facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 48 นอนกับขุนนางแม่ทัพ

ชื่อตอน : ตอนที่ 48 นอนกับขุนนางแม่ทัพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 702

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 16:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 48 นอนกับขุนนางแม่ทัพ
แบบอักษร

  

เอาล่ะ ปัญหาแบบนี้ยืดเยื้อพัวพันกันต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา 

เจียงเผิงจีจับคาง มองตรงไปยังภิกษุชรา รอเขาเอ่ยปาก 

“โยมน้อย นี่เป็นความต้องการของมารดาเจ้า” ภิกษุชรานับลูกประคำพลางกล่าว “ปีนั้นมารดาของเจ้าเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของบุตรชายทั้งสอง และเคยขอร้องอาตมาให้ไปช่วยดูโหวงเฮ้งของบุตรนาง ไม่มีผู้ใดที่มีดวงจักรพรรดิเลย แต่มารดาของเจ้ายืนยันหนักแน่นว่า บุตรสาวของหลิ่วเสอจะได้เป็นจักรพรรดิอย่างแน่นอน” 

เจียงเผิงจีหลับตา...แน่วแน่ขนาดนี้...เห็นได้ชัดเลยว่าท่านแม่คือผู้หญิงที่ข้ามมิติเวลามา และรู้เกี่ยวกับประวัติศาตร์ 

“อาตมามีความสามารถไม่มากพอ จึงได้เชิญสหายผู้หนึ่งให้มาช่วยเหลือ ในที่สุดก็คำนวณออกมาได้ว่า หลิ่วเสอมีชะตาแห่งบิดาจักรพรรดิจริง แต่สตรีที่มีชะตาจักรพรรดิผู้นั้นยังไม่ปรากฎตัวออกมา ก่อนวาระสุดท้ายของมารดาเจ้า ราวกับนางคิดอะไรได้ เพื่อปกป้องโยมน้อย จึงขอให้อาตมาช่วยเหลือเรื่องหนึ่ง” 

ภิกษุชรายิ้มพลางกล่าวว่า “มารดาของโยมน้อยมิได้สนใจถึงอันตราย ว่าอาจจะถูกจับไปเผาเพราะถูกเข้าใจผิดว่านางเป็นปีศาจ นางบอกเล่าความเป็นมาทั้งหมดของนางให้บิดาของเจ้ารู้ และยังพูดอย่างชัดเจนด้วยว่า นางมีสองวิญญาณในร่างเดียวตั้งแต่เด็ก วิญญาณหนึ่งในนั้นชะตาถึงฆาตจึงตายจากไป โยมน้อยในฐานะที่เป็นบุตรสาวของนาง จึงน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด” 

เจียงเผิงจีมือสั่น จนน้ำชาในถ้วยกระเด็นหกออกมาเล็กน้อย “สองวิญญาณในร่างเดียว?” 

หรืออาจพูดได้ว่า จี้ฮูหยินกับหลิ่วเสอเข้าใจผิด คิดว่าหลิ่วหลานถิงตัวจริงคือวิญญาณที่ตายเพราะถึงฆาตดวงนั้น? 

“ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เจ้ากับบิดาของเจ้าจะต้องเกิดความหมางใจกันอย่างแน่นอน และในท้ายที่สุดก็จะเกลียดชังกันและกัน ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้” ภิกษุชรายังคงรักษารอยยิ้มที่ดูเป็นมิตรเอาไว้ “ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเจ้าก็ยอมรับว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของนางมาตั้งแต่แรก ไม่ต้องสงสัยเลยในจุดนี้”  

“แต่เพราะเหตุใด นางถึงแน่ใจนักว่าจะตายตอนอายุสิบสอง?” 

จุดนี้ เจียงเผิงจีมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เพียงแค่ต้องการการยืนยันเท่านั้น 

“มารดาของเจ้าเพิ่งจะให้กำเนิดเจ้ากับพี่ชาย และเห็นว่าเด็กทั้งสองเป็นปกติและดูเฉลียวฉลาด จึงแอบถามอาตมาว่าหนึ่งในนั้นที่เป็นทารกหญิงถูกบางอย่างสิงร่างอยู่ใช่หรือไม่ นางพูดอย่างชัดเจน ว่าชะตาชีวิตของทารกหญิง เดิมทีสมองจะลืมเลือนไร้วิญญาณ จนถึงอายุสิบสองปีจะเกิดความตระหนักรู้...” 

เจียงเผิงจีสองมือกอดอก ในใจพลางคิดถึงเบาะแสต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาไม่หยุด 

เมื่อดูจากข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ ท่านแม่คือผู้หญิงที่ข้ามมิติเวลามาและรู้เกี่ยวกับประวัติศาตร์จริงๆ หรือบางที อาจเพราะจักรพรรดินีคนนี้ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงในประวัติศาตร์ อีกอย่างในหนังสือประวัติศาตร์มีบางอย่างที่พูดถึงประมาณว่า “ถ้าตอนเด็กไม่รู้จักรั่วมู่[1] ก็จะไม่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์” ด้วยใช่ไหม 

อาจจะยังมีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องจักรพรรดินีที่ไม่ลงรอย หรือทะเลาะหมางใจกันกับบิดาเหลืออยู่? 

แต่เวลามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อน 

ท่านแม่มีความทรงจำของอนาคต ทุกการกระทำของตัวเองจะส่งผลถึงสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” 

ตามที่ภิกษุชราบอก ถึงแม้ท่านแม่จะรู้ “ประวัติศาสตร์” แต่ก็ถูก “ประวัติศาสตร์” จำกัดไว้เช่นกัน ไม่สามารถมีชีวิตได้อย่างใจปรารถนา 

“ชะตาชีวิต สิ่งนี้มันคำนวณได้ที่ไหนกันเล่า ถ้าอนาคตต้องมีการแก่งแย่งเพื่ออำนาจจริง นั่นก็แปลว่ามันคือสิ่งที่ข้าอยากจะทำ และหากชะตาชีวิตกำหนดให้ทำเช่นนั้น ข้าก็จะทำเช่นนั้น สิ่งที่เรียกว่าอนาคต เป็นเพียงแค่หนึ่งในความเป็นไปได้จากสิ่งนับร้อยแปดพันอย่าง มันไม่ได้มีแค่เพียงสิ่งเดียว” 

ที่ผ่านมามีแต่ใช้กระบวนการตัดสินผลลัพธ์ มีที่ไหน ที่ใช้ผลลัพธ์ตัดสินกระบวนการ 

เจียงเผิงจีส่ายหน้าแบบไม่สนใจ พลางเอ่ย “น่าเบื่อ แต่ว่าก็ต้องขอบคุณไต้ซือที่ช่วยเหลือข้า” 

สองวิญญาณในร่างเดียว เหตุผลนี้ไร้สาระมาก แต่สำหรับคนโบราณกลับเป็นเหตุผลที่ค่อนข้างจะยอมรับได้ง่าย และตัดความยุ่งยากไปได้ไม่น้อย 

“อาตมามิอาจรับคำขอบคุณของโยมน้อยได้” ภิกษุชราส่ายศีรษะ “โยมน้อยละเอียดลึกซึ้งนัก ชะตาชีวิตเป็นสิ่งที่ลึกลับยากจะเข้าใจ ไม่ใช่สิ่งคงทนถาวร บางทีอาจเป็นเพราะโยมน้อยรู้เรื่องพวกนี้ และเพราะความคิดชั่ววูบอาจทำให้เสียตำแหน่งจักรพรรดิในอนาคตไป” 

เจียงเผิงจีหัวเราะเยาะเย้ย และกล่าวอย่างดื้อรั้น “หากข้าในอนาคตอยากจะได้มัน เช่นนั้นมันก็จะเป็นของข้าแต่ผู้เดียว ใครแย่งข้า ข้าก็จะฆ่ามันเสีย” 

เพราะคำประกาศอย่างมั่นหน้าร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม หน้าจอไลฟ์จึงมีคนกดส่งรางวัลให้ไม่หยุด 

[หนงฟูซานฉวนโหยวเตี่ยนสวน]: ฮ่าๆๆ ฉันล่ะชอบท่าทางจูนิเบียว[2]ระยะสุดท้ายแต่ไม่ยอมไปรักษาของโฮสต์จริงๆ ฮ่าๆๆ 

[หนี่เตอลี่ต๋า]: ใช่เลย ผู้ป่วยจูนิเบียวระยะสุดท้ายแต่ไม่ยอมไปรักษา แต่ดูเฟียสอย่างบอกไม่ถูกแฮะ (*/ω╲*) 

[เข่อเล่อเล่ออี๋เล่อ]: สู้มัน! แต่ฉันหวังจะดูแคสสิโอเปียเวอร์ชั่นสงครามวังหลังมากกว่าอะ กำจัดหวงตี้แล้วกลายมาเป็นหวงตี้เสียเอง ได้นอนกับผู้ชาย และยังสามารถนอนกับเมียของผู้ชายได้ด้วย คนโบราณนี่ช่างดีเกิ๊น 

แม้ซับกระสุนจะเต็มหน้าจอแล้ว แต่ก็ยังคงมีเหล่าสายดาร์ก 18+ ที่ยังอยากจะพิมพ์เบียดส่งเข้ามาอยู่ 

[โอวหวงซ่ายเกา]: นอนกับหวงตี้จะมีอะไรดี แย่งชิงตบตีกันในวัง เลี้ยงหมาสักตัวยังจะดีเสียกว่า แตงกวาสาธารณะใช้กันจนน่าขยะแขยง 

[ซุ่ยเปี้ยนซานกั๋วหนานเสิน]: แย่งชิงกันแล้วก็ได้ขึ้นเป็นหวงโฮ่ว ไม่มีความท้าทายเอาเสียเลย เฟยคนไหนจะทนฝ่ามือของโฮสต์ได้ สู้แย่งอำนาจมาแล้วหลับนอนกับขุนนางแม่ทัพยังจะดีเสียกว่า ประวัติศาสตร์ในยุคหลังจะได้มีบันทึกเรื่องอื้อฉาวเอาไว้สักตอนสองตอน (*/ω╲*) 

[เหยียนหลิงซือ]: ฮ่าๆๆ นอนกับขุนนางแม่ทัพ +1  

[ซ่างเลอน่าจือจี]: นอนกับขุนนางแม่ทัพ +2 

เจียงเผิงจีมองดูคำว่านอนกับขุนนางแม่ทัพที่ถูกพิมพ์ส่งกันมาซ้ำๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยิ้มอ่อน จากนั้นก็พูดล้อเลียนกับผู้ชมอย่างอารมณ์ดีว่า 

[โฮสต์ V]: เฮ้อ ถ้านอนก็จะนอนกับเมียของขุนนางแม่ทัพ โฮสต์ชอบสาวๆ มากที่สุด 

[ซุ่ยเปี้ยนซานกั๋วหนานเสิน]: เฮ้อ หวงโฮ่วแบบนี้ไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวก็ตุย 

[เหยียนหลิงซือ]: เฮ้อ หวงโฮ่วแบบนี้ไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวก็ตุย +1 

....... 

เจียงเผิงจีเกือบหัวเราะก๊ากออกมา ล้อเล่นเองน่า เธอชอบสาวๆ ก็จริงอยู่ แต่สถานะทางเพศยังคงเป็นปกติ 

เจียงเผิงจีออกมาจากห้องปฏิบัติธรรมอย่างอารมณ์ดี เธอมุ่งหน้าไปยังโถงใหญ่ของวิหาร แล้วก็เห็นว่าหลิ่วเสอกำลังคุกเข่าอธิษฐานอยู่บนเบาะด้วยใจศรัทธา 

เธอมองป้ายวิญญาณที่ตั้งอยู่ นอกจากกู๋หมิ่นกับบุตรชายทั้งสองที่จากไปก่อนวัยอันควรแล้ว ข้างๆ ยังมีป้ายวิญญาณที่ดูใหม่เอี่ยมแต่ว่างเปล่าตั้งอยู่ 

เจียงเผิงจีใจเต้น เธอรู้แล้วว่าป้ายวิญญาณนี้ตั้งไว้สำหรับใคร และก็รู้ด้วยว่าทำไมถึงไม่ยอมเขียนชื่อ เกรงว่าจะเป็นการไปสาปแช่งผู้นั้นสินะ? 

ถึงแม้เธอจะไม่เชื่อในเทพเจ้า แต่เชื่อหรือไม่เชื่อนั้นมันคนละเรื่อง และเจตนาก็เป็นอีกเรื่อง 

เธอจุดธูป แล้วเดินเข้าไปทำความเคารพ 

เจียงเผิงจีลองเอ่ยถาม “ถ้าไม่อย่างนั้น ให้ข้าเปลี่ยนชื่อไหม” 

ป้ายวิญญาณอันว่างเปล่า คาดว่าหลิ่วเสอมองดูก็คงจะทุกข์ใจเช่นกัน 

“เอาสิ ตั้งชื่อใหม่แล้วกัน” หลิ่วเสอถอนหายใจพลางเอาธูปในมือปักลงกระถาง สายตาที่สับสนเริ่มมองอย่างโหยหาอีกครั้ง “ปีนั้นคิดว่าจะยังมีลูกกับอาหมิ่นได้อีกสักหลายคน เลยเตรียมตั้งชื่อไว้ล่วงหน้านานหลายปี ตั้งไว้สิบกว่าชื่อ มีทั้งชายและหญิง” 

แต่น่าเสียดาย ที่ท้ายที่สุดแล้วได้ใช้จริงเพียงแค่สองชื่อเท่านั้น และความจริงแล้ว ฝาแฝดชายหญิงคู่นั้นก็ต้องใช้ชื่อเดียวกันด้วย 

“ที่จริง ข้ารู้สึกสงสัยมาโดยตลอด เหตุใดท่านพ่อต้องให้ข้าสวมรอยเป็นท่านพี่ด้วยขอรับ” 

หากเป็นละครน้ำเน่า ไท่โฮ่วเพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองเอาไว้ ก็จะปลอมตัวเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นเช่นนี้เธอเข้าใจได้ 

แต่พอดูสถานการณ์ของจวนตระกูลหลิ่วแล้ว ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนี้เลย ดูเหมือนว่ามีเจ้านายในจวนตระกูลหลิ่วอยู่หลายคนที่รู้ว่าเธอคือผู้หญิง 

หลิ่วเสอถามอย่างแปลกใจ “เจ้าลูกสาวคนนี้ จะมีอะไรดีไปกว่าการมีลูกชายที่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเล่า แม่ของเจ้าตั้งแต่เด็กก็ต้องเรียนรู้เรื่องกฎระเบียบประเพณีต่างๆ มีครั้งใดบ้างที่ไม่ทุกข์ทรมานการที่ให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างอิสระเสรีมีความสุขแทนที่พี่ชายเจ้าได้ ย่อมสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด” 

หาก “หลิ่วซี” ไม่ใช่ “ลูกชายคนรอง” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีทางที่จะมีชีวิตจนถึงทุกวันนี้หรอก 

หลิ่วเสอทอดถอนใจ ฉายแววแห่งความหมองเศร้าออกมาเล็กน้อย 

ส่วนเรื่องลูกหลาน รอเมื่อนางโตขึ้นแล้ว มันมีวิธีมากมายที่จะใช้ในการอำพรางตัวตน 

อนาคตของตระกูลไม่จำเป็นต้องให้นางมาดูแล ถึงแม้นางจะใช้ชีวิตอย่างอิสระหนีห่างจากโลก ทรัพย์สินที่เขากับกู๋หมิ่นเก็บหอมรอมริบไว้ในช่วงครึ่งแรกของชีวิตนั้น ก็มีพอที่จะให้นางจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบาย 

สมกับเป็นสามีที่ได้รับการปรับเปลี่ยนอบรมมานานหลายสิบปี ด้วยฝีมือของท่านแม่จริงๆ ความคิดแบบนี้ล้ำหน้ามาก และความสามารถในการยอมรับก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน 

 

 

[1] รั่วมู่ หรือสวีรั่วมู่ (徐若木) จักรพรรดิแคว้นสวีในยุคต้นราชวงศ์เซี่ย และเป็นผู้ก่อตั้งแคว้นสวี ไม่ทราบปีเกิดและปีตาย 

[2] จูนิเบียว มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่า “โรคป่วยม.2” แต่อาการของโรคนี้ไม่นับเป็นการเจ็บป่วยทางการแพทย์ เป็นคำที่ไว้ใช้เรียกคนที่มีพฤติกรรมดังสามกลุ่มนี้ ได้แก่ 1.คนที่ชอบอวดรู้ ทำตัวเหนือกว่าผู้อื่น และต่อต้านสังคม 2.คนที่ชอบทำตัวอินดี้เพื่อให้ตัวเองดูโดดเด่น 3.พวกที่คิดว่าตัวเองมีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว