facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 20 ลงเขายามฟ้าสาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 ลงเขายามฟ้าสาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 850

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 16:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 ลงเขายามฟ้าสาง
แบบอักษร

 

เจียงเผิงจีไม่ได้เข้าไปพักผ่อนในห้อง แต่เลือกที่จะนั่งตากลมเฝ้ายามอยู่ด้านนอกแทน อย่างไรเสีย ด้วยร่างกายของเธอ ต่อให้ต้องนั่งตากลมทั้งคืนก็คงไม่เป็นไรหรอก แถมยังสามารถเฝ้ากลุ่มคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ที่มาที่ไปพวกนี้ได้ด้วย 

ถ้าเธอทำแบบนี้ เชื่อว่าคงจะช่วยให้พวกผู้หญิงในห้องนอนหลับกันสนิทยิ่งขึ้น 

เจียงเผิงจีนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ กองไฟ บางครั้งก็เติมฟืนเข้าไปเพิ่มบ้าง เพื่อไม่ให้ไฟที่ก่อมอดลง 

“ท่านมองข้าเพราะเหตุใด” เธอถามขึ้นอย่างขำๆ แล้วหันหน้าไปมองเจ้าไผ่ผอมแห้งที่กำลังทำเป็นมองไปทางอื่นอย่างเกร็งๆ 

ถึงแม้จะจับได้ตรงๆ แต่เฟิงหลางจวินก็ไม่ได้คิดจะยอมรับแต่อย่างใด แต่กลับยิ้มออกมาแทน “ข้าน้อยเพียงแค่สงสัยว่า เหตุใดหลิ่วหลางจวิน...ถึงโผล่มายังที่แบบนี้ได้” 

เจียงเผิงจีถอนหายใจออกมาพรืดหนึ่ง แล้วใช้ท่อนไม้ที่อยู่ในมือเขี่ยฝืนในกองไฟต่อไป เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม “ท่านไม่เห็นหรือว่าที่นี่คือรังโจร แน่นอนว่าข้าก็ต้องโดนพวกโจรมันจับตัวมาน่ะสิ ไม่เช่นนั้น เหตุใดข้าจะยอมละทิ้งเตียงนุ่มๆ ที่บ้านแล้วมาตกระกำลำบากในที่แห่งนี้กันเล่า” 

เฟิงหลางจวินฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่จะขำเบาๆ ถ้าหากนางโดนพวกโจรจับมาจริง แล้วเหตุใดจึงเอาชนะพวกโจรได้เล่า 

“ขะ ข้าน้อยคิดไม่ถึงเลยจริงๆ แต่พวกโจรนั่นโหดเหี้ยม หลิ่วหลางจวินทำเช่นไรถึงทำลายรังของพวกโจรได้ทั้งหมดเช่นนี้” 

เจียงเผิงจีพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “พวกโจรใหญ่แต่ตัว จริงๆ ในหัวมีแต่ขี้เลื่อยทั้งสิ้น เพียงแค่ข้าพูดเสี้ยมเพื่อให้พวกมันแตกแยกเพียงไม่กี่ประโยค พวกมันก็หันมาตีกันเองแล้ว” 

เธอพูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่เฟิงหลางจวินกลับยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัย อยากจะซักถามให้รู้ความ 

“พวกผู้คุ้มมกันของข้าได้สำรวจร่างกายของพวกโจรนั่นแล้ว เห็นว่ามีร่องรอยของการต่อสู้กันเองจริงๆ ไม่ทราบว่าหลางจวินใช้แผนการใดหรือ” 

การทำให้คนแตกแยกไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะทำให้เหล่าชายฉกรรจ์ไร้ความคิดเหล่านั้นยอมละทิ้งสาวงามเพียงครู่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 

อีกอย่าง นอกจากศพพวกนั้นแล้ว สาเหตุการตายของโจรคนอื่นก็ล้วนแต่เป็นแบบเดียวกันทั้งสิ้น ก็คือถูกใครบางคนเชือดคอจากด้านหลัง แทบจะเรียกได้ว่าตายเกือบจะในทันที ขนาดเลือดยังไม่กระเด็นเลย ถ้าหากร่างกายไม่เย็น ก็คงคิดว่าพวกเขาต้องยังมีชีวิตอยู่แน่  

หากใช้เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถสร้างความแตกแยกให้กับจำนวนโจรทั้งรัง ให้พวกมันหันไปฟาดฟันกันเองได้ เช่นนั้นเมืองเหอเจียนก็คงไม่ต้องถูกพวกโจรรุกรานเช่นนี้ 

แน่นอนว่า สิ่งที่เจียงเผิงจีพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ขนาดมองจากด้านข้างยังรู้เลยว่า ‘คุณชายหลิ่ว’ ผู้นี้ไม่ธรรมดา 

การที่ได้รู้เช่นนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกไม่ค่อยพอใจ เดิมทีเขาเข้าใจว่า นอกว่าคนที่อายุไล่เลี่ยกันพวกนั้นแล้ว คงจะไม่มีใครที่สามารถทำให้เขารู้สึกด้อยกว่าได้ 

“แผนการ? เล่นงานเจ้าโง่พวกนั้นจำเป็นต้องมีแผนการด้วยหรือ ข้าก็เพียงเปิดโปงในสิ่งที่พวกมันพยายามจะปกปิด จากนั้นก็พูดเพียงแค่สองสามประโยคเท่านั้น พวกมันก็ทำตามในสิ่งที่ข้าพูดอย่างว่าง่าย รนหาที่ตายเอง โง่ไม่มีที่เปรียบ” 

เฟิงหลางจวินมองไปที่ใบหน้าอันสกปรกของเจียงเผิงจี แล้วก็ถามต่ออย่างไม่ยอมแพ้ “ไม่ทราบหลิ่วหลางจวินพูดออกไปว่าอะไรหรือ” 

ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามยังสงสัยไม่เลิกและเจียงเผิงจีก็กำลังเบื่อกับการที่ต้องนั่งเฝ้ายามอยู่พอดี ก็เลยตัดสินใจอธิบายให้เขาฟัง ถือซะว่าเป็นการฆ่าเวลา 

หารู้ไม่ว่าพอเจียงเผิงจีพูดจบ ชายหนุ่มก็กลับทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ 

เจียงเผิงจีพูดต่อไปอย่างไม่สนใจ “พวกนั้นมันตายเพราะความโง่ของตัวเองแท้ๆ ส่วนพวกที่ยังพอมีสมองอยู่บ้าง ข้าก็เป็นคนจัดการมันเองล่ะ” 

ถึงตอนนี้ เฟิงหลางจวินเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากความฝัน เขามองไปที่เจียงเผิงจีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน 

เขาโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วพูดออกมาด้วยความเลื่อมใสว่า “หลิ่วหลางจวินหลักแหลมยิ่งนัก ข้าน้อยมิอาจเทียบได้เลย” 

“ก็เพียงเรื่องง่ายๆ เท่านั้น ข้ามิได้ภูมิใจกับมันหรอก” เจียงเผิงจีพูดออกไปอย่างไม่มีการถ่อมตน ทำให้อีกฝ่ายถึงกับทำหน้าไม่ถูก 

กำลังมองกองไฟลุกโชนอยู่ดีๆ อยู่ๆ เจ้าไผ่ผอมแห้งก็ชี้ไปที่ตัวเองแล้วกล่าว “ไม่ทราบว่าหลิ่วหลางจวินมองมาที่ข้าด้วยเหตุใด ท่านมองเห็นสิ่งใดบ้างหรือ” 

เจียงเผิงจีไม่เข้าใจ เมื่อครู่บรรยากาศยังดีๆ อยู่เลย เหตุใดชายหนุ่มคนนี้ถึงต้องมาหาเรื่องกันด้วย 

ในขณะที่เธอกำลังสงสัยอยู่นั้น ก็มีคอมเมนต์แทรกเข้ามาช่วยบอกให้เธอได้กระจ่าง 

[โทวตู้เฟยฉิว]: #โคตรขำ ชายหนุ่มคนนี้ออกจะน่ารัก ไม่คิดเลยว่าจะซ่อนนิสัยหยิ่งผยองเอาไว้ในตัว 

[หม่าลี่ซูเตออ้าย]: #โคตรขำ โฮสต์บอกความจริงเขาไปสิ เขาเข้าใจผิดหมดแล้วเนี่ยว่าคุณกำลังท้าทายเขา สงสารน้อง 

[หลานชุยอวี้ปู้เจ๋อ]: สงสารน้อง+2 

[อูเจียงจ้าไช่เหย่]: สงสารน้อง+3 

เจียงเผิงจีเพิ่งจะรู้ตัวว่าคำพูดของเธอทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปเสียแล้ว 

การพูดคุยกันของบัณฑิตในยุคนี้ ถึงแม้อีกฝ่ายจะพยายามชมตัวเองจนตัวลอยขนาดไหน แต่ตัวเองก็ต้องห้ามเหลิงเด็ดขาด จะต้องแสดงออกอย่างถ่อมตนเท่านั้น ไม่เช่นนั้น จะถูกผู้อื่นเข้าใจผิดว่าเป็นคนไร้มารยาท ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำได้  

ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่เจียงเผิงจีก็ไม่คิดที่จะอธิบายเพิ่มเติม แต่กลับมองไปยังชายหนุ่มอย่างประเมินไปหนึ่งที 

เธอพึมพำออกมาไม่กี่คำก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ถึงแม้ท่านจะอายุยังน้อย แต่กลับมีจิตใจที่มั่นคง บางครั้งก็ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองไปถึงเป้าหมาย” 

เจ้าไผ่ผอมแห้งรออยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับไม่มีประโยคต่อมา ก็อดที่จะรู้สึกผิดหวังไม่ได้ “เท่านี้เองหรือ” 

ช่างเป็นคำชมที่สุดแสนจะธรรมดาเหลือเกิน เรียกได้ว่าจะเอาไปใช้ชมใครก็คงจะเหมาะสมทั้งสิ้น น่าผิดหวังยิ่งนัก เจียงเผิงจีเม้มปากเบาๆ 

[โทวตู้เฟยฉิว]: รู้สึกเหมือนโฮสต์กำลังจะปล่อยของเลย ระวังให้ดีนะทุกคน! 

มีคอมเมนต์ลอยเข้ามา เจียงเผิงจีโผล่ถามออกไปต่อ “เพราะอย่างนั้น เนื้อสุนัขชามนั้นท่านกินเข้าไปเท่าใดแล้วล่ะ” 

มือทั้งสองข้างของเจ้าไผ่ผอมแห้งกระตุกขึ้นอย่างตกใจ แล้วหันไปถามเจียงเผิงจีด้วยอารามงุนงงว่า “ท่าน...พูดถึงเรื่องอะไร” 

“ท่านเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่ง ขนาดตัวของมันสูงไม่เกินเข่าของท่าน มันติดท่านมาก แล้วท่านก็ชอบมันมาก เพราะมันทำให้ท่านมีความสุข” 

เจ้าไผ่ผอมแห้งตกใจตาเหลือกอย่างกับเห็นผี เจียงเผิงจียังคงพูดต่อไปอย่างเนิบๆ “ท่านมิใช่บุตรชายคนโตของตระกูล ถึงแม้จะได้รับความรักและเมตตาจากผู้ใหญ่ แต่ข้างหน้าก็มีพี่ชายที่มากความสามารถ ส่วนข้างหลังก็มีน้องชายที่สุดแสนจะฉลาด ก็เลยอาจจะถูกละเลยไปบ้าง สุนัขตัวนี้คอยอยู่ข้างกายท่านมาหลายปี ครั้งนี้ท่านก็พามันมากับท่านด้วย แต่คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์คับขันขึ้น ท่านก็เลยจำใจจะต้องฆ่ามันเพื่อขจัดความหิวโหย...” 

เหล่าผู้คุ้มกันที่กำลังเฝ้ายามอยู่ก็เริ่มที่จะเงี่ยหูเข้ามา เพื่อจะฟังเรื่องซุบซิบของเฟิงหลางจวิน 

“นอกจากนั้นแล้ว ท่านก็ยังชอบกลิ่นหอม ทุกวันท่านจะต้องใส่ชุดที่มีกลิ่นหอม เพื่อปกปิดกลิ่นสาปของสุนัข สุนัขตัวนั้นดีกับท่านมาก และท่านเองก็รักมัน แต่สุดท้ายท่านก็ยังตัดใจฆ่ามันเพื่อประทังความหิวของตัวเองได้ลง หากไม่ใช่ว่าจิตใจมั่นคง ยอมทำทุกวิธีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเองแล้วจะเป็นอะไรล่ะ” เจียงเผิงจีหัวเราะ ให้ตายสิ ทำไมจะต้องให้เธออธิบายเสียชัดเจนขนาดนี้ นี่มันเป็นการกรีดแผลของคนอื่นเลยนะ 

เจ้าไผ่ผอมแห้งรู้สึกเหมือนถูกใครมาทำลายเปลือกนอกที่ต้องการจะปกปิดความเน่าเฟะของตัวเอง ใบหน้าของเขาทั้งเขียวทั้งแดง สุดท้ายก็กลายเป็นสีขาว 

“ข้าน้อยนับถือ เพียงแต่...หลิ่วหลางจวินรู้ได้อย่างไรหรือ” 

“เป็นเรื่องที่ง่ายจะตายไป ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเจอเบาะแสเอง” เจียงเผิงจียังคงไม่คิดจะถ่อมตนเช่นเดิม 

ระบบ: “ถ้าวันไหนคุณเดินออกจากบ้านแล้วถูกคนลากไปทุบหัว ผมก็จะไม่แปลกใจเลย” 

คนที่ทำตัวได้น่าโดนต่อยแบบนี้ มันไม่มีทางที่จะเลือกมาเป็นโฮสต์ของมันเด็ดขาด ไม่มีทาง! 

ไม่เห็นจะรู้สึกเลยว่าคุณหนูสูงศักดิ์แห่งเมืองเหอเจียนนั้นอ่อนโยน เรื่องที่เจ้าคิดเจ้าแค้นเห็นจะเป็นกันหมดทุกคน! 

เจียงเผิงจีนั่งอยู่หน้ากองไฟต่อไปอีกสักพักก็หันไปถามชายหนุ่มว่า “ท่านยังมีเสื้อผ้าสะอาดเหลืออยู่อีกหรือไม่ ขอข้ายืมหน่อย...” 

อีกฝ่ายตกใจไปชั่วครู่ ก็พูดออกมาเบาๆ ด้วยความเขินอายว่า “หลิ่วหลางจวินไม่กลัวเสียชื่อเสียงหรือ” 

การขอยืมเสื้อผ้าของผู้ชายแปลกหน้า สำหรับในยุคสมัยนี้ช่างถือเป็นการกระทำที่อาจหาญไม่กลัวเกรง เป็นการกระทำที่อาจจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้เลย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว