facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 40 โง่เง่าแบบหมดทางเยียวยา

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 โง่เง่าแบบหมดทางเยียวยา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 687

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 16:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 โง่เง่าแบบหมดทางเยียวยา
แบบอักษร

 

สิ่งที่เจียงเผิงจีเห็นก็คือ ฉากที่ชวนฉงนให้คนคิดจินตนาการไปไกล หากไม่ใช่เพราะดวงตาของเธอที่บอกเธอว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่นั้นปกติ ไม่แน่เธอคงจะสงสัยว่า ยุคนี้ถึงขั้นเปิดกว้างกันเรื่องรักร่วมเพศไปเสียแล้วหรือ 

เมื่อเห็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนม และสายตาที่สดใสฉายแววของความเข้าใจซึ่งกันและกัน แบบที่ไม่มีใครสามารถเข้ามาแทรกกลางได้ระหว่างคนทั้งสอง เจียงเผิงจีก็นั่งลงที่ด้านข้าง เป็นผู้ชมคอยดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป 

“หลานถิง ข้าจะให้เจ้ารู้จักกับคนผู้หนึ่งก่อน” 

หลิ่วหังเอาใจใส่ลูกพี่ลูกน้องของตัวเองตลอดมา เมื่อมีโอกาสดีที่จะแนะนำให้เพื่อนสนิทกับน้องชายตัวเองได้ทำความรู้จักกันเช่นนี้ เขาย่อมทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่  

“พี่หัง ไม่จำเป็นต้องแนะนำหรอกขอรับ คนผู้นี้ข้ารู้จัก ฮว๋ายอวี๋จิตใจคับแคบเสียจริง จะปั่นหัวพี่ชายผู้ซื่อตรงของข้าไปไยกัน” 

เจียงเผิงจีมองไปยังเฟิงจิ่นที่นั่งอยู่ทางหัวโต๊ะ ไม่เจอกันสองวัน จากคนที่น่าเวทนาโดนคนตามไล่ฆ่าเป็นพันๆ ลี้ เมื่อตกระกำลำบากก็จำต้องฆ่าสุนัขที่ตนรัก ตอนนี้คืนร่างกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้งแล้วสินะ 

ฮว๋ายอวี๋งั้นหรือ 

หลิ่วหังตกใจ นี่คือชื่อรองของเฟิงจิ่น คิดไม่ถึงว่าทั้งสองจะคุ้นเคยกัน จนถึงขั้นที่เรียกชื่อรองของอีกฝ่ายได้ 

เฟิงจิ่นเบิกตาแสดงให้เห็นว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ “เห็นชัดเลยว่าไม่ให้เวลาข้าสำหรับอธิบายความจริงเลย ข้าตั้งใจปั่นหัวเขาที่ไหนกันเล่า” 

หลิ่วหัง “...” 

เฟิงจิ่นวางถ้วยนำชาลง และพูดเข้าประเด็นอย่างไม่รีรอ “เมื่อครู่ข้าอยู่ด้านนอกได้ยินเจ้าพูดเรื่องนั้น รู้สึกสนใจและฟังดูมีเหตุผลมากอยู่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ราชสำนักชายแดนตอนเหนือต้องการองค์ชายองค์ใดกัน” 

เจียงเผิงจีไม่ได้รู้สึกสนใจ สำหรับเรื่องที่เห็นอยู่ทนโท่แบบนี้ ไม่น่าตื่นเต้นกระปรี้กระเปร่าเอาเสียเลย 

“องค์ชายใหญ่คือไท่จื่อ[1] ก่วนเจีย[2] เองก็ยังไม่แก่ถึงขั้นเลอะเลือน ไหนเลยจะยินยอมให้องค์หญิงต่างเผ่าครอบครองตำแหน่งไท่จื่อเฟย[3] อีกอย่าง องค์ชายใหญ่ก็มีพระสนมที่ทางตำหนักตงกงไม่ได้บันทึกไว้ก็อีกจำนวนมาก ไหนจะเหล่าพระโอรสพระธิดาอีก...” 

องค์หญิงจากชายแดนตอนเหนือผู้นั้น ถึงแม้จะมีฤทธิ์เดช หากได้อภิเษกกับไท่จื่อ โอกาสที่จะก่อเรื่องก่อราวก็มีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว 

“ประการที่สอง พระมารดาขององค์ชายสามคือบุตรสาวตระกูลเฟิง ซึ่งเป็นครอบครัวชนชั้นสูงที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสายเลือดบริสุทธิ์ หากยอมให้องค์ชายอภิเษกกับองค์หญิงจากชายแดน ในอนาคตหากมีพระโอรสสายเลือดแปดเปื้อนประสูติออกมา ตระกูลเฟิงจะยอมรับลูกหลานคนนี้ได้อย่างไร” 

พูดจบ สายตาของเจียงเผิงจีก็กวาดมองไปบนตัวของเฟิงจิ่นรอบหนึ่ง มองจนอีกฝ่ายรู้สึกแอบขนลุก 

“ประการสุดท้าย ตามข่าวลือที่ว่ากันว่า พระมารดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายสี่เสียชีวิตอย่างแปลกประหลาด ตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ก็ไม่ได้รับการดูแลจากคนในวัง ก่วนเจียก็ทรงระแวดระวังองค์ชายสี่อยู่ตลอดเวลา หากพระองค์อภิเษกกับองค์หญิงจากชายแดน ก็จะเป็นการทำให้องค์ชายสี่มีอำนาจทางทหารอยู่ในมือ แล้วก่วนเจียจะสามารถสบายพระทัยได้อย่างไร” 

เฟิงจิ่นฟังพลางพยักหน้า เนื้อหาที่เจียงเผิงจีทำการวิเคราะห์นั้นเหมือนกับที่บิดาของเขาเคยกล่าวเอาไว้ เพียงแต่...ลักษณะไม่ค่อยเหมือนกันนัก 

“ดังนั้น หากนับ...” เจียงเผิงจีมองดูนิ้วทั้งห้าของตนเอง แล้วก็ยิ้มออกมา “พระมารดาเกิดจากตระกูลพ่อค้า ไม่มีเส้นสายอะไรในราชสำนัก นับว่าองค์ชายรองเป็นที่พอพระทัยของก่วนเจีย เช่นนั้นก็เหมาะสมที่สุดแล้ว” 

นี่คือการพิจารณาจากมุมมองของจักรพรรดิแห่งตงชิ่ง หากพิจารณาจากมุมมองของราชสำนักชายแดนตอนเหนือ องค์ชายรองก็เป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดเช่นกัน โง่และง่ายต่อการควบคุม 

ในสมองมีกล้ามเนื้อกับขี้เลื่อยอยู่อย่างละครึ่ง นิสัยมุทะลุบุ่มบ่าม ทำอะไรก็บ้าบิ่น องค์ชายรองผู้ที่ไม่มีบทบาทซ้ำยังสามารถควบคุมได้โดยง่าย ได้รับการเลือกเป็นราชบุตรเขย! 

เฟิงจิ่น “...” 

องค์ชายรองนั้นไม่ได้รับการดูแลจากคนในวังจริงๆ และถูกบิดาตราหน้าว่า “สมองกลวง อวดเก่งว่าฉลาด” เจียงเผิงจีวิจารณ์เขาอย่างไร้ค่า 

แต่ว่า แม้ทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่บทสรุปสุดท้ายกลับเหมือนกันไม่มีผิด 

องค์ชายรองเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถ กลายเป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้ง 

เมื่อคิดถึงบิดา เฟิงจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะถามคำถามหนึ่ง “หลานถิง หากเจ้าเป็นเจ้าผู้ปกครองแห่งราชสำนักชายแดนตอนเหนือ เจ้าจะทำเช่นไร” 

เจียงเผิงจีกระพริบตา พลันเม้มปาก ทำให้ความรู้สึกไม่สงบในจิตใจของเฟิงจิ่นยิ่งทวีมากยิ่งขึ้น 

“หากข้าเป็นเจ้าผู้ปกครองแห่งราชสำนักชายแดนตอนเหนือ ข้าย่อมเลือกนอนกับองค์หญิงแห่งตงชิ่งอย่างสุขสงบ ลิ้มรสความอ่อนโยนของหญิงสาวชาวฮั่น แล้วค่อยส่งลูกสาวที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเข้าสู่จวนองค์ชายรอง...การเจรจาอย่างสันติในครั้งนี้ อย่างน้อยองค์หญิงจากชายแดนผู้นั้นก็ยังได้ครองตำแหน่งเจิ้งเฟย...แล้วหลังจากนั้น ค่อยเสี้ยมองค์ชายรองที่ไร้สมองแต่ใฝ่สูงผู้นั้น” 

เจียงเผิงจีขี้เกียจสำบัดสำนวน สมัยตอนที่เรียน วิชาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเธอสอบผ่านมาโดยตลอด 

“องค์ชายรองผู้นี้น่าสนใจ แต่เรื่องความโง่ของเขาก็มิอาจกล่าวโทษพ่อแม่ของเขาได้ หากใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะเป็นดั่งมีดที่คมกริบ จ่อใครก็แทงคนนั้น อันที่จริงแล้วเรื่องการฆ่าพ่อกำจัดพี่น้อง ไม่ใช่ฝีมืออันเก่าแก่ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษราชวงศ์ตงชิ่งหรอกหรือ ยิ่งไปกว่านั้น องค์ชายรองก็มักจะขัดแย้งกับเจิ้นเป่ยโหว[4]ที่รักษาการณ์อยู่ที่ชายแดนตงชิ่งอยู่เสมอ ก็แค่เพียงสุมไฟให้ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายทวีขึ้น...เฮอะ ฮ่องเต้เองก็คิดละโมบ อยากได้ตราแม่ทัพทหารที่อยู่ในมือของเจิ้นเป่ยโหวมาครอบครองตั้งนานแล้ว จึงได้วางแผน ‘เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล’ เตรียมไว้แล้วแต่เนิ่นๆ” 

เฮอะ หากมีการเจรจา ตงชิ่งก็จะไม่มีแรงกดดันจากชายแดนอีกต่อไป เจิ้นเป่ยโหวที่ควบคุมกองกำลังครึ่งหนึ่งของตงชิ่งก็จะตกอยู่ในอันตรายแล้ว 

หวงตี้ที่ขี้ระแวงแต่เฉลียวฉลาดไม่ใช่ไม่มี แต่หวงตี้องค์นี้ของตงชิ่งมีแต่เพียงความระแวงเท่านั้น 

นกตายแล้ว เก็บธนูลง กระต่ายเจ้าเล่ห์ตายแล้ว ฆ่าหมาล่าเนื้อกิน[5] 

ถึงแม้เธอจะรู้สึกต่อต้านตัวอักษรยุคโบราณอย่างไร้เหตุผล แต่ก็มีบางคำพูดที่ก็ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง 

“แค่เพียงเจิ้นเป่ยโหวเกิดปัญหา ทางชายแดนก็จะพลิกลิ้นทรยศ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าคิดว่าองค์หญิงจากชายแดนที่ฉลาดเจ้าเล่ห์ผู้นั้นก็จะบรรลุเป้าหมาย ในการแยกองค์ชายรองกับก่วนเจียออกจากกันอย่างสิ้นเชิง หรืออาจจะลงมือทำอะไรบางอย่าง...” 

คำพูดนี้ของเจียงเผิงจีไม่ได้ให้เกียรติต่อจักรพรรดิแห่งตงชิ่งเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ประวัติศาสตร์เรื่องฆ่าพ่อกำจัดพี่น้องก็กล้าพูดออกมาโดยไม่อ้อมค้อม 

หลังจากประสบกับเหตุการณ์จลาจลของสิบหกแคว้น ตั้งแต่การรวบรวมแคว้นของราชวงศ์เซี่ยอันยิ่งใหญ่ ไปจนถึงการแบ่งแคว้นเซี่ยออกอีกเป็นห้าแคว้น อำนาจของจักรพรรดิได้รับการท้าทายอยู่หลายต่อหลายครั้ง อำนาจการควบคุมลดลงอย่างมาก ตระกูลขุนนางพัฒนาขึ้นมาจนถึงจุดสูงสุด ปัจจุบันมีผู้รู้หนังสือมากมาย สำนักศึกษาต่างพูดคุยโต้แย้ง การแสดงความคิดเห็นล้วนเสรีกว่ายุคสมัยใด 

คำพูดนี้หากเอ่ยในเวลาอื่น อาจจะนำภัยร้ายมาสู่ตัวเอง แต่ในเวลานี้ ก็ไม่ได้ร้ายแรงไปกว่าการยืนด่าชนชั้นสูงที่กลางถนน 

ดังนั้น สิ่งที่เจียงเผิงจีพ่นออกมาทั้งหมด ทำให้สีหน้าของหลิ่วหังกับเฟิงจิ่นเปลี่ยนไปเล็กน้อย 

หลังจากเฟิงจิ่นฟังจบก็ถอนใจยาว “บิดาของข้าก็กล่าวเช่นนี้ หากเจรจา ก็รังแต่จะถูกขุนนางคัดค้านหัวชนฝา ไม่ก็ถูกประณามไปทั่ว จะเกรงก็แต่เจิ้นเป่ยโหวจะถูกก่วนเจียทำให้หวาดกลัว เมื่อถึงเวลานั้นก็จะถูกราชสำนักชายแดนตอนเหนือยืมดาบฆ่าคน กำจัดเสี้ยนหนามของพวกเขาออกไป” 

พูดถึงตรงนี้ จะไม่พูดถึงแนวโน้มในปัจจุบันไม่ได้ คือ การยกย่องขุนนางลดทอนขุนศึก 

จักรพรรดิผู้ก่อตั้งตงชิ่งคือกบฏของราชวงศ์ก่อน ทำการทรยศหักหลังเจ้านายจึงสามารถมีวันนี้ได้ บางทีลึกๆ แล้วพวกเขาอาจจะกลัวในจุดนี้ ดังนั้น จึงเข้มงวดเด็ดขาดอย่างมากกับขุนศึก และยกย่องเชิดชูปราชญ์บัณฑิตอย่างมาก จากรุ่นสู่รุ่น ขุนศึกยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งไร้ประโยชน์ 

เจิ้นเป่ยโหวในตอนนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถและบารมีเพียงผู้เดียวของตงชิ่ง หากถูกสหายร่วมรบฆ่าตาย เช่นนั้นก็น่าขำแล้ว 

เจียงเผิงจีพูดอย่างจริงจัง “นี่คือความโง่เง่าแบบหมดทางเยียวยา” 

ใครจะรู้ว่าเฟิงจิ่นนั้นช่างเรียนรู้และถามอย่างเอาจริงเอาจัง “อะไรคือความโง่เง่า” 

ในตอนนี้ ผู้ชมที่ดูไลฟ์อยู่เริ่มอดรนทนไม่ไหว กระหน่ำส่งซับกระสุนเข้ามาอย่างรัวๆ 

[อู๋ฝ่าอู๋เทียน]: ฮ่าๆๆ ความโง่เง่าก็คือสมองพิการไงล่ะ หมดทางช่วยแล้ว ฮ่าๆๆ 

[ต้าจวงจู่ฟูเหริน]: ฮ่าๆๆ คำพูดเมื่อกี้ ถ้าเอามาใช้ในละครยุคนี้ละก็ โดนประหารเก้าชั่วโคตรแน่ คิดไม่ถึงว่าลูกพี่ลูกน้องกับชายหนุ่มรูปงามจะยอมรับอย่างสงบเยือกเย็นแบบนี้ โดยเฉพาะสายตาของลูกพี่ลูกน้องคนนั้น ดูเหมือนอยากจะจิกหัวเด็กเปรตแล้วลากกลับเข้าบ้านเลย สีหน้านายที่ดูงี่เง่าตอนพูดออกมาช่างน่าตลกจนไม่ไหวแล้ว ฉันแคปไว้ละนะ เอาไปทำอิโมจิใหม่! 

 

 

[1] ไท่จือ คือ ตำแหน่งรัชทายาท 

[2] ก่วนเจีย 官家 คือ สรรพนามสำหรับเรียกจักรพรรดิ 

[3] ไท่จื่อเฟย คือ ตำแหน่งพระชายาของรัชทายาท 

[4] เจิ้นเป่ยโหว ตำแหน่งขุนนาง 

[5] นกตายแล้ว เก็บธนูลง กระต่ายเจ้าเล่ห์ตายแล้ว ฆ่าหมาล่าเนื้อกิน ความหมายเดียวกับ เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว