facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 47 ภิกษุอินดี้

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 ภิกษุอินดี้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 629

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 16:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 ภิกษุอินดี้
แบบอักษร

  

บ้าอะไรเนี่ย 

เจียงเผิงจีฟังอย่างสับสนมึนงง คนยุคโบราณมันไม่คุยเหตุคุยผลกันขนาดนี้เลยหรือ พอเจอหน้าก็พูดจาให้ชวนน่าสงสัยแบบนี้เลย? 

แน่นอนว่า จากห้องไลฟ์ที่เงียบสงบ ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นอึกทึกวุ่นวายขึ้นมา ผู้ชมที่ติดตามสถานการณ์อยู่จำนวนไม่น้อยต่างก็แสดงความคิดเห็นกันว่า คำพูดนั้นจะต้องมีเรื่องราวอะไรมากมายแฝงอยู่แน่นอน 

[ชิงหมิงหว่อหนานเสิน]: เดี๋ยว...เมื่อครู่ภิกษุชราคนนั้นกำลังบอกใบ้ว่าโฮสต์มีชะตาจักรพรรดิเหรอ 

[เสว่ปี้ซินเฟยหยาง]: วันนี้เปิดห้องไลฟ์มา ดูท่าทางผิดปกตินะ...นี่ไม่ใช่ห้องไลฟ์สงครามวังหลวงหรอกเหรอ 

[หนี่เตอลี่ต๋า]: แม่เจ้า ตอนจบของสงครามวังหลวงคือต้องสู้จนหวงตี้ตาย ตัวโฮสต์คือฮั่นอู่ตี้[1]? เจินหวนจ้วน[2]เวอร์ชั่นฮั่นอู่ตี้เหรอ 

[หนงฟูซานฉวนโหยวเตี่ยนสวน]: ไร้สาระ โฮสต์จะไปทำสงครามวังหลวง แล้วนี่คือสงครามวังหลวงเหรอ เป็นแคสสิโอเปีย[3]เวอร์ชั่นสงครามวังหลวงน่ะสิไม่ว่า 

เจียงเผิงจีหัวตากระตุก เจินหวนจ้วนเวอร์ชั่นฮั่นอู่ตี้บ้าบออะไร แคสสิโอเปียน่ะรู้จัก แต่เวอร์ชั่นสงครามวังหลวงหมายความว่ายังไงกัน 

ในตอนนี้เอง มีเทวดาตัวน้อยที่ดูไลฟ์อยู่ ได้ทำการสาธิตให้ชมสดๆ ว่าอะไรคือแคสสิโอเปียเวอร์ชั่นสงครามวังหลวง 

[เข่อเล่อเล่ออี๋เล่อ]: ยินดีด้วยโฮสต์กินสาวงาม XX เข้าไปแล้ว เลเวลอัพ+1 ยินดีด้วยโฮสต์กินเกสท์ (แขก) X เข้าไปแล้ว เลเวลอัพ+2 ยินดีด้วยโฮสต์กินเฟย X เข้าไปแล้ว เลเวลอัพ+3 ยินดีด้วยโฮสต์กิน XX กุ้ยเฟย XX หวงกุ้ยเฟย หวงโฮ่ว XX เข้าไปแล้ว เลเวลอัพ+... 

เจียงเผิงจี: “...” 

หลิ่วเสอไม่รู้ว่าเจียงเผิงจีกำลังใจลอย ใบหน้าที่งดงามนั้นเจือไปด้วยความโกรธที่ปิดซ่อนเอาไว้ไม่มิด “ไต้ซือเหลี่ยวเฉิน ท่านเคยกล่าวว่า...” 

ไต้ซือเหลี่ยวเฉินพนมมือ แล้วพึมพำสาธุอยู่ไม่ขาดปาก “วันนี้กับวันนั้นไม่เหมือนกัน ต่างเวลาต่างเหตุการณ์ โยมน้อยมิใช่คนธรรมดา แต่มันเป็นประโยชน์ต่อนาง เลี่ยงจากการหลงผิดในภายหลัง โยมหลิ่วรักและเป็นห่วงบุตรสาว ย่อมทนไม่ได้ที่จะเห็นชีวิตนางตกต่ำ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติเถอะ” 

เจียงเผิงจีหยุดสีหน้าสงสัย ไม่สนใจจะยกมือไหว้ใดๆ เธอขัดจังหวะเกมทายปัญหาเชาวน์ที่ตอบโต้ไปมาระหว่างคนทั้งสอง 

“มิทราบว่า ท่านพ่อกับเหลี่ยวเฉินไต้ซือสามารถคลายข้อสงสัยให้ข้าได้หรือไม่ อะไรคือชะตาจักรพรรดิ หมายความว่า...อย่างนั้นหรือ” 

หลิ่วเส่อพยักหน้าเรียบเฉย เหลี่ยวเฉินไต้ซือก็ยิ้มให้อย่างเมตตา คำพูดเดียวสามารถแทงทะลุภาพลวงตาจอมปลอมที่เจียงเผิงจีห่อหุ้มเอาไว้ได้ 

“ภายในจิตใจของโยมน้อยมีความหยิ่งทระนง อารมณ์รุนแรง และมีปณิธานที่สูงส่ง จะยินดีและเต็มใจอยู่ใต้บังคับของผู้อื่นได้อย่างไร”  

ภายใต้สายตาที่จ้องราวกับจะพูดว่า “ท่านยังจะพูดจาไร้สาระอยู่อีก” ไต้ซือยังคงค่อยๆ นับลูกประคำ พร้อมกล่าวด้วยจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว “โยมน้อยว่าใช่หรือไม่ใช่” 

เจียงเผิงจีพูดไม่ออก นี่มันพระปกติธรรมดาที่ไหนกัน 

พระรูปอื่นเขามีแต่พูดให้คนปล่อยวาง วางดาบเพื่อบรรลุธรรม 

แต่เขากลับดูเหมือนจะยิ่งพูดให้เธอกล้าที่จะหยิบมีดขึ้นมาแทนเสียมากกว่า 

หากบอกว่าหลิ่วเสอคือหัวหน้าศักดินาที่ทันสมัย อย่างนั้นภิกษุรูปนี้ก็คือพุทธนอกกระแสแล้ว...คนโบราณนี่มันยากจะสื่อสารด้วยจริงๆ 

ขณะที่เจียงเผิงจีกำลังจะเอ่ยตอบ อยู่ๆ ภิกษุรูปนี้ก็พูดกับหลิ่วเสอว่า “อาตมามีบางอย่างอยากจะพูดกับโยมน้อย ขอเชิญโยมหลิ่วปลีกตัวออกไปสักครู่ เพราะเกรงว่าคำพูดเหล่านี้ถ้าท่านได้ยินคงไม่เหมาะ ป้ายวิญญาณของฮูหยินกับคุณชายน้อยทั้งสองตั้งอยู่ที่โถงด้านข้าง...” 

หลิ่วเสอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ลุกขึ้นด้วยใบหน้าเย็นชา ก่อนเดินออกไปก็เอามือลูบไปที่ศีรษะของเจียงเผิงจี ราวกับเป็นการปลอบใจ 

เมื่อแน่ใจว่าหลิ่วเสอเดินห่างออกไปแล้ว และรอบๆ ไม่มีบุคคลอื่น ในที่สุดเจียงเผิงจีก็ขมวดคิ้วอย่างปราศจากความอดทน 

บนใบหน้าของภิกษุชราปรากฏรอยยิ้มอันอบอุ่นขึ้น “ราวๆ ยี่สิบเก้าปีก่อน อาตมาเคยพบกับมารดาของโยม นางยังตัวเล็กเพียงเท่านี้...” 

เจียงเผิงจียิ่งรู้สึกอยากรู้เกี่ยวกับแม่ของตัวเองมากขึ้น อดไม่ได้ที่เอ่ยถามออกไป “ท่านเคยพบท่านแม่ข้า?” 

“ถูกต้อง ตอนนั้นนางต้องการทำป้ายวิญญาณให้กับเด็กหญิงคนหนึ่ง ชื่อของนางคือกู๋หมิ่น” 

เจียงเผิงจีเกือบจะบีบถ้วยชาที่ภิกษุชราส่งให้จนแตก เป็นเพราะชื่อของมารดาผู้ให้กำเนิดหลิ่วหลานถิง ก็คือกู๋หมิ่น 

“อาจเป็นเพราะไต้ซือตาฝ้าฟาง จำชื่อผิดคนแล้วกระมังขอรับ จะมีเด็กน้อยคนไหนมาขอตั้งป้ายวิญญาณของตัวเองกัน” 

เธอกล่าวอย่างระงับอารมณ์ เจียงเผิงจีแอบสังเกตสีหน้าและแววตาของภิกษุชรา เขาไม่มีแววแห่งความผิดปกติออกมาให้เห็นเลย 

“โยมผู้นั้นมิใช่คนธรรมดา ในบางคราววิญญาณก็จะออกจากร่าง บนร่างกายเต็มไปด้วยพลังดำมืดปกคลุม” ราวกับภิกษุชรากำลังพูดด้วยน้ำเสียงที่หวนนึกถึงอดีต “และเด็กผู้หญิงคนนั้นก็จากไปก่อนวัยอันควรในช่วงต้นเดือนมิถุนายน จากไปอย่างสงบ แต่ในตอนนั้นกลับยังมีชีวิตอยู่” 

สักพักเจียงเผิงจีก็รู้สึกได้ถึงความเย็นชื้นที่บอกไม่ถูกที่อยู่ภายในห้องปฏิบัติธรรม แน่นอนแล้วว่าภิกษุรูปนี้มองเห็นสิ่งที่อยู่ในตัวเธอ 

ภิกษุชราบ่นออกมา “นางได้ยินว่าอาตมาพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง จึงเดินขึ้นเขาหนึ่งก้าวคำนับหนึ่งก้าวเพื่อมาขอร้องอาตมา หวังจะพบเจอกับพลังชีวิต เดิมทีอาตมาไม่ควรช่วย แต่คิดไม่ถึงว่าการสลับวิญญาณจะเป็นเรื่องที่ทำร้ายพลังหยิน แต่ทว่าชีวิตของนางมีชะตาแห่งโชคอยู่ และนางก็วิงวอนขอร้องอย่างจริงใจ...” 

เจียงเผิงจีเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างแน่วแน่ว่า “ว่ากันว่าพระไม่พูดโกหก แล้วท่านโกหกข้าทำไมกัน” 

ภิกษุชราสีหน้าสงบนิ่ง ประสานสายตากับเจียงเผิงจีอยู่นาน แล้วอยู่ๆ ก็ทอดถอนใจออกมา “โยมน้อยทำอาตมาลำบากใจแล้ว” 

“เชอะ ข้าก็แค่ไม่เชื่อว่าจะมีเรื่องดีอะไรถึงเพียงนี้ มีอย่างที่ไหนที่จะต่อชีวิตกันง่ายๆ หากเป็นเช่นนี้ พวกหวงตี้ที่กลัวตายที่คอยอ้อนวอนเทวดา ก็คงเป็นอมตะกันไปหมดแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านแค่ทำเป็นมีน้ำใจไหลไปตามน้ำมากกว่า” 

เจียงเผิงจียิ้มจนเผยให้เห็นฟันขาวทั้งปาก “บางทีเด็กผู้หญิงคนนั้นอาจจะยังไม่ถึงที่ตาย แต่เพราะสาเหตุบางอย่างทำให้เธอต้องตาย การที่แม่ของข้าวิญญาณไปเข้าร่างของนาง มันเป็นเรื่องที่ชะตาฟ้าลิขิตไว้แล้วแต่แรก ท่านก็แค่ทำเป็นไหลไปตามน้ำแสดงความมีน้ำใจ ช่วยนางขจัดพลังดำมืดนั่น” 

เดิมทีคิดว่าภิกษุชราจะอับอายจนโมโห แต่ที่ไหนได้ กลับพยักหน้ายอมรับอย่างหน้าไม่อายเสียนี่ 

“โยมน้อยฉลาดอย่างที่คิด ทุกอย่างล้วนมีเหตุผล ชีวิตเราถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นสมควรจะตาย มารดาของเจ้าก็สมควรจะมีตัวตน เช่นเดียวกับโยมน้อยที่สมควรจะกลายเป็นหลิ่วหลานถิง” เมื่อพูดจบ ภิกษุชราก็เริ่มนับลูกประคำและท่องบทสวดไม่หยุด 

ในตอนนี้เอง ระบบที่เงียบไปนานก็เอ่ยกระซิบขึ้นมาว่า “รู้สึกว่าพระแก่รูปนี้จะเอาแต่พูดเหลวไหลนะครับ” 

เจียงเผิงจีกล่าวอย่างแฝงความหมายลึกซึ้ง “บางทีอาจจะไม่ได้พูดเหลวไหล แต่อาจจะต้องการยืมเรื่องนี้เพื่อส่งข่าวที่สำคัญอะไรบางอย่างกับฉันอยู่” 

ระบบ: “ข่าวอะไรครับ” 

“ไม่รู้สิ สมองของคนยุคโบราณมันคดเคี้ยวเกินไป ฉันไม่เคยอยู่โลกนี้เสียด้วย เลยไม่เข้าใจ” ไม่รู้ว่าเจียงเผิงจีแค่ทำทีต่อว่าหรือบ่นอย่างจริงจัง 

ระบบ: “...งั้นคุณจะทำเป็นพูดขึ้นมาทำไมเล่า” 

เจียงเผิงจีถูคิ้วไปมา พลางถามออกไปลอยๆ “ข้าไม่อยากรู้เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ข้าแค่อยากรู้ว่าทำไมท่านกับแม่ข้าถึงร่วมมือกันหลอกพ่อข้ากับแม่เลี้ยง พวกเขาต่างรู้ดีว่าร่างข้ายังเป็นร่างร่างนั้นแต่สลับวิญญาณกัน ถ้ายึดตามความคิดของยุคนี้ ไม่ใช่ว่า คิดว่าข้าเป็นปีศาจแล้วลากออกไปสับเป็นชิ้นๆ แล้วเผาหรอกหรือ” 

คิดว่าเธอโง่หรือยังไง 

ไม่ว่าจี้ฮูหยินหรือท่านพ่อจะปิดบังความลับนี้เอาไว้ยังไง คิดว่าเธอไม่รู้หรือ 

เจียงเผิงจีกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “สิ่งที่ฉันรับช่วงต่อก็คือร่างนี้ของคนที่ตายไปแล้ว แล้วตอนที่ฉันฟื้นขึ้นมา หลิ่วหลานถิงก็ได้จากโลกนี้ไปแล้ว” 

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเจียงเผิงจีไม่ใช่หลิ่วหลานถิง แต่จี้ฮูหยินกับท่านพ่อก็ยังคงปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นลูกสาว ทำให้เธอโกรธอย่างบอกไม่ถูก ในตอนแรกก็คิดว่าทั้งสองคนนั้นหลอกตัวเอง แต่เมื่อได้พบกับภิกษุรูปนี้แล้ว ก็ทำให้เธอเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าต้นตอมันอยู่ที่นี่เอง! 

“นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก โยมน้อยคือหลิ่วหลานถิงอย่างแน่นอน สมควรเป็นหลิ่วหลานถิง ภิกษุมิอาจกล่าวโกหก” 

เจียงเผิงจีเปิดโปงอย่างไม่เกรงใจ “ท่านเพิ่งจะโกหกข้าไปครั้งหนึ่ง!” 

เหลี่ยวเฉินไต้ซือ “...” 

 

 

[1] ฮั่นอู่ตี้ (汉武帝) จักรพรรดิฮั่นอู่ จักรพรรดิองค์ที่เจ็ดแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน 

[2] เจินหวนจ้วน (甄嬛传) ละครโทรทัศน์จีนแผ่นดินใหญ่ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับจักรพรรดินีเสี้ยวเซิ่งเซี่ยน (孝圣宪皇后) พระมเหสีในจักรพรรดิยงเจิ้ง และเป็นพระราชมารดาในจักรพรรดิเฉียนหลง ราชวงศ์ชิง 

[3] แคสสิโอเปีย ชื่อตัวละครอมนุษย์ในร่างอสรพิษ จากเกม League of Legends (LOL) 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว