facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 50 ผู้กุมหัวใจราษฎร

ชื่อตอน : ตอนที่ 50 ผู้กุมหัวใจราษฎร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 642

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 16:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 50 ผู้กุมหัวใจราษฎร
แบบอักษร

  

พูดน่ะพูดได้ แต่เรื่องของอนาคตมีใครบ้างที่สามารถบอกได้อย่างแม่นยำ 

เจียงเผิงจีเป็นคนชอบทำสงคราม แต่ไม่ใช่คนที่บ้ากระหายเลือด ขอแค่คนอื่นไม่บีบต้อนให้เธอต้องจนมุม หรือมายั่วยุท้าทายเธอก่อน เธอก็จะไม่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องใคร สำหรับเรื่องที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดิที่ภิกษุนั่นเคยพูด หรือแม้แต่เรื่องการรวบรวมกำลังทหารเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ อันนี้ก็ต้องดูสถานการณ์กันไปก่อน 

เธอไม่ชอบหาเรื่องใครก่อน แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะกลัวการมีเรื่อง! 

เมื่อเห็นพระอาทิตย์สีส้มที่ค่อยๆ คล้อยตกดินอยู่ภายนอกรถม้า อารมณ์ของเจียงเผิงจีจึงสงบลง แต่หลิ่วเสอกลับกระวนกระวาย 

เมื่อกลับถึงจวนตระกูลหลิ่ว เขาให้เจียงเผิงจีไปหาจี้ฟูเหรินก่อน ส่วนตัวเองนั้นมุ่งตรงไปยังลานหลักของจวน เขากวักมือเรียกสาวใช้ที่อยู่ด้านข้างแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเฝ้าอยู่ด้านนอก หากข้าไม่อนุญาต ใครก็ห้ามเข้ามา แต่หากเป็นหลานถิง ก็ให้รีบมารายงาน” 

สาวใช้สองคนรับคำเสียงเบา “เจ้าค่ะ” หลิ่วเสอไม่แม้แต่จะหันไปมองสาวใช้ที่ดูอ่อนโยนและงดงามสองคนนั่น แต่กลับก้าวเท้ามุ่งตรงไปยังห้องที่เคยเป็นของเขากับกู๋หมิ่น ตามกฎในเวลานั้น ภรรยาใหญ่จะอาศัยอยู่ทางห้องฝั่งตะวันออก แต่เขากับกู๋หมิ่นมีความรักต่อกันอย่างลึกซึ้ง จึงอาศัยอยู่ภายในห้องเดียวกันตลอดมา 

การตกแต่งภายในห้องเป็นแบบเดียวกับก่อนที่ภรรยาและลูกของเขาจะเสียชีวิต หลิ่วเสอมองไปรอบๆ แล้วสาวเท้าตรงไปยังมุมหนึ่งของห้องอย่างรวดเร็ว 

หลิ่วเสอยกกล่องไม้ไผ่ออกอย่างระมัดระวัง แล้วใช้ปิ่นหยกบนศีรษะขูดกับพื้นไปมาสองสามครั้ง จากนั้นจึงยกก้อนอิฐออกตามรอยที่ขูดไว้เมื่อครู่ ปรากฎให้เห็นช่องว่างหนึ่งที่อยู่ด้านล่าง วางไว้ด้วยกล่องสัมฤทธิ์สีเงินสีทองอยู่จำนวนหนึ่ง ทุกกล่องถูกล็อคเอาไว้ และกุญแจเพียงดอกเดียวนั้นเขาก็เก็บรักษาเอาไว้กับตัว 

กล่องสัมฤทธิ์หนึ่งในนั้นถูกเปิดออก เขาหยิบผ้าไหมที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยในกล่องออกมาอย่างระมัดระวัง ที่ด้านบนมีการเขียนอักษรไว้เต็มไปหมด 

หลิ่วเสออ่านข้อความบนผ้าไหมจบอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาดูหม่นหมองและนิ่งอึ้งอยู่นาน จนกระทั่งได้ยินด้านนอกรายงานว่าเจียงเผิงจีมาขอเข้าพบ เขาจึงค่อยๆ พับผ้าไหมคืนกลับที่อย่างอาลัยอาวรณ์ 

เขาลูบมุมเสื้อตรงที่ยับให้เรียบอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงปรับอารมณ์สีหน้า เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้วจึงค่อยเดินออกจากห้องไปยังโถงด้านนอก 

ก่อนหน้านี้หลิ่วเสอเคยพูดกับเจียงเผิงจีว่า ต่อจากนี้เธอไม่จำเป็นต้องไปที่สำนักศึกษาอีก อีกทั้งเว่ยกงเฉาก็กำลังป่วย ดังนั้น หน้าที่ของอาจารย์จะตกเป็นของเขาชั่วคราว 

เขารับม้วนไม้ไผ่กับหนังสือที่เจียงเผิงจีส่งให้ ค่อยๆ เปิดดู “นี่คือสิ่งที่เจ้าอ่านอยู่หรือ” 

“ตำราพิชัยสงคราม” กับ “คัมภีร์หลุนอวี่” ครึ่งม้วน 

เดิมห้องหนังสือเป็นห้องที่หลิ่วเสอมักจะใช้งาน ดังนั้น เขาจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับกล่องเก็บหนังสือทุกใบที่อยู่ภายในห้อง บนม้วนไม้ไผ่จำนวนไม่น้อย ยังคงมีคำอธิบายที่เขาเคยเขียนเอาไว้อยู่ 

ตอนที่เปิดม้วนไม้ไผ่ออกดูครั้งแรก เขาเห็นคำอธิบายใหม่ๆ จำนวนมาก ลูกสาวคนนี้ดูจะชอบ “ตำราพิชัยสงคราม” มากกว่า “คัมภีร์หลุนอวี่”  

ฮึ ที่จริงแล้วเขาก็เหมือนกับเจียงเผิงจี ที่ไม่เคยจะชอบ “คัมภีร์หลุนอวี่” เลย เมื่ออ่านมากๆ แล้วรู้สึกปวดหัว 

“...มีนักปราชญ์เคยกล่าวไว้ว่า ราษฎรสำคัญที่สุด รองลงมาคือบ้านเมือง กษัตริย์สำคัญน้อยที่สุด ฮึ แต่เมื่อได้เข้าไปคลุกคลีกับวงราชการที่มีแต่การโกงกินบ่อนทำลายไม่หยุด ก็จะพบว่า คำพูดนี้เป็นคำพูดของนักปราชญ์ที่มักจะไม่รู้เรื่องรู้ราว สุดท้ายก็เป็นแค่เพียงคำพูดหนึ่งเท่านั้น” 

เขาปิดม้วนไม้ไผ่ หลิ่วเสอวาง “คัมภีร์หลุนอวี่” ครึ่งม้วนนั่นไว้ด้านข้าง เขาค่อยๆ อ่านคำอธิบายบน “ตำราพิชัยสงคราม” ของเจียงเผิงจีอย่างละเอียด 

อาศัยคำพูดประโยคนั้น เจียงเผิงจีกล้าที่จะสรุปได้เลยว่า หลิ่วเสอเป็นบุคคลที่แปลกไม่เหมือนใคร แถมยังยอดเยี่ยมไม่ธรรมดา เป็นคนแปลกที่สามารถอยู่รวมกับคนปกติได้อย่างสมบูรณ์แบบทีเดียว 

ในตอนนี้ลัทธิขงจื๊อได้แพร่หลายไปในวงกว้าง และยังเป็นผู้นำตามความเชื่อของคนอีกหลายคน การที่เขาพูดเช่นนี้มันจะดีหรือ 

แม้แต่ในชาติก่อนของเธอ โลกที่มีเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า มีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดนั้น ก็ยังคงมีความเหลื่อมล้ำหลงเหลืออยู่ ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร อย่างนั้นยุคโบราณที่มีอารยธรรมล้าหลังเช่นนี้คงไม่ต้องพูดถึงแล้ว 

เพียงแต่เธอคิดไม่ถึงว่า หลิ่วเสอจะพูดเช่นนี้กับเธอ 

ตามความคิดทั่วไปของคนสมัยโบราณ ไม่ได้คิดว่านี่คือเหตุการณ์ปกติ หรือมองว่านี่เป็นเรื่องธรรมชาติหรอกหรือ 

เจียงเผิงจีไม่สามารถเปิดเผยอะไรออกมาได้มากนัก ทำได้แค่เพียงไหลไปตามคำพูดของเขา เธอเอ่ยถาม “กษัตริย์คือเรือ ประชาชนคือน้ำ น้ำทำให้เรือลอยได้ น้ำก็จมเรือได้เช่นกัน นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ประชาชนสำคัญกว่ากษัตริย์ หรือว่าที่นักปราชญ์พูดก็ไม่จริงเช่นกัน” 

หลิ่วเสอส่ายศีรษะ แก้ไขคำพูดของเธอว่า “ไม่ ไม่สามารถพูดได้ว่าไม่จริง พูดได้แต่เพียงว่าไม่มีที่ติ” 

เขารู้ว่าบุตรสาวคนนี้ไม่ธรรมดา แต่ที่จริงแล้วก็ยังเป็นเด็กที่ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิต อาหมิ่นเองก็พูดบ่อยๆ ว่าเด็กอายุสิบสองยังไงก็ยังเป็นแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม บางเรื่องจำเป็นต้องได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยตามอำเภอใจ หรือปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง 

อายุสิบสอง เป็นวัยที่เหมาะแก่การต่อเติมเสริมแต่งมากที่สุด หากพ้นช่วงเวลานี้ไป เขาก็จะเริ่มมีความคิดที่คงที่ เมื่อถึงตอนนั้นอยากจะเปลี่ยนความคิดของเขา ก็ยากเสียแล้ว 

บุตรสาวคนนี้ไม่ชอบ “คัมภีร์หลุนอวี่” เขารู้ได้จากคำอธิบายบนไม้ไผ่ที่ดูบางตา แต่ถึงจะไม่ชอบ จะไม่อ่านเลยก็คงไม่ได้ 

ครึ่งหนึ่งของหลุนอวี่สามารถช่วยเหลือบ้านเมืองได้ นี่ไม่ใช่คำพูดล้อเล่น  

ต้องศึกษา อย่างไรเสียก็ต้องศึกษาไว้ แต่ต้องศึกษาแบบรู้จักเลือก 

สำหรับกษัตริย์ การเรียน “คัมภีร์หลุนอวี่” จะช่วยฝึกฝนจิตใจ และทำให้รู้วิธีในการกุมหัวใจผู้คน รวมถึงการสังเกตและศึกษาความคิดของประชาชนด้วย เหล่านี้ล้วนมีประโยชน์อย่างมาก 

หลายปีที่ผ่านมาหลิ่วเสอต้องไปรับตำแหน่งในสถานที่อันห่างไกล แต่หลายปีมานี้ การจัดการปกครองของเขามีประสิทธิภาพอย่างมาก ระดับความเจริญไม่แพ้เมืองเหอเจียนเลยทีเดียว 

ตั้งแต่คนยากไร้จนถึงคนร่ำรวย เขตที่เขาปกครองมีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เด็กที่ได้รับการพัฒนาแล้วเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เขาเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งเขาก็กลัวว่าเจียงเผิงจีจะเดินผิดทาง เนื่องจากความอยากรู้อยากเห็นและความหยิ่งผยองของตัวเอง 

“คำพูดของนักปราชญ์จำกัดไว้สำหรับจักรพรรดิ มิใช่คนธรรมดา คำพูดที่แสนเลื่อนลอยพวกนั้น อ่านเอาผ่านๆ ก็พอ มิต้องอ่านให้ลึกซึ้ง” 

เจียงเผิงจีเชื่อว่า หากคำพูดเหล่านี้ของหลิ่วเสอหลุดลอดออกไป อาจจะถูกนักปราชญ์ขงจื๊อหัวโบราณด่าทอโจมตี จนถึงกระทั่งว่าว่าทรยศเนรคุณเลยก็ได้ 

หลิ่วเสอยิ้มพลางกล่าวว่า “แม้จะพูดไปเช่นนั้น แต่นี่ก็เป็นการเปิดเผยความจริงข้อหนึ่งว่า กุมหัวใจประชา กุมใต้หล้าไว้ในมือ” 

ตงชิ่งตอนนี้ ไม่ได้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ? 

จักรพรรดิองค์ก่อนเหลวไหลไร้สาระ ฆ่าบิดาชิงบัลลังก์ หลังจากได้ครองบัลลังก์แล้วก็เอาแต่สนุกสนาน ไม่ดูแลบ้านเมือง เล่นพรรคเล่นพวก หูเบาเชื่อคนชั่ว นี่ยังไม่นับที่ไป***กับอาสะใภ้ บังคับให้อาตัวเองต้องตาย พอมาถึงจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ก็คงจะต้องยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเดิมแน่ 

ฆ่าพี่ชายจับตัวพี่สะใภ้ แย่งชิงเมียขุนนาง ขี้เกียจว่าราชการงานเมือง วันๆ เอาแต่กินเล่นสนุกสนาน นิสัยจองหองโหดเหี้ยม ตาบอดมัวเมา ชื่นชอบคนชั่ว หูเบาเชื่อคนใกล้ชิด ข่มเหงขุนนางน้ำดี ราชสำนักเต็มไปด้วยความเลวทราม ขุนนางต้องช่วยเหลือกันเอง การโกงกินทุจริตได้ทำลายฐานรากของตงชิ่ง คดีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมมีอยู่มากมาย จักรพรรดิเช่นนี้ ไม่นานตงชิ่งก็คงถูกเล่นสนุกจนย่อยยับป่นปี้ 

ส่วนเรื่องสามชนเผ่าทางชายแดนตอนเหนือกับเจิ้นเป่ยโหว หรือมันจะคือฟางเส้นสุดท้ายที่วางบนหลังอูฐ[1]  

หากไม่เจรจา ตงชิ่งก็จะยังคงประคับประคองไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง รอจนพระโอรสเติบโตขึ้น ไม่แน่ว่าอาจจะได้จักรพรรดิที่เฉลียวฉลาดครองบัลลังก์ ช่วยตงชิ่งในราชวงศ์เซี่ยที่กำลังจะล่มสลาย แต่หากเจรจา เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเป็นการชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน จะเกิดอะไรขึ้นก็มิอาจรู้ได้แล้ว 

บ้านเมืองเริ่มจะสับสนวุ่นวาย ดังนั้น เขาจึงเชื่อในคำพูดของภิกษุเฉิน 

เจียงเผิงจีมองใบหน้าที่เจือไปด้วยรอยยิ้มของหลิ่วเสอด้วยตาที่เป็นประกาย คำพูดของอีกฝ่ายนั้นจริงจัง ไม่ได้มีแววของการพูดเล่นใดๆ อยู่เลย 

“คำพูดของท่านพ่อ ลูกจะจำให้ขึ้นใจ” เจียงเผิงจีแอบกลอกตา นี่หลิ่วเสอกำลังกระตุ้นให้กำลังใจ หรือกำลังตักเตือนเธออยู่กันแน่ 

ยุคโบราณกับยุคที่เธอเคยอยู่ก่อนหน้ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ไม่เพียงแต่ด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านสังคมและผู้คนอีกด้วย คำพูดของหลิ่วเสอสำหรับเธอแล้วนับว่าเป็นประโยชน์ ส่วนเรื่องอื่น เธอคงต้องขอเวลาและพื้นที่สำหรับทำความเข้าใจอย่างละเอียดอีกสักหน่อย 

 

 

[1] ฟางเส้นสุดท้ายที่วางบนหลังอูฐ หมายถึง เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดที่วิกฤตที่สุดแล้ว มันก็จะระเบิดออกและสิ้นสุดลง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว