facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 37 ยุงฤดูใบไม้ผลิตัวใหญ่นัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 ยุงฤดูใบไม้ผลิตัวใหญ่นัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 691

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 16:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 ยุงฤดูใบไม้ผลิตัวใหญ่นัก
แบบอักษร

  

สำนักศึกษาตระกูลหลิ่วไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก มีนักเรียนยี่สิบกว่าคน ที่มีอายุแตกต่างกันตั้งแต่สามสี่ขวบไปจนถึงสิบสี่สิบห้าปี และไม่ว่าจะเป็นพื้นที่โรงเรียน จำนวนนักเรียน หรืออายุ ล้วนไม่เหมือนกับที่เจียงเผิงจีจินตนาการเอาไว้เลย...ทำให้เธออดคิดถึงยุคที่ตัวเองเป็นนักเรียนไม่ได้ 

[ต้าจวงจู่ฟูเหริน]: นี่คือห้องเรียนยุคโบราณเหรอ สภาพดูแย่จัง นักเรียนก็น้อย ไม่รู้อาจารย์จะเป็นยังไงนะ 

[เฟิ่นไห่ขวงชวี]: นี่ก็ถือว่าดีแล้วน่า อัตราการรู้หนังสือของยุคโบราณมันต่ำ คนที่สามารถเข้าเรียนได้มีน้อย ค่าใช้จ่ายก็แพงหูฉี่ ที่นี่คือสำนักศึกษา ถือว่าสภาพดูดีมากแล้ว ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการเรียนส่วนใหญ่ตระกูลจะเป็นผู้รับผิดชอบ 

ที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการเชิญอาจารย์ หรือหมึกพู่กันที่จำเป็นสำหรับใช้เรียนนั้น ไม่ใช่ราคาที่คนทั่วไปจะรับผิดชอบไหวเลย 

เจียงเผิงจีเลือกโต๊ะแล้วนั่งลง จากนั้นก็หยิบกระดาษไผ่ที่สาวใช้ท่าเสว่กับสวินเหมยตัดไว้ให้อย่างดีจากกล่องหนังสือออกมาเขียนอย่างไม่สนใจใคร นักเรียนคนอื่นๆ ถือโอกาสที่อาจารย์ยังไม่มานี้ รีบทบทวนเนื้อหาเมื่อวานที่ได้ร่ำเรียนไป 

[หมอฝ่าซ่าวหนี่ว์อาเฟิง]: ฮ่าๆๆ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน รู้สึกว่านิสัยที่ต้องเรียนด้วยตัวเองก่อน ไม่เคยจะเปลี่ยนไปเลยนะ 

[เหม่ยซ่าวหนี่ว์จ้านซื่ออายวน]: นั่นสิ รู้สึกเดจาวูนะที่ต้องเรียนด้วยตัวเองแบบนี้ 

นักเรียนคนอื่นๆ ต่างพยายามที่จะแย่งที่นั่งใกล้กับตำแหน่งของอาจารย์ที่สุด มีเพียงเจียงเผิงจีคนเดียวเท่านั้นที่เลือกที่นั่งค่อนไปทางด้านหลัง โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด 

แน่นอนว่า สิ่งที่โดดเด่นยิ่งกว่าไม่ใช่ตำแหน่งที่นั่งของเธอ แต่เป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ใช้สำหรับเรียนต่างหาก 

นักเรียนส่วนใหญ่ได้แต่หอบม้วนไม้ไผ่ที่หนักพะรุงพะรัง มีเพียงเจียงเผิงจีคนเดียวเท่านั้นที่ใช้กระดาษไผ่ที่หายากราคาแพง แต่ลายมือกลับเหมือนเมื่อก่อนอย่างไรอย่างนั้น ไม่มีการพัฒนาใดๆ ทำให้นักเรียนคนอื่นมองว่านี่เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยแท้ 

“อา ไม่ได้เจอน้องซีเสียหลายปี เหตุใดตัวหนังสือยังเป็นเช่นนี้อยู่อีก ไม่พัฒนาเอาเสียเลย” 

ในที่สุด ก็มีผู้กล้าที่เสียสละพูดในสิ่งที่คนอื่นอยากจะพูดออกมา 

บรรยากาศไม่พึงประสงค์ปกคลุมรอบกายเธอ เจียงเผิงจีหยุดขยับพู่กัน เงยหน้าขึ้นมองผู้พูด ที่แท้คือบุตรชายของน้องชายต่างมารดาของบิดาแซ่หลิ่วนี่เอง 

เจียงเผิงจีเคยเห็นความทรงจำของหลิ่วหลานถิงมาก่อน และก็รู้ว่าทำไมนางถึงไม่ชอบมาสำนักศึกษา ถ้าเป็นตัวเธอ เธอก็ไม่อยากมาเหมือนกัน 

เพื่อไม่ให้คนในสำนักศึกษาพูดซิบซุบนินทา ก่อนอายุแปดขวบหลิ่วหลานถิงจึงมาเรียนที่สำนักศึกษา ไม่ได้เชิญอาจารย์ให้ไปสอนที่บ้าน 

หลิ่วหลานถิงเข้าเรียนที่โรงเรียนตอนอายุสี่ขวบจนถึงแปดขวบ ลักษณะนิสัยของนางนั้น ยิ่งนานวันยิ่งเริ่มเงียบขรึม สายตาที่มองผู้คนรอบข้างฉายแววแห่งความหวาดหวั่น และหวาดกลัวกับการสนทนาปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เมื่อสืบย้อนไปถึงสาเหตุ ก็เป็นเพราะที่สำนักศึกษา หรือพูดให้ถูกก็คือพวกเด็กเปรตที่คอยกลั่นแกล้งหลิ่วหลานถิงที่สำนักศึกษานั่นเอง 

อย่าคิดว่าเด็กเปรตพวกนี้ยังอายุน้อย แต่พวกเขากลับมีนิสัยยกยอปอปั้นประจบประแจงคนที่เหนือกว่า และกลั่นแกล้งกดขี่คนที่ด้อยกว่า ราวกับว่านิสัยนี้มีอยู่พร้อมมากับตอนที่เกิด 

สมัยเด็ก หลิ่วหลานถิงเป็นเด็กที่ผอมมาก มีนิสัยเก็บตัวและขี้อายมาก พูดแค่คำสองคำก็หน้าแดง สำหรับเด็กขี้แกล้งแล้ว หลิ่วหลานถิงเป็นคนที่น่าแกล้งที่สุด พวกเขาสามารถแอบแกล้งนางโดยไม่ต้องกังวลเลยว่าจะถูกนางจับได้ 

ในตอนนั้น หลิ่วหลานถิงแต่งตัวมาสำนักศึกษาทุกวันด้วยชุดที่ไม่ซ้ำกัน กระดาษพู่กันที่ใช้ในการเรียนก็ใช้ของที่ดีที่สุด นั่นยิ่งทำให้เกิดระยะห่างระหว่างนางกับเด็กตระกูลหลิ่วคนอื่น มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะให้ดูไม่เหมือนกับเด็กลูกหลานตระกูลหลิ่ว ก็ฐานะความเป็นอยู่ของเด็กมันไม่ได้เท่าเทียมกัน 

ไม่เท่าเทียมกันแล้วจะทำอย่างไร 

แน่นอนก็ต้องหาวิธีทำให้เท่าเทียม ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นเด็ก มีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ 

แต่เด็กพวกนั้นก็ไม่ได้โง่ ถึงแม้จะรังแกหลิ่วหลานถิง แต่ก็ไม่ได้ลงมืออย่างโจ่งแจ้ง ช่วงแรกเริ่มพวกเขาแกล้งแค่เพียงเบาะๆ รวมหัวกันเป็นกลุ่มไม่ยุ่งกับนาง พูดจาหยาบคายใส่เป็นครั้งคราว หลิ่วหลานถิงยังเด็ก จี้ฟูเหรินดูแลปกป้องเธออย่างดี สาวน้อยคนนี้จึงฟังไม่รู้ความหมาย 

นางไม่เคยตอบโต้และยั่วยุเด็กพวกนั้นกลับ เริ่มตั้งแต่การถูกกีดกันออกจากวงสังคม จากนั้นก็แย่งกระดาษพู่กันมาใช้ ต่อมาก็ล้อนางว่านางเป็นเด็กที่จี้ฟูเหรินเลี้ยงไว้เฉยๆ รอจี้ฟูเหรินมีลูกชายลูกสาวของตัวเองเมื่อไหร่ ก็จะเฉดหัวนางทิ้ง จนสุดท้ายถึงกับกลายเป็น “เรื่องเลือดตกยางออก” 

ใช่ “เรื่องเลือดตกยางออก” หลิ่วหลานถิงที่อายุแปดขวบ ถูกผลักตกสระน้ำที่ใกล้กับโรงเรียนจนหน้าผากแตก 

ในตอนนั้น จี้ฟูเหรินที่นอนป่วยติดเตียงอยู่ เมื่อรู้เรื่องเข้าก็ถึงกับลากสังขารตรงไปหาอาจารย์ผู้สอนกับพ่อแม่ของพวกเด็กเปรตแล้วระเบิดใส่ชุดใหญ่ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงกระทั่งจะถอนตัวออกจากการเป็นผู้สนับสนุนจัดซื้อหมึกพู่กันให้แก่ทางสำนักศึกษา เป็นการบีบให้พ่อแม่ของเด็กที่ทำผิดต้องมาขอโทษขอโพยจนถึงที่จวน 

ใช่แล้ว หมึกและพู่กันที่นักเรียนของทางสำนักศึกษาใช้ ถึงแม้จะจัดซื้อโดยเงินทุนของสำนักศึกษา แต่โดยหลักการแล้ว เงินที่ใช้ในการจัดซื้อพู่กันและหมึกเหล่านั้นล้วนมาจากโรงงานที่เป็นทรัพย์สินเดิมที่อยู่ภายใต้ชื่อของจี้ฟูเหรินทั้งหมด เป็นของที่ทั้งคุณภาพดีและได้รับส่วนลดจำนวนมาก 

ทุกคนล้วนบอกว่าเด็กยังเล็กนัก ไม่รู้ประสีประสา ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายอะไร แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เมื่อพวกเขาทำร้ายคนแล้วจะไม่ต้องกล่าวคำขอโทษ 

เจียงเผิงจีหลับตา บุคคลตรงหน้าเธอเคยพบเจออยู่ครั้งหนึ่งเมื่อวันปีใหม่ ในปีนั้นเขาก็เป็นหนึ่งในเด็กเปรตที่กลั่นแกล้งหลิ่วหลานถิง 

แล้วยังจะมาเยาะเย้ยตัวหนังสือของเธออีก? 

[โทวตู้เฟยฉิว]: ฮ่าๆๆ โฮสต์ คุณถูกหัวเราะเยาะเรื่องตัวหนังสืออะ ฮ่าๆๆ 

[ไป่เหอซ่ายเกา]: หน้าโฮสต์ดูปัญญาอ่อนไปเลยอะ คนเขาเพิ่งจะเรียนแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองเถอะ 

เจียงเผิงจีชำเลืองมองหน้าจอไลฟ์ กิริยานี้ในสายตาของอีกฝ่ายกลายเป็นท่าทางที่เย็นชาไม่สนใจ นั่นทำให้เขาเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที 

เขาต้องถอยกลับไปด้วยความอับอาย แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะนั่งลงเหยียดขาอยู่ด้านหน้าเธอ ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด แต่ใบหน้ากลับฉายแววของความตื่นเต้นออกมา 

“ในเมื่อน้องซีเชิญอาจารย์ไปสอนที่บ้านแล้ว ก็ควรจะตั้งใจเล่าเรียนกับอาจารย์ให้ดี มัวแต่ห่วงเล่นทั้งวัน ไม่เคารพอาจารย์ หากท่านลุงรองกลับมาทดสอบการเรียนของน้องซีล่ะก็ ระวังท่านลุงจะโมโหจนหงายหลังเอานะ” ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นยังคงกัดไม่ปล่อย 

เจียงเผิงจีจ้องมอง แล้วเอ่ยตอบอย่างช้าๆ “ไม่เป็นไร มีข้อเปรียบเทียบสิถึงจะได้รู้ฝีมือ ท่านพ่อไม่ว่าอะไรหรอก” 

หา? หมายความว่าอย่างไรกัน 

อย่าว่าแต่พี่ชายคนนั้นเลยที่ฟังไม่เข้าใจ เหล่าคนดูไลฟ์เองก็มึนตึ้บไปเหมือนกัน 

“ท่านพี่...” เจียงเผิงจีพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เนิบนาบ “นี่แค่เดือนสาม ยุงมันไม่ได้ตัวใหญ่ขนาดนั้นนี่...” 

อะไรกัน? ท่านพี่ผู้นั้นไม่เข้าใจในตอนแรก แต่เมื่อเห็นจุดที่สายตาของเจียงเผิงซีหยุดมอง แก้มทั้งสองข้างก็แดงขึ้นมา เขาดึงคอเสื้อขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ด้วยท่าทางที่ทั้งโกรธทั้งอาย และจ้องมองเจียงเผิงจีด้วยสายตาถมึงทึง 

“ท่าทางท่านพี่ดูดีสดใส คงพออกพอใจน้องชายคนนั้นมากสินะ” 

เจียงเผิงจีกระพริบตาภายใต้สายตาที่ตกอกตกใจของอีกฝ่าย จากนั้นจึงกล่าวเป็นนัยว่า “หากร่างกายไม่พร้อม ก็รีบขอลากับอาจารย์จะดีกว่า เพราะอย่างไรเสีย ในคาบเรียนของอาจารย์ก็คงจะนั่งกระสับกระส่าย นี่ก็ถือว่าเป็นกิริยาที่เสียมารยาทอย่างที่สุดแล้ว กับท่านั่งเหยียดขาคงไม่ต้องพูดถึง” 

พูดจบ เจียงเผิงจีก็กอดกล่องหนังสือที่เพิ่งเก็บเสร็จเรียบร้อยเดินหนีไป แล้วไปเลือกนั่งลงบนเสื่ออีกผืนหนึ่ง 

ประจวบเหมาะพอดีที่ในตอนนั้นอาจารย์มาสาย จึงมองเห็นท่านพี่ผู้นั้นนั่งเหยียดขาอย่างมึนงงอยู่บนพื้น อาจารย์โกรธจนหนวดแทบจะบินขึ้นมาเลยทีเดียว  

“เจ้าเด็กไร้มารยาท!” 

“อะ อาจารย์...” 

เจียงเผิงจีไม่ได้โดนหางเลขไปด้วยเลยแม้แต่น้อย เธอเปิดม้วนไม้ไผ่ ฟังอาจารย์สอนพลางดูซับกระสุนบนหน้าจอไปด้วย 

[ไป่เหอซ่ายเกา]: มีใครพอจะอธิบายได้ไหมว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ฉันเห็นพี่ชายคนนั้นนั่งแปลกๆ บ่นว่าโฮสต์ จากนั้นอาจารย์ก็มาถึงแล้วด่าใส่หน้าพี่ชายคนนั้นโครมๆ พระเจ้า...นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่รู้ว่าอาจารย์สมัยโบราณด่าศิษย์ได้บาดลึกขนาดนี้ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว