 

“ขาของคุณซื่อหนานก็...” 

“เอ่อ หมอ! หมอครับ ผมว่าในเมื่อทุกอย่างโอเคแล้ว ผมขอกลับบ้านพรุ่งนี้เลยจะได้ไหม” ยังไม่ทันที่หมอจะพูดจบประโยค ตะวันกล้าก็รีบเอ่ยแทรกโดยพลัน ขืนให้หมอพูดออกมาว่าเขานั้นยังเดินได้ปกติ ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก ไม่แน่ว่าจะกลายเป็นเขาเองนี่แหละที่จะซวย ไม่ได้ลุกจากเตียงอีกเลย โทษฐานโกหกคนทั้งสภา 

“ได้สิครับ เพียงแต่ยังไงคืนนี้ก็ต้องค้างดูอาการไปก่อน โอเคนะครับ” 

ตะวันกล้าพยักหน้า พลางภาวนาให้หมอออกจากห้องเร็วๆ โดยไม่สังเกตเห็นแววตาของร่างสูงเลยกำลังสนุกเพียงใด 

หลังจากตอบคำถามของคนไข้เสร็จเรียบร้อย คุณหมอหนุ่มก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ ตะวันกล้าลอบยิ้มดีใจเสร็จก็หันไปมองเต๋อหัวแล้วขมวดคิ้วมุ่น 

“พ่อของฉันละ ทำไมเป็นนายที่มาเฝ้าฉัน” 

“พ่อของนาย ฉันให้กลับไปพักที่บ้าน ส่วนนายฉันอาสาอยู่เฝ้าให้” 

แปลกๆ ทำไมพ่อถึงยอมให้เต๋อหัวเฝ้าเขาละ!? “นาย...เฝ้ามาทั้งคืนแล้วกลับไปพักเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันจะโทรเรียกซือซื่อมาอยู่เฝ้าแทนเอง” 

“ไม่ต้องหรอก ฉันจะอยู่เฝ้านายเอง เพราะพ่อของนาย รู้เรื่องระหว่างเราแล้ว ท่านเข้าใจ” 

เรื่องระหว่างเรา? เรื่องอะไร! อย่าบอกนะว่าเป็นเรื่องที่เขากับซื่อหนานมีความสัมพันธ์กันน่ะ 

ตะวันกล้าเม้มปากมองเต๋อหัวอย่างไม่แน่ใจ “เรื่องของเราที่ว่าคือเรื่องอะไร” 

“ความสัมพันธ์ของเรา...และฉันก็สารภาพกับพ่อของนายไปหมดแล้วด้วยว่าฉันจะรับผิดชอบเรื่องนี้โดยการหย่ากับซูเหมยแล้วมาคบกับนาย” 

“ว่าไงนะ!? ” หย่ากับซูเหมย!? นี่เรื่องมันจะไปกันใหญ่แล้วนะ เขามาที่นี่เพื่อลอบเอาตรามังกรแล้วหนีกลับไทย ไหงกลับตกกระไดพลอยโจนต้องมารับบทเป็นซื่อหนานแล้วลงเอยกับเต๋อหัวได้ละ ไม่ได้การ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องถามเรื่องนี้กับซื่อหนานให้รู้เรื่อง ตะวันกล้าครุ่นคิดอย่างหนักจากนั้นก็ปรายตาไปมองโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียง... 

“ฉันอยากทานข้าว นายไปซื้อข้าวหน่อยสิ ไหนๆ ก็มาอยู่เฝ้าแล้ว” 

“ไม่ต้องไปซื้อหรอก เดี๋ยวคนที่บ้านก็จะมาส่งข้าว อีกอย่าง เราควรจะทำความสะอาดร่างกายรอ...” 

“ทำความสะอาดร่างกาย? ” 

“อื้ม ฉันจะเช็ดตัวให้นาย” 

“ไม่! ไม่ต้อง! ” 

เต๋อหัวไม่สนใจคำทัดทานของตะวันกล้าร่างสูงเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วเดินถือกะละมังใส่น้ำออกมา พร้อมกับเดินลากโต๊ะทานข้าวสำหรับคนป่วยเลื่อนมาอยู่ปลายเท้าของตะวันกล้า จากนั้นก็วางกะละมังลงบนโต๊ะ เต๋อหัวพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวถึงศอกแล้วก็หยิบผ้าขึ้นมาจุ่มน้ำจากนั้นก็บิดหมาด แล้วหันไปหาตะวันกล้า 

“ถอดเสื้อสิ ถอดไหวไหม หรือจะให้ฉันถอดให้” 

“มะ...ไม่ต้อง...ฉันถอดเองได้” 

หน้ามึนจริงๆ คนอะไรไม่รู้หน้ามึนจริงๆ เลย แล้วเมื่อไหร่คนที่บ้านของเขาจะมาส่งข้าวสักที เขาไม่อยากให้เต๋อหัวเช็ดตัวให้! ตะวันกล้าถอดเสื้อของตัวอย่างไม่เต็มใจ พอเปลือยท่อนบนอวดสายตาเต๋อหัวแล้วร่างโปร่งอดรู้สึกขัดเขินกับสายตาคมกล้าสีดำอมเทาที่จ้องมานิ่งๆ ไม่ได้ พลางย้ำเตือนกับตัวเองว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายเหมือนกันไม่เห็นจะต้องอาย 

แต่...ถึงอย่างนั้นก็น่าอายอยู่ดี 

เต๋อหัวจ้องหุ่นตะวันกล้านิ่ง ไม่ใช้ลวนลามทางสายตา แต่เขากำลังสำรวจร่างโปร่งว่ามีบาดแผลฟกช้ำตรงไหนอีกบ้าง เพราะรอยตรงหน้าเขา มันเขียวช้ำตรงสีข้างด้านซ้ายกับขวา น่ากลัวว่าแผ่นหลังก็คงจะช้ำไม่ต่างกัน 

รอยฟกช้ำแบบนี้ คงอีกหลายวันเลยกว่าจะหาย... 

“มะ...มองอะไร” 

“มองรอยช้ำบนตัวนาย กำลังคิดว่าทำยังไงมันถึงจะหาย” 

ตะวันกล้าก้มมองที่ตัวเองแล้วพูดขึ้น “น่าจะสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ถึงจะหายดี ไม่ก็เป็นเดือน” แต่จากรอยที่เขาเห็น เขาว่าน่าจะหนึ่งถึงสองสัปดาห์ 

เต๋อหัวรู้อย่างนั้นก็ไม่พูดอะไร ชายหนุ่มเดินเข้ามาเช็ดตัวให้ตะวันกล้าอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่บอกไม่กล่าว ทำเอาคุณชายมาเฟียสะดุ้งโหย่งทันทีที่ผ้าอุ่นๆ สัมผัสถูกผิวกาย 

“เย็น? ” 

“ไม่ใช่...” ...แค่ตกใจ 

ตะวันกล้ากระตุกยิ้ม ใช้ผ้าเช็ดตามตัวของตะวันกล้าเบาๆ ด้วยกลัวว่าจะกระทบถึงบาดแผลจำพวกรอยถลอก รอยบาดจากกระจก...แม้เป็นแผลไม่ใหญ่คล้ายรอยขีดข่วน แต่เห็นแล้วมาเฟียหนุ่มกลับไม่ชอบใจเท่าไหร่ ยิ่งมาเห็นใกล้ๆ แบบนี้ เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่ไม่สืบเรื่องรถชนต่อ 

ตะวันกล้ารู้สึกว่าในห้องเงียบเกินไป จึงหันหน้าไปหาเต๋อหัว แต่ดันประจวบเหมาะกับที่อีกฝ่ายเลื่อนผ้ามาเช็ดตรงไหล่ของเขา ทำให้เผลอสบเข้ากับสายตาแปลกๆ กับเต๋อหัวเข้า 

“มีอะไร” เต๋อหัวถามเสียงเรียบ แต่แววตายังคงมองสำรวจตัวเขาไม่หยุด 

ตะวันกล้ากลืนน้ำลายลงคอแล้วพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “ตอนที่รถชน ฉันเห็นป้ายทะเบียนของรถคันนั้น...” 

“ยกแขนหน่อย...” ตะวันกล้าทำตามที่อีกฝ่ายบอก มืออุ่นร้อนจับข้อมือของเขาแล้วยกขึ้นใช้ผ้าเปียกหมาดเช็ดเบาๆ ทำเอาใจคุณหมอในคราบมาเฟียรู้สึกคันใจยิบๆ ที่ถูกปรนนิบัติอย่างทะนุถนอมแบบนี้ 

“จำได้แม่นว่ามันมีตัวอะไรบ้าง ถ้าเราสืบหาจากป้ายทะเบียน เราอาจรู้ตัวคนทำเรื่องนี้” 

เต๋อหัววางมือของตะวันกล้าแล้วส่ายหัวเบาๆ จากนั้นก็ผละตัวไปที่กะละมังเอาผ้าจุ่มน้ำ บิดหมาดแล้วเดินกลับมาเช็ดแขนตะวันกล้าอีกข้าง พร้อมกับอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ 

“ไม่มีประโยชน์ที่จะทำแบบนั้น ป่านนี้พวกมันคงทำลายหลักฐานไปแล้ว อีกอย่าง...เรื่องนี้มันเกี่ยวกับฉันไม่ใช่พวกนาย ฉันจะสืบเรื่องนี้เอง ส่วนพวกนายก็พักผ่อนให้หายดี” 

“เอ่อ...แล้วหลิวฟางเป็นยังไงบ้าง” 

เต๋อหัวที่กำลังใช้ผ้าเช็ดมาถึงหน้าอกด้านซ้ายของตะวันกล้าก็ชะงักเงยหน้ามองอีกฝ่ายนิ่ง ตะวันกล้ามองหน้าเต๋อหัวงุนงง เขาพูดอะไรผิดไปงั้นหรอ? 

“สนใจแค่ตัวเองเถอะ ส่วนคนอื่นน่ะไม่ต้องสนใจ” 

“ก็แค่ถาม เพราะหลิวฟางเองก็นั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน” 

“อื้ม...แต่คนอื่นที่ว่าก็มีข้อยกเว้นบ้าง” 

ตะวันกล้าทำหน้างงหนักกำลังจะถามต่อ แต่รู้สึกได้ว่ามือแกร่งกำลังเลื่อนมาที่หน้าท้องน้อย และกำลังจะเลื่อนลงไปด้านล่าง เข้าไปในกางเกงของเขาตะวันกล้าก็รีบจับมือแกร่งเอาไว้ 

“นี่! ” 

“ทำไม? ข้างล่างไม่เช็ด? ” 

“ข้างล่างเดี๋ยวฉันเช็ดเอง” 

“เช็ดไหว? ” 

“ไหว ถอยไป! แล้วก็...หมายความว่าไงที่บอกว่ายกเว้น ยกเว้นอะไร...” ตะวันกล้าแย่งผ้าในมือเต๋อหัวมาถือไว้เอง แล้วดันร่างสูงให้ผละห่าง ทำเอาคนเย็นชาถึงกับหลุดยิ้มบางเบา แต่ตะวันกล้าไม่สังเกตเพราะง่วนอยู่กับการทำความสะอาดตัวเองอย่างรีบเร่ง จากนั้นก็โยนผ้าใส่กะละมังอย่างรีบร้อน เกิดเสียงดังจ๋อม น้ำสาดกระเซ็นออกมาด้วย 

เต๋อหัวเดินไปยกกะละมังขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ยกเว้น ฉัน นอกจากฉันแล้วนายจะคิดถึงใครอีกไม่ได้ เมื่อไหร่ที่ฉันหย่ากับซูเหมย ฉันจะพานายมาอยู่ด้วยกันกับฉันทันที” พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวเดินเข้าห้องน้ำ เปลี่ยนน้ำในกะละมังแล้วยกมันออกมาให้ร่างโปร่งที่กำลังนั่งอึ้งอยู่บนเตียง 

“ล้างหน้าสิ หรือจะให้ฉันล้างให้...” 

นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะ! ทำไมเขาจะต้องไปอยู่กับเต๋อหัวด้วย! ตะวันกล้าคิดไม่ตก แม้จะยังอึ้งอยู่ แต่ชายหนุ่มยังพอมีสติรู้ตัวรีบกวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า หวังว่าสิ่งที่เจอในเช้านี้ จะเป็นความฝัน ไม่ใช่ความจริง! 

 

 

=================================== 

มาต่อครบแว้ว เต๋อหัวมีความแอบถ่าย555 ฉากหวานกว่านี้คอยกันหน่อยน้า แต่มาแน่จ้า อิอิ 

#ดวงตะวันกัับมังกร 

ติดตามข่าวสารได้ที่>>>ไอเรนเยีย 

ความคิดเห็น