facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 42 หลิ่วเสอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 หลิ่วเสอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 621

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 16:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 หลิ่วเสอ
แบบอักษร

  

เฟิงจิ่นรู้สึกว่าสถานการณ์นี้น่าสนใจอย่างมาก แต่เมื่อข่าวตกมาถึงหูของเจียงเผิงจี เธอกลับได้ยินข่าวอย่างอื่น 

มารดาของหลิ่วหลานถิง ผู้มีที่มาที่ไปน่ากลัวผู้นั้นน่าสนใจกว่าที่เธอคิดนิดหน่อย 

ไม่เพียงแต่เจียงเผิงจีที่คิดเช่นนี้ ซับกระสุนของผู้ชมจำนวนไม่น้อยเองก็คาดเดากันไปต่างๆ นาทายว่าเนื้อหาอลังการยิ่งกว่านั้นเยอะ 

[ต้าจวงจู่ฟูเหริน]: โฮสต์ คุณว่าแม่ของคุณจะเป็นผู้หญิงข้ามยุคหรือป่าวนะ รู้จักประวัติศาสตร์ แล้วก็รู้ว่าท่านยวนจิ้งจะมีชื่อเสียงในอนาคต ดังนั้นเลยลงทุนเสียก่อน เพิ่มดอกไม้บนไหมงาม[1]ไหนเลยจะดีกว่าส่งถ่านให้กลางหิมะ[2]กัน 

[อู๋ฝ่าอู๋เทียน]: รู้สึกเหมือนลางสังหรณ์นี้แม่นมาก หากเปลี่ยนเป็นคำพูดของฉัน แน่นอนว่าต้องเค้นท่านยวนจิ้งตรงๆ… 

[ไป๋รื่อจั้วเมิ่ง]: อย่าเพิ่งใส่ร้ายได้หรือป่าว เมื่อกี้ฟังการแนะนำตัวแล้ว ท่านยวนจิ้งเพิ่งยี่สิบกว่าๆ เองนะ แม่ของโฮสต์เพิ่งจะหกเจ็ดขวบเอง 

[สือถางต่าฟ่านอาอี๋]: ฮ่าๆๆ ไม่รู้สึกว่าโลลิต้ากับลุงรวมกันแล้วน่ารักมากเลยเหรอ 

เจียงเผิงจีกวาดสายตา ในใจอดไม่ได้ที่จะเห็นใจหลิ่วเสอและมารดาของหลิ่วหลานถิง 

เฟิงจิ่นหันมาและถามเจียงเผิงจีว่า “ไม่ทราบว่าหลานถิงคิดเช่นไร” 

เธอปฎิเสธอย่างอ้อมค้อม “เรื่องนี้รอท่านพ่อกลับมา แล้วค่อยคุยกับท่านอีกรอบ ตอนนี้ข้าไม่อาจตัดสินใจได้” 

เมื่อนางพูดเช่นนี้ เฟิงจิ่นเองก็ไม่บังคับ ตัวเขาเองเพียงแค่แนะนำเท่านั้น อีกฝ่ายจะยินยอมไปหรือไม่ก็ไม่ใช่เขาที่สั่งได้ 

[ฉานสื่อกวน]: โฮสต์ คุณจะไปหรือเปล่า 

เจียงเผิงจีย่นคิ้วแล้วจิบชา รสชาติที่ยากจะพูดออกมาไหลลงไปตามลำคอ เธอค่อยผ่อนลมหายใจแล้ววางถ้วยชา  

[โฮสต์ V]: ไป แล้วทำไมจะไม่ไปละ? ชายแดนทางเหนือติดกับตงชิ่งเต็มไปด้วยอันตราย ตงชิ่งสงบสุขได้ไม่นาน ฉันเองก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ 

ผู้ชมเกือบทั้งหมดไม่รู้ว่าคำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร แต่เมื่อยึดเอานิสัยของเจียงเผิงจีแล้ว ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน 

ถนนหลวงในเมืองเหอเจียน มีรถม้าธรรมดาคันหนึ่งขับเข้ามาอย่างรวดเร็ว 

“นายท่าน ผ่านถนนหลวงนี้ก็ถึงในเมืองเหอเจียนแล้ว หากยึดความเร็วนี้ อีกสองชั่วยามก็สามารถถึงจวนได้ขอรับ” 

ภายในรถม้า ชายหนุ่มแต่งตัวเรียบง่าย ฟังแล้วอดไม่ได้ที่เปิดหน้าต่างรถม้าขึ้น ลมเย็นพัดผ่านเส้นผม 

นัยน์ตาคู่นี้ดั่งดวงดาวเปล่งประกาย คิ้วเข้มดั่งดาบ รูปร่างหล่อเหลาน่าเกรงขาม เพียงแต่ใบหน้าซีดกว่าปกติ แก้มสองข้างแดงฝาด ใต้ตาหมองคล้ำ สวมชุดสีฟ้าบนร่างกายทำให้ยิ่งดูซูบผอม ราวกับว่าลมจะสามารถพัดพาคนให้ปลิวไปได้ 

มือของเขาถือจดหมายด่วนอยู่หนึ่งแผ่น นิ้วทั้งสองใช้แรงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ทั้งขาวอมม่วง เห็นถึงความกังวลใจของเจ้าของ 

เมื่อวานได้รับจดหมายด่วนจากจวน เมื่อเขาเปิดอ่านดูตกใจจนแทบหายใจไม่ออกเกือบจะสลบไป 

หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว จึงรีบให้คนติดตามคุ้มกันรีบเก็บของส่วนใหญ่และเดินทางออกมาทันที เขาแต่งตัวเรียบง่าย พาพ่อบ้านเดินทางมาทางถนนหลวง เร่งรีบตลอดทาง ผู้แข็งแกร่งนั้นย่นระยะเวลาเดินทางจากห้าวันเหลือแค่หนึ่งวันหนึ่งคืน 

“ไม่รู้ว่าหลานถิงตอนนี้จะปลอดภัยหรือไม่…หากนางเป็นอะไรขึ้นมา ข้าจะมีหน้าไปบอกอาหมิ่นได้อย่างไรกัน…แค่กๆๆ…” 

หลิ่วเสอวางผ้าลง ใบหน้าแดงก่ำ แล้วก็ไอออกมาอีกครา 

พ่อบ้านผู้นี้เคยอยู่ข้างกายหลิ่วเสอสมัยวัยเรียน หลังจากนั้นก็ขึ้นไปรับตำแหน่งเป็นพ่อบ้าน เข้าใจเรื่องราวของหลิ่วเสอเป็นอย่างดี 

เขาปลอบเบาๆ “เอ้อร์หลางจวินมีสวรรค์คุ้มครอง หากพบอันตรายใดๆ สามารถเปลี่ยนจากเรื่องร้ายกลายเป็นดีได้” 

หลิ่วเสอเงียบไม่ตอบรับ ก้มศีรษะมองมือที่กำจดหมายจากจวนจนเป็นก้อน เมื่อเห็นข่าวคราวพลันตื่นตระหนก เหมือนเขามีความรู้สึกว่ากำลังเผชิญหน้ากับความตายอย่างหนึ่ง 

เขาไม่กล้าจินตนการเลยจริงๆ หากว่าหลานถิงไม่มีชีวิตแล้ว เขาอาจจะตามบุตรสาวไปก็เป็นได้ 

เร่งรีบมาตลอดทาง หลิวเสอพาร่างอันเหนื่อยล้ากลับ ‘บ้าน’ ที่เขาไม่ได้เหยียบมาหลายปี คนเฝ้าประตูยังคงเป็นชายชราคนเดิมและจำเขาได้ มิเช่นนั้นผู้เป็นนายตระกูลหลิ่วผู้นี้ก็คงเข้าประตูบ้านตนเองไม่ได้เช่นกัน คงถูกไล่ออกไปเหมือนขอทาน 

เมื่อหลิ่วเสอกลับมาถึง รีบไปห้องของจี้ฟูเหรินเป็นสิ่งแรก ภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นยาจนเขาขมวดคิ้ว 

เขาหยุดจี้ฟูเหรินที่พยายามลุกขึ้นมาทำความเคารพ “ร่างกายของเจ้าไม่ค่อยดี ไม่ต้องลุกขึ้นมา เอนกายพูดก็พอแล้ว” 

“พี่เขย ไม่ใช่ว่าอีกหลายวันท่านถึงจะกลับมิใช่หรือ” จี้ฟูเหรินไม่ได้ทำตาม กลับลุกขึ้นอย่างช้าๆ ร่างกายเอียงเอนบนพนักพิง หาท่าทางที่สบาย นางยังคงเรียกหลิ่วเสอเหมือนตอนที่สนิทสนมกัน “กลับมาเพื่อหลานถิง?” 

หลิ่วเสอกล่าว “เมื่อได้รับจดหมายจากจวนก็เร่งรีบกลับมา พวกโจรนั้นช่างใจกล้า…หลานถิงในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง…” 

จี้ฟูเหรินส่ายหน้า ใบหน้าป่วยขาวซีดเผยรอยยิ้มบางๆ 

นางพูดปลอบขวัญหลิ่วเสอ “ปกติพี่เขยมักจะรอบคอบมาก ทำไมเมื่อเป็นเรื่องหลานถิงถึงว้าวุ่นใจนักล่ะเจ้าคะ ท่านเดินทางกลับมา เห็นร่องรอยงานศพบ้างไหม ลูกหลานถิงไร้รอยขีดข่วน อาจารย์ของนางป่วยหนักและขอลา แต่การเรียนไม่อาจล่าช้าได้ เช้านี้จึงไปสำนักศึกษาแล้ว นับเวลาดูแล้วน่าจะอีกประมาณครึ่งชั่วยามถึงจะเลิกเรียน” 

หลิวเสอย้อนคิด เป็นเช่นนั้นจริงๆ จวนตระกูลหลิ่วนอกจากมีความเยือกเย็นและวังเวงนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้แขวนผ้าสีขาวใดๆ ไว้ 

เพียงแค่เขาเป็นห่วงจนตื่นตระหนกจึงไม่ได้ใส่ใจ 

มิเช่นนั้นหากยึดตามฐานะของหลานถิง หากวันนี้นางไม่อยู่แล้ว จวนตระกูลหลิ่วจะยังไม่ร้องไห้สนั่นลั่นฟ้าอีกหรือ 

“เป็นข้าที่ประมาทเอง” 

ในที่สุดคิ้วของหลิ่วเสอก็ผ่อนคลายลง เหมือนกับทั้งร่างวางภาระอันใหญ่หลวงลงไว้ มุมปากยังมีรอยยิ้ม 

จี้ฟูเหรินกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อย “เพียงแต่ครั้งนี้หลานถิงเจอภัยอันตรายจริงๆ หากนางเลิกเรียนกลับมา พี่เขยเองก็สอนนางดีๆ สุภาพบุรุษไม่ยืนใต้กำแพง [3]ถึงแม้ว่าจะฉลาดกล้าหาญ แต่หากไม่ระวัง นั้นคือจุดจบแล้ว…ถ้าท่านพี่รู้จะวางใจได้อย่างไรกัน?” 

หลิ่วเสอรีบถามต่อทันที จี้ฟูเหรินจึงนำเรื่องของเจียงเผิงจีทั้งหมดมาเล่าอีกรอบ ผู้ฟังยิ่งได้ฟังตายิ่งประกาย 

“รอหลานถิงกลับมา ข้าจะพูดคุยกับนาง” 

คำพูดของหลิวเสอมีรอยยิ้มอย่างชัดเจน ถึงขั้นมุมปากยิ้มยกสูงขึ้นไปหลายองศา ทำให้ทั้งใบหน้าดูมีชีวิตชีวา 

หากกล่าวว่าเมื่อก่อนเขาเหมือนรูปปั้นขี้ผึ้ง ตอนนี้ก็ใส่ความโกรธเข้าไป ดูสดใสมีชีวิตชีวา 

จี้ฟูเหรินเห็นการเปลี่ยนแปลงของหลิ่วเสอก่อนและหลัง สองมือที่อยู่ใต้เสื้อกำแน่น นางฝืนความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงอกไว้ 

นางมองหยั่งเชิงเขาอีกรอบแล้วยิ้มกล่าว “พี่เขยเดินทางมาเหนื่อย ทั้งร่างเต็มไปด้วยฝุ่น แล้วจะไปพบหลานถิงเช่นนี้หรือเจ้าคะ” 

เรื่องน่ากังวลในใจที่สุดของหลิ่วเสอก็วางลงแล้ว ตอนนี้ถึงได้หันมาสำรวจตนเอง 

จี้ฟูเหรินเห็นเขากังวล อดไม่ได้ที่จะใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดบังรอยยิ้มของนาง “อาศัยช่วงที่หลานถิงยังไม่กลับมา ท่านไปล้างเนื้อล้างตัวสักรอบ ไม่ให้ขายหน้าต่อหน้านาง หลานถิงมักจะได้ยินว่าท่านพ่อของหล่อเหลาดั่งพระจันทร์หลังฝน นุ่มลึกสูงศักดิ์ ออกจากจวนล้วนถูกหญิงสูงศักดิ์จับจ้อง…หากนางกลับมาแล้วเห็นท่านเช่นนี้…” 

จินตนการเฟื่องฟู ความจริงนั้นลึกถึงกระดูก 

หลิ่วเสอไม่อาจพ้นจากคมฝีปากของนางได้ จึงอดยิ้มอย่างขมขื่นนไม่ได้ “เจ้าป่วยจนเป็นเช่นนี้ ยังไม่รักษาตัวอีก ยังมีแรงมาทำให้พี่เขยดีใจ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ข้าจะกลับไปล้างตัวที่เรือนหลัก เพื่อไม่ให้หลานถิงผิดหวัง” 

นางมองแผ่นหลังของหลิ่วเสอจากไป จนกระทั่งมองไม่เห็นชายเสื้อแล้ว จี้ฟูเหรินถึงค่อยๆ คลายมือที่กำหมัดแน่นไว้ 

 

 

[1] เพิ่มดอกไม้บนไหมงาม 锦上添花 แปลว่าทำสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วให้สวยงามยิ่งขึ้น 

[2] ส่งถ่านกลางหิมะ雪中送碳 หมายถึงท่ามกลางหิมะหนาวเหน็บ ยังมีคนนำถ่านเพื่อให้ความอบอุ่น นั่นคือการช่วยเหลือที่อีกฝ่ายต้องการอย่างมาก 

[3] สุภาพบุรุษไม่ยืนใต้กำแพง หมายถึง รู้ว่ามีอันตรายแล้วยังจะยืนขึ้น  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว