ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 47

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 205

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 19:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 47
แบบอักษร

00 47 

 

สิ่งสุดท้ายที่เขาจำได้คือสัญญาณไฟจราจรสีเขียวและไฟหน้าของรถบรรทุกที่สาดเข้ามาด้านข้าง แล้วจากนั้นทุกอย่างก็พลันมืดไปหมด พฤกษ์ตื่นขึ้นมาและพบว่าตนเองนอนอยู่บนถนนห่างจากจุดเกิดเหตุพอสมควร ปวดหัวชะมัด เขาลุกขึ้นยืน โซซัดโซเซไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ดี เขามองหาแว่นสายตาที่ไม่คิดว่าจะเจอแต่จู่ ๆ ก็คลำเจอบนพื้นใกล้ ๆ ถึงจะรู้สึกว่ามันออกจะแปลกอยู่สักหน่อยแต่ก็ไม่ได้มีเวลามาคิดอะไรหยุมหยิม ชายหนุ่มเห็นสภาพรถยนต์ที่ถูกชนเสียยับในขณะที่รถบรรทุกคู่กรณีเกยขึ้นไปบนเกาะกลางถนนก็แทบตกใจ พฤกษ์ประเมินความเสียหาย เสียรถไปสักคันก็ไม่เท่ากับชีวิตของคนสักคน ตัวเขาไม่ได้รู้สึกบาดเจ็บอะไรแต่เหมือนเจ้าของรถบรรทุกจะแย่ การจราจรเริ่มมีปัญหา ใครหลายคนเริ่มลงมาจากรถยนต์และมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีพลเมืองดีปีนขึ้นไปบนรถบรรทุกและพยายามช่วยคนขับออกมา พฤกษ์เลยโล่งใจที่ไม่มีใครเป็นอะไรแต่อย่างน้อยก็ควรมีใครแจ้งตำรวจหรือรถพยาบาล คิดอย่างนั้นเขาจึงเดินกุมศีรษะเข้าไปใกล้กับจุดเกิดอุบัติเหตุ พฤกษ์ห่วงโทรศัพท์ ก่อนเกิดอุบัติเหตุเขายังถือสายมาลีวัลย์อยู่ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเสียขวัญมากแค่ไหนที่ได้ยินเหตุการณ์ทุกอย่าง 

พฤกษ์ต้องรีบบอกน้องว่าปลอดภัยดี เธอจะได้ไม่โทษว่าเป็นความผิดของตนเอง 

“ช่วยด้วย ยังมีคนติดอยู่ในรถ!!” เสียงใครสักคนพูด ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง เห็นคนสองคนกำลังช่วยกันทุบกระจกรถยนต์ของเขา พฤกษ์มองเข้าไปในรถ เห็นร่างหนึ่งฟุบหมอบอยู่บนพวงมาลัย มีเลือดเปื้อนอยู่ครึ่งหน้าจากการกระแทก ที่เป็นเช่นนี้เพราะดูเหมือนถุงลมและม่านนิรภัยจะไม่ทำงาน เขายืนนิ่งเดี๋ยวนั้นก่อนจะชาวาบไปทั้งสรรพางค์กาย พฤกษ์ไม่อยากคิดว่ามันคือความจริง แต่คนที่นอนนิ่งอยู่ในรถจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่เขา แล้วดูนั่นซี ชายหนุ่มแทบทรุด มือที่ชุ่มเลือดยังกำโทรศัพท์แน่นอยู่เลย 

เขาตายอีกแล้วหรือ.. 

“ยังไม่ตายดอก” 

เสียงปริศนาพูดขึ้น ซึ่งดังมาจากด้านข้าง พฤกษ์หันขวับไปมอง เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ก็ถึงกับผงะ 

“คุณคือ..” พฤกษ์ไม่กล้าเดาเพราะเขาอาจจะไม่ใช่คน ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำว่าเป็นวิญญาณหรือสัมภเวสีที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุแถวนี้ เพราะเขาดูดีเกินกว่าที่จะเป็น ชายผู้นี้ร่างกายสูงโปร่ง เทียบความสูงแล้วคงคราวเดียวกับเขา แต่งตัวเป็นทางการด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไทสีดำ กางเกงและเสื้อกั๊กสีเทาอ่อนพอดีตัว ใบหน้าหวานหยด มีผมสีดำปาดเรียบแทบไม่กระดิกสักเส้น ทว่าออกจะประหลาดอยู่สักหน่อยเพราะผมหย่อมหนึ่งด้านหน้าเป็นสีขาวเหมือนหงอก แถมยังถือนาฬิกาพกฝาครอบทองเหลืองแบบโบราณอยู่ในมือ 

ดูยังไงก็เหมือนสุภาพบุรุษที่หลุดออกมาจากละครย้อนยุคในโทรทัศน์.. 

“ฉันหรือ?” ชายปริศนายิ้ม “อ้อ เธอจำไม่ได้ นั่นน่ะซี มันควรจะเป็นอย่างนั้น” 

พฤกษ์ยิ่งสับสน นึกย้อนไปในความทรงจำก็ไม่ปรากฏลักษณะชายตรงหน้าเลยในสมอง ไม่มีทางที่เขาจะจำไม่ได้ ต่อให้ขี้ลืมแค่ไหนก็ไม่มีใครลืมคนที่ดูดีหัวจรดเท้าเช่นนี้ได้ 

“เรารู้จักกันหรือครับ” 

“นั่นไม่สลักสำคัญดอก เรื่องมันนานนม” คำพูดคำจาทีก็ฟังดูประหลาด ไม่ค่อยคุ้นหู แต่ช่างเถอะ พฤกษ์ควรจะสนใจเรื่องของตนเองมากกว่า 

“ผมตายแล้ว” เขาพูดอย่างปลดปลงขณะที่มองคนอื่น ๆ หามร่างที่แน่นิ่งของตัวเองออกมาจากรถได้สำเร็จ “มีชีวิตต่อแค่สามปีก็ตายอีกแล้ว” 

“ฉันเพ่อบอกว่าเธอยังไม่ตาย” ชายปริศนาปิดฝาครอบนาฬิกาพกและยัดมันใส่ในกระเป๋าเสื้อกั๊ก เสียงเย็น ๆ พูด “มันยังไม่ถึงเวลา” 

“งั้นผมต้องไปไหนต่อจากนี้หรือครับ” พฤกษ์ถามอย่างเป็นกังวล “กลับโลกเดิมหรือเปล่า” 

ร่างโปร่งยิ้มละไม พฤกษ์เพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าอีกฝ่ายเป็นคน (?) ยิ้มสวยเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ ตอบว่า 

“ไม่มีโลกหน้าให้เธอกลับแล้วล่ะพฤกษ์เอ๋ย เธอตายจากโลกนั้นมาสามปีเศษ ป่านนี้เหลือแต่อัฐิเสียแล้วกระมัง 

พฤกษ์ตัวชาอีกครั้ง ความเสียใจวาบขึ้นมาเมื่อได้ยินว่าตัวเขาในกาลก่อนกลายเป็นเพียงเถ้ากระดูก ทว่ายืนนิ่งอยู่ได้ไม่นานเสียงเนิบนาบก็พูดขึ้น 

“มาซีเธอ ไม่ต้องห่วงทางนี้ดอก เดี๋ยวเราจะกลับมาใหม่” ชายหนุ่มบอกแบบนั้นก่อนจะหันหลัง “เร็วซี ไปเดินเล่นกันเสียหน่อย” 

แม้จะสงสัยแต่ครั้นให้ยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อ พฤกษ์เหมือนเด็กกำลังหลงทาง หาทางไปและทางกลับไม่เจอ ตอนเขาตายครั้งนั้นก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แค่เหมือนหลับไปแล้วลืมตามาอยู่ที่นี่เสียดื้อ ๆ เลย ชายหนุ่มหันมามองที่เกิดเหตุอีกครั้ง พอเห็นว่ารถพยาบาลแล่นมาจอดก็คลายกังวลลงได้ หากคนผู้นี้บอกว่าเขายังไม่ตาย เขาก็จะเชื่ออย่างนั้น เชื่ออย่างสนิทใจ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่พฤกษ์รู้สึกว่าตนเองคุ้นเคยกับท่าทีและน้ำเสียงแบบนี้เหลือเกิน มันมีบางอย่างบอกเขาว่าชายคนนี้ไว้ใจได้ จะไม่ทำร้ายและเป็นมิตร 

พฤกษ์วิ่งเหยาะ ๆ จนทันอีกฝ่าย เขาเปลี่ยนมาเดินข้าง ๆ ถามอะไรไปเรื่อยเปื่อย 

“ทำไมผมถึงเห็นคุณ” 

“ที่จริงฉันอยู่กับเธอเสมอ ๆ แต่เธอไม่เห็นเอง พอเธออยู่ตรงกลางของความเป็นความตาย เธอจึงเห็นฉัน” 

“คุณเป็นเทวดาหรือเปล่า” เทวดาประจำตัวหรือเทพพิทักษ์อะไรเทือกนั้น 

“ยังงั้นเทียวหรือ? ” ชายปริศนามองดูเขา แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูราวกับเห็นพฤกษ์เป็นเด็ก “ถ้าฉันเป็น เธอคงเห็นปีกบนหลังแล้ว” 

“งั้นยมทูต” 

“ยมทูตเป็นอย่างฉันหรือ เขาไม่ได้มีเขา นุ่งผ้า ตัวแดง ๆ ถืออ้ายเหล็กสามง่ามนั่นดอกหรือ” 

“งั้นก็เป็นบรรพบุรุษ เพราะผมรู้สึกคุ้นเคยกับคุณแบบแปลก ๆ ” ร่างโปร่งอมยิ้มเมื่อได้ฟังคำว่าแปลก ๆ ของพฤกษ์ 

“ไม่คุ้นเคยน่ะซีถึงแปลก” 

“เป็นคุณปู่หรือคุณทวด หรือคุณทวดของคุณทวดครับ” เขาตาวาววับ รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้พบครอบครัวตนเอง ชายปริศนาไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พูดว่า 

“เธอเชื่อโลกหลังความตายไหมล่ะ” 

“แต่ก่อนไม่เชื่อครับ” เขาตอบ “ผมเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดหายไปจากจักรวาล คนเราตายแล้วถูกเผาก็เปลี่ยนรูปเป็นอย่างอื่น ร่างกายอยู่ในระดับอะตอมแล้วกระจัดกระจายกันไป” 

“ฉันพูดถึงเรื่องจิต ไม่ใช่อะตอม mental ไม่ใช่ physical ร่างกายเปลี่ยนไปเป็นสสารอื่นจริง แล้วจิตวิญญาณเธอเล่า ไปอยู่ที่ไหน” ร่างโปร่งหันมามองเขา แววตาดูขบขันเป็นอย่างมาก 

“ผมบอกว่าแต่ก่อนเคยเชื่อแบบนั้น แต่ตอนนี้..” เขาอึกอัก “เคยตายแล้วถึงรู้” 

อีกฝ่ายยิ้มสวย ก่อนจะตอบ “ฉันไม่ใช่บรรพบุรุษของเธอ เพียงแต่รู้จักเธอ แล้วก็รู้จักบรรพบุรุษคู่รักของเธอเล็กน้อย” 

พฤกษ์หน้าแดงเรื่อ เมื่อได้ยินคำว่าคู่รัก ชายคนนี้พูดกำกวม คู่รักที่ว่าหมายถึงคนไหนกัน 

“ทั้งสองคนนั่นแหละ” 

คราวนี้เขารู้แน่แล้วว่าชายหนุ่มสามารถอ่านใจได้ เขาจึงไม่พยายามคิดอะไรในหัวอีก แม้ลึก ๆ อยากจะถามว่าอีกฝ่ายเป็นใครหรือมาจากไหน เพราะชายคนนี้พูดว่ารู้จักครอบครัวของอินทรชิตและอัครา แถมยังดูเหมือนว่ารู้จักเรื่องของเขาดีมากเสียด้วย แต่สิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุดตอนนี้คือชายปริศนากำลังพาเขาไปเดินเล่นที่ไหน 

“เราจะไปไหนครับ” 

“โลกนู้น” พฤกษ์หูผึ่ง หัวใจเต้นรัวไม่ปกติ ร่างโปร่งหยุดเดินและยิ้มสวยให้เขาอีกหน 

“ไม่อยากรู้หรือว่าหลังจากที่เธอตายแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง” 

 

เขาตาโต ตอบว่า “อยากครับ!” ทว่ายังไม่ทันจะได้ถามเอาความก็สังเกตว่าเบื้องหน้ามีหมอกลงทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง พฤกษ์หันหน้ากลับ ข้างหลังที่ควรจะเป็นถนนคอนกรีตกลับไม่ใช่สถานที่เดิมอีกแล้ว บริเวณรอบ ๆ มีแต่หมอกหนา หันไปทางใดก็ไร้ทิศทาง เมื่อรู้สึกตัวอีกทีชายปริศนาก็จับข้อมือเขาไว้เสียแล้ว 

“เวลาเจอหมอก อย่าเหม่อเทียว มิเช่นนั้นมันจะกลืนเธอ” 

ชายปริศนาพูดให้เป็นปริศนาก่อนจะจูงมือเขาเดินเข้าไปในหมอกหนา พฤกษ์ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแผ่นหลังกว้างพอดีและเสื้อกั๊กสีเทาอ่อนของอีกฝ่าย 

“คุณเป็นใครกันแน่” พฤกษ์ถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงันโดยรอบ 

“จะบอกไปทำไมเล่า ถึงบอกไปเธอก็จำไม่ได้ไม่ใช่หรือ” 

ชายคนนั้นหันมา เห็นพฤกษ์มองซ้ายและขวา ท่าทางวิตกจริตราวกับเด็กน้อยที่กลัวว่าจะมีสัตว์ประหลาดหรือสิ่งอันตรายหลบซ่อนอยู่ในหมอกหนาก็ยิ้มขำ 

“เธออย่ากลัวไป ไม่มีอะไรดอก” 

พฤกษ์แอบถอนใจ พอหมดห่วงเรื่องหนึ่งก็ถามอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา 

“อย่างน้อยคุณก็ควรบอกชื่อ ..หรือไม่ก็แนะนำตัวให้ผมรู้จัก” 

“ทำไมฉันต้องทำ” 

“มันไม่ยุติธรรมที่คุณรู้จักผม แต่ผมไม่รู้จักคุณ” 

ชายปริศนายิ้มสวย เสียงเย็น ๆ เอ่ย 

“ฉันชื่อโสม” 

พฤกษ์พยักหน้าอย่างชื่นชม มันเป็นชื่อที่ไพเราะและไม่คุ้นเคยในสมัยนี้ ทว่าพฤกษ์กลับคุ้น 

“โสมที่แปลว่าดวงจันทร์หรือครับ” เขานึกอะไรอยู่ในหัว สักพักจึงท่องออกมาเบา ๆ 

“เห็นนางนวลศรีมีโฉม ดังโสมส่องหล้าราศี” 

ร่างโปร่งหยุดเดินและหันมามอง เมื่อรู้ตัวพฤกษ์ก็เก้อเขินขึ้นมา พูดว่า 

“ผมจำมาจากกนกนคร* เคยอ่านมาบ้างตอนเด็ก ๆ ” พูดให้ถูกคือแม่ของเขาพาให้อ่าน แม่ชอบอ่านวรรณกรรมที่แต่งโดยคำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ ส่วนเขาชอบอ่านแบบบรรยายปกติมากกว่า 

จริง ๆ หลังจากแม่เสียชีวิต เขาก็ไม่ค่อยได้หยิบวรรณกรรมประเภทนี้ขึ้นมาอ่านอีกเลย 

“จำเก่งทีเดียว ใช่ โสมส่องหล้าก็เป็นชื่อของฉัน” 

“คุณน่าจะอายุมากกว่าผม ถึงจะดูไม่แก่เท่าไหร่ แต่ผมขอเรียกว่าคุณโสมแล้วกัน” 

คุณโสมที่ว่ายิ้มละไม เขาเดินต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่มีพฤกษ์เดินตามอยู่ไม่ห่าง 

“คุณหรือ แปลกดี ไม่เคยมีใครเรียกคุณสักที” 

“ทำไมหรือครับ หรือคุณไม่ชอบให้เรียก ผมว่ามันก็เป็นคำสุภาพ” 

“มันเป็นเรื่องของฐานันดร” 

พฤกษ์เลิกคิ้วขึ้น “ฐานันดรอะไร? ” 

“ช่างเถิด เธออยากจะเรียกอะไรก็เรียกไป ดูซี” นิ้วยาวสีขาวซีดชี้ “ถึงแล้วล่ะ” 

พฤกษ์สลัดสิ่งที่คิดอยู่ทิ้งแล้วหันไปตามที่คุณโสมบอก พลันหมอกที่อยู่รอบตัวก็สลายหายไป เขาเห็นตู้คอนเทนเนอร์มากมายวางซ้อนกัน มันคือท่าเรือแห่งหนึ่ง พฤกษ์ย่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะค่อย ๆ ตื่นเต้นเมื่อเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า 

“นั่นเธอ” คุณโสมชี้ไปที่ตัวเขาซึ่งตอนนี้กำลังนอนอยู่บนพื้นแข็ง ๆ ถูกแล้ว อีกฝ่ายพาเขามายังเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง พฤกษ์ยืนตัวชา มองตนเองตัวกระตุก เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงฉานที่ทะลักออกมาจากปากแผล เขายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นบนอกและหลุบตาต่ำ พอเงยหน้าอีกทีตัวเขาก็แน่นิ่งไปแล้วอย่างถาวร 

“น่ากลัวเธอจะตายสนิท” คุณโสมพูด ดูเหมือนน้ำเสียงจะเศร้าลงด้วย 

“ผมแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่าตายตอนไหน” 

พฤกษ์ค่อย ๆ เดินเข้าไปในเหตุการณ์นั้น เขามองอินทรชิตในวัยสามสิบที่ยืนนิ่งและตาเบิกโตด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ใช่ มันเป็นสีหน้าเดียวกันกับที่เขาได้เห็นก่อนตายนั่นแหละ ดูตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน อีกฝ่ายนิ่งไปจนน่ากลัว มือที่ถือปืนอยู่ก็สั่นไม่หยุด พฤกษ์แตะลงบนมือใหญ่ที่กำลังสั่น อินทรชิตไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไร แน่ล่ะ เราอยู่กันคนละเวลา 

“โธ่” เขาสงสารอินทรชิตจับใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่าเขา คนที่ชายหนุ่มต้องการจะฆ่าจริง ๆ คืออัคราที่วางแผนฆ่าตนเองก่อน 

และเขาที่มาขวางเอาไว้ก็เพราะไม่อยากให้ใครตาย ช่างโง่เหลือเกินที่ยอมพลีชีพเพื่อความรัก คนอย่างอัคราไม่สมควรที่จะได้รับมันด้วยซ้ำทว่าเขาก็ยินดีที่จะมอบให้แม้กระทั่งชีวิต 

“โอ ..ไม่ ไม่ พฤกษ์ ไม่จริง” เขาหันกลับไปมอง เห็นอัครากอดศพของตนเอาไว้แน่นและร้องไห้ออกมาเหมือนคนเสียสติ ไม่นานนักร่างสูงใหญ่ของอินทรชิตก็เดินอ่อนแรงเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มทรุดตัวลงข้าง ๆ ร่างที่ไร้ลมหายใจ พูดว่า 

“คะ ...คุณพฤกษ์” 

อัคราที่ได้ยินดังนั้นก็ดึงเขามากอดไว้แน่น พยายามลากศพให้ออกห่างจากฆาตกรที่พรากชีวิตของคนที่ตนรัก 

“ปล่อยเขามาให้ผม” อินทรชิตสะอื้น น้ำมูกน้ำตาไหลไม่เหลือศักดิ์ศรี ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ก่อนจะยื่นมือทั้งสองออกไป “ได้โปรด..” ร่างสูงพูดอย่างอ่อนโรยแรง พฤกษ์รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เขาแสบขึ้นจมูกทว่าก็ไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าคุณโสม อีกใจก็ทนมองภาพอันน่าเวทนานั้นต่อไปไม่ไหว พฤกษ์จึงหันหลังให้เหตุการณ์ เขากลับชนเข้ากับอีกฝ่าย คุณโสมยกมือขึ้นจับท้ายทอยและกดใบหน้าของพฤกษ์ให้ซบลงบนบ่าก่อนจะตบเบา ๆ บนหลัง เดิมจากที่อยากจะร้องไห้อยู่แล้วแต่ต้องข่มกลั้นเอาไว้ พอถูกปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนเช่นนี้ก็ทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เผลอตัวร้องไห้ออกมาจนได้ 

ครั้งนี้คงเป็นครั้งที่สี่ที่เขาร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น ครั้งแรก สอง และสามคืองานศพของคนสำคัญ คุณแม่ที่รักยิ่ง แม่พลอยที่เลี้ยงดูมาและคุณฉัตร เพื่อนอันเป็นที่เคารพ พฤกษ์ไม่ชอบร้องไห้ โดยเฉพาะในที่สาธารณะ ไม่ชอบอย่างยิ่งให้ใครต่อใครมาสงสารหรือเอ็นดู ไม่ชอบความอ่อนแอที่เหมือนสัตว์ตัวเล็ก ๆ มันออกจะรุงรังและน่ารำคาญใจ ดังนั้นพฤกษ์มักจะชอบการโกรธหรือเลือดขึ้นหน้ามากกว่าเพราะมันดูมีอำนาจ สามารถข่มให้ใครก็ตามต่ำต้อยลงได้ 

“ผมไม่อยากเห็น” เขาเสียงสั่น ภาพลักษณ์ที่สร้างมากับมือพังครืนลงในคราวเดียว 

“ถ้าเช่นนั้นเธอก็ฟัง” 

พฤกษ์ส่ายหัวดิก “ผมไม่อยากฟัง” และซบหน้าลงบนบ่าเอาแต่สะอื้นไม่หยุด 

“แล้วกัน” เสียงเย็น ๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ “ถ้าเพียงเท่านี้ก็สั่นแล้ว ประเดี๋ยวไปเจอะยิ่งกว่านี้ไม่แย่เอาหรือ พุทโธ่เอ๋ย พาเด็กมาทารุณกรรมแท้ ๆ ทีเดียว เห็นทีฉันคงต้องพากลับเสียแล้วกระมัง” 

พฤกษ์ชะงักตัว เขายังไม่อยากกลับไปโดยที่ยังไม่รู้อะไรแบบนี้ เพราะเขาคาใจมาตลอดว่าหลังจากการตายของเขาทุกคนในโลกนี้เป็นอยู่อย่างไรกันบ้าง 

จังหวะเดียวกันนั้นเองเหตุการณ์ตรงหน้าก็ยังดำเนินการของมันต่อไปเรื่อย ๆ ชายหนุ่มทั้งสองเข้าต่อสู้กัน ก่อนจะเป็นอินทรชิตที่ตะโกนขึ้นมาว่า 

คุณรู้ว่าผมรักเขา คุณรู้ดีมาตลอดว่าจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของผมคืออะไร คุณรู้ว่าถ้าใช้เขาผมจะยอมทุกอย่าง แล้วนี่คือสิ่งที่คุณต้องการใช่ไหม!? อัครา! ตอบผมสิ!!? คุณพฤกษ์ตายเพราะใครถ้าไม่ใช่เพื่อปกป้องคุณ! คนที่สมควรตายควรเป็นไอ้ระยำแบบคุณต่างหากที่หลอกใช้เขา!!” 

พฤกษ์ยืนนิ่งไปในขณะที่คุณโสมหัวเราะน้อย ๆ ออกมา “ถ้ากลับ เธอจะไม่ได้รู้ความจริงข้อนี้อีกเลย” 

เขาฟังคำพูดนั้นก่อนจะค่อย ๆ หันหลังกลับไปมองว่าเหตุการณ์จะดำเนินต่อไปอย่างไร อินทรชิตขึ้นคร่อมอัคราก่อนจะรัวหมัดใส่อีกฝ่ายจนนอนนิ่งไปเพราะอ่อนแรง ร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ คลานลงมา เป้าหมายเดียวคือศพของพฤกษ์ที่นอนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ชายหนุ่มสะอื้น ยกร่างที่เย็นเฉียบขึ้นมากอดก่อนจะเลื่อนตนเองลงต่ำ แนบแก้มและใบหูสัมผัสกับแผ่นอกที่ชุ่มไปด้วยเลือด การกระทำนั้นสะท้อนใจคนมองเป็นอย่างยิ่ง พฤกษ์ถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น มือของเขาสั่นจนต้องยกขึ้นมากอดอกเอาไว้ 

“อยู่กับผมก่อนนะ ..คุณพฤกษ์ อยู่กับผม ได้โปรด ผมขอโทษ” อินทรชิตพูดซ้ำไปซ้ำมาเหมือนกับจะสะกดจิตตนเองว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้จากไปไหน 

“โง่จริง” พฤกษ์ทำทีเป็นแดกดัน ที่จริงแล้วกำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมามากกว่านี้ต่างหาก “นอนนิ่งขนาดนั้นยังจะคิดว่ารอดอีก คิดบ้า ๆ ” 

คุณโสมยิ้มอย่างสวย พูดว่า 

“ความรักเป็นเรื่องโหดเหี้ยม ทำให้คนสิ้นหวังแต่ก็ยังมีหวัง ทำให้สิ้นศรัทธาแต่ก็ยังศรัทธาจนตัวตายทีเดียว” 

ชายหนุ่มผินหน้าไปอีกด้าน แววตาที่อ่อนโยนก็เปลี่ยนไปในทันใด 

“ไปที่อื่นกันเถิด ยังมีที่ที่ต้องไปอีกแยะ” 

พฤกษ์พยักหน้าเพราะเขาเองก็จวนจะไม่ไหวแล้วเช่นกัน เขาหันไปหาคุณโสม แต่กลับเปลี่ยนใจหันมาในวินาทีสุดท้ายอย่างกะทันหัน เขายังรู้สึกคาใจในบางอย่าง พฤกษ์รู้สึกเหมือนมันขาดอะไรไป เขาหันกลับไปจนได้ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้ชายหนุ่มแทบหมดแรง ตำรวจหลายนายเข้าล้อมตัวอัครา อีกฝ่ายกลับไม่ได้สนใจ ชายหนุ่มถือปืนกระบอกหนึ่งเอาไว้ในมือและค่อย ๆ หันปลายกระบอกเข้าปาก พฤกษ์หวีดร้องเหมือนคนเสียสติและจะวิ่งเข้าไปหาอดีตคนรัก 

ทว่าก็ถูกคุณโสมรั้งแขนเอาไว้แน่น 

“อย่า” อีกฝ่ายส่ายหน้า น้ำเสียงดุดันจนน่ากลัว “มันเป็นเวลาตายของเขา ถ้าเธอเข้าไปแทรกเวลาจะวิบัติ 

“ไม่ ไม่ มันต้องไม่เป็นแบบนี้สิ” พฤกษ์น้ำตานอง เขาจับแขนคุณโสมไว้แน่นและเอ่ยขอร้อง “คุณโสมทำอะไรสักอย่างสิครับ อย่าให้เขาตาย ผมขอร้อง อย่าให้มีใครต้องตายอีกเลย” 

คราวนี้ฉันคงช่วยเธอไม่ได้แล้ว พฤกษ์เอ๋ย เธอถอยออกมาเถิด มันคือสิ่งที่ต้องเป็นไป” 

เขาส่ายหน้าเช่นคนหมดหวัง “ไม่ได้..” พึมพำอยู่อย่างนั้น ทว่าก็ยังไม่ยอมแพ้ พฤกษ์หันไปหาคุณโสมและออกคำสั่ง “ปล่อยผม” 

คุณโสมขมวดคิ้ว คล้ายอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่ยอมพูด สุดท้ายก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี พฤกษ์วิ่งเข้าไปหาอัครา เอาฝ่ามือกำปากกระบอกปืนเอาไว้ในวินาทีสุดท้ายที่อีกฝ่ายกำลังจะลั่นไก 

แช๊ะ!.. 

“แม่งเอ๊ย!!!” อัคราสบถออกมาเมื่อรู้ว่าการฆ่าตัวตายไม่เป็นผลสำเร็จ เขาไม่รู้ว่าทำไมกระสุนถึงด้านเอาตอนนี้ ตอนที่เขาต้องการใช้มันมากที่สุด และคนที่รู้เหตุผลคงจะมีแค่พฤกษ์และคุณโสมเพียงแค่สองคนเท่านั้น ไม่นานนักตำรวจหลายนายก็วิ่งผ่านร่างของเขาเข้ามาจับกุมตัวอัคราออกไปได้สำเร็จ พฤกษ์นั่งตาลอยอยู่บนพื้นปูนแข็ง ๆ เขาถอนหายใจพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมา แค่ไม่มีใครต้องตายเพิ่มอีกเขาก็ไม่ขออะไรมากมายไปกว่านี้แล้ว 

“เฮ้อ” คุณโสมถอนใจใหญ่ก่อนจะช่วยดึงมือพฤกษ์ให้ลุกขึ้นยืน เขาปาดน้ำตาทิ้ง ถามว่า 

“เราจะไปไหนกันต่อครับ” 

นิ้วขาวซีดชี้ไปที่หมอกหนาที่ไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาตอนไหน “แต่คราวนี้เธอต้องไปคนเดียว” 

พฤกษ์ใจหาย คุณโสมคงรู้ว่าเขากลัวแต่ทำไมยังปล่อยให้เขาไปคนเดียว 

“เธอจะไม่เป็นอะไรตลอดการเดินทาง เพราะเธอเป็นแขกคนพิเศษของฉัน” 

“แต่..” 

“ไม่นานดอก ฉันมีธุระ ประเดี๋ยวเดียวเราจะเจอกันใหม่ ไปเร็วซี” 

 

หลังจากส่งพฤกษ์เดินหายลับเข้าไปในหมอกหนา โสมส่องหล้าก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกั๊กและหยิบนาฬิกาพกสีทองเหลืองออกมาเปิดดูก่อนจะเก็บเข้าไปในกระเป๋าดังเดิม 

“แกคิดว่าฉันโง่หรือ” เสียงเนิบนาบเอ่ยขณะที่ก้มลงมองปลายรองเท้าตนเอง “ออกมาซี อย่าขี้ขลาดนักเลย” 

ฉับพลันเงาสีดำสายหนึ่งก็ทอดยาวออกมาจากปลายรองเท้าหนังมันวาว มันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้นยิ่งกว่าขนาดตัวของโสมส่องหล้า ไม่นานเงาสีดำก็บิดเบี้ยวและเปลี่ยนเป็นรูปร่างของมนุษย์ก่อนจะกลายเป็นชายผู้หนึ่งที่มีร่างกายสูงใหญ่ ผิวสีขาวซีด เรือนผมสีดุจทองคำขาวตัดกับริมฝีปากแดงเรื่อ ที่แปลกประหลาดกว่าอะไรทั้งหลายก็เห็นจะเป็นดวงตาสีฟ้ากระจ่างที่ดูจะโดดเด่นเหลือเกิน 

ชายหนุ่มยิ้มมุมปากและโค้งให้เขาหนึ่งที “ฝ่าบาท” เขาเรียกโสมส่องหล้าเช่นนั้น 

“คิดจะทำอะไร มันยังไม่ถึงคราวของแกไม่ใช่หรือ” 

“กระหม่อมมิกล้า” เขาตอบ “เพียงแค่อยากมาดูให้เห็นว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร” 

โสมส่องหล้าขรึมลงในทันตา ชายหนุ่มเหลือบมองไปเห็นมือที่กำแน่นอยู่ข้างตัวก็พลันรู้สึกตื่นเต้น 

“กระหม่อมบอกแล้วว่าเขาจะคิดเช่นเดิม ทำเช่นเดิม และตัดสินใจเช่นเดิม” 

“มันก็ไม่แน่ดอก แกอย่าเพิ่งได้ใจนักซี่” 

“รับสั่งเช่นนี้มากี่รอบแล้วกระหม่อม” ร่างสูงหัวเราะเย้ย “สุดท้ายแล้วการตัดสินใจของเขาก็จะนำพาเขามาอยู่จุดเดิมซ้ำ ๆ ท่านชายช่วยอะไรไม่ได้ แก้ไขไม่ได้และขัดขวางไม่ได้อีกเช่นกัน สิ่งใดที่ถูกแทรกแซงมันจะวิบัติ และส่วนหนึ่งท่านชายก็เป็นต้นเหตุไม่ใช่หรอกหรือ” 

“.....” โสมส่องหล้านิ่งไป เขาเหลือบตามองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างเกลียดชังและพูดขึ้นว่า 

“ครั้งนี้มันจะจบ” 

“ขอให้เป็นอย่างที่ท่านชายต้องการ” ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะโค้งให้เขาอีกรอบ โสมส่องหล้าขบกรามแน่นเมื่อเห็นดวงตาของมันวาววับอย่างมีเล่ห์กล 

“กระหม่อมทูลลา” 

“เชิญ” และ “ไปลงนรกเสียได้ก็นับว่าดีทีเดียว” 

เสียงหัวเราะชวนให้ขนลุกดังก้องก่อนที่ชายร่างสูงผู้นั้นจะหายลับกลับเข้าไปในเงาใต้รองเท้าหนัง ทิ้งให้หม่อมเจ้าโสมส่องหล้ายืนเจ็บใจอยู่เพียงผู้เดียว 

 

พฤกษ์เดินออกมาจากหมอกหนาได้ในที่สุด สถานที่ตรงหน้าเขาเปลี่ยนไปอีกหน มันคล้ายกับห้องทำงานขนาดใหญ่ที่ประดับตกแต่งอย่างหรูหรา เขามองรูปครอบครัวเลิศบดินทร์ที่วางเรียงรายเสียเพลินจนกระทั่งไปสะดุ้งกับคนสองคนที่นั่งประจันหน้าคุยกันตรงโซฟา 

ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดปาก นั่นพนา พ่อของเขากับคุณสิงขร ปู่ของอินทรชิตและอัครา!! 

“เสียใจเรื่องลูกชายด้วย ..เจ้าสัว” สิงขรเป็นฝ่ายเปิดประเด็นด้วยเรื่องการเสียชีวิตของเขา ทว่าพนากลับนั่งหน้าตึงเหมือนไม่ได้สนใจคำไว้อาลัยของอีกฝ่าย 

“ผมไม่ต้องการคำไว้อาลัย ผมต้องการคนรับผิดชอบ” 

“หลานชายฉันตอนนี้อยู่ในคุก” พฤกษ์ใจเสียที่ได้ยินเช่นนั้น เขาไม่รู้ว่าหลานชายของสิงขรที่ตอนนี้อยู่ในคุกคือคนไหน อินทรชิตหรืออัครา แต่ไม่ว่าจะเป็นคนไหนเขาก็วิตกกังวลทั้งนั้น 

“แต่อีกไม่นานคุณจะทำทุกอย่างเพื่อเอามันออกมา” พนาเอนหลังพิงเบาะ “แล้วอินทร์อยู่ที่ไหน” 

“บนห้อง” สิงขรถอนใจ พฤกษ์เองก็ถอนใจตามไปด้วยอย่างโล่งอกก่อนจะรีบรู้สึกผิดในเวลาต่อมาเพราะชั่วขณะหนึ่งเขาดีใจเป็นอย่างมากที่อินทรชิตไม่ได้อยู่ในคุกเลยรู้สึกละอายใจกับอดีตคนรักอย่างอัครา 

“สภาพจิตใจเขาแย่ทีเดียว” 

“ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาทำ” พนาหัวเราะในคออย่างขมขื่น พูดว่า “ผมเลี้ยงเขามาแท้ ๆ ” 

“เจ้าอินทร์ไม่ได้ตั้งใจ” ชายชราหรี่ตาลง “เจ้าสัวน่าจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด หลานฉันคนนี้ดูจะเคารพนับถือลูกชายเจ้าสัวเป็นพิเศษ” 

“เป็นพิเศษ..” พฤกษ์นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ คุณรู้ว่าผมรักเขา คุณรู้ดีมาตลอดว่าจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของผมคืออะไร คุณรู้ว่าถ้าใช้เขาผมจะยอมทุกอย่าง’ ประโยคเหล่านั้นยังคงวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวราวกับจะตอกย้ำให้ฝังลึกลงไปในทุกอณูของจิตใจ เขาแก้มแดงเรื่อก่อนจะรับรู้ความจริงว่าอินทรชิตผู้นี้รักและภักดีกับเขามาเนิ่นนานเสียจนคาดไม่ถึง 

เขารู้ว่าอีกฝ่ายเคารพยกย่องตนในฐานะต้นแบบในการทำงาน แต่เขาไม่เคยรู้ว่าอีกฝ่ายยกย่องเขาในฐานะยอดดวงใจด้วย ไม่รู้ว่าเหตุใด ทำไมเขาถึงไม่เคยรับรู้ความรู้สึกนั้น ราวกับมีอะไรมาดลใจให้หลบหลีกความรู้สึกนั้นอยู่ร่ำไป ทำเช่นไรดี ตอนนี้เขารับรู้มันแล้ว มันเอ่อล้นและแผ่ซ่านอย่างอบอุ่นอ่อนนุ่มอยู่ในอก 

“เป็นเพราะสิรีใช่ไหม” 

พฤกษ์เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็เดินมาใกล้คนทั้งสองก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ ผู้เป็นพ่ออย่างพนา พอนั่งฟังไปสักพักก็จับใจความได้ว่าสิรี ภรรยาของสิงหลหรือแม่แท้ ๆ ของอัคราเป็นต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด พฤกษ์ในกาลก่อนนั้นรู้จากอัครามาแค่ว่าเธอเป็นคนร้ายกาจทั้งยังเป็นคนคอยพลักดันและบงการให้ลูกชายเพียงคนเดียวอย่างอัคราคอยเล่นงานอินทรชิตเสมอ 

แต่พฤกษ์ไม่เคยรับรู้ความจริงที่ว่าสิรีเป็นคนฆ่าสิงหาและมินตรา ทั้งยังทำให้อินทรชิตกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่อีกด้วย 

“อย่าปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นบงการทุกคนอีก” พนาพูด น้ำเสียงเขาเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก 

“ถึงแม้ว่าลูกชายผมตายแต่เธอจะไม่หยุด เพราะเป้าหมายของเธอคือการกำจัดเจ้าอินทร์ อัคราก็เป็นได้แค่ผลผลิตจากความโลภของเธอเท่านั้น ถูกบงการ ถูกชักใยให้ทำนั่นนี่ ดูเอาเถอะคุณสิงขร บ้านของคุณกำลังลุกเป็นไฟโดยมีเธอเป็นเชื้อเพลิง ถ้าคุณไม่อยากสูญเสียหลานชายคนใดคนหนึ่งไป คุณก็ต้องตัดสินใจ ผมยังยืนยันคำเดิมว่าต้องการคนที่จะมารับผิดชอบเรื่องนี้ การตายของพฤกษ์จะต้องมีคนชดใช้!” 

“เจ้าสัวพูดอย่างนี้หมายความว่าอะไร” ไม่เพียงแต่สิงขรที่หวั่นใจ พฤกษ์ในฐานะลูกชายเองก็หวาดวิตกในคำพูดนั้นไม่ต่างกัน บางทีอาจจะมากกว่าที่สิงขรรู้สึกเสียด้วยซ้ำเพราะเขาย่อมรู้จักพ่อของตนเองดีกว่าใครทั้งหลาย 

ไม่ว่าด้านดี ด้านเลว หรือด้านที่เลวร้ายยิ่งกว่า เขารู้จักมันทั้งหมด 

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องจัดการปัญหาที่ต้นตอ” 

ภาพเหตุการณ์เปลี่ยนไปอีกหน คราวนี้พฤกษ์หลุดกรีดร้องขึ้นมาอย่างตกใจเมื่อเห็นสิรีนั่งอยู่ในรถยนต์ที่ถูกล็อกแน่น เธอกำลังตะเกียกตะกายหาทางเอาชีวิตรอดโดยการใช้สองมือทุบกระจกรถยนต์ และยิ่งน่ากลัวไปกว่านั้นคือบอร์ดี้การ์ดของพ่ออย่างบิ๊กและเบิ้มต่างก็ช่วยกันราดน้ำมันชโลมรอบตัวรถด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกใด ๆ เขาทั้งคู่เดินมาหาพนาผู้เป็นนายเพื่อรอคำสั่ง พฤกษ์ถลาเข้าไปกอดแขนพ่อ ร้องออกมาทั้งน้ำหูน้ำตาว่า 

“ไม่นะครับคุณพ่อ! อย่าทำแบบนี้เลย ผมขอร้อง อย่าทำ!!” 

“เผาซะ” พนาเอ่ยเสียงเรียบขณะมองสิรี “ยัดเงินให้ตำรวจกับสำนักข่าว ทำให้ดูเหมือนว่าถูกฆ่าชิงทรัพย์แล้วอำพรางศพ” 

“ครับนาย” 

“คุณพ่อครับ!! คุณพ่อ!” พฤกษ์เขย่าแขนพนาโดยแรงทว่าอีกฝ่ายก็ยังยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น กระทั่งเพลิงไหม้ลุกโชนจนสว่างจ้า มันแผดเผาและกลืนกินทุกอย่างไปจนหมด ทั้งความโกรธแค้นที่มีมาหลายสิบปีและความเศร้าเสียใจจากการจากไปของลูกชาย.. 

พฤกษ์หันหน้าไปมองเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มรถยนต์ เขาทรุดตัวนั่งลงกอดเข่าอยู่กับพื้น หลับตาปี๋และยกมือปิดหูของตนเองไว้แน่นเพราะเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานจากสิรี 

เนิ่นนานอยู่อย่างนั้น กระทั่งทุกอย่างเงียบงัน 

“นี่คือสิ่งที่เธออยากเห็น” เสียงเย็น ๆ ของคุณโสมดังขึ้นอยู่ด้านข้าง พฤกษ์จึงแหงนใบหน้าขึ้นมองดูอีกฝ่าย  

และเพราะแสงสว่างจ้าจากเปลวเพลิงจึงทำให้เขาได้สังเกตเห็นหน้าอีกฝ่ายอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก นอกจากใบหน้าที่หล่อเหลาหมดจด สิ่งที่เขาคิดว่าน่าสนใจและมีเสน่ห์ก็คือไฝสีดำเม็ดเล็กจิ๋วที่อยู่บริเวณใต้ตาขวา 

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ารอยยิ้มของคุณโสมที่พฤกษ์เคยคิดว่าช่างสวยและอ่อนหวาน บัดนี้กลับดูโศกเศร้าและน่าหวาดกลัวอย่างประหลาด 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว