email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 01 ตีหน้าเศร้า เหล้าความเท็จ

ชื่อตอน : ตอนที่ 01 ตีหน้าเศร้า เหล้าความเท็จ

คำค้น : นิยายวาย สายเปย์ ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมา นิยายรัก ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ส.ค. 2564 17:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 01 ตีหน้าเศร้า เหล้าความเท็จ
แบบอักษร

 เนื้อหาตอนนี้จะมีบางส่วนซ้อนทับกับเรื่องพระรามลงทัณฑ์นะคะ 

  

ตอนที่ 01 ตีหน้าเศร้า เหล้าความเท็จ 

 

*  

Achi Part 

 

ผมแตะคีย์การ์ดเข้ากับประตูห้องก่อนผลักเข้าไปแล้วใช้เท้าถีบบานประตูให้มันปิดกลับเข้าที่เดิม เดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวยาวที่อยู่ตรงห้องนั่งเล่น แต่แล้วก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บจนแทบน้ำตารื้นเมื่อช่องทางด้านหลังเจ็บขัด

“อ๊ากกกกก” ผมแหกปากตะโกนด้วยความขุ่นเคืองใจก่อนดึงทึ้งหัวจนเส้นผมยุ่งเหยิง ไม่น่าดื่มเหล้าเลย อุตส่าห์สัญญากับไอ้พู่แล้วว่าจะไม่ดื่มเหล้ากับคนอื่นนอกจากมัน หาเรื่องใส่ตัวเองแท้ ๆ ถ้าไอ้พู่รู้มันต้องด่าผมสามวันติดไม่มีซ้ำคำแน่นอน

ผมหอบร่างเน่า ๆ มาทิ้งลงบนเตียง ดีที่ไอ้พี่นทีมันยังพอมีความดีอยู่บ้างที่ไม่ปล่อยให้ผมนอนตัวเน่าหลังจากเสร็จกิจกรรมเข้าจังหวะในรอบที่สาม แต่อุ้มพาไปอาบน้ำประแป้งให้เรียบร้อยจนตัวหอมฟุ้ง ผมสะบัดหัวไปมาขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน กำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะเอายังไงดี แต่จู่ ๆ ภาพก็ตัด หลับไปทั้งที่ยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุด

ผมลุกขึ้นมานั่งทึ้งหัวตัวเองเมื่อเสียงแจ้งเตือนข้อความดังรัวราวกับปืนกล ทั้งข้อความจากไอ้เศร้าที่ส่งมาถามหลังจากแยกกันที่ร้านหมูกระทะ ไอ้พู่ที่รัวส่งมาเหมือนผมติดหนี้มันแล้วไม่ใช้คืน ไหนจะข้อความจากไอ้พี่นทีอีก ที่เอาแต่รัวสติ๊กเกอร์หน้าสำนึกผิดมาไม่หยุดจนโทรศัพท์ผมแทบค้าง

ผมเลือกที่จะไม่ตอบข้อความของใครสักคน ผมยังไม่พร้อมที่จะโดนไอ้พู่ด่า ไม่อยากทำตัวมีพิรุธให้ไอ้เศร้าเป็นห่วง ส่วนไอ้พี่นที ไปตายเลยไป!

ผมโยนโทรศัพท์ที่มีสายชาร์จเสียบคาอยู่ลงบนเตียงแล้วเดินหัวยุ่งเข้าไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ภาพที่ปรากฏอยู่ในกระจกแทบจะทำให้ผมร้องตะโกนด้วยความขุ่นเคืองขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้พี่นที ไอ้เหี้ย! ชาติที่แล้วพี่มึงเป็นปลิงเหรอ ดูดจนผมแดงช้ำไปทั้งตัว ดีที่พี่มันทำแค่ในร่มผ้า ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมคงได้ใส่เสื้อคอเต่าไปมหา’ ลัย

 

​* 

 

ผมพ่นลมออกทางจมูกแล้วยัดของทั้งหมดใส่ไว้ท้ายรถ วันนี้ผมต้องกลับไปนอนที่บ้านเพราะแม่โทรตาม ปกติผมไม่ค่อยได้กลับบ้านสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะหมกตัวอยู่ที่คอนโดเสียมากกว่า ผมไม่ชอบเวลาแม่เรียกว่าน้องอชิ เรียกไอ้อชิยังจะฟังรื่นหูกว่าอีก

ติ๊ง 

เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้น เรียกความสนใจให้ผมหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าสะพายขึ้นมากดดู

Natee : ขอโทษครับ

Natee : สติ๊กเกอร์หมีทำหน้าสำนึกผิด

ผมกดปิดหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด ไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่พี่มันรู้ข้อมูลการติดต่อของผม ครอบครัวพี่นทีเปิดบริษัทนักสืบ เงินไม่หนาถึงเจ็ดหลักก็ไม่สามารถใช้บริการได้ จะเรียกว่าเป็นบริษัทนักสืบเอกชนของชนชั้นอีลีตก็คงไม่ผิด เพราะเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์กริ๊งเดียวก็สามารถลบข่าวทุกข่าวให้หายไปได้ราวกับธานอสดีดนิ้ว ไม่มีนักข่าวคนไหนกล้าท้าทาย เพราะคงไม่มีใครอยากลองดีกับคนที่สามารถพลิกแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือเดียวได้อย่างคุณอัครา วงศ์ไพศาลถิรกุล เพราะนั่นเท่ากับเป็นการลดอายุขัยตัวเองให้สั้นลง

ผมเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างผู้ชายหน้าสวย มันหันมาส่งยิ้มให้ก่อนจะเอียงคอมองผมเหมือนสงสัย มันคงอยากถามว่าผมหายไปไหนมาทั้งคืน ทำไมถึงไม่ตอบข้อความ แต่เพราะเป็นไอ้เศร้า ผมรู้ว่ามันจะไม่ถามถ้าผมไม่เป็นคนเปิดปากพูดเอง ถึงแม้ผมจะเพิ่งเป็นเพื่อนกับมันได้แค่สองวัน แต่ผมกลับรู้นิสัยของมันดียิ่งกว่าเพื่อนปลอม ๆ ที่คบมานานถึงหกปีเสียอีก

ผมเห็นมันมาสักพักแล้ว เพื่อนในห้องชอบจับกลุ่มนินทามัน ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่สนใจเพราะตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะเข้ามหา’ ลัยโดยไม่มีเพื่อน ผมไม่ชอบความวุ่นวาย รำคาญพวกหน้าไหว้หลังหลอก แต่พอเห็นหน้าหงอย ๆ บวกกับหน้าซื่อ ๆ ไม่ทันคนของมันก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปทัก แล้วบังคับหักคอให้มันมาเป็นเพื่อนกับผม ใครเกลียดมันลง ผมโคตรนับถือใจเลย

ผมปิดหนังสือแล้วชวนไอ้เศร้าลงไปรอพี่พระรามใต้ตึกคณะ ไอ้เศร้ามันต้องไปกินข้าวกับพี่พระรามทุกวัน นอกจากวันไหนที่ฝ่ายนั้นไม่ว่างจริง ๆ ถึงจะยอมปล่อยให้มันออกจากกรงไปใช้ชีวิตลำพังในรั้วมหา’ ลัย ฝั่งนั้นหวงมันออกนอกหน้าจนผมคิดว่าสารภาพรักกันไปแล้ว แต่เพื่อนผมมันดันใสซื่อ นอนกอดกันทุกคืนแต่มันกลับบอกว่าดีใจที่จะได้มีพี่ชาย ผมเวทนาความซื่อบื้อของมันฉิบหาย

“เศร้าไปกินข้าวกันครับ” ผมหันไปมองคนมาใหม่ ก่อนจะชะงักเมื่อพี่พระรามพ่วงคนที่ผมไม่อยากเจอมากที่สุดมาด้วย

“เศร้าให้อชิไปกินข้าวด้วยได้มั้ยครับ” ผมโคตรอยากจะบอกมันเลยว่าไม่ต้องชวน ผมไม่หิว ผมไม่ยากไปกินข้าวกับไอ้พี่นที

“ได้ครับ”

“อชิไปกินข้าวกัน” ผมอึกอักเพราะไม่รู้จะบอกมันยังไงดี ผมไม่อยากทำให้เพื่อนลำบากใจที่ต้องมาอยู่ตรงกลางความไม่ลงรอยระหว่างผมกับพี่นที แค่ลำพังชีวิตมันก็มีเรื่องยุ่งยากใจมากพออยู่แล้ว ผมไม่อยากเอาปัญหาของตัวเองไปถมทับใส่มันอีก

“อชิ มีอะไรหรือเปล่า”

“อชิ พี่ขอคุยด้วยหน่อย”

“จะไปกินข้าวไม่ใช่เหรอ ไปดิกูหิวแล้ว” ผมเมินสีหน้าสำนึกผิดของพี่นทีแล้วเดินนำทุกคนไปที่โรงอาหาร อีกฝ่ายมีสีหน้าหงอยกว่าเดิมเมื่อผมไม่คุยด้วย ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปสบตา

ผมโคตรเกลียดพี่มันเลยอะ ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากได้ยินเสียง ถึงผมจะเป็นคนเริ่มก่อน แต่ผมเมาอะ พี่มันไม่เมา ทำไมไม่หักห้ามใจวะ

 

*

 

ผมเดินตามไอ้เศร้ากับพี่พระรามเข้ามาในห้องเรียน ส่งลูกน้อยเข้าเรียนเสร็จอีกฝ่ายก็ขอตัวไปทำธุระต่อ คล้อยหลังพี่พระรามพวกปากมอมก็เริ่มเห่าหอนจนผมอยากเอาน้ำร้อนไล่สาด

“อะไรเอ่ยเป็นอีกาแต่ชูคอเหมือนหงส์”

“ก็คนแถวนี้ไงแก”

“พอพี่รามเบื่อเดี๋ยวก็โดนเขี่ยทิ้งเองนั่นแหละ”

“ไม่น่าเชื่อว่าพี่รามจะตาต่ำได้ขนาดนี้ ถึงกับไปคว้าเอาของต่ำมาเชิดหน้าชูตา”

“เสียแรงที่ยกให้เป็นไอดอลว่ะ ไม่คิดว่ารสนิยมจะต่ำขนาดนี้”

“ของต่ำคู่กับคนตาต่ำก็ศีลเสมอกันดีนี่แก”

“เป็นของเล่นของพวกคนรวยยังไม่รู้ตัวอีก คิดว่าเขาจะจริงใจด้วยหรือไง ฮ่า ๆ ๆ”

ผมกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย พวกขี้อิจฉา ทำตัวได้น่าสมเพชจนอยากจะหัวเราะ

“ก็ยังดีที่ได้เป็นของเล่นคนรวย ไม่เหมือนบางคนให้ฟรีเขายังไม่เอาเลย” ผมพูดขึ้นลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงใคร แต่ตลกที่มันทำให้คนพวกนั้นดิ้นพล่านเหมือนไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวก “ของเล่นนี่มีราคาแพงเนอะ ตั้งห้าสิบล้าน”

“แกว่าใคร” เพื่อนผู้หญิงในห้องลุกขึ้นชี้หน้าผม

ผมมองเหยียดก่อนด่ากราดอย่างไม่เกรงกลัวที่ฝ่ายนั้นมีจำนวนเยอะกว่า

“ว่าพวกมึงนั่นแหละ ต่อให้เป็นผู้หญิงกูก็ด่าได้นะถ้ายังปากหมาไม่เลิก” ผมลุกขึ้นชี้หน้าคนพวกนั้นกลับ “ไม่รู้อะไรอย่าเสือกปากมาก ไปทำตัวเองให้มีคนอยากเอาก่อนไปแล้วค่อยมาว่าคนอื่น”

ผมโคตรเกลียดเลย พวกที่ไม่รู้จริงแล้วปากหมานินทาคนอื่นเขาไปทั่ว พวกปากมอมต้องเจอคนปากหมาแบบผมถึงจะสมน้ำสมเนื้อ

“ไอ้อชิอย่าปากดีให้มันมาก” เพื่อนผู้ชายชี้หน้าผมอย่างไม่พอใจ

“อชิอย่ามีเรื่อง เดี๋ยวโดนใบเตือน” ไอ้เศร้าลุกขึ้นคว้าข้อมือผมที่ตั้งท่าจะพุ่งใส่ไอ้ผู้ชายคนนั้นไว้ ผมไม่อยากเรียกพวกมันว่าเพื่อนร่วมห้องด้วยซ้ำ เสนียดปาก

“โดนก็โดน คิดว่ากูสนใจเหรอ มึงเป็นเพื่อนกู ทำไมกูจะมีเรื่องกับคนอื่นเพราะปกป้องมึงไม่ได้” ผมหันไปพูดกับมันด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ผมรู้ว่าที่ผ่านมามันต้องเจอกับอะไรบ้าง ทั้งคำนินทาจากพวกผีเจาะปาก ทั้งพวกรุ่นพี่ผู้ชายที่พยายามจะลวนลามมันเพราะเห็นว่ามันสู้ไม่ได้ ผมอยากเป็นเพื่อนกับมันเพราะอยากปกป้องมันจากคนเลว ๆ พวกนั้น ถ้าแค่นี้ผมยังปกป้องมันไม่ได้ ผมจะกล้าเรียกตัวเองว่าเพื่อนได้ยังไง

“จะว่าก็ว่าเราคนเดียวอย่าพาดพิงพี่ราม พวกเธอไม่มีสิทธิ์มาว่าเราด้วยซ้ำ เราไม่เห็นว่าพวกเธอจะทำตัวให้น่าชื่นชมตรงไหนเลย ทำตัวให้เหมาะกับเป็นคนมีการศึกษาบ้าง อย่าให้คนอื่นเขาว่าเอาได้ว่าทำตัวเหมือนคนไม่มีความคิด” ผมรู้ว่ามันเองก็อยากลุกขึ้นมาปกป้องคนที่ตัวเองรัก ถึงได้กล้าตอกกลับคนพวกนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันไม่สนใจด้วยซ้ำว่าใครจะด่าว่ามันยังไง

“อย่าคิดว่ามีพี่รามหนุนหลังแล้วจะปากดีใส่พวกกูได้นะไอ้เศร้า ก็แค่อีตัวเปล่าวะ”

ผมกำหมัดแน่น ต้องเหี้ยขนาดไหนถึงจะกล้าว่าคนอื่นแบบนี้ได้วะ

“ต่อหน้าไม่กล้า ดีแต่เก่งนินทาลับหลัง อยู่ต่อหน้าพี่รามช่วยกล้าให้ได้แบบเมื่อกี้ด้วยนะ กูจะรอดูว่าปากกับหัวของพวกมึงอะไรจะแตกก่อนกัน” แล้วผมก็จะเอาเรื่องวันนี้ไปฟ้องพี่พระรามด้วย

“ปากดีไอ้สัด มึงก็ไม่ต่างอะไรกับไอ้เศร้าหรอก ไม่มีใครคบถึงต้องไปคบกันเอง”

ถามกูหรือยังว่ากูอยากคบกับพวกมึงมั้ย

“ความคิดด้านดีติดลบใครจะอยากคบวะ” ผมมองเหยียดอีกฝ่ายราวกับเป็นสิ่งน่ารังเกียจก่อนหันไปพูดกับไอ้เศร้า

“กูมีมึงเป็นเพื่อนแค่คนเดียวก็พอแล้ว ต่อให้เรียนจบมึงก็ห้ามทิ้งกูเพราะกูจะเป็นเพื่อนกับมึงไปเรื่อย ๆ เป็นไปจนตายนั่นแหละ”

“อืม เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปเลย” มันยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มที่ปกปิดความดีใจไว้ไม่มิด ตอนที่ผมเรียกมันว่าเพื่อน มันก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ผมโคตรโกรธคนพวกนั้นเลย ที่ยัดเยียดความเศร้าหมองให้คนคนหนึ่งได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่มันเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่าทำสีหน้าเหงา ๆ เป็นไหน ๆ

ผมดึงแขนมันกลับลงมานั่งที่เดิมเมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในคลาสแล้วกวาดสายตามองนักศึกษาไปทั่วห้องก่อนจะเริ่มเช็กชื่อ

ผมค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นหน่อย ได้ด่าคนพวกนี้ถือว่าซ้อมฝีปากไว้ด่าไอ้พี่นทีก็แล้วกัน

 

* 

“เรากลับก่อนนะอชิ” ผมมองส่งไอ้เศร้ากับพี่พระรามจนทั้งคู่หายลับไปจากสายตาจึงลุกขึ้นหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพายบ้าง

“อชิครับ” ยังไม่ทันก้าวขา คนที่ผมพยายามหลบหน้ามาทั้งวันก็โผล่ออกมาจากมุมตึก แล้วมายืนขวางหน้าผมเอาไว้

ผมพ่นลมหายใจออกทางจมูก หงุดหงิดจนอยากด่าให้ลืมทางกลับคอนโด ไม่อยากคุยด้วย ไม่อยากเห็นหน้า ทำไมแค่นี้ถึงไม่เข้าใจวะ

“น้องอชิครับ”

“น้องพ่อพี่สิ ผมลูกคนเดียว”

“อชิพูดไม่เพราะ” มันยังมีหน้ามายอกย้อน ไม่สำนึกความผิดตัวเอง

ผมจ้องอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง

“ทำแบบนี้ทำไม”

“ขอโทษครับ”

“ไม่ให้อภัย” ผมพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเขียว

พี่มันทำหน้าหงอย ถ้าเป็นหมาตัวโตก็คงหางลู่ หูตก

“ชอบผมเหรอ”

“...” อีกฝ่ายเงียบก่อนก้มหน้าหลบสายตา

ผมรู้อยู่แล้วว่าคำตอบคือไม่ใช่ ผมไม่ได้ต้องการความเห็นใจหรือความสงสาร ผมไม่ได้น่าสมเพชขนาดนั้น คนอย่างผมดูแลตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมารับผิดชอบ

“ถ้าแค่รู้สึกผิดก็กลับไปเถอะ ผมไม่ได้ต้องการให้พี่มารับผิดชอบ”

อีกฝ่ายไม่ตอบ ผมจึงเลือกเดินหนีออกมา

“จะตามมาทำไมอีก” ผมถามพร้อมสับขาให้เร็วขึ้น

“อยากไปส่ง”

“ไม่ต้อง” ผมหันไปตอบแบบหงุดหงิดแล้วเดินหนีมาอีกทาง แต่อีกฝ่ายก็ยังเดินตามมาไม่เลิก ผมหยุดเดิน หันหลังกลับแล้วกอดอกจ้องอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง

“ถ้ายังไม่เลิกตาม ผมจะต่อยพี่ให้ตาเขียวเลย”

“อชิจะต่อยพี่ก็ได้ แต่ต่อยเสร็จแล้วให้พี่ไปส่งนะครับ” มันยังมีหน้ามาท้าทาย

ผมง้างหมัด ตั้งท่าจะชกคนตรงหน้า นอกจากจะไม่หลบ พี่มันยังยื่นหน้ามาให้ผมต่อยได้สะดวกด้วย

“กลับไปหาเมียพี่เลยไป” ถึงขอโทษจนตาย สิ่งที่ทำไปแล้วมันก็ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้อยู่ดี

“เลิกแล้ว” อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้าหงอย ๆ ผมถอนหายใจก่อนปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกผิด

“เพราะผมเหรอ”

“ไม่ใช่” ก็ยังดีที่ผมไม่ใช่ต้นเหตุของความสัมพันธ์ร้าวฉานในครั้งนี้ ไม่อย่างนั้นผมคงจะรู้สึกแย่มากกว่านี้

“ผมไม่อยากเห็นหน้าพี่อีก ถ้ายังเสนอหน้ามาให้เห็น ผมจะต่อยให้คว่ำเลย” ผมหันไปขู่ฟ่อก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถแล้วเหยียบคันเร่งออกมาจากตรงนั้น เมื่อหันไปมองกระจกหลังก็ยังเห็นอีกฝ่ายยืนอยู่ที่เดิม

 

ผมเดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาปลายเตียง หยิบโทรศัพท์ที่สั่นครืดไม่หยุดขึ้นมากดรับ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเมื่อได้ยินเสียงด่าดังมาตามสาย

[อีอชิ มึงหายไปไหนมาทั้งคืน กูกดส่งข้อความจนนิ้วจะหักอยู่แล้ว] 

“แบตกูหมด”

[ตอแหล มึงไปก่อเรื่องอะไรไว้เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ อย่าให้กูต้องขึ้นเครื่องจากอังกฤษเพื่อไปเค้นคอมึง] ผมโคตรเกลียดคนรู้ทันเลย

ชมพู่กับผมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวของเราสนิทกันมาก แม่ผมถึงขั้นเคยพูดว่าอยากให้ผมแต่งงานกับมัน ไอ้พู่เป็นทอมแต่ที่บ้านมันไม่มีใครรู้ ส่วนผมเพิ่งโดนผู้ชายบุกป้อมปราการมา ขืนแต่งงานกันจริงฟ้าได้ผ่ากันพอดี

ผมถอนหายใจก่อนสารภาพกับมันไปตามตรง

“เมื่อคืนกูเมา”

[แล้ว?]

“กูเผลอมีอะไรกับรุ่นพี่” ผมกลั้นใจรอฟังเสียงด่า

[อีอชิ! กูบอกมึงว่ายังไง ห้ามดื่มเหล้าถ้ากูไม่อยู่ด้วย]

“ดื่มอยู่ห้อง กูก็คิดว่าไม่เป็นไร” ผมรู้ว่าไม่ควรไว้ใจคนที่เพิ่งรู้จัก แต่เรื่องมันเกิดไปแล้วนี่นา จะให้ย้อนเวลาก็คงทำไม่ได้

[แล้วยังไง เขาให้มึงรับผิดชอบหรือเปล่า]

“เขาต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบกูมั้ย” แต่ผมไม่ต้องการหรอกนะ แค่หายไปจากชีวิตผมก็พอ ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก

[กูไม่เข้าใจ]

“คนที่กูนอนด้วยเป็นผู้ชาย ผู้ชายที่ตัวสูงกว่ากูเยอะอะ มึงพอนึกภาพออกมั้ย”

[เหี้ย!] ผมปล่อยให้มันโวยวายทึ้งหัวตัวเองอยู่สักพัก พอสงบสติอารมณ์ได้มันก็กลับมาเค้นคอถามผมอีกรอบ

[มึงเล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้ามึงพูดไม่หมดกูจะตามไปหักคอมึงถึงไทยเลย]

 

 * 

ตอนหน้าหืดหาดบอยกำลังจะกลับมา

พี่นทีมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่หมา หมา แล้วก็หมา

ทำเลวกับน้องครั้งเดียว จงเป็นหมาตาหลอดปัย!

พี่ชายคว้าตำแหน่งหมาใหญ่ไปครองแล้ว น้องจะไม่หมาก็ยังไงอยู่555555555555555

แต่เรื่องนี้ไม่รับบริจาคอาหารเม็ดนะคับ รับบริจาคใบบัวบกแทน

 

#ข้ามฟ้ามาหานที 

  

  

Twitter >> https://twitter.com/BetaBeetaaa 

เพจ >> https://www.facebook.com/BetaBeetaaa 

Facebook >> https://www.facebook.com/beta.bee.188/ 

  

  

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว