ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 48

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 209

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 19:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 48
แบบอักษร

00 48 

 

เหตุการณ์ตรงหน้าเปลี่ยนไปอีกหน สิ่งที่รอพฤกษ์อยู่คืองานศพที่จัดขึ้นอย่างเอิกเกริก อันที่จริงแล้วเขาไม่นับถือศาสนา ..ไม่นับถือแต่ก็ไม่ลบหลู่ เพราะนั่นคือความเชื่อส่วนบุคคล และเขาก็มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะปฏิเสธ พฤกษ์ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทางศาสนา เดิมสิ่งนั้นคือแม่ เขาเคารพเทิดทูนผู้ให้กำเนิดยิ่งกว่าสิ่งใด ทว่าแม่ก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว ต่อมาพฤกษ์จึงยกตนเองเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทั้งที่เป็นเช่นนั้น สุดท้ายแล้วงานของเขาก็ไม่พ้นต้องมาจัดอยู่ในวัดตามประเพณีที่สืบต่อกันมาช้านาน ถ้าให้เดามันก็คงเป็นความต้องการของพ่อ พ่อก็เหมือนเขา ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองสบายใจ รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่มีศาสนาแต่ก็จัดงานศพแบบพุทธเพื่อให้เขาได้ตายเหมือนคนอื่นที่มีศาสนา คงเชื่อว่าพระสงฆ์จะสวดส่งวิญญาณเขาให้ไปสุคติได้ 

แต่นั่นไม่จริงเลย 

งานศพไม่ได้จัดขึ้นเพื่อคนตาย แต่จัดขึ้นเพื่อให้คนที่ยังอยู่ต่างหาก 

นั่นน่ะสิ แล้วคนไม่มีศาสนาจัดพิธีศพกันอย่างไร มนุษย์เรากำเนิดหลายถิ่นฐาน ต่างความเชื่อ ต่างสวรรค์ต่างนรก เราล้วนสร้างศรัทธาของตนขึ้นมา สร้างสวรรค์ที่ไม่เคยเห็น และสร้างนรกที่ไม่เคยสัมผัส ถ้าเช่นนั้นคนเหล่านี้ตายแล้วไปไหน ไปที่แห่งใด ต้องไปอย่างไร มีใครคอยชี้นำไหม สิ่งที่รออยู่หลังจากนั้นคืออะไร สวรรค์ที่ไหนจะโอบกอด นรกที่ไหนจะสาปส่ง หรือที่จริงแล้วปลายทางของคนเหล่านั้นคือความว่างเปล่า 

หรือไม่บางทีก็อาจจะได้ย้อนกลับมาในอดีตเหมือนอย่างเขากระมัง 

ชายหนุ่มยืนอยู่ในศาลาสวดอภิธรรมขนาดใหญ่ มองดูแขกเหรื่อที่เดินขวักไขว่ผ่านไปมา บางคนเป็นคนใหญ่คนโต บางคนก็เป็นเครือญาติ บางคนก็เป็นคนที่เขาไม่รู้จัก ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ เซเลบริตี้หรือคนดังต่างก็แห่แหนกันมาทุกสายงานสายอาชีพ เขาเห็นคุณลักษมณ์ เจ้าของร้านตัดสูทที่คุ้นเคยยืนคุยกับดาราสาวคนหนึ่งอยู่ไกล ๆ พฤกษ์ยิ้มบาง รู้สึกใจชื้นที่อย่างน้อย ๆ ก็มีคนสนิทมาร่วมงานอยู่บ้าง 

คุณโสมเดินดูช่อพวงหรีดมากมายที่ถูกส่งมาเพื่อแสดงความไว้อาลัย มือเรียวยาวสีซีดสัมผัสไปตามดอกไม้สดนานาชนิดและชื่นชมพวกมันอย่างเพลิดเพลิน กระทั่งมาถึงพวงหรีดที่ใช้ดอกลิลลี่สีขาวล้วน มีป้ายระบุผู้ส่งว่า ‘ด้วยความอาลัยยิ่ง ..ครอบครัวเลิศบดินทร์’ พลันสีหน้าก็เปลี่ยนไปเรียบตึงทันที เขาหันไปเห็นพฤกษ์ยืนเหม่อ ดวงตาหลังกรอบแว่นกำลังทอดมองร่างกายหนึ่งที่มีผ้าแพรคลุมอยู่จนมิดศีรษะ มีเพียงแขนข้างขวาที่คล้องมาลัยเท่านั้นที่ยื่นออกมา 

“รู้สึกเป็นอย่างไร” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยถาม 

“แปลกดีครับ” พฤกษ์หันมาตอบ น้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่เคยมางานศพตัวเอง” 

“ฉันคิดว่าเธอมาจนเบื่อแล้วเสียอีก” 

“คุณโสมพูดว่าอะไร..” 

“นั่นน้องชายเธอนี่” 

พฤกษ์ลืมสิ่งที่คิดจะถามทันที เขาหันไปตามที่คุณโสมบอก ร่างสูงของพงพีกำลังยืนมองรูปหน้างานศพด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย พฤกษ์เดินเข้าไปหาน้อง มองใบหน้าหล่อเหลาด้วยแววตาแดงก่ำ พงพีในตอนนี้อายุราวยี่สิบแปด ตัวสูงกว่าเขาเล็กน้อยทว่าดูกำยำและแข็งแรงดีถึงจะมีท่าทีหยาบกระด้างไปบ้าง เห็นแบบนี้พฤกษ์ก็อดคิดถึงเด็กผู้ชายตัวน้อย ๆ ที่ตนคุ้นเคยมาตลอดสามปีอย่างเสียไม่ได้ เพราะในกาลนี้ความสัมพันธ์ของเขากับน้องทั้งสองคนช่างเลวร้ายเหลือจะรับ 

ซึ่งส่วนหนึ่งมันคือความผิดเขาเอง.. 

“ตายไปเสียได้ก็ดี ” 

พฤกษ์ลมหายใจสะดุดไปในทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น เขาเม้มริมฝีปากจนสั่นก่อนจะก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่ตนเองก่อเอาไว้ 

“คนแบบคุณ ตายแบบนี้ก็สมควร ละ แล้ว” 

ร่างสูงสะอื้น ซึ่งทำให้พฤกษ์ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เขาไม่คิดว่าพงพีจะมีน้ำตาหรือความเสียใจให้ ทีแรกเขานึกว่าตนเองได้ยินเพี้ยนไปเสียด้วยซ้ำ แต่พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นน้ำตาของน้องชายไหลออกมาเป็นสาย 

“ผมจะร้องไห้ให้คุณเป็นครั้งสุดท้าย แค่ครั้งนี้..” ชายหนุ่มยกมือปาดน้ำตา ทว่ายิ่งปาดมันออกก็ยิ่งไหลออกมาไม่หยุด “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น” 

“เจ็บปวดหรือเปล่า” เสียงเย็น ๆ ถามเขา พฤกษ์พยักหน้า เขาจุกอยู่ในลำคอเกินกว่าพูดออกมาเป็นคำได้ คุณโสมมองเขาที มองพงพีที พูดขึ้นมาว่า 

“ตอนที่เธอด่า ตอนที่เธอตี น้องชายเธอก็เจ็บปวดแบบนี้เหมือนกัน” 

“ฉันขอโทษ..” พฤกษ์สะอื้นและโถมตัวเข้ากอดพงพี 

คุณโสมมองไปยังร่างกายที่นอนแข็งทื่ออยู่ไม่ใกล้ พูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง 

“ไม่มีประโยชน์ที่จะมาขอโทษตอนที่สายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เธอควรทำในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มนุษย์เป็นสิ่งที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท เด็กน้อยเอ๋ย ต่อจากนี้เธอควรจะระวังให้มาก ..ระวังคำพูดที่อาจจะไปทำร้ายใคร ระวังการกระทำที่อาจจะไปทำให้ใครเจ็บปวด บางทีเธออาจไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่มีความผิดเลย เพราะสิ่งที่ทำไปแล้วมันมีผลทันทีและจะคงอยู่เช่นนั้นไปตลอด 

พฤกษ์ผินหน้าไปทางอื่น น้ำตาไหลออกมาไม่ขาด แต่แล้วก็บังเอิญเห็นพนากับมาลีวัลย์นั่งหันหน้าไปคนละทางและกำลังร้องไห้อยู่เงียบ ๆ พอมองเลยไปอีกก็เห็นหลี่เหมาเหมานั่งอยู่ในอาการสงบนิ่ง แววตาของเธอเศร้าหมองและแดงเรื่ออยู่ตลอด พฤกษ์มองภาพนั้นอย่างสะเทือนใจ เขาเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บปวดอย่างถึงที่สุด ทุกสิ่งที่คุณโสมพูดมานั้นเป็นจริงทั้งหมด และถึงแม้เขาจะรู้สึกผิดอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดในกาลนี้ได้อีกต่อไป 

“คนเราตายไปแล้วจะทิ้งบางอย่างให้คนที่ยังอยู่เสมอ สิ่งนั้นเรียกว่าความทรงจำ และคนที่ยังอยู่ก็จะจดจำเธอจากสิ่งที่เธอทำกับพวกเขา” 

คุณโสมแตะไหล่เขาก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นลูกศีรษะ ใบหน้าของอีกฝ่ายมีรอยยิ้มสวยแต่งแต้มอยู่เล็กน้อย

“ไปเถิด เรายังต้องไปต่ออีก”

ร่างโปร่งว่าก่อนจะจูงมือเขา พริบตาเดียวพฤกษ์ก็มาอยู่ในงานศพใญ่อีกงาน ชายหนุ่มเห็นอัครานั่งตาลอยอยู่ข้าง ๆ คุณสิงขรผู้เป็นปู่ ขณะที่ผู้เป็นพ่ออย่างสิงหลยืนต้อนรับแขกอยู่หน้าศาลาสวดอภิธรรม

เขามองไปยังรูปงานศพ เป็นอย่างที่คิดไว้ว่าผู้ตายคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสิรี แม่ของอัครา

พฤกษ์นั่งลงข้าง ๆ อดีตคนรัก จับมืออีกฝ่ายมากุมและเอนศีรษะพิงกับไหล่หนา ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่รู้สึกตัวแต่ขอให้เขาได้มีโอกาสปลอบโยนสักนิดก็ยังดี

“ปู่..” น้ำเสียงแหบห้าวของอัคราเอ่ย สิงขรถึงกับเลิกคิ้วเพราะตลอดทั้งวันมานี้หลานชายของตนแทบจะไม่พูดไม่จากับใครเลยสักคำ

“ผมอยากไปหาพฤกษ์” เขาเอ่ยอย่างมีความหวัง “ให้ผมได้ไปกราบ..”

“ไม่ได้” เพียงคำเดียวที่เด็ดขาดก็พาลให้น้ำตาของอัคราไหลอาบแก้มแทบจะทันที

“เจ้าสัวอุตส่าห์ไม่เอาความ แกอย่าเพิ่งโผล่ไปให้ฝั่งนั้นเห็นหน้าเลย”

ชายหนุ่มหันไปมองโลงศพที่มีสายสิญจน์เกี่ยวโยงอยู่เต็มไปหมด ร่างของแม่ที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโกนอนนิ่งอยู่ภายในนั้น เจ้าสัวพนาไม่เอาความใด ๆ เกี่ยวกับการตายของลูกชายก็เพราะอีกฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว สิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกัน นั่นก็คือชีวิตของแม่ อัคราตอนที่รู้ข่าวก็แทบเสียสติ

ภายในระยะเวลาอันสั้น เขาได้เสียคนที่รักไปแล้วถึงสองคน

“ทำไมคนที่ตายถึงไม่ใช่ผม” 

“มันมีเหตุผลที่แกมีชีวิตอยู่”

สิงขรเหลือบมองหลานชาย แม้จะดูโหดเหี้ยมทว่าเขาก็จำเป็นต้องพูดออกไป

“เพราะถ้าแกตายมันจะง่ายเกินไป ทางเดียวที่แกจะชดใช้คือต้องมีชีวิต ..มีชีวิตอยู่เพื่อรู้สึกผิดกับสิ่งที่แกทำลงไปอย่างไรล่ะ”

อัคราร้องไห้ออกมาเสียงดังหลังจากที่ปู่ของเขาพูดจบ พฤกษ์เองก็พลอยรู้สึกสะเทือนใจตามไปด้วยอีกคน เขากอดชายหนุ่มไว้แน่นและพร่ำบอกให้อีกฝ่ายจงมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรู้สึกผิดต่อเขาหรืออยู่เพื่ออะไรแต่ก็ขอให้มีชีวิตอยู่ต่อไปก็พอ 

เพราะต่อให้เจ็บปวดแต่สักวันจะมีความสุขได้ และเขาเองก็ปรารถนาให้อัคราเป็นเช่นนั้น

“สักวันมันจะผ่านไป” พฤกษ์สะอื้น “ผมจะเป็นแค่ความทรงจำของคุณเท่านั้น”

 

“ไปงานศพคุณพฤกษ์มาอีกแล้วล่ะสิ” 

ภาพเหตุการณ์สลายหายไปราวกับหมอกควัน คุณโสมนำเขามาเจอเหตุการณ์ใหม่ ครั้งนี้พฤกษ์หัวใจเต้นแรงไม่ยอมหยุดเพราะคนตรงหน้านี้คืออินทรชิตในวัยสามสิบปี

อีกฝ่ายอยู่ในชุดสูทสีดำล้วนกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนเก้าอี้หินอ่อน สิงหลเดินมาหาหลานชาย มองก้นบุหรี่จำนวนมากที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นก็ถึงกับจิตตก ส่วนพฤกษ์ที่เห็นอย่างนั้นก็ตาโต เขาแปลกใจเล็กน้อยเพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าอินทรชิตเป็นคนสูบบุหรี่แถมยังดูท่าทางสูบจัดขนาดนี้ด้วย ที่บ้านเขาไม่มีใครสูบเพราะพฤกษ์เกลียดบุหรี่เข้ากระดูก ควันและกลิ่นของมันทำให้เขาจามน้ำมูกไหลอยู่บ่อยครั้ง

“ครับ” เสียงทุ้มตอบ “แต่ผมแค่ไปยืนดูอยู่ไกล ๆ เท่านั้น”

“ทำไมไม่เข้าไปล่ะ กลัวเจ้าสัวอย่างนั้นหรือ”

“เปล่าครับ” ชายหนุ่มสูบบุหรี่เฮือกใหญ่ก่อนจะปล่อยควันออกมาทั้งจมูกและปาก 

“ผมไม่กล้าไปสู้หน้าเขา” ก่อนน้ำเสียงจะเริ่มสั่นเครือ อินทรชิตปากสั่น ใบหน้าหล่อเหยเก กระทั่งในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมา

“เขาเกลียดผม เกลียดอย่างกับอะไรดี ผมกลัวว่าถ้าเข้าไปในงานแล้วเขาจะไปไม่สงบ” 

พฤกษ์น้ำตานองหน้ากับคำพูดน้อยอกน้อยใจของอีกฝ่าย ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะโน้มตัวลงกอดแผ่นหลังกว้างที่กำลังสั่นไหว 

“ผมจะทำยังไงดีครับคุณอา…”

“ไม่เห็นต้องทำอะไร ใช้ชีวิตของแกต่อไป มีชีวิตแล้วมีความสุขต่อไปสิ” พฤกษ์เป็นคนตอบ

“เขาตายแล้ว ขะ เขาไม่อยู่ที่ไหนอีกแล้ว ผมจะทำยังไงดี” อินทรชิตยกบุหรี่ขึ้นสูบทั้งที่มือยังสั่นและน้ำตาก็ยังไหลออกมาไม่หยุด เขาไม่แม้แต่จะเช็ดมันออกด้วยซ้ำ ปล่อยให้มันไหลอาบถึงปลายคางและหยดลงบนเสื้อเชิ้ตจนชื้น พฤกษ์ที่เห็นแบบนั้นจึงยกฝ่ามือขึ้นเกลี่ยน้ำตาให้อีกฝ่ายพร้อมกับลูบแก้มอย่างแผ่วเบา

“เด็กโง่” เขาว่า น้ำเสียงอ่อนล้าและกอดคอของชายหนุ่มเอาไว้แน่น “หยุดร้องได้แล้ว แกจะร้องไปจนตายเลยหรือไง”

“อย่าเป็นอะไรไปอีกคนเลยนะ” สิงหลนั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนตรงข้าม “เราเหลือกันแค่นี้แล้ว”

อินทรชิตบี้บุหรี่กับที่เขี่ยบุหรี่ ขณะที่น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นลงมา เสียงทุ้มก็เอ่ยอย่างคนสิ้นหวัง

“แต่ผมไม่เหลือใครแล้ว”

 

“ผมไม่ไหวแล้ว..” พฤกษ์ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นในสภาพอ่อนโรยแรง “ไม่เอาแล้ว” และพูดอย่างเหม่อลอย 

“ไม่เอาแล้วหรือ” คุณโสมหันกลับมา “แต่เรายังมีที่ที่ต้องไปอีก เป็นที่สุดท้ายแล้ว” 

“ต้องไปที่ไหน ถ้าต้องไปเห็นเรื่องแบบนั้นอีกหรือเปล่า” 

“เธอต้องไปเห็นเรื่องแบบนั้นอีก และอาจจะยิ่งกว่านั้น” 

“...” 

“ไม่ไปก็ได้ ฉันจะไม่บังคับแน่นอน” ชายหนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้น “พฤกษ์เอ๋ย เธอตัดสินใจได้อย่างอิสระ” 

“แล้วถ้าเกิดผมจะกลับ ผมจะพลาดเรื่องสำคัญไปหรือเปล่า” 

คุณโสมกรีดยิ้ม ดวงตาคู่สวยกดลงต่ำพร้อมกับโน้มตัวลงมามองเขา 

“แน่นอน” 

พฤกษ์ลุกขึ้นยืน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ผมพร้อมจะไปต่อแล้ว” 

“นี่ซี่ ถึงจะสมเป็นเธอขึ้นมาหน่อย” 

“คุณดูรู้จักผมดี” ชายหนุ่มถามขึ้นในระหว่างที่อีกฝ่ายพาเขาเดินฝ่าหมอกหนา “คุณบอกว่ารู้จักผมแล้วก็รู้จักบรรพบุรุษของ เอ่อ.. นั่นแหละ มันหมายความว่ายังไง” 

คุณโสมเหลือบตามามองเล็กน้อย ตอบว่า 

“เมื่อไม่มีอดีต เราก็ไม่มีปัจจุบัน สิ่งที่เคยกระทำในอดีตย่อมมีผลในอนาคตเสมอ” 

“ผมว่าผมก็ไม่ได้โง่ แต่ไม่ยักจะเข้าใจในสิ่งที่คุณพูดเสียที” 

“ไม่เก๋ดอกหรือ พูดเป็นปริศนาให้คนได้ขบคิด ในนิยายฆาตกรรม โศกนาฏกรรมเขาก็ใช้กันดาษดื่น ส่วนมากก็ตัวละครที่เป็นฆาตกรนั่นปะไร” 

“ชีวิตคุณเจอโศกนาฏกรรมมาหรือไง” พฤกษ์ประชดอย่างหงุดหงิด 

ร่างสูงเลิกคิ้ว รอยยิ้มแพรวพราว “เดาดูซี เธอฉลาด” 

“ถ้าพูดตามหลักความเชื่อ คุณคงเป็นวิญญาณที่ยังไม่ไปไหน” เขาเริ่มวิเคราะห์ “คุณอยู่มานาน จากคำพูดคงมีชีวิตอยู่ก่อนหน้านี้สักสามหรือสี่สมัยเป็นอย่างน้อย อดีตคงมีเรื่องบาดหมางกับบรรพบุรุษฝั่งนั้น ดูเหมือนจะมีอำนาจมาก เพราะคุณดูไม่เหมือนพวกผีหรือวิญญาณที่เคยเห็นในหนังเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดีกว่าคุณมาเกี่ยวข้องกับผมได้ยังไง ผมไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ เอ๊ะ หรือชาติก่อนเรารู้จักกัน” 

เสียงนุ่มหัวเราะ “เธอรู้จักฉันแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเธอยังเด็กนัก” 

“ตอนเด็กผมเคยเห็นผีด้วยหรือ” พฤกษ์พูดอย่างเหลือเชื่อ 

“แน่นอน เธอไม่เหมือนคนอื่น ไม่ร้องไห้และเงียบ ฉันนึกเอ็นดูเลยเล่นกับเธอ แต่พ่อของเธอกลัวว่าลูกจะโตมาประหลาดเลยไปให้พระมาทำพิธี จากนั้นเธอก็ไม่เห็นฉันอีกเลย” 

“ออกจะเหลือเชื่อไปหน่อย” และ “อย่างกับนิยาย ถึงว่า ทำไมรู้สึกคุ้น ๆ กับคุณ” เขาว่าก่อนจะถามอะไรบางอย่างที่สะกิดใจมาโดยตลอด 

“ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่ผมย้อนอดีตก็เป็นเพราะคุณด้วยหรือเปล่า” 

“ฉันไม่มีอำนาจขนาดนั้น” 

“แล้วใครหรือครับที่มีอำนาจ” พฤกษ์ถาม ตาของเขาเป็นประกายเหมือนเด็ก ๆ “คนที่มีอำนาจสามารถทำให้คนย้อนเวลาได้เป็นเทพ เทวดา พระเจ้าหรือผู้สร้างอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า” 

“ตรงข้ามเสียด้วยซ้ำ” คุณโสมพูดเสียงเรียบ ดวงตาสีดำขลับก้มลงมองปลายรองเท้าหนังแวววาวและพึมพำเบา ๆ กับตนเอง “บางทีปีศาจก็มักเล่นสนุก” 

“คุณโสมพูดว่าอะไรนะครับ? ” 

“ถึงแล้วล่ะ” เสียงเนิบนาบของคุณโสมดึงความสนใจของพฤกษ์ไปอีกครั้งจนได้ ชายหนุ่มหันไปตามที่บอก เขาเห็นถนนกว้างในยามดึก ไม่มีผู้คน ไม่มีรถราผ่านไปมาสักคัน พฤกษ์หันกลับมามองคุณโสมอีกครั้งก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงหวั่นวิตก 

“จะเกิดอะไรขึ้นครับ” 

“ฉันขอเตือนด้วยความหวังดีอย่างยิ่ง ถ้าเธอไม่อยากพลาด อย่ามองฉัน มองไปที่ถนน” 

คุณโสมเอ่ย ทว่าคนดื้ออย่างเขาก็ยังไม่เลิกถาม 

“แล้วจะเกิดขึ้นกับใคร” 

“ประเดี๋ยวเธอก็รู้” 

“ไม่มีอะไรร้ายแรงใช่ไหม” 

“ประเดี๋ยวเธอก็เห็น” 

“โธ่” พฤกษ์ร้องโอดครวญ “บอกมาเถอะครับ ผมจะได้เตรียมใจ--” 

ปรี๊นนนนนนนนนนน!!!!!!!! โครมมม!!!!! 

พฤกษ์คล้ายกับว่าเห็นอะไรบางอย่างสว่างวาบและผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว ฉับพลันเสียงของแรงปะทะก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงก่อนจะเผลอยกมือปิดหูตามสัญชาตญาณ มันเป็นอุบัติเหตุอย่างไม่ต้องสงสัย อุบัติเหตุหรือ! วินาทีนั้นใจเขาก็ร่วงลงไปอยู่กับพื้นด้วยความหวาดกลัวทันที 

หวาดกลัวว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้อาจจะเป็นใครสักคนในครอบครัว… 

“การสูญเสียมันไม่มีสัญญาณบอกให้เธอเตรียมใจดอก” คุณโสมพูดด้วยท่าทีใจเย็นก่อนจะปิดฝาพกของนาฬิกาสีทองและเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อกั๊ก ร่างสูงโปร่งเอามือไพล่หลังเดินนำหน้าไปยังที่เกิดเหตุ พฤกษ์แทบไม่มีเวลาให้คิด เขารีบตามอีกฝ่ายไปให้ทัน 

คุณโสมมาหยุดตรงที่ข้างประตูรถยนต์ มองร่างของใครบางคนที่ห้อยต่องแต่งจากการที่รถพลิกคว่ำด้วยแววตาเยือกเย็น พฤกษ์ไม่ทราบว่าคนในนั้นเป็นใครเพราะอีกฝ่ายก้มหน้า เส้นผมปรกตาไม่เรียบร้อยและมีเข็มขัดนิรภัยรั้งร่างเอาไว้ ชายหนุ่มใจเต้นระส่ำก่อนจะหมอบลงกับพื้นถนนเพื่อดูใบหน้าของคนขับ ทว่าเพราะเส้นผมที่ปรกลงมาก็ทำให้เห็นเพียงแค่ปากที่อ้าพะงาบ ๆ เพื่อหายใจเท่านั้น ทั่วทั้งร่างมีแต่บาดแผลและเลือดสีแดงฉาน อาการสาหัสสากรรจ์เป็นอย่างมาก พฤกษ์ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีชีวิตรอดจนกว่ารถพยาบาลมาถึงด้วยซ้ำ 

“คุณพฤกษ์..” เสียงที่ขาดห้วงเอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนแรง พฤกษ์ใจกระตุกวูบเพราะเสียงที่ได้ยินมันช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน คุ้นเคยจนอยากจะร้องไห้ เขาพยายามไม่คิดว่ามันคือเสียงของใครคนนั้นและพยายามคลานเข้าไปด้านใน กระทั่งถึงตัวชายหนุ่ม ฝ่ามือเรียวก็ยื่นออกไปรวบเส้นผมที่ปรกลงมาขึ้น และใช่ ...เป็นอย่างที่พฤกษ์คิดเอาไว้จริง ๆ 

อินทรชิต.. 

“ตายสนิท” 

น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นก่อนจะมีมือคู่หนึ่งดึงเขาออกมาจากในรถ พฤกษ์ไม่ขัดขืนหรือต่อต้าน เขาปล่อยตัวให้คุณโสมจับจูงจนออกมายืนที่ถนนได้ในที่สุด แต่ยืนอยู่ได้เพียงแค่ครู่เดียวแข้งขาของพฤกษ์ก็หมดเรี่ยวแรงจนล้มพับลงไปกองอยู่กับพื้น เขาไม่รู้สึกตัวหรือรู้สึกถึงสิ่งใดนับตั้งแต่ที่เห็นใบหน้าของอินทรชิต สิ่งที่รับรู้เพียงอย่างเดียวคือความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างน่ากลัวและรุนแรง มันหมุนวนอย่างประหลาดและบ้าคลั่งก่อนจะนิ่งสงบ เมื่อถึงตอนนั้น พฤกษ์จึงได้สติ รับรู้ว่าตนเพิ่งพานพบสิ่งใดมา เขากระพริบตาพร้อมกับน้ำตาเม็ดโตที่ไหลพรากอาบแก้ม มือของเขาเริ่มสั่น มันสั่นรุนแรงจนต้องกำแน่นเอาไว้ ความร้าวรอนเจ็บปวดที่ยากจะคณานับแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วร่าง มันครอบงำ แทรกแซง มันกัดกินและมันทุบทำลายจิตใจเขาจนแหลกลาญไม่มีชิ้นดี 

พฤกษ์เพิ่งจะรู้สึกถึงบางอย่าง บางอย่างที่คลุมเครือไม่ชัดเจนมาตลอด บางอย่างที่ไม่แน่ใจ บางอย่างที่สับสน บางอย่างที่ทรมานตัวเขา และบางอย่างเพียงหนึ่งเดียวที่แฝงเร้นอยู่ในความร้าวรานนั้น 

..มันคือความรักลึกซึ้งที่เขามีต่ออินทรชิต 

ช่างโหดเหี้ยมที่ชายหนุ่มกลับหามันเจอในตอนที่สายไปเสียแล้ว 

“โล่งใจเลยใช่ไหมที่ไม่ใช่คนในครอบครัว” 

พฤกษ์พยักหน้า แต่แล้วก็ส่ายหน้า และส่ายหน้าอีกครั้งเป็นหนที่สอง สามและสี่ตามมา เขาหายใจหอบซ้ำยังสะอื้นจนตัวกระตุก ร้องไห้ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้องทั้งที่ไร้สุ้มเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ ร้องโดยไม่มีสติด้วยซ้ำ ใบหน้าของเขาเรียบนิ่งผิดกับน้ำตาที่ไหลออกมาปานดั่งห่าฝน 

ช่างเป็นการร้องไห้ที่น่าเวทนา ..ไม่ต่างอะไรกับคนที่เสียสติไปแล้วอย่างสมบูรณ์ 

“เขาสมควรตาย” เสียงเย็น ๆ บอก ฟังดูชอบใจอย่างพิกล 

“ผม ..ทำอะไรไม่ได้เลยหรือครับ” ดวงตาแดงก่ำที่โอบอุ้มความแตกสลายเอาไว้เต็มเปี่ยมทอดมองไปยังชายหนุ่มในรถที่พลิกคว่ำ อินทรชิตนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ดูเหมือนเขาจะตายไปแล้วแทบจะทันทีอย่างที่คุณโสมบอกไว้ก่อนหน้า 

“แล้วเธอคิดหรือว่าจะทำอะไรได้” 

“แล้วตอนที่ผมตาย ผมทำอะไร? ” พฤกษ์พูดเหม่อ “ผมทำอะไรถึงได้มาอยู่ที่นี่ ตอนนี้ มาเจอกับคุณ มาเจอเหตุการณ์ทั้งหมดนี่ ผมย้อนกลับมาเพราะอะไรกันแน่!!!!” 

“เพราะเธอร้องขอ” คุณโสมพูด นั่นทำให้พฤกษ์ชะงัก 

“เธอบอกเขาว่ายังไม่อยากตายตอนนี้ ชีวิตของเธอไม่เคยได้มีความสุข เธออยากแก้ไขมัน” 

“เขา? ” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “เขาคือใคร” 

“ถ้ารู้แล้วเธอจะทำอะไร? ” 

พฤกษ์มองกลับไปที่อินทรชิต มองร่างใหญ่เทอะทะที่ถูกชโลมไปด้วยเลือดสีแดงฉานด้วยความอาลัยยิ่ง 

“ผมจะร้องขอ” ชายหนุ่มหันกลับมาจ้องไปที่ดวงตาของร่างสูงโปร่ง “อีกครั้ง” 

คุณโสมเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะถอยหลังกลับไปสองถึงสามก้าว 

“เธอแน่ใจแล้วหรือ” 

“แน่ใจครับ” 

“คิดถี่ถ้วนดีแล้ว” 

“ถี่ถ้วนดีแล้วครับ” 

ร่างสูงถอนหายใจออกมายาวเหยียด คุณโสมกระดกเท้าข้างหนึ่งไปด้านหลังเล็กน้อยและเคาะปลายรองเท้าลงกับพื้นสองครั้ง เพียงเท่านั้นก็เกิดสิ่งที่น่าเหลือเชื่อขึ้น พฤกษ์เห็นเงาดำมืดเล็ก ๆ โผล่ออกมาจากใต้พื้นรองเท้าของคุณโสมก่อนที่เงานั้นจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้น มันแผ่ขยายเป็นกลุ่มก้อนประหลาด ประเดี๋ยวก็ยืดหด ประเดี๋ยวก็บิดม้วน ไม่นานมันก็กลายเป็นเงาสีดำที่มีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ ที่น่าตกใจมากที่สุดคือมันกลายเป็นชายร่างสูงคนหนึ่งในชุดสีดำทั้งตัว ใบหน้าสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ เส้นผมและผิวกายสีขาวสว่างตัดกับริมฝีปากแดงเรื่อ พฤกษ์มองจ้องดวงตาสีฟ้ากระจ่างนั้นด้วยความพิศวงอย่างถึงที่สุด 

คนต่างชาติ? ไม่สิ เทพ? พระเจ้า? แต่ทำไมถึงได้รู้สึกน่ากลัวและเหมือนกำลังถูกคุกคามขนาดนี้ 

“เจอกันอีกแล้วนะครับ” 

ชายผมขาวยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มที่ราวกับยาพิษเคลือบไว้ในลูกกวาด และพฤกษ์ก็เป็นเด็กประเภทที่ไม่ชื่นชอบของหวานเอาเสียเลย 

“เราเคยเจอกันหรือครับ” 

“แน่นอน” ชายหนุ่มทำหน้านึก “อืม สามวันก่อน ไม่สิ สำหรับคุณคงผ่านมาสามปีแล้ว” 

“คุณช่วยผมได้ใช่ไหม” พฤกษ์เข้าประเด็น “เหมือนที่ช่วยผม” 

ชายผมขาวยิ้ม มองไปที่อินทรชิตแล้วก็ยิ้มอีกเป็นครั้งที่สอง ก่อนจะมีครั้งที่สามพฤกษ์จึงพูดขึ้นมาว่า 

“แลกกับอะไรก็ได้ ชีวิตผมก็ได้” และ “แต่ช่วยเขาที” 

“มีอย่างหนึ่งที่ผมต้องบอกคุณอีกครั้ง” ร่างสูงชูนิ้วขึ้นตรงหน้าเขา น้ำเสียงนุ่มลื่นเอ่ย “คนที่ตายแล้วไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ในร่างเดิม เขาหมดเวลาแล้วเหมือนกับคุณ ไม่มีใครพาผู้วายชนม์กลับมาได้ แม้แต่พระเจ้าก็ทำไม่ได้” 

“แต่ปีศาจทำได้” คุณโสมที่เงียบมานานเอ่ยเสียงเรียบ ชายผมขาวหันไปยิ้มตาหยี ตอบกลับไปอย่างเริงร่าว่า 

“กระหม่อมไม่ชอบเอาเสียเลยที่ถูกเรียกเช่นนั้น ถ้าเป็นไปได้ฝ่าบาทอย่าตรัสอะไรอีกจะดีกว่า” 

“อ้าย..!!” คุณโสมกำลังฉุนจัดและพฤกษ์ก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องเบาะแว้งของคนตรงหน้า เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าชายหนุ่มผมขาวจะเป็นพระเจ้าหรือปีศาจ จะเป็นอะไรก็ช่างขอเพียงแค่พาคนที่เขารักกลับคืนมาได้ก็เพียงพอแล้ว 

“แล้วอะไรต่อ” เขาชิงพูดแทรกขึ้นโดยเร็ว 

“หมายความตามนั้น เพราะคุณตายไปแล้วตามสิ่งที่กาลเวลากำหนด ผมจะไม่เข้าไปแทรกแซงการตายหรือหยุดยั้งการตายของใครเพราะปัญหามันจะตามมาทีหลัง แต่ถ้าหลังจากการตายแล้วผมจะทำอะไรก็ได้ เหมือนที่ส่งคุณกลับไปยังอดีตของตัวเองไงครับ” 

“ถ้าอย่างนั้นก็ทำสิ!” แววตาของพฤกษ์ลุกโชนไปด้วยความหวัง “พาเขากลับไปเลยตอนนี้! ให้กลับไปเจอผมอีกครั้ง!” 

“ได้ตามประสงค์” ชายผมขาวยิ้มแพรวพราวก่อนจะดีดนิ้วดังเป๊าะ ฉับพลันมวลสีขาวใสโปร่งแสงก็ลอยออกมาจากร่างที่แน่นิ่งของอินทรชิต ร่างสูงใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้หยิบมันขึ้นมาแกว่งเล่นในมือ พูดว่า 

“ตอนไหนดีครับ? ” 

“ให้เขากลับไปพร้อมผม สามปีก่อน ไม่สิ ..กลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว!” 

ทันทีที่พฤกษ์ตะโกนโพล่งออกไป มวลสีขาวนั้นก็ระเบิดออกเป็นควันขนาดย่อมและหายวับไปกับตา! 

“เรียบร้อยแล้วครับ” พฤกษ์ยืนมึนขณะที่ชายหนุ่มฉีกยิ้มและตีมือไปมาอย่างมีความสุข 

“แล้วผมต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือเปล่า” เมื่อได้สติเขาก็เริ่มวิตกเพราะหากว่าคนตรงหน้าเป็นปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายกว่านั้น ตามหลักการแล้วมันต้องมีการแลกเปลี่ยนในเงื่อนไขสัญญา พฤกษ์ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะเรียกร้องเอาสิ่งใด บางทีอาจเป็นชีวิตของเขาเองก็ได้ 

“เขาจะเป็นคนจ่าย” ร่างสูงว่าพลางหันไปมองคุณโสมที่ยืนกอดอกอยู่ คุณโสมที่ถูกเอ่ยถึงก็ยักไหล่ข้างหนึ่งอย่างไม่ยี่หระ ท่าทางราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่คุ้นชินจนเบื่อหน่าย 

“จ่ายด้วยอะไร” พฤกษ์ร้อนรนถาม 

“เวลาที่เขาจะอยู่เพิ่มขึ้นอีกสิบปี” 

“เดี๋ยว..” พฤกษ์ร้องขึ้นก่อนจะถูกคุณโสมดึงไปแอบไว้ด้านหลัง 

“หมดธุระก็กลับไปได้แล้ว” ร่างสูงพูดเสียงเรียบ ชายผมขาวเอียงหน้ามามองเขาและส่งยิ้มให้ 

“แล้วเจอกันอีกเร็ว ๆ นี้นะครับ” ก่อนจะกลายเป็นเงาหายวูบเข้าไปในปลายรองเท้าอย่างรวดเร็ว 

พฤกษ์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายหายไปแล้วจึงถอนหายใจออกมายาวเหยียด เขาค่อย ๆ ออกมาจากที่ซ่อนซึ่งเป็นด้านหลังของคุณโสม 

“มันหมายความว่ายังไงครับ” 

“อะไร? ยังไง? ” 

“ที่เขาพูด” 

“นั่นน่ะซี่ พูดอะไร? พูดยังไง? ” 

เขาชักปวดหัวกับคำพูดที่แสนเป็นปริศนาของคุณโสมขึ้นมาเล็กน้อย พฤกษ์เลือกที่จะนิ่งไป เขาทบทวนและคิดถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ 

“เดี๋ยวสิ.. ถ้าผมกลับไป แล้วอินทรชิตที่อยู่กับผมตอนนี้จะเป็นยังไง” 

“เขาก็เป็นเขา” คุณโสมเอ่ย “เขาเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นมาตลอด” 

“แล้วที่ผู้ชายคนนั้นทำ ..อินทรชิตที่ตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหนล่ะครับ” 

“เธอบอกเองนี่ว่าให้เขากลับไปพร้อมเธอ” ยิ่งฟังคิ้วสวยก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่น “พฤกษ์เอ๋ย เธอฉลาดเป็นกรดไม่ใช่หรือ ลองคิดดูซี ตัวเธอกลับไปตอนไหน? เขากลับไปตอนไหน? พร้อมเธอใช่หรือไม่? ” 

“แต่ว่ามัน.. ถ้าเขากลับไปเมื่อสิบปีก่อนคนที่เขาเจอก็ไม่ใช่ผมที่ย้อนกลับมาเหมือนกัน ที่เขาจะเจอคือตัวผมในอดีต แบบนั้นมัน..” 

“เด็กน้อย” คุณโสมถอนหายใจหนัก “ต้องให้ฉันบอกเธอใหม่ทุกครั้งแบบนี้มิแย่หรือ” 

“คุณโสมพูดอะไรให้งงอีกแล้ว คุณพูดแบบนี้ตลอด ทำอย่างกับว่าเราเจอกันอย่างนี้มาหลายครั้งละ-- เอ๊ะ” 

พฤกษ์ยกมือขึ้นปิดปาก และอุทานออกมาด้วยความตกใจ “..บ้าน่า” 

คุณโสมยกมือขึ้นลูบปลายคาง เหมือนรอดูท่าทีเขาอย่างไรอย่างนั้น พฤกษ์จึงแกล้งขำ ขำทั้งที่ไม่มีอะไรให้น่าขำสักนิด 

“ไม่จริงใช่ไหมครับ” 

ร่างสูงมีสีหน้าเรียบเฉยก่อนน้ำเสียงนุ่มทุ้มและเนิบนาบจะเฉลยทุกอย่างให้กระจ่าง 

“ถ้าฉันบอกว่าเธอย้อนกลับมาแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเธอจะเชื่อหรือไม่? ” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว