facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 แม่นดั่งตาเห็น

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 แม่นดั่งตาเห็น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 พ.ย. 2564 15:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 แม่นดั่งตาเห็น
แบบอักษร

 

“แยกไปคุยด้านหลังห้องโถง? ช่างมีคุณธรรมนัก! ข้านับถือยิ่ง...เชิญ! ” หัวหน้ากองโจรดูเหมือนกับว่าจะเคยเรียนหนังสือมาอยู่บ้าง ลักษณะท่าทางแม้จะหยาบคาย แต่เมื่อเทียบกับพวกสมุนรอบข้างของเขาแล้วนั้น เขากลับมีกลิ่นอายของผู้คงแก่เรียนอยู่เล็กน้อย ทั้งท่าทางก็แลดูอ่อนโยน 

ในขณะที่เจียงเผิงจีกำลังประเมินเขาอยู่นั้น อีกฝ่ายเองก็กำลังประเมินเธอเช่นกัน 

มองเจียงเผิงจีแล้ว หันไปมองเหล่าคุณหนูชนชั้นสูงที่หลบอยู่ด้านหลังของเธอ รู้สึกว่ามีที่ใดแปลกๆ ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้บางอย่าง...หน้าตาก็คล้ายๆ กัน รวมสตรีขี้โมโหนางนั้นไปด้วย ในห้องนี้ล้วนมีแต่สตรีเพศกระมัง? เหตุใดจึงรู้สึกราวกับว่าเผชิญหน้ากับบุรุษเช่นนี้? 

“หลานถิง...” เว่ยจิ้งเสียนเห็นว่าเธอจะไปพูดคุยกับหัวหน้ากองโจรจริงๆ ใจพลันตระหนก 

พวกนางหลุดเข้ามาในรังโจร ป่านนี้ชื่อเสียงคงไม่เหลืออะไรแล้ว แม้ในความเป็นจริงแล้วจะไม่ได้โดนทำร้ายใดๆ ก็ตาม หากได้รับการช่วยเหลือ มากสุดคือกู้ชื่อเสียงก็กลับมาได้ยากสักหน่อย แต่เจียงเผิงจีกลับจะไปอยู่ในห้องเดียวกันกับหัวหน้าโจรสองต่อสอง เช่นนั้นก็คงลำบากแล้ว 

“วางใจรอข้ากลับมาเถอะ” 

เจียงเผิงจีขยิบตาขวาทีหนึ่ง ท่าทางทะเล้นนั่นทำให้คนใจเต้นไม่น้อย 

ตำแหน่งของโถงด้านหลังซอมซ่อกว่าด้านหน้ามากนัก เจียงเผิงจีเดินไปนั่งหัวโต๊ะด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย ท่อนขายาวยกขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทีสบายๆ ด้านหน้าพวกคุณหนูยามนี้ไม่มีเธอคอยปกป้อง ในใจเธอพลันอยู่ไม่สุข 

“ทิ้งเหล่าหญิงงามไว้กับฝูงหมาป่าเช่นนี้ ข้าไม่วางใจนัก เรารีบๆ เข้าเรื่องกันดีกว่า ข้าอยากรีบกลับไปเร็วๆ แล้ว” 

เจียงเผิงจีพูดอย่างรีบร้อน แต่ดูจากท่าทางเธอนั้น กลับมองไม่ออกแม้แต่น้อย “ข้าไม่เชื่อใจโจรบ้าป่าเถื่อนพวกนั้นหรอกนะ” 

หัวหน้าโจรที่ยืนอยู่อีกฟาก แววตาร้อนรนนัก สำหรับเขา แม่นางม่อเป็นเหมือนหนามยอกอกที่ดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออกมาเนิ่นนาน 

เขาใคร่ครวญอยากจะรู้อยู่ทุกเช้าค่ำว่า ใครกันเป็นผู้ลงมือสังหารนาง เจียงเผิงจีเหมือนหยิบยื่นความหวังมาให้เขา เขาไม่อยากจะรอต่ออีกแม้แต่วินาทีเดียว 

“ความจริงแล้วฆาตรกรอยู่ข้างตัวเจ้ามาตลอด เพียงแต่เจ้าไม่รู้เท่านั้น” 

ข้างมือเจียงเผิงจีมีกาน้ำวางไว้ ปากถ้วยชานั้นมีคราบสีดำเปื้อนอยู่ เธอดูแวบหนึ่ง ไม่ได้ดื่มไปแม้แต่ครึ่งคำ 

หัวหน้ากองโจรก็มิใช่คนโง่ เมื่อฟังเจียงเผิงจีกล่าวจบ ก็เริ่มฉงนสงสัยแล้ว รู้สึกว่านี่เป็นการยืมมือผู้อื่นฆ่าคนโดยแท้ 

จะเป็นหัวหน้าโจรทั้งกองได้ ย่อมต้องมีสมองอยู่บ้าง หากแต่ที่เขาเผชิญหน้าด้วยนั้นคือเจียงเผิงจี ผลลัพธ์ต้องโดนจับฝังเป็นแน่แล้ว 

เธอคือผู้บัญชาการกองพลทหารที่เจ็ด ที่มีฝีปากร้ายที่สุด เป็นนางมารร้ายที่เพียงแค่อ้าปากก็สามารถเอาความลับที่พวกเขาฝังกลบไว้อย่างสุดชีวิตออกมาตีแผ่ได้! 

เรื่องที่ผู้ใต้บังคับบัญชากลัวที่สุดก็คือการสบตากับเธอ พวกเขามักรู้สึกเหมือนกลายเป็นนก ที่ถูกถอนขนจนโล้นเตียน 

“ข้ารู้ว่าเจ้าคงมีความคลางแคลงใจ คงคิดว่าข้าวางแผนให้พวกเจ้าฆ่ากันเอง ข้าก็แค่พูดเท่านั้น จะเชื่อหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของเจ้า” 

เจียงเผิงจีเย็นยะเยือก ร่างกายนี้สำหรับเธออ่อนแอเกินไป 

หากเธอจะทุ่มกำลังฝ่าวงล้อมหนีไปเพียงผู้เดียวนั้นก็ย่อมได้ แต่คุณหนูเหล่านั้นอาจจะถูกพวกโจรชั่วช้าฆ่าตาย 

เพอร์เฟ็คชันนิสต์อย่างเธอ ทนทำเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ 

“ฆาตรกรคือคนบ้านเดียวกันกับเจ้า คนที่ขาเป๋ หลังค่อมงอคนนั้น เขาอาศัยโอกาสตอนที่เจ้าออกไปล่าสัตว์ พาพวกกุ๊ยไปข่มเหงแม่นางม่อ ข่มเหงอย่างไรอย่าให้ข้าพูดเลย แม่นางม่อรักลึกซึ้งต่อเจ้านัก ในใจละอายเป็นหนักหนา สุดท้ายจึงปลิดชีพตัวเองลง” 

หัวหน้าโจรฟังจบ ความเคลือบแคลงในใจต่างหายไปหมดสิ้น เขาเชื่ออย่างหมดใจ 

เพราะอย่าว่าแต่เจียงเผิงจีเลย แม้แต่เหล่าพี่น้องโจรพวกนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าเขากับไอ้เป๋นั่นเป็นคนบ้านเดียวกัน ปกติยามเจอหน้ากันก็ผงกหัวให้ บางครั้งเขาก็ดูแลกันมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ แต่ก็เว้นระยะห่างกันไว้พอสมควร ความสัมพันธ์ของพวกเขานี้ยิ่งไม่ได้บอกกับผู้ใด 

เจียงเผิงจีพูดมาล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้ แล้วจะไม่ให้เขาเชื่อได้อย่างไร? 

“หากเจ้าไม่เชื่อ ลองแหวกเสื้อเขาดูก็ได้ ว่ามีรอยแผลที่แม่นางม่อฝากไว้บนแผ่นหลังเขาตอนที่กำลังโดนขืนใจอยู่หรือไม่ แม่นางม่อเอ๋ย ช่างเป็นสตรีที่ยอมตายเพื่อรักษาความบริสุทธิ์โดยแท้ แม้ต้องตายก็ไม่ยอมเสียไป ดิ้นรนต่อสู้กับพวกนั้นสุดกำลัง แต่นางเป็นเพียงแค่สตรีบอบบางคนหนึ่ง…” 

เธอเพิ่งพูดจบ หัวหน้าโจรก็แบกดาบเล่มใหญ่เดินออกไป ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงร้องอย่างหวาดผวาของเหล่าบรรดาคุณหนูดังขึ้น 

เธอสูดกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคลุ้งในอากาศ ยกยิ้มอย่างพอใจ ตะโกนเสียงดังว่า “คนต่อไป!” 

ระบบ : “...” 

แม้มันจะเป็นระบบที่ไม่ได้มีความรู้สึกอะไร แต่พอได้เจอกับโฮสต์คนนี้แล้ว ก็อยากจะระเบิดตัวเองตายเสียจริง! 

รองหัวหน้าโจรเดินเข้ามาสีหน้าซีดเผือด มองไปยังเจียงเผิงจีด้วยสายตาระแวดระวัง 

เมื่อครู่พี่ใหญ่เดินออกไปอย่างรีบร้อน ตรงรี่ไปจับลูกสมุนที่ไม่สะดุดตาไว้คนหนึ่ง ไม่พูดพร่ำทำเพลงแหวกเสื้อสมุนคนนั้นออกอย่างบ้าบิ่น ดวงตาแดงก่ำ ทำเอาคนที่มองพากันหวาดกลัวไปหมด 

สมุนคนนั้นก็คุกเข่าลงร้องขอชีวิตอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่รู้ว่าไปล่วงเกินอะไรพี่ใหญ่เข้า โดนพี่ใหญ่ยกดาบขึ้นตัดหัวขาดสะบั้นอย่างไม่มีใครคาดคิด 

“ลูกชายของเจ้า หายตัวไปตอนอายุยังน้อย…” เสียงร้องอย่างหวาดผวาของบรรดาคุณหนู ไม่มีผลอะไรต่อเจียงเผิงจีแม้แต่น้อย แค่ได้กลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาในอากาศตอนนี้ เธอก็รู้แล้วว่าได้ลุล่วงเป้าหมายที่วางไว้มาขั้นหนึ่งแล้ว “เจ้าอยากพบเขา?” 

“แน่นอนสิ!” 

พูดถึงลูกชาย ความหวังที่รองหัวหน้าโจรมีต่อลูกชายก็พลันทะยานสูงขึ้น นัยน์ตาเปล่งประกายระยับ 

เขานั้นเป็นคนเลอะเลือน ทำแต่เรื่องที่คนปกติไม่ทำกัน ก่อเรื่องไม่หยุดไม่หย่อน 

ยามมีเงินก็รีบใช้จ่ายสุขสำราญ หลับนอนอยู่ตามหอนางโลมทุกวัน ทะเลาะตบตีกับเหล่านางโลมพวกนั้นอย่างดุเดือด เงินหมดก็ไปรีดไถกับพ่อแม่ที่โชคร้ายของตน 

ต่อมาอายุมากขึ้น เขาจึงแต่งกับหญิงกำพร้าดวงซวยคนหนึ่ง แต่งได้สองปีก็มีลูกเป็นเจ้าเด็กจ้ำม่ำด้วยกันหนึ่งคน 

หากแต่มีลูกแล้วก็ยังไม่ทำให้เขากลับใจ วันๆ ยังคงเอาแต่เกกมะเหรกเกเรอยู่ 

มีครั้งหนึ่งไปหาเรื่องขาใหญ่เข้า โดนพวกนั้นยกพวกมารุมทำร้าย ซ้ำยังโดนเตะไปที่กล่องดวงใจถึงสองที เจ็บเสียจนสิ้นสติ 

ต่อมารักษาตัวหายดีแล้ว กล่องดวงใจยังใช้การได้ แต่หมอบอกว่าจะมีลูกไม่ได้อีกแล้ว 

มีลูกไม่ได้ เขาก็พลันนึกไปถึงลูกชายคนเดียวของตัวเองทันที ต่อไปต้องดูแลอย่างดี เพราะเกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา 

หากสูญเสียลูกชายคนนี้ไป ชาตินี้เขาคงไม่มีทายาทสืบสกุลแน่แล้ว 

ตายไปคงไม่มีใครมาจุดธูป โยนกระถางกราบไหว้ เช่นนั้นจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร? 

แต่ทว่า กลัวสิ่งใดมักเจอสิ่งนั้น ตอนลูกชายอายุได้สี่ขวบเขาก็หายตัวไป หาเท่าไรก็หาไม่พบ ภรรยาเขาร้องไห้เสียจนตาแทบบอด 

“ลูกชายเจ้า เคราะห์ร้ายมากกว่าดี” เจียงเผิงจีส่ายหน้า พลางถอนหายใจ “บ้านเมืองเกิดภัยพิบัติ ชาวบ้านยากลำบาก ภัยพิบัติแล้งหนักปีนั้น เก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้...เจ้ากับภรรยานั้นนับว่าไม่เลว เลี้ยงดูลูกชายมาอ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะความหวังดีที่มีนี้ กลับนำเรื่องไม่ดีมาสู่เขาได้” 

กล่าวยังไม่ทันจบ รองหัวหน้าโจรพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ตาสองข้างแดงก่ำ ทั่วทั้งร่างนั่งนิ่งแข็งค้างราวกับโดนสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด 

แล้งหนักปีนั้น ผู้คนต่างอดอยากปากแห้งไม่มีข้าวกิน ต้องหาของป่ากัดเปลือกไม้กิน แต่มีคนบางพวกที่จับลูกของคนอื่นมากินเป็นอาหาร 

เขายามหนุ่มมีเรี่ยวแรง พอจะเลี้ยงคนได้ทั้งครอบครัว บางคราหิวโซนัก ก็แอบไปลูบๆ คลำๆ ลูกชาวบ้าน... 

คิดได้ดังนั้น รองหัวหน้าโจรก็ทั้งทรุดลงไปไหว้ ทั้งร้องไห้กับพื้นอย่างบ้าคลั่ง ขอร้องอ้อนวอนทั้งน้ำตา “ท่านเทพผู้มีชีวิตขอรับ ได้โปรดบอกข้าทีเถิด ไอ้คนใจดำผู้นั้นมันเป็นใคร ไม่คิด...ไม่คิดเลยว่าจะทำเช่นนี้กับลูกชายข้าได้...เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้านะ…” 

เจียงเผิงจีหลุบตาลง พูดเสียงเรียบว่า “ในเมื่อเจ้าขอร้องข้าขนาดนี้ ข้าก็คงต้องพูด คนที่กินลูกชายเจ้าเป็นคนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับเจ้า ชั่วช้าเช่นเดียวกับเจ้า...ข้าไม่รู้อะไรมากกว่านี้แล้ว เจ้าไปสืบดูเอาเถิด” 

ระบบแหย่เจียงเผิงจีไปทีหนึ่งว่า “คุณคงไม่...ให้พวกเขาฆ่ากันเองหรอกนะ?” 

เหตุใดจึงไม่บอกมาให้ชัดว่าคือไอ้คนชั่วคนไหน? 

บอกเพียงว่าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ถึงเวลานั้นเขาไปในหมู่บ้านเพื่อตามหาขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร 

“โง่เง่า!” เจียงเผิงจีแอบเบะปาก หัวเราะเหอะเหอะ “ฉันไม่ใช่เทพเสียหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าใครอยู่บ้านเดียวกันกับเขา” 

ระบบ : “……¥%……¥#¥#@@@……” 

ในเมื่อไม่รู้ เช่นนั้นก็อยู่ที่นี่พูดจาเรื่อยเปื่อยต่อไปเถอะ! 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว