ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 46

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 203

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 19:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 46
แบบอักษร

00 46 

 

พักหลังมานี้มาลีวัลย์ชักทำตัวแปลกพิลึก เธออยู่ไม่ติดบ้าน ชอบออกไปเที่ยวและกลับมาค่ำมืดโดยไม่บอกกล่าวให้ใครได้รู้เป็นประจำ กิริยาวาจาพูดทีทำทีก็กระด้างกระเดื่องไม่อ่อนหวานชดช้อยเหมือนปกติ บางครั้งก็วางท่าอวดดีใส่ผู้หลักผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอย่างคุณพฤกษ์ กระนั้นคนใจดีก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรมากนัก อีกฝ่ายบอกเขาว่ามาลีวัลย์คงอยู่ในวัยต่อต้าน บางทีก็อาจจะหัวรั้นไม่ฟังใครอยู่บ้างแต่พอนานไปคงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมและบอกให้เขาอย่ากังวลไป ทว่าอินทรชิตที่สังเกตการณ์อยู่นั้นก็เริ่มทนพฤติกรรมของน้องสาวไม่ไหวอีกต่อไป เขารู้จักมาลีวัลย์ดีกว่าใครในบรรดาพี่น้องทั้งหมด และยังรู้อีกด้วยว่าน้องไม่ได้ทำไปเพียงเพราะเหตุผลของการเป็นวัยรุ่นอย่างที่คุณพฤกษ์บอก ไม่เพียงแค่นั้นอินทรชิตก็สัมผัสได้ว่าคุณพฤกษ์เองก็รู้สึกแบบเดียวกับที่เขารู้ เพียงแต่อีกฝ่ายไม่ได้พูดออกมาเท่านั้น 

บ่ายวันนั้น ไม่ค่อยมีใครอยู่บ้าน คุณพฤกษ์ไปที่ร้านของคุณลักษมณ์เพื่อวัดขนาดตัวสำหรับตัดสูทตั้งแต่สาย คุณลุงออกทริปกับเพื่อนที่กรุงเวียนนากว่าจะกลับก็อีกหลายอาทิตย์ ส่วนพงพีไปโรงเรียนในวันหยุดเพราะกิจกรรมชมรมปักครอสติชของเจ้าตัว ทั้งบ้านจึงเหลือเจ้านายอยู่สองคนคือเขากับมาลีวัลย์ที่ยังไม่ลงมาจากห้องนอนเลยตั้งแต่เช้า พูดถึงก็โผล่หน้าขาวผ่องมาให้เห็น หญิงสาวแต่งชุดสวยเก๋สะพายกระเป๋าเดินลงมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย พอเห็นพี่ชายกำลังนั่งพิมพ์งานในโน้ตบุ๊กอยู่ที่ห้องโถงก็ทำทียิ้มแย้มเป็นสาวมั่นทันที 

“จะไปไหนคะ” ขณะที่หญิงสาวกำลังเดินผ่านไป เสียงทุ้มก็เอ่ยอย่างดุดันกว่าทุกที อินทรชิตพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาจากงานในมือ เขายังคงพิมพ์งานต่อไปอย่างใจเย็นราวกัจะเล่นจิตวิทยาให้น้องสาวรู้สึกกดดัน 

“ไป..” นั่นสิจะไปไหน เธอยังไม่ทันคิด คิดแค่จะไปเที่ยวกับเพื่อนเท่านั้น แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็คงหาข้อแก้ตัวมาอ้างได้เหมือนทุกที 

“ไปดูหนังค่ะ” หญิงสาวแอบเอานิ้วไขว้กัน เธอกำลังเริ่มกลายเป็นคนที่โกหกเก่งมากขึ้นทุกวัน 

“ไปกับใคร กลับเมื่อไหร่” 

“กับมิเชลและกุ๋งกิ๋ง” เธอกลอกตา “อาจจะกลับค่ำด้วย อืม สักทุ่ม ไม่สิ สองไปเลย” 

“อืม ระวังตัวด้วย” 

มาลีวัลย์ถอนหายใจออกมายาวเหยียดอย่างนึกโล่งใจ เธอหันหลังและเตรียมจะเดินออกไปที่ประตูใหญ่ ทว่าอินทรชิตก็พูดขึ้นมาเสียงเรียบ 

“มะลิ” 

เธอเย็นสันหลังวาบก่อนจะทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อนและหันกลับมายิ้ม 

“คิดจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่? ” 

“ทำอะไรคะ” 

คราวนี้ชายหนุ่มพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงครึ่งหนึ่งและตอบว่า 

“ทำตัวเกเร ทำตัวไม่น่ารัก” มาลีวัลย์ทำท่าจะแย้งแต่พอเห็นพี่ชายขรึมกว่าปกติก็เม้มปากไว้แน่น อินทรชิตเลยพูดต่อไปว่า “อย่านึกว่าพี่ไม่รู้ เราน่ะทำประชดประชันให้คุณพฤกษ์โกรธ” 

“ไม่จริง” เธอเถียง สายตาล่อกแล่กส่อพิรุธชอบกล 

“จริง” 

“แค่ออกไปเที่ยวเล่น กลับบ้านค่ำ ใครที่ไหนเขาก็ทำกันออกเยอะไป” 

“คิดว่าพี่โง่หรือ” และ “คุณพฤกษ์ก็ไม่ได้โง่ เขาแค่ใจเย็นและอดทน ที่แกล้งหลับหูหลับตาก็เพื่อตามใจเด็กดื้อแบบเธอเท่านั้น” 

มาลีวัลย์สะท้านไปทั้งร่าง เธอรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่อินทรชิตเปลี่ยนมาพูดไม่มีหางเสียงและเรียกตนด้วยคำว่าเธอ เมื่อนั้นเขากำลังโกรธจัด ไม่บ่อยนักที่จะเห็นอีกฝ่ายโกรธเพราะเขาเป็นคนใจกว้างและไม่เคยโกรธใครง่าย ๆ แต่ถ้าได้ลองโกรธขึ้นมาสักครั้งก็น่ากลัวจนเหลือรับทีเดียว 

“มะลิไม่ได้ขอให้เขามาตามใจนี่คะ คนอาไร๊ ตะ ตบหัวแล้วชอบลูบหลังอยู่เรื่อยแท้ ๆ!!!” 

“ทำไมพูดจาแบบนี้มะลิ” 

“ก็มันจริงนี่ หน็อย มาเอาหมาเขาไปให้คนอื่น ไม่บอกเขาสักคำ พอเขาโกรธก็มาทำดีด้วยแบบนี้มันใช้ได้เสียที่ไหนกัน” 

อินทรชิตขมวดคิ้วเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมา 

“คุณพฤกษ์ก็บอกเหตุผลไปเธอแล้วไม่ใช่หรือไง เขาก็รู้สึกไม่ดีที่หุนหันให้ไอ้โจนาสไปแบบนั้นเหมือนกัน” 

มาลีวัลย์ตัวสั่น เธอจับสายคล้องกระเป๋าไว้แน่นทั้งที่ดวงตากลมโตกำลังแดงก่ำ 

“เหตุผลน่ะฟังจนเบื่อแล้ว ไม่เข้าท่าสักนิดเลย!” น้ำตาเม็ดเป้งไหลหยดลงมาอาบน้ำแก้มนุ่มก่อนที่เธอจะปัดมันออกเร็ว ๆ และกระแทกเสียงใส่ 

“เขาเห็นคุณฉัตรสำคัญกว่ามะลินี่นา!” 

“นั่นไม่จริง” อินทรชิตว่า “นึกถึงความดีของเขาบ้างสิ ถ้าคุณพฤกษ์ไม่รักเธอหรือเห็นเธอสำคัญเขาก็คงไม่เปลี่ยนตัวเองหรอก ทำไมไม่คิดล่ะว่าเพราะอะไรเขาถึงใจดี ทำไมเขาถึงเอาใจใส่เธอ ดูแลเธอทั้งที่เขาจะใจร้ายกับเธอเหมือนเมื่อก่อนก็ยังได้ นั่นก็เพราะเขายอมรับว่าเธอเป็นครอบครัว” 

“...” หญิงสาวไม่พูด ทว่ากลับยืนมองพี่ชายและร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ 

ชายหนุ่มถอนหายใจ พูดต่อไปว่า 

“เลิกซะ ไอ้ที่ทำอยู่เนี่ยมันไม่มีประโยชน์หรอกนะ สู้ไปคุยกันให้เข้าใจยังจะดีเสียกว่า ต้องการอะไร คิดแบบไหน รู้สึกยังไงก็บอกเขาไป ไม่ใช่มาทำตัวประชดประชัน ขืนยังทำแบบนี้ต่อให้คุณพฤกษ์ใจเย็นสักแค่ไหนก็คงเม้งแตกเข้าสักวัน เธอเองก็รู้นี่ว่าเวลาเขาโกรธใครก็เอาเขาไม่ลงทั้งนั้น คุณลุงก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่ต้องถึงมือคุณพฤกษ์หรอก เพราะพี่ก็เริ่มทนที่เธอก้าวร้าวแบบนี้ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน” 

เธอสะอื้นก่อนจะส่งสายตาแข้งกร้าวไปให้เขา มาลีวัลย์ไม่ได้คิดตามในสิ่งที่อินทรชิตพูดแต่เธอกลับนึกถึงเรื่องโหดร้ายที่เคยพบเจอจากพี่ชายคนโตมาตลอดทั้งชีวิตวัยเด็ก 

“ทำไมคะ” น้ำเสียงแข็งกระด้าง “พี่อินทร์จะทำอะไรมะลิงั้นหรือ จะตบจะตีมะลิแบบที่เขาเคยทำหรือเปล่า” 

“มะลิ!!” อินทรชิตตวาดเสียงเข้มอย่างเหลือทน ทว่าแทนที่น้องสาวจะยำเกรงกลับทำทียียวนมากขึ้นจนเขานึกไม่ถึง 

“เอาเลยซี่” เธอเอียงแก้ม “ตบเลยสิ กล้าพอจะทำหรือเปล่าล่ะ” 

ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ๆ เส้นความอดทนของเขาขาดสะบั้นลงเดี๋ยวนั้น อินทรชิตง้างมือขึ้นสูงตามสัญชาตญาณดิบที่ถูกกระตุ้นโดยน้องสาว เขาจะฟาดฝ่ามือลงมาแล้วในไม่กี่วินาทีทว่าก็มีบางอย่างที่มาฉุดรั้งสติของเขาเอาไว้ได้ทัน 

นั่นก็คือร่างสูงโปร่งที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่และได้ยินอะไรไปมากน้อยแค่ไหน คุณพฤกษ์ยืนนิ่งอยู่ข้างหลังมาลีวัลย์ห่างออกไปไม่กี่ก้าว อีกฝ่ายจ้องมาที่พวกเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาอารมณ์และดุเหมือนจะขรึมมากกว่าทุกที อินทรชิตกำมือของตนแน่นขณะที่สบตากับคุณเขาก่อนที่จะลดมือลงอย่างช้า ๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่รุนแรงของตนให้สงบดดยการนับหนึ่งถึงร้อย ในตอนนั้นเองมาลีวัลย์ก็ร้องไห้ออกมาดังลั่น เพราะเธอขวัญเสียอย่างหนักและมากถึงที่สุด เธอไม่คิดว่าพี่ชายที่คอยปกป้องและทะนุถนอมเธอมาตลอดอย่างเขาจะกล้าลงไม้ลงมือกับเธอขึ้นมาจริง ๆ ถึงต่อให้อีกฝ่ายจะยั้งมือเอาไว้ได้ทันแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็คิดที่จะตบเธอจริง ๆ 

เธอเคยมั่นใจว่าต่อให้คนทั้งโลกแม้แต่ครอบครัวคิดจะทำร้ายเธอ แต่พี่อินทร์จะเป็นเพียงคนเดียวที่จะไม่ทำแบบนั้น ทว่าทุกอย่างกลับพังทลาย ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว.. เหตุใดชีวิตมันจึงไม่เป็นดังที่หวังเอาไว้เลย 

“ไปเถอะ” อินทรชิตพูดเสียงอ่อนลง “จะไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ใช่หรือคะ” 

มาลีวัลย์น้ำตาคลอ เธอหันหลังเดินก็ดันไปชนเข้ากับอกของคุณพฤกษ์อย่างจังจนล้มลงไปที่พื้นซ้ำอีก หญิงสาวลุกขึ้นยืนและมองเขม็งไปที่อีกฝ่ายทั้งน้ำตานองหน้า 

“หนูเกลียดคุณที่สุด!” เธอทุบอกพี่ชายคนโต “จะไปตายที่ไหนก็ไป!!” 

หญิงสาวเอาความโกรธเกลียดไปลงกับคุณพฤกษ์แทนเพื่อหวังจะบรรเทาความปวดร้าวในใจ แต่เธอคงลืมไปแล้วกระมังว่าคำพูดเป็นสิ่งสำคัญ และมาลีวัลย์ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าความคะนองปากในวันนี้อาจจะทำให้เธอเสียใจอย่างแสนสาหัสในภายหลัง 

 

พฤกษ์เดินขึ้นห้องนอนด้วยอาการใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวโดยมีอินทรชิตเดินตามหลังมาเงียบ ๆ เขาไม่รู้สึกรู้สมอะไรด้วยซ้ำเพราะในหัวมัวแต่คิดถึงประโยคที่มาลีวัลย์บริภาษเอาไว้เมื่อครู่นี้ 

‘จะไปตายที่ไหนก็ไป!!’ 

กระทั่งประตูห้องนอนปิดลง อินทรชิตก็เข้าสวมกอดเขาแทบจะทันทีราวกับอดทนรอต่อไปไม่ไหว ฝ่ามือใหญ่กดศีรษะเล็กให้ใบหน้าแอบอิงแนบชิดกับอกของตนก่อนจะใช้อีกมือลูบแผ่นหลังอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสามารถทำให้คนที่ตนรักได้ 

“ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ” 

พฤกษ์พลิกใบหน้าไปด้านข้าง ให้แก้มนุ่มเบียดกับหน้าอกแทน 

“ไม่ได้หรอก ฉันต้องคิด” 

“งั้นก็อย่าใส่ใจ” 

“ไม่ใส่ใจได้หรือ” 

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรแต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นไปอีก 

“แกคิดว่าถ้าฉันไปตายจริง ๆ ..” พฤกษ์เกริ่น ทว่าไม่ทันไรอินทรชิตก็พูดแทรกทันที 

“อย่าพูดถึงเรื่องตายได้ไหมครับ ผมขอร้อง” 

“ฟังก่อนสิ” น้ำเสียงเอื่อย ๆ พูดเหมือนจะหมดแรง 

“โธ่” อินทรชิตร้อง “อย่าเป็นแบบนี้เลยครับ ผมหวั่นใจ” 

พฤกษ์ไม่ได้สนใจคำทักท้วงนั้น พูดต่อไปว่า 

“แกคิดว่าถ้าฉันไปตายจริง ๆ เด็กนั่นจะเสียใจมากหรือเปล่า จะโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองไหม จะเสียใจไหมที่พูดแบบนี้กับฉัน” 

ชายหนุ่มไม่กล้าตอบคำถามนั้น เขาไม่ได้แม้แต่จะคิดถึงน้องสาวด้วยซ้ำแต่กำลังคิดว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรถ้าอีกฝ่ายเกิดเป็นอะไรถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจริง ๆ ทว่าแค่ความคิดมันก็ทำให้เขาทรมานแล้ว ไม่อยากนึกภาพหากต้องมารับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นอีกเป็นครั้งที่สอง 

“ฉันเคยไล่ให้พวกแกให้ไปตายบ้างไหม” 

อินทรชิตสั่นศีรษะ พูดว่า “ต่อให้ใจร้ายใส่แค่ไหนก็ไม่เคยครับ” 

“ฉันเคยมีบทเรียนน่ะเลยเข้าใจนิดหน่อย ตอนเด็ก ๆ ฉันก็ไล่คุณพ่อให้ไปตายเหมือนกัน ฉันไม่ได้อยากให้คุณพ่อตายอย่างปากพล่อยไปหรอกแต่ตอนนั้นฉันเกลียดเขามากจริง ๆ เลยอยากพูดให้เขาเจ็บปวดที่สุด พอหลังจากใจเย็นลงถึงคิดได้ว่าถ้าคุณพ่อตายขึ้นมาจริง ๆ ฉันคงเป็นบ้าเพราะตอนนั้นก็เพิ่งเสียคุณแม่ไปไม่นาน ฉันนึกเสียใจอยู่ตลอดที่พูดแบบนั้นออกไปและต่อให้ขอโทษเท่าไหร่แต่คำพูดที่พูดออกไปแล้วมันก็เหมือนปมที่ติดอยู่ในใจตลอด ทำไมฉันถึงไล่คุณพ่อให้ไปตาย มีคำพูดตั้งมากมายที่จะทำให้คุณพ่อเจ็บปวดแต่ทำไมฉันถึงเลือกที่จะพูดแบบนั้น หลังจากนั้นเวลาฉันโมโหก็จะไม่พูดอะไรแบบนี้อีก ฉันรู้ว่ามะลิไม่ได้พูดออกมาจากใจหรอก เด็กนั่นก็ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเสียใจและไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรพูด แต่ถึงอย่างนั้นพอโดนคนอื่นไล่ให้ไปตายบ้างมันก็รู้สึกเจ็บปวดพิลึก” 

พฤกษ์ยกมือทั้งสองข้างโอบกอดแผ่นหลังกว้างก่อนจะซุกใบหน้าเข้าหาอีกฝ่าย 

“จริง ๆ นะ ฉันก็รู้สึก ฉันไม่ได้ไร้หัวใจขนาดนั้นเสียหน่อย” 

เขาหลับตาและหายใจลึก ๆ พฤกษ์ไม่ได้ร้องไห้แต่กลับสะเทือนใจจนสะอื้นออกมา 

“เข้าใจแล้วล่ะว่าคุณพ่อรู้สึกยังไง แย่จัง มันย้อนเวลากลับไปตอนนั้นไม่ได้ด้วยสิ ฉันแก้ไขอะไรไม่ได้เลย” 

“ทูนหัว นั่นไม่จริงเลย” อินทรชิตพูดเสียงเบา “มีหลายอย่างที่คุณแก้ไขได้แล้วไม่ใช่หรือ” 

พฤกษ์แคลงใจกับคำพูดนั้นแต่ก็ไม่ได้สนใจมันเท่าที่ควร เขาผละจากชายหนุ่มและพูดว่า 

“ฉันเหนื่อย” 

“ผมนวดให้ไหม” 

พฤกษ์ส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง รู้สึกตัวรุม ๆ ชอบกลสงสัยเพราะออกไปข้างนอกและเจอแดดนาน 

“ฉันอยากหลับสักงีบ แกไปเถอะ” เขาจะพูดแค่นั้นแต่เห็นสีหน้าเป็นห่วงของอินทรชิตก็พูดต่ออีกหน่อย “ไม่ต้องห่วงอะไร ฉันอยู่ได้” 

 

 

“นี่จะสองทุ่มครึ่งแล้ว แกควรจะกลับบ้านนะ” 

เสียงแหลม ๆ ของสาววัยรุ่นพูดขึ้นขณะนั่งมองโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นไม่หยุด กระทั่งจอดับลงไปและเปิดขึ้นมาใหม่พร้อมรายชื่อผู้ที่โทรเข้ามา ‘❤คุณพฤกษ์❤’ พี่ชายคนโตของเพื่อนสนิทนี่เอง เธอนั่งมองมันวนแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา นับได้ราวสิบครั้งกระมัง 

ส่วนเจ้าของเครื่องก็ไม่ได้ไปไหน นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนพรมขนนุ่มสีขาวอยู่ข้าง ๆ กันนี่เอง 

“เราไม่อยากกลับเลยมิเชล” มาลีวัลย์สะอื้นจนเพื่อนสาวอีกคนต้องคอยลูบคอยปลอบ เธอร้องอยู่แบบนี้มาตั้งแต่บ่ายแล้วด้วยเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจที่ได้รับมาจากที่บ้าน 

ความจริงแล้วมาลีวัลย์ไม่ได้ทำตัวเหลวไหล แต่งตัวเปรี้ยว ออกไปเที่ยวแล้วกลับบ้านจนดึกดื่นอย่างที่คนอื่นเข้าใจหรอก ทุกครั้งที่ออกจากบ้านหญิงสาวก็มาอยู่ที่บ้านเพื่อน ทำการบ้าน ติวข้อสอบหรือทำอะไรก็ว่ากันไปตามประสาเด็กอายุสิบห้า ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางให้หวาดเสียวเลยแม้แต่น้อย แถมเธอยังยกโทษให้คุณพฤกษ์เรื่องที่ยกเจ้าโจนาสให้คุณฉัตรเรียบร้อยตั้งแต่วันแรก ๆ ด้วยซ้ำ เธอชอบเจ้าโจนาสมากก็จริงแต่ไม่ได้ผูกพันลึกซึ้งอะไรกับมันขนาดนั้น ถ้าเทียบกันเธอยังคิดถึงเจ้าจูดี้กระต่ายตัวโปรดมากกว่าเสียอีก ที่ทำงอนในทีแรกก็เพราะเคืองที่คุณพฤกษ์ไม่บอกกล่าวอะไรให้รู้เรื่อง นึกจะยกก็ยกให้เสียดื้อ ๆ แบบนั้นจะไม่ให้เธอช้ำใจได้อย่างไร แต่ถ้ามาลีวัลย์ยอมดีด้วยง่าย ๆ คุณพฤกษ์ก็อาจจะทำกับเธอแบบนี้ในเรื่องอื่นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ใครจะรู้ อำนาจเด็ดขาดของบ้านอยู่ที่เขาทั้งนั้น เหมือนโลกหมุนรอบตัวเขาอยู่คนเดียวมากเกินไป เพราะแบบนี้เธอจึงอยากแก้แค้นพี่ชายให้รู้สึกเสียบ้าง คราวหลังเวลาทำอะไรจะได้นึกถึงใจกัน เลยทำตัวไม่น่าเอ็นดูเหมือนอย่างเก่า เธอแอบดีใจที่ทำให้คุณพฤกษ์เกิดอาการ“จ๋อง”ได้ขนาดนี้และในขณะเดียวกันก็เริ่มย่ามใจที่จะแสดงกิริยาก้าวร้าวมากขึ้น มันผิดหรือที่เธอจะน้อยใจบ้าง เธออยากเป็นคนสำคัญนี่และก็อยากถูกเอาอกเอาใจเยอะ ๆ แต่ดูเหมือนสุดท้ายแล้วความคิดของเธอออกจะเกินขอบเขตไปหน่อยจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เหมือนอย่างวันนี้ 

ยอมรับว่าเธอใจเสียในหลายอย่าง ทั้งเรื่องที่วิธีการแบบเด็ก ๆ ของตน เรื่องที่อินทรชิตเม้งแตกคิดจะทำร้ายเธอและเรื่องที่ปากพล่อยไล่คุณพฤกษ์ให้ไปตาย แต่อย่างหลังดูจะทำให้มาลีวัลย์เสียใจเป็นที่สุด ถ้าเธอเปลี่ยนมาทำตามวิธีที่อินทรชิตบอกตั้งแต่แรกเรื่องเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ป่านนี้เธอคงได้นั่งรถเล่นหรือไม่ก็ดูหนังโรงรอบดึกกับคุณพฤกษ์แล้วก็พี่ ๆ คนอื่น ไม่ใช่มานั่งร้องห่มร้องไห้ให้เพื่อนปลอบอยู่แบบนี้ 

“จะทำยังไงดี ไม่กล้ากลับบ้านแล้ว ฮือ กลัว” 

พอออกมาจากบ้านมาได้ เธอนั่งร้องไห้เสียใจกับคำพูดที่พูดออกไปเพื่อความสะใจอยู่บนแท็กซี่กระทั่งมาถึงที่บ้านของมิเชล มิเชลพอเห็นว่าเพื่อนรักกำลังแย่หนักก็โทรตามกุ๋งกิ๋งให้มาอยู่ด้วยกันอีกคน สามหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวอยู่แล้ว มาลีวัลย์โศกเศร้าอยู่นานตั้งบ่ายจนกระทั่งมืดค่ำ ข้าวปลาก็ไม่ยอมรับประทาน เอาแต่คิดถึงสิ่งที่พูดไปซ้ำแล้วซ้ำ โถ ไม่น่าพูดออกไปแบบนั้นเลย เธอไม่ทันคิดหรือไม่ก็คิดน้อยจนเกินไป ปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่เพียงเพราะเจ็บใจเลยเห็นอะไรเข้าก็ขวางนัยน์ตาไปเสียหมด และคนที่เข้ามาขวางก็คือคุณพฤกษ์ มาลีวัลย์ในตอนนั้นคิดเพียงแค่ว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นก็เพราะอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุ ดังนั้นก็คงไม่ผิดอะไรถ้าเธอจะโยนความโกรธเกลียดใส่เพื่อระบายโทสะ เธอคิดแบบนั้นด้วยความเดียงสาของเด็ก แต่พอนึกถึงตอนที่คุณพฤกษ์นิ่งไปหลังจากที่โดนเธอพูดใส่ว่า ‘จะไปตายที่ไหนก็ไป!!’ ก็พลันทำให้หญิงสาวรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่กลางอกจนต้องร้องไห้ออกมา 

“แกไม่น่าไปพูดแบบนั้นกับพี่ของแกเลย บ้าไม่เข้าเรื่อง” 

“เราก็ว่าแรงไปอะ” มิเชลพยักหน้าให้กุ๋งกิ๋ง 

“จะโกรธ จะประชดยังไงเราไม่เคยห้าม แต่ไล่ให้ไปตายเนี่ยสิ้นคิดมากเลยรู้เปล่า คนดี ๆ ใครเขาพูด” 

“ฮือ ไม่รู้หรอก ตอนนั้นมันโมโหนี่ ใครจะไปคิดทัน” 

“เราเคยทะเลาะกับป๊าแหละ” กุ๋งกิ๋งเริ่มเกริ่น “ป๊าแกก็ไล่ว่าให้ไปตายที่ไหนก็ไปเหมือนกัน เราโกรธมากเลยถามป๊าว่าถ้าเราตายไปจริง ๆ ป๊าจะเสียใจไหมแล้วแกก็นิ่งไปเลย คืนนั้นม๊าบอกว่าป๊าแอบร้องไห้คนเดียวด้วย แต่แกก็ไม่ได้มาพูดอะไรกับเรานะ คงอีโก้ผู้ใหญ่นั่นแหละ ขอโทษลูกไม่เป็น แต่ก็ดีที่แกยังเสียใจกับคำพูดแก” 

“แย่จัง” มิเชลพูดบ้าง “คุณพ่อเราก็อีโก้นะ แกก็ไม่เคยขอโทษเด็กไม่ว่าอะไร บางทีเราไม่ได้ผิดขอโทษไม่เห็นจะตายเลย ไม่เข้าใจจริง ๆ ” 

มาลีวัลย์ที่นั่งฟังอยู่ก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมจนเพื่อนทั้งสองต้องโผเข้ากอด ทั้งสามกอดกันกลมอยู่สักพักเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง พวกเธอหันมามองมันเป็นตาเดียวก่อนที่จะคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี 

“แกจะไม่รับจริง ๆ หรือ เขาโทรมาหลายครั้งแล้วนะ” มิเชล 

“นั่นสิ ที่บ้านเขาคงเป็นห่วงแกแย่” กุ๋งกิ๋ง 

“เรากลัวนี่ ทำผิดไว้มากไม่กล้าสู้หน้าหรอก” 

“ทำผิดก็ขอโทษซี่ ทีเขายังขอโทษแกตั้งมากไม่ใช่หรือไง อย่าน้อย ๆ ก็รับสายและบอกให้เขารู้ว่าสบายดี” 

“เราก็อยากขอโทษใจจะขาด” มาลีวัลย์ปาดน้ำตา สะอื้นจนตัวโยน “แต่ไม่รู้นี่ว่าเขามาอารมณ์ไหน เรากลัวว่าเขาจะร้ายใส่เหมือนแต่ก่อน ฮือ ความผิดเราแท้ ๆ ที่เล่นแผลง ๆ ” 

เพื่อนทั้งสองมองตากันอย่างจนปัญญา ก่อนที่มิเชลจะออกความคิด 

“ถ้าไม่อยากกลับจริง ๆ ก็ค้างกันที่นี่ก่อน ใจเย็นลงค่อยคิดกันใหม่ เดี๋ยวให้คุณพ่อโทรไปขอที่บ้านให้ เอาตอนนี้เลย นั่นไง เขาโทรมาอีกสายแล้ว ส่งโทรศัพท์แกมาซี่ เดี๋ยวเราจัดการเอง” 

มิเชลยิ้มก่อนจะรับโทรศัพท์จากมาลีวัลย์แล้ววิ่งออกไปจากห้อง ส่งเสียงร้อง คุณพ่อขา คุณพ่อขา ดังออกลั่นไป 

 

“เด็กบ้า มัวทำอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่รับ” 

ขณะเดียวกันพฤกษ์ก็กำลังเดินไปเดินมาอยู่ในห้องโถงกลางอย่างกระวนกระวายโดยมีพงพีและคนงานในบ้านรวมอยู่ด้วย ทุกคนต่างก็เป็นห่วงคุณหนูเล็กของบ้านด้วยกันทั้งนั้นยกเว้นแม่พลอยซึ่งรับประทานยาและนอนหลับไม่รู้เรื่องตั้งแต่เย็น ส่วนอินทรชิตจัดการธุระส่วนตัวอยู่ในห้องนอน อีกเดี๋ยวคงกำลังลงมา 

“มีใครรู้ไหมว่ามะลิไปไหน” ร่างโปร่งหันมาถามความเห็น ป้าเมียม ต่ายและลุงแสงส่ายหน้าโดยพร้อมเพรียง ภาระจึงตกไปที่พงพีซึ่งนั่งกำโทรศัพท์แน่นและมีสีหน้ากังวลไม่ต่างกัน 

“หมดหวัง” ชายหนุ่มบอก “น้องไม่รับสายผมเหมือนกัน” 

พฤกษ์ได้แต่ถอนใจ พูดลอย ๆ ว่า “บางทีเราอาจจะแจ้งตำรวจ เด็กกำลังเตลิด ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรบ้าง นี่กี่ชั่วโมงแล้ว” 

“แปดครับ” 

“บ้าจริง ใครมันจะไปรอครบยี่สิบสี่ชั่วโมงได้” 

“ไม่ต้องรอหรอกครับ” เสียงทุ้มดังขึ้น อินทรชิตที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินเช็ดผมอย่างหล่อลงมาจากบันได “ไม่มีกฎหมายบอกว่าต้องรอครบยี่สิบสี่ชั่วโมง แค่หายเราก็เข้าแจ้งความได้เลย” 

พงพีนึกสงสัย “แล้วที่บอกว่าต้องรอให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงล่ะมาจากไหน” 

“ดูละครมากไปมั้ง บางทีตำรวจก็เข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ก็ตำรวจไม่รับแจ้งความ แล้วแต่ดุลพินิจเพราะคิดว่าคนหายอาจจะไม่ได้หายไปจริง ๆ อาจจะไปกับเพื่อนหรือกลับบ้านช้า เลยบอกว่ารอให้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อน ถ้ายังไม่เจอก็มาแจ้งได้ ดูสิ นี่ล่ะตำรวจไทย” 

“ถ้าเราไปแจ้งความแล้วตำรวจไม่รับเรื่องล่ะครับ” 

“ก็ปรึกษามูลนิธิกระจกเงาสิ ไม่ก็ศูนย์ประชาบดี 

“แล้ว..” พงพีอยากจะซักต่อ ทว่าพอเห็นสีหน้าเรียบตึงของพี่ชายคนโตก็เม้มปากเงียบสนิททันที เขาไม่ควรมาทำเป็นใฝ่เรียนเอาเวลานี้ เวลาที่ทุกคนต่างเคร่งเครียดเพราะมาลีวัลย์ขาดการติดต่อไปและกลับช้ากว่าปกติ 

“น้องอาจจะไม่ได้เป็นอะไรก็ได้ครับ” อินทรชิตรวบผ้าขนหนูคล้องคอ “มะลิโตแล้ว” 

“โตอะไรกันยังเด็กนิดเดียวแท้ ๆ ” พฤกษ์ขึ้นเสียง “อายุสิบห้าหรือโตแล้ว พูดบ้า ๆ ” 

อินทรชิตอ้าปากจะพูดแต่พฤกษ์ก็วุ่นวายอยู่กับการโทรศัพท์หาน้องสาวคนเล็กจนสายแทบไหม้ อีกฝ่ายดูร้อนรนผิดปกติ ผสมกับเรื่องรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายทำให้ยิ่งทุกข์ใจหนักยิ่งขึ้นไปอีก เขากลัวว่าน้องจะเสียใจรุนแรงและเตลิดหายไป หรือไม่ก็เกิดเรื่องน่ากลัวขึ้นกับหญิงสาว แค่ลองคิดว่าเธออาจจะประชดเขาด้วยการดื่มเหล้า ปล่อยตัวไปกับชายแปลกหน้าหรือถูกคนเลวข่มเหงจิตใจ จู่ ๆ ขอบตาก็ร้อนผ่านขึ้นมาแล้ว 

พฤกษ์เดินงุ่นง่านไกลออกมาจากห้องโถงเล็กน้อยเพราะรู้สึกอึดอัดที่มีคนอยู่เยอะ ทว่าจู่ ๆ มาลีวัลย์ก็รับโทรศัพท์ ทีแรกเขาโล่งอกจนแทบทรุด แต่พอได้ยินเสียงทุ้มแหบ ๆ ของผู้ชายดังลอดออกมาก็ใจเสียหน้าซีดทันที 

(สวัสดีครับ) 

“นั่นใคร” พฤกษ์เสียงสั่น อินทรชิตที่เห็นเขามีท่าทางแปลก ๆ ก็ลุกขึ้นและเดินตามมาอยู่ใกล้ ๆ ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหลังเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้เขาผ่อนคลาย 

(ผมเป็นพ่อของมิเชล) พฤกษ์จำมิเชลได้ สาวสวยลูกครึ่งอิตาลีเพื่อนสนิทของมาลีวัลย์ พอได้ทราบแบบนี้เขาก็พอปะติดปะต่อเรื่องเองได้ว่าตอนนี้น้องสาวของเขาอยู่ที่ไหน 

“สวัสดีครับคุณพ่อ มะลิอยู่ที่นั่นหรือเปล่า” 

(อยู่สิ) พฤกษ์หันหลังกลับและคว้ากุญแจรถยนต์ทันทีที่ได้ยิน พอดีชนเข้ากับอินทรชิตที่เดินตามมาไม่ห่าง 

“จะไปไหนครับ” เขาพูดและทำทีอยากจะขอไปด้วย ทว่าพฤกษ์กลับโบกมือและเอาโทรศัพท์ออกห่างจากปาก 

“แกอยู่บ้านซะ” เพราะที่บ้านมีแต่คนแก่ ผู้หญิงและเด็ก เขาไปเพียงแค่คนเดียวจึงจะสมควรกว่า อินทรชิตหน้าหงอยไป อยากจะลองอ้อนดูอีกทีแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่อยู่ในอารมณ์จะล้อเล่นได้ก็ยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี 

พฤกษ์ขึ้นมาบนรถ ขับรถออกไปทั้งที่ยังโทรศัพท์อยู่ รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ปลอดภัยที่จะขับไปคุยไปแต่ก็ยังเสี่ยงที่จะทำเพราะอยากรู้ความเป็นไปของน้องสาว เขาไม่มีเวลามาใจเย็น เขาเย็นมามากแล้ว 

“ฮัลโหลครับ” 

ชายหนุ่มต่อบทสนทนาที่ค้างไว้เมื่อครู่กับพ่อของมิเชล “คุณพ่อครับ ได้ยินไหม” 

(อ้อ ๆ ครับ พอดีว่าหนูมะลิอยากจะค้างที่นี่สักคืน เห็นว่างานยังไม่เสร็จหรืออะไรนี่แหละคุณ พอจะอนุญาตได้ไหมล่ะ) 

“ไม่ครับ” พฤกษ์ตอบเสียงเรียบ “ขอผมคุยกับแกหน่อย” 

เรื่องงานอะไรนั่นไม่มีอยู่จริงหรอก เขาเชื่อ มาลีวัลย์ตั้งใจจะไม่กลับบ้านต่างหาก 

(อ่า เอ่อ แก.. แกอาบน้ำ ว่าไงนะลูก พ่อกำลังคุยอยู่นี่ไง) 

พฤกษ์ได้ยินเสียงผู้หญิง เดาเอาว่าคงเป็นมิเชลอะไรนั่น 

“คุณพ่อครับ” เขากดเสียงต่ำ ในใจร้อนรนไปหมด “น้องผมอยู่ไหนครับ เราต้องคุยกัน” 

(คืออย่างนี้นะคุณ) อีกฝ่ายพูดเสียงเบาลงคล้ายจะบอกความลับ (ผมก็ไม่ได้อยากจะโกหกให้เสียผู้ใหญ่ แต่มิเชลบอกว่าคุณทะเลาะกัน หนูมะลิแกเลย..) 

พฤกษ์กระฟัดกระเฟียดขึ้นมา รู้สึกว่าวันนี้ทุกอย่างช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย 

“ถ้าไม่ให้แกมาคุยผมเอาเรื่องจริง ๆ ด้วย อย่าลืมว่าผมเป็นผู้ปกครองของแก” 

 

 

(ถ้าไม่ให้แกมาคุยผมเอาเรื่องจริง ๆ ด้วย อย่าลืมว่าผมเป็นผู้ปกครองของแก) 

เพราะเปิดลำโพงอยู่มาลีวัลย์และคนอื่น ๆ จึงพลอยได้ยินทุกอย่างไปด้วย กุ๋งกิ๋งกับมิเชลออกจะตื่นเต้นอยู่เล็กน้อยเพราะน้ำเสียงทุ้มนุ่มและดูสุภาพของชายหนุ่ม ส่วนคุณมานพพ่อของมิเชลทำสีหน้าเป็นกังวลเพราะตนเองเป็นคนนอก เขาทำท่าคิดอย่างถี่ถ้วน ครึ่งหนึ่งก็สงสารเพื่อนลูกสาว อีกครึ่งก็กลัวคำขู่จากพี่ชาย สุดท้ายก็ยื่นโทรศัพท์ให้หญิงสาวเพื่อให้เธอได้ตัดสินใจเอาเอง 

มาลีวัลย์รับโทรศัพท์มาถือไว้ทั้งที่มือสั่น ไม่สิ เธอสั่นไปทั้งร่างแล้วต่างหาก 

“คะ คุณพฤกษ์” 

(ทำไมไม่กลับบ้าน) เธอถอนหายใจเมื่อได้ยินเสียงนุ่มนวลตอบกลับมา ทีแรกกลัวว่าอีกฝ่ายจะตวาดหรือดุใส่เสียอีก 

“มะลิ อึก ไม่กล้ากลับ” 

(นั่นแกร้องไห้หรือ เป็นอะไร ทำไมไม่กล้า ---ปี๊น!!บ้าจริง ขับรถบ้าอะไรของมัน ว่าไง ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?) 

มาลีวัลย์ไม่กล้าพูดต่อ ด้วยความผิดที่ก่อไว้และด้วยท่าทีอ่อนโยนของอีกฝ่ายทำให้เธอร้องไห้จนพูดไม่ออก หญิงสาวปิดปากแน่น น้ำตานองหน้า ช่างน่าสงสารและน่าเห็นใจในสายตาคนดู มิเชลและกุ๋งกิ๋งเข้ามาโอบหลังเธอไว้คนละข้างเพื่อสร้างความอุ่นใจ เธอสูดหายใจลึกและสะอื้นไป พูดไป 

“หนูขอโทษ” 

(---ปี๊น!!) เธอได้ยินเสียงบีบแตรรถดังระงม (ให้ตายสิ จราจรประเทศเบื๊อกนี่ --เมื่อกี้ว่าไงนะ) 

“หนู ฮรึก” เธอน้ำตาไหล สะอื้นจนหน้าแดงก่ำไปหมด “หนูขอโทษที่พูดกับคุณแบบนั้น ฮือ” 

(ฉันไม่ทันฟังเลย เปิดกระจกด่าไอ้รถคันหน้า ไฟเขียวแล้ว เอาไว้ค่อยคุย ฉันกำลังไปที่นั่น รอก่อนนะ ฉันรู้ว่าแกคงใจเสียมาก ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะไปรับกลับบะ...โครมม!!!!) 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว