ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 36

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 239

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 18:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 36
แบบอักษร

00 36 

 

“หมาสองตัวนั่นน่าสงสารนะครับ โดยเฉพาะตัวที่ชื่อโจนาส” 

พฤกษ์เกริ่นขึ้นมาขณะที่กำลังเดินกลับเข้ามาในห้องโถงใหญ่ “ถ้าเป็นไปได้พยายามอย่าไปดุหรือตีมันจะดีกว่า” 

“ทำไมหรือคะ” 

ชายหนุ่มหันกลับ “ป้าเมียมอยากรู้ไหมครับ” 

ป้าเมียมพยักหน้า เขาจึงนั่งลงบนโซฟาและค่อย ๆ เล่าถึงสิ่งที่ตนได้ยินมาจากพนาอีกที 

“มันเป็นหมาของเพื่อนคุณพ่อ อืมม ไม่สิ อันที่จริงตัวที่ชื่อโจอี้เป็นของลูกสาวเขา” 

“แล้วไซบีเรียฮัสกี้..” 

“เป็นของสามีลูกสาวครับ เขาเลี้ยงคู่กันคนละตัวแต่ตัวผู้ทั้งสองตัว” 

“อ้าว” ป้าเมียมขมวดคิ้ว “แล้วทำไมถึงยกให้คุณพนาเสียล่ะคะ” 

“เกิดเหตุฆาตกรรมในบ้านน่ะครับ” คนฟังตาโต ป้าเมียมเอามือทาบอกเงียบ ๆ และรอให้เจ้านายหนุ่มพูดต่อ 

“ป้าเมียมเห็นแผลที่ขาเจ้าโจนาสไหมครับ นั่นน่ะฝีมือภรรยา สามีเขาค่อนข้างหล่อแล้วฝ่ายลูกสาวที่เป็นภรรยาก็คอยตามหึงหวงอยู่ตลอด สามีคงทนไม่ไหวเลยขอหนีไปทำงานต่างประเทศสักพัก ทีนี้ก็ไม่รู้ว่าภรรยาเกิดคลุ้มคลั่งอะไร ตั้งแต่ที่สามีไม่อยู่บ้านก็เอาแต่ตีหมาของสามีทุกวัน หมาตัวเองไม่ตีด้วยนะเพราะรักมาก ประสาทเสียที่สุด โกรธคนแล้วเอาไปลงที่หมา คนสติดี ๆ ที่ไหนเขาทำ นอกจากตีแล้วคุณพ่อเล่าว่ายังขังหมาเอาไว้ในกรง แกล้งไม่ให้ข้าวให้น้ำบ้าง บางทีก็ล่ามโซ่แล้วลากไปกับพื้นแรง ๆ จนขนที่คอร่วงเป็นกำ ๆ แต่ที่เลวร้ายจริง ๆ คือหมาเครียดครับ จากที่เป็นหมาร่าเริงมาก ๆ ก็กลายเป็นหมาที่ดุร้าย วันหนึ่งมันไปกัดเจ้าโจอี้ที่มาเล่นด้วยเข้าทำให้ภรรยาโมโหมากเลยใช้ไม้ตีขาเจ้าโจนาสจนกระดูกหัก” 

พฤกษ์เล่าไปก็สังเกตป้าเมียมไป ใบหน้าของเธอเริ่มซีดเผือดลงเรื่อย ๆ หัวคิ้วก็ขมวดปมเข้าหากันจนเขารู้สึกได้ 

“สามีกลับมาและรู้เรื่องเข้าเลยมีปากเสียงกัน คนงานในบ้านที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าภรรยาเอาเรื่องหึงหวงมาพูดเพื่อจับผิดสามีอีกจนสามีทนไม่ไหว คงเพราะเครียดเรื่องธุรกิจด้วยเลยชักปืนออกมายิงภรรยาดับคาที่ก่อนจะฆ่าตัวตายตาม” 

“....” 

“ส่วนเรื่องหมา เพื่อนคุณพ่อแพ้ขนหมา คุณพ่อเลยออกหน้าขอรับมาเลี้ยงแทน” ชายหนุ่มถอนหายใจ พูดต่อไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “แล้วดูคุณพ่อสิครับ แหม ใครจะใจกว้างเท่าเจ้าสัวพนาอีกคงไม่มีแล้ว ปุบปับคิดจะเลี้ยงก็เอามาเลย เอาปัญหามาโยนโครมทิ้งไว้แล้วก็หายไปไหนก็ไม่รู้ทุกครั้ง” 

“โอ๊ย” เขาแสร้งร้องขึ้นดัง ๆ “ช่างเป็นคุณพ่อที่ประเสริฐจริง ๆ ” 

“คุณพฤกษ์คะ ..ป้า” 

พฤกษ์หันไปมองป้าเมียม อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าเป็นกังวลเจือรู้สึกผิด 

“ป้าเมียมไม่ต้องคิดมากหรอกนะ ผมรู้ว่าป้ารู้สึกผิดที่เคยตีมัน แต่คนไม่รู้ก็คือไม่รู้ แต่ไม่รู้ไม่ได้หมายความว่าไม่ผิดเลย ยังไงก็ผิดอยู่กึ่งหนึ่ง ต่อจากนี้อย่าทำอีกก็พอแล้วครับ” 

 

 

 

เวลาบ่ายสาม พฤกษ์ตัดสินใจจะขึ้นไปดูอินทรชิตที่หลับอยู่ในห้อง ทว่าเสียงรถยนต์ที่ขับเข้ามาทำให้เขาจำเป็นต้องล้มเลิกความคิดนั้นไปเสียก่อน 

“คุณพฤกษ์! ” เสียงใสดังขึ้นพร้อมกับมาลีวัลย์วิ่งถลาเข้ามาสู่อ้อมกอดเขา หญิงสาวกอดรัดตนแน่นราวกับจะทำให้แหลกลาญ ใบหน้าสวยหวานเกยอยู่บนอกก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมา 

“ไปเที่ยวมาสนุกไหมคะ” 

“อืม” เขาโกหก แท้ที่จริงไม่ได้ไปไหนเลยด้วยซ้ำ 

หญิงสาวผละออกเปลี่ยนมาจับแขนเขาและเขย่าไปมาแรง ๆ “แล้วคุณพฤกษ์รู้ไหมคะว่าพี่ฉัตรต่อยพี่อินทร์ปากแตก พี่อินทร์ตกใจจนหนีไปเลย” 

“รู้สิ” ต้นเหตุก็ยืนหัวโด่ให้เห็นอยู่ทนโท่ตรงหน้า แล้วเจ้าตัวก็ไม่ได้ตกใจจนหนีเตลิดเปิดเปิงเสียหน่อย ทำไมเสียเว่อร์วัง 

“พี่ฉัตรใจร้ายค่ะ คุณพฤกษ์ต้องเอาคืนให้พี่อินทร์นะคะ พี่อินทร์น่าสงสาร คุณพฤกษ์ขา คุณพฤกษ์อย่าให้เขาต่อยคนของเราฟรี ๆ นะคะ มะลิไม่ยอมจริง ๆ ด้วย” 

“เอาคืนหรือ? ” พฤกษ์หัวเราะ “แกจะให้ฉันไปต่อยเขาหรือยังไง” 

มาลีวัลย์ส่ายหน้า “ไม่ต่อยคืนก็ทำอะไรสักอย่างสิคะ พี่ฉัตรเขากลัวคุณพฤกษ์จะตายไม่ใช่หรือคะ” 

ชายหนุ่มหรี่ตาให้กับความแสนรู้ของหญิงสาว เขายกมือขึ้นขยี้ศีรษะเบา ๆ ก่อนจะตกปากรับคำเสียดิบดี 

“ได้สิ ฉันจะจัดการคุณฉัตรให้ แต่ตอนนี้ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว มีการบ้านก็รีบไปทำให้เรียบร้อยด้วย” 

มาลีวัลย์ยิ้มหวานตอบก่อนขอตัวขึ้นไปบนห้อง คล้อยหลังน้องสาวจากไปครู่เดียว น้องชายก็เดินถือกระเป๋าผ้าผิวปากเข้ามาทันที 

“สวัสดีครับคุณพฤกษ์” พฤกษ์พยักหน้ารับ 

“อารมณ์ดีจังเลยนะ” 

พงพียิ้มร่า ตอบว่า 

“มีความสุขก็ต้องอารมณ์ดีสิครับ” ก็ถูกของมันว่า 

“แล้วไง? มีอะไรดี ๆ งั้นสิ” 

“อะไรดี ๆ หรือครับ อ่อ ก็ ..พอดีว่า อะแฮ่ม! ” จู่ ๆ ชายหนุ่มก็หน้าแดงซ่านขึ้นมาเสียอย่างนั้น พฤกษ์เลิกคิ้วขึ้นสูงพลางทำหน้ามีเลศนัย 

“ผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะ” เขาหยั่งเชิง เผื่อว่าน้องชายจะชอบแบบอื่น 

“บะ บ้าหรือครับ ก็ต้องเป็นผู้หญิงสิครับ” 

“ไม่ได้บ้าสักหน่อย ก็แค่ถามเผื่อไว้เฉย ๆ เท่านั้นแหละ” 

เขาอมยิ้ม “เธอเป็นใคร” 

พงพีเกาท้ายทอย “เป็นเพื่อนที่ชมรมครับ คนละห้อง นะ..น่ารักดีครับ” 

“ชมรมอะไร” 

“ชมรมปักครอสติชครับ” พงพีพูดอย่างกระตือรือร้นพลางรื้อของที่อยู่ในถุงผ้าออกมาอวด พฤกษ์รับมาดูอย่างตั้งใจ มันคือผ้าลินินสีขาวที่มีด้ายปักเป็นรูปพุ่มดอกกุหลาบสีแดงสด ลักษณะการปักด้ายไขว้กันเป็นรูปตัวเอ็กซ์ พอยกขึ้นมาดูใกล้ ๆ พฤกษ์จึงรู้ว่ามันเป็นการปักที่ประณีต เรียบร้อยและสม่ำเสมอมาก แสดงให้เห็นว่าพงพีมีความสามารถในการทำงานฝีมือมากพอสมควร 

“แกนี่เก่งนะ ดูสิ มันสวยมากเลย” พฤกษ์พูดชมอย่างไม่ตระหนี่เลยสักนิด ในกาลก่อน ถึงเขาจะเป็นพี่ชายในบ้านที่แสนร้ายกาจแต่ก็กลับเป็นเจ้านายในออฟฟิศที่ชื่นชมยินดีกับการทำงานของลูกน้องอยู่เสมอผิดกับคนละคน เขาคิดว่าการชื่นชมใครก็ตามแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการชมว่าวันนี้เลขาหลี่ชงกาแฟอร่อย ชมนักศึกษาฝึกงานที่วิ่งวุ่นถ่ายเอกสารว่าทำงานเรียบร้อย ชมป้าแม่บ้านที่ถูพื้นว่าทำได้สะอาดเอี่ยมอ่องหรือแม้แต่ชมพนักงานกดลิฟต์ว่าทำงานขยันก็ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างกำลังใจได้อย่างมากมายมหาศาล เขาเป็นผู้บริหารที่เห็นค่าในความสามารถของคนในองกรค์ทุกระดับชั้น การชื่นชมนอกจากจะสร้างกำลังใจแล้วยังทำให้ผู้อื่นมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น เขาเชื่อว่าทุกคนไม่ว่าจะทำอะไรย่อมต้องการการย่องยกสนับสนุน หากไร้ซึ่งคำชื่นชมก็ยากที่จะมีใจกระทำการสิ่งใดที่รักใคร่ ยิ่งเป็นคนที่ทำงานด้วยกันแล้วพฤกษ์ก็ยิ่งต้องชื่นชมให้เป็นนิสัย อีกฝ่ายจะได้รู้ว่าไม่ได้ทำเพื่อตนเองเพียงเท่านั้นแต่ยังทำเพื่อเขาอีกด้วย 

ดังนั้นพฤกษ์จึงไม่กลัวว่าพงพีจะเหลิงเพราะคำชมของเขา เด็กตัวแค่นี้ย่อมต้องการคำชื่นชมเป็นปกติ โดยเฉพาะคำชื่นชมที่มาจากครอบครัว 

“ทำให้ฉันสักรูปสิ เอาไปใส่กรอบติดตรงห้องนั่งเล่นน่าจะดี” 

“แต่ถ้าคุณพ่อรู้เข้าคงไม่ดี” พงพีเสียงหงอยลงพร้อมกับรับผ้าลินินคืนกลับมา 

“รู้แล้วจะทำอะไรได้” พฤกษ์ยักไหล่ “ฉันก็อยู่ทั้งคน” 

“คุณพฤกษ์ต้องช่วยผมนะ ถ้าเกิดคุณพ่ออาละวาดขึ้นมา” พงพีเขย่าแขนเขา 

“แน่นอน” พฤกษ์ให้สัจจะ “คุณพ่อทำอะไรแกไม่ได้แน่นอน” 

เมื่อเห็นว่าพงพีหมดกังวลแล้วเขาจึงพาวกกลับเข้าเรื่องเดิม 

“แกยังไม่เล่าเรื่องคนที่แกชอบเลย” 

“หา” ชายหนุ่มแก้มแดงขึ้นมา “ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าชอบ” 

“แล้วไม่ได้ชอบหรือไง” 

“ผมแค่ปลื้ม” พงพีอมยิ้ม “เขาน่ารัก เท่มาก ๆ ตัวเล็กนิดเดียวแต่ต่อยผู้ชายคว่ำเลยครับ ผมประทับใจจริง ๆ ” 

พฤกษ์หลุดหัวเราะ “ขนาดนั้นเลย” 

“ครับ ขนาดนั้นเลย” ชายหนุ่มทำหน้าเคลิ้มก่อนจะเล่า “พวกรุ่นพี่ชมรมถ่ายภาพห้องข้าง ๆ แซวผมเพราะผมเป็นผู้ชายคนเดียวในชมรมครอสติช หนูอ้อนเลยปกป้องผม” 

“ชื่อน่าเอ็นดูจริง หนูอ้อน” พฤกษ์แกล้งหยอก 

“จริง ๆ เขาชื่ออ้อนเฉย ๆ ครับแต่เพราะตัวเล็กมาก ๆ คนอื่นเลยพากันเรียกหนูอ้อน” 

“อย่างนี้เขาเรียกเล็กพริกขี้หนูนะ” 

พงพีไม่ตอบ ชายหนุ่มเอาแต่อมยิ้มจนแก้มแทบปริแตก เห็นแล้วนึกหมั่นไส้ขึ้นมาจึงหาเรื่องไล่น้องชายขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกคน 

พฤกษ์ยืนรอพงพีเลี้ยวเข้าชั้นสองจนหายลับอยู่สักพัก พอได้ยินเสียงปิดประตูดังลั่นก็มองซ้ายมองขวาให้แน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น พฤกษ์ตัดสินใจย่องตามหลังขึ้นไปชั้นสองทันที ชายหนุ่มกลั้นหายใจและพยายามก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบในขณะที่เดินผ่านหน้าห้องของพงพีและมาลีวัลย์เพื่อจะไปยังห้องของอินทรชิต 

‘ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงทำตัวเหมือนคุณผู้ชายในละครน้ำเน่าที่กำลังย่องเข้าห้องคนใช้เลยล่ะ’ 

พฤกษ์ส่ายหน้าให้กับความคิดไร้สาระของตนเอง เขาค่อย ๆ เปิดประตูออก แทรกตัวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วและไม่ลืมที่จะล็อคประตูเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น 

ชายหนุ่มย่องเบาเข้าไปใกล้เตียงนอน ทั้งห้องมืดสลัวเพราะเปิดไว้แค่ไฟสีส้มตรงโต๊ะข้างหัวเตียง เขาเห็นอินทรชิตนอนอยู่นิ่ง ๆ อกแกร่งกระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ ทว่าพฤกษ์ไม่อาจวางใจได้โดยง่าย เขาวางมือลงบนหน้าผากมนเพื่อตรวจสอบ พอสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิร่างกายปกติ ไม่ได้ร้อนฉ่าจนน่ากลัวทว่ากลับเย็นเยือกเพราะเครื่องปรับอากาศเขาก็คลายความกังวลลงได้ 

ถึงจะเห็นสีหน้าไม่ชัดแต่ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายอาการดีขึ้นจนแทบเป็นปกติแล้ว พฤกษ์เคลื่อนมือขึ้นลูบศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆ สองสามครั้งเป็นการทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืน ทว่าก็ถูกแรงมหาศาลจากแขนแข็งแรงรั้งเข้าที่เอวและลากเขาลงให้ล้มลงนั่งกับเตียงนอน 

“แค่ลูบหัวแล้วก็ไปหรือครับ” อินทรชิตพูดเสียงทุ้มชิดแก้มนุ่มข้างหนึ่งขณะที่โอบกอดเขาจากด้านหลัง 

“ทำไม? แกอยากให้ฉันลูบอย่างอื่นด้วยหรือ 

ไง” 

ชายหนุ่มหน้าแดงซ่าน รีบกระแอมในคอและตอบ 

“ถ้าบอกว่าใช่ คุณจะลูบหรือเปล่าครับ” 

พฤกษ์หันตัวมาเผชิญหน้า มือเรียวยาวยกขึ้นลูบไล้ที่อกหนาเบา ๆ 

น้ำเสียงนุ่มหยอกเย้า “ลองดูไหม” 

“ระวังไว้เถอะครับ พูดทีเล่นทีจริงแบบนี้” 

“ระวังอะไรไม่ทราบ” พอเห็นท่าทีท้าทาย อินทรชิตก็ยิ้มในหน้าก่อนจะรวบเอาฝ่ามือซุกซนมาถือไว้และถือวิสาสะวางแปะลงบนเป้ากางเกงวอร์ม 

“ถ้าไม่กลัวก็ลองลูบเบา ๆ ดูสิครับ” 

พฤกษ์ชักมือหนีแทบจะทันทีราวกับจับโดนของร้อน 

“แหม แกจะจริงจังไปทำไมฉันก็แค่หยอกเล่น” 

ชายหนุ่มยิ้มกริ่มก่อนจะสอดมือกอดเอวบาง ใบหน้าหล่อเข้มวางเกยอยู่บนบ่าข้างหนึ่ง 

“คุณมาเล่นกับหมา หมามันก็เลียปากสิครับ” 

พฤกษ์แสร้งเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง 

“พูดถึงหมาก็นึกขึ้นมาได้ แผลที่โดนกัดเป็นอย่างไรบ้าง” 

อินทรชิตยื่นแขนข้างที่โดนกัดขึ้นมาจากที่กำลังใช้กกกอดอีกฝ่าย พฤกษ์จับแขนแกร่งข้างนั้นขึ้นมาดูใกล้ ๆ ใช้มือจับไปจับมือพลิกซ้ายพลิกขวาดูอยู่สักพักก็พูดขึ้น 

“แผลไม่ลึกมาก เดี๋ยวก็คงหายแล้ว” 

“แผลลึกจะตายครับ เจ็บมากด้วย” 

เขาส่ายหน้า “สำออยนักนะ” 

“โธ่ เจ็บจริง ๆ นะครับเชื่อเถอะ” อีกฝ่ายว่าพลางจูบลงบนสันกรามอย่างออดอ้อน 

“คุณพฤกษ์เป่าสิครับ” 

“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้น” 

“ถ้าทำอย่างนั้นแล้วผมจะหายเร็วขึ้น” 

พฤกษ์เอนหลังพิงกับอกแกร่ง ใช้บ่าอีกฝ่ายเป็นที่หนุนนอน 

“รู้ใช่ไหม นั่นเป็นเรื่องโกหกของผู้ใหญ่ แค่เป่าเพี้ยงสองสามครั้งมันไม่มีทางหายหรอก” 

“รู้ครับ” เขากระชับอ้อมแขน กกกอดเอาไว้แนบแน่นราวกับกลัวว่าอีกคนจะสลายหายไป 

“ผมก็แค่ต้องการคำปลอบใจจากคุณพฤกษ์เท่านั้น” 

“อะไรกัน” เขาว่า “ตัวก็ออกจะใหญ่ทำไมใจน้อยจริง” 

“ตัวใหญ่ไม่ใหญ่ไม่เห็นจะเกี่ยวเลยนี่ครับ ใคร ๆ ก็อยากถูกเอาใจทั้งนั้น” 

“นี่แกอยากให้ฉันเอาใจแกอย่างนั้นสิ? ” 

“ไม่ได้หรือครับ” 

พอได้ยินเสียงเหงาหงอย พฤกษ์ก็เกิดจนใจขึ้นมา ดวงตาเฉี่ยวคมหลุบมองท่อนแขนที่พาดอยู่บนหน้าขา ที่สุดแล้วเขาก็แข็งใจได้ไม่นาน มือเรียวขาวค่อย ๆ ยกท่อนแขนข้างนั้นขึ้นมาอยู่ในระดับใบหน้าก่อนจะเป่าลมเบา ๆ ใส่บาดแผลอย่างระมัดระวัง 

“เพี้ยง” เขาพูด “ขอให้หายไว ๆ อย่าเจ็บอย่าปวดตรงไหนอีก” 

พฤกษ์พูดจบก็ถูกร่างกายใหญ่โตกอดรัดเสียจนอึดอัด เขาทุบกำปั้นลงบนอกหนาแรง ๆ อยู่สี่ถึงห้าครั้งกว่าอีกฝ่ายจะยอมปล่อยออกมาให้หายใจหายคอ กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่รามือ รีบโผหน้าเข้าไปหอมแก้มนุ่มให้ชื่นใจดังฟอด 

“หาเศษหาเลยอยู่ได้” พฤกษ์ส่งเสียงปรามและดันใบหน้านั้นออกห่าง 

“ก็มันทำอย่างอื่นไม่ได้แล้วนี่ครับ” 

“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ” เขาว่าและให้มะเหงกหนึ่งทีเป็นรางวัล 

 

 

พฤกษ์ปล่อยให้อินทรชิตพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย ส่วนเขาก็กลับลงมาด้านล่าง กะว่าจะอ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้ให้จบก่อนถึงเวลารับประทานอาหารเย็น 

“คุณพฤกษ์ค้า” เสียงใสแจ๋วดังไล่หลังมาทำให้ต้องหันกลับไปมอง 

“จะไปไหนกันวัยรุ่น” เขาเอ่ยทักทันทีที่เห็นพงพีและมาลีวัลย์แต่งตัวทะมัดทะแมงเหมือนจะไปออกกำลังกาย 

“ตีแบดครับ! ” พงพีเป็นคนตอบพลางชูกระเป๋าใส่ไม้แบดมินตันขึ้นมา 

“ตีที่ไหน” เขาถามก่อนจะกวาดตามองออกไปด้านนอก เห็นท้องฟ้ากระจ่างใส แดดกำลังร่ม ลมกำลังนิ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะทำกิจกรรมกลางแจ้งกับครอบครัว 

“ในสวนหรือ” 

“ค่ะ” หญิงสาวตอบ “คุณพฤกษ์มาเล่นด้วยกันนะคะ” 

พฤกษ์โบกมือปฏิเสธ 

“ฉันไม่ชอบมีเหงื่อ” เขาชอบอ่านหนังสือและอยู่นิ่ง ๆ เสียมากกว่า เรื่องที่ต้องออกกำลังให้ได้เหงื่อน่ะแค่เรื่องเซ็กส์เรื่องเดียวก็เพียงพอแล้ว 

“โธ่ เล่นแป๊ปเดียวเอง เหงื่อไม่ทันออกหรอกค่ะ” 

“แกไปเล่นกันสองคนเถอะ” 

“แต่..” 

พฤกษ์เลิกคิ้วเป็นเชิงห้ามให้หญิงสาวรบเร้าต่อ มาลีวัลย์จึงได้แต่ทำหน้างอก่อนจะถูกพี่ชายลากแขนออกไปในที่สุด ชายหนุ่มยืนมองเด็กทั้งสองเดินเลี้ยวหายจนลับสายตา เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจและทิ้งตัวลงบนโซฟา หยิบหนังสือเล่มเดิมที่อ่านทิ้งไว้ขึ้นมาเปิดอ่านต่ออย่างใจเย็นและเงียบสงบ 

 

 

“บ้านไอ้อินทร์แม่งโคตรใหญ่” 

“งั้นเรอะ” อัคราว่าพลางมองผ่านกระจกรถยนต์ลอดประตูรั้วเหล็กดัดเข้าไป “บ้านกูใหญ่กว่านี้นิดนึง” 

คาเตอร์หัวเราะ “บ้านมึงเรียกวังน่าจะเหมาะ” 

“เว่อร์” ชายหนุ่มตบหัวเพื่อน “มึงลงไปกดออดไป” 

“เออ ๆ ” 

หนุ่มลูกครึ่งเปิดประตูลงจากจากัวร์คันงามเพื่อกดออด ไม่นานนักก็มีหญิงสาววิ่งหน้าตื่นออกมา 

“มาหาใครคะ” ต่ายกล่าวทักเพราะไม่คุ้นหน้าแขก ทว่าก็เอะใจขึ้นมาเพราะชายหนุ่มตรงหน้าสวมใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกับเจ้านายของตน 

“เอ่อ ..พวกผมมาหาอินทร์ครับ” 

“เพื่อนคุณอินทร์หรือคะ? ” คาเตอร์ยิ้มตอบ ต่ายเคลิ้มไปชั่วครู่ก่อนจะรีบผลักประตูรั้วเหล็กดัดออกเพื่อที่จะให้รถยนต์ขับเข้าไปได้ 

กระทั่งจากัวร์คันงามเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูใหญ่ คาเตอร์ถือของเยี่ยมสำหรับคนป่วยเต็มมือเดินลงมาจากรถในขณะที่อัคราปิดประตูดังลั่น เล่นเอาต่ายที่เพิ่งเดินมาถึงกับสะดุ้งโหยง 

‘เพื่อนคุณอินทร์ที่หน้าออกฝรั่งก็ดูนิสัยดีอยู่หรอก แต่คนหัวแดงนี่สิ ท่าทางเหมือนอันธพาลไม่มีผิด! ’ 

“คุณคอยตรงนี้สักครู่” หญิงสาวว่า “ดิฉันจะไปเรียนคุณพฤกษ์ก่อนว่ามีแขก” 

“รบกวนด้วยครับพี่” คาเตอร์เป็นคนออกปากแทนเพื่อนตัวดีที่ยืนพิงรถและสอดส่องสายตาไปทั่วอย่างสบายอารมณ์ 

ต่ายเดินเร็วเข้ามาภายใน เจอเจ้านายหนุ่มกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องโถงเป็นอย่างแรก เธอปรี่เข้าไปหาก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงบนพื้น 

“คุณพฤกษ์คะ” 

พฤกษ์เงยหน้าขึ้นจากหนังสือ 

“ผมได้ยินเสียงรถยนต์” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นอย่างตั้งคำถาม “มีใครมาหรือครับ” 

“เพื่อนคุณอินทร์ค่ะ” 

“เพื่อน? ” พฤกษ์ชะเง้อมองประตูใหญ่ที่เปิดอยู่ไกลออกไป ชายหนุ่มถือหนังสือไว้ในมือและลุกขึ้นยืนตัวตรงหวังจะออกไปดูหน้าค่าตาเพื่อนของคุณอินทร์ที่ว่า 

“ไปเชิญเข้ามาเถอะครับ อย่าให้แขกยืนรอนาน” 

เขาเดินตามหลังต่ายไป กระทั่งถึงหน้าประตูใหญ่ สิ่งแรกที่ดวงตาเรียวสวยภายใต้กรอบแว่นสีทองเห็นคือจากัวร์สีดำแวววาวกับผู้ชายสองคนในชุดนักเรียนแบบเดียวกับอินทรชิต คนหนึ่งสูงผอมหน้าตาออกไปทางลูกครึ่ง ไม่อังกฤษก็อเมริกันจากการคาดคะเนด้วยสายตา กำลังยืนถือของพะรุงพะรังแกว่งไปแกว่งมา ส่วนอีกคนพฤกษ์ไม่อาจเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายได้เพราะกำลังยืนหันหลังคุยโทรศัพท์ จะเห็นก็แต่เส้นผมสีแดงแสบตาก็เท่านั้น 

“อ้ะ ..สวัสดีครับ” ชายหนุ่มลูกครึ่งสังเกตเห็นเขาก่อนจึงยกมือไหว้ พฤกษ์พยักหน้าตอบ พูดว่า 

“มาสิ เข้ามาข้างในก่อน” 

คาเตอร์ยิ้มแห้งก่อนจะขยับตัวไปสะกิดเพื่อน 

“มึง ๆ เสร็จยัง” และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่อีกฝ่ายคุยโทรศัพท์เสร็จพอดี อัคราหันหลังกลับมาด้วยอาการหงุดหงิด 

“อะไรวะ สะกิดอยู่–” คำนั้นพลันกลืนหายเข้าไปลำคอเมื่อเหลือบแลไปเห็นชายหนุ่มร่างโปร่งสวมแว่นสีทองที่ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ อัครานิ่งค้างไปราวกับต้องมนต์ หัวใจบีบรัดจนทรมานสาหัสสากรรจ์อย่างฉับพลัน ร่างกายชาวาบไปทุกสัดส่วน สายตาของเขาไม่อาจลดละไปจากใบหน้านั้นได้ น่าประหลาด.. น่าประหลาดเหลือเกินทั้งที่เป็นการพบกันครั้งแรกและอัคราก็มั่นใจว่าตลอดชีวิตตนนี้ไม่เคยเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายจากที่ไหนมาก่อน 

ทว่าทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่เขากลับมีความรู้สึกบางอย่างที่รุนแรงกับคน ๆ นี้มากมายเหลือเกิน 

ตุ้บ! 

เสียงหนังสือร่วงหล่นลงมาจากมือสู่พื้นหินอ่อน พฤกษ์ยืนตัวแข็งทื่อไปทันทีที่เห็นใบหน้าเจ้าของเรือนผมสีแดงนั่น เขารู้สึกเหมือนอยากจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ แต่ทว่าร่างกายและปากกลับใช้การไม่ได้ดังใจคิด หัวใจของเขาบีบรัดจนเจ็บปวด มือไม้ทั้งสองสั่นระริกจนต้องกำไว้ข้างหลัง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกโหวงเหวงตรงบริเวณแผลเป็นกลางอก 

‘นั่นเขา..’ และ ‘อัครา! ’ 

ทุกอย่างรอบตัวเหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้ หยุดไว้ให้เราสองได้จับจ้องมองตา อัคราไม่อาจทราบความนัยที่แฝงอยู่ในแววตาหลังกรอบแว่นที่มองลงมา เขารู้เพียงแค่ว่ามีความรู้สึกมากมายกำลังเอ่อล้นออกมาจากตัวเขาและเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร 

ราวกับว่า ..ส่วนลึกของจิตใจมันกำลังเรียกร้องคน ๆ นี้อยู่ตลอดเวลา 

มันคืออะไร!? นี่เรากำลังเป็นอะไร!!? 

“คุณพฤกษ์คะ ..หนังสือ” 

เป็นพฤกษ์ที่ได้สติสัมปัชชัญญะกลับคืนมาก่อน ชายหนุ่มรับหนังสือจากหญิงสาวมาทั้งที่ดวงตาไม่ละจากอัคราเลยแม้แต่นิดเดียว 

“พวกเธอสองคนเข้ามาข้างในสิ” 

เขาเชื้อเชิญเพราะถือว่าเป็นเจ้าบ้าน พอพูดจบก็หันหลังกลับจ้ำเดินไม่หยุดกระทั่งถึงโซฟา พฤกษ์ทิ้งตัวลงนั่งทันทีและนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา 

อัคราเป็นคนที่สองที่ไล่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มเลือกที่จะนั่งตรงข้ามเพราะอยากจะเห็นใบหน้าอีกฝ่ายชัด ๆ 

“คุณชื่อไร? ” ชายหนุ่มถามทันทีที่พฤกษ์ตั้งสติได้ เขาหันขวับมามองและขมวดคิ้ว 

“เธอว่าอะไรนะ” 

“ผมถามว่าคุณชื่ออะไร บอกหน่อยได้ไหม? ” 

“ไอ้อัคร! มึง! ” หนุ่มลูกครึ่งวางสัมภาระที่หอบหิ้วลงกับพื้นก่อนจะถลานั่งลงข้าง ๆ เพื่อนของตน 

“ขอโทษครับ” เขาว่า “เพื่อนผมมันไม่ค่อยรู้กาลเทศะ” 

พฤกษ์พยักหน้าเบา ๆ ว่าไม่ถือสา ยังคงรักษาอาการของตนให้สงบนิ่งทั้งที่ในใจเดือดดาลอยู่ไม่สุขไม่ต่างจากอัคราสักนิด! 

‘ให้ตายเถอะ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นั่นคุณจริง ๆ หรืออัคร!! เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคุณถึงเป็นนักเรียนล่ะ!? ทำไมอายุอ่อนกว่าผม! ทำไมถึงเป็นเพื่อนไอ้เขี้ยวได้!? ทำไมถึงย้อมผมสีแสบตาแบบนี้! โอ๊ย!! ’ 

และอีกสารพัดทำไมที่เขาเกิดคำถามตีกันอยู่ในหัว ทว่ากลับแสดงออกมาได้แค่นั่งนิ่ง ๆ ราวกับเสาบ้านต้นหนึ่งก็ไม่ปาน 

‘บัดซบ! เกิดอะไรขึ้น! ’ 

“นี่ ..ได้ยินที่ผมถามหรือเปล่า” 

“พี่ต่ายขึ้นไปปลุกเจ้าเขี้ยวลงมาหน่อยสิครับ” พฤกษ์เมินเฉยต่อคำถามและหันไปสั่งต่ายที่เพิ่งเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ 

“เอ่อ.. แต่” หญิงสาวหันไปมองอัครา เมื่อครู่เธอมาทันเห็นอีกฝ่ายกิริยาทรามใส่เจ้านายจึงเกิดเป็นห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะลงมือถึงเนื้อถึงตัวขึ้นมา ทว่าพฤกษ์กลับส่ายหน้าเป็นเชิงว่าตรงนี้ตนจัดการเองได้ ให้เธอขึ้นไปทำหน้าที่ของเธอเถอะ 

“ไปปลุกนะครับ ถ้าไม่ตื่นก็ปล่อยให้นอนต่อได้เลย” 

“คะ ค่ะ..” 

ต่ายรับคำสั่งก่อนจะขอตัวออกไปในที่สุด ทั้งห้องโถงจึงเหลือเพียงเจ้าบ้านและแขกรวมกันแค่สามคน ส่วนคนงานคนอื่นก็มีงานการคนละส่วน ลุงแสงคงวุ่นอยู่ในสวน เห็นกำลังจะลงต้นไม้แปลงใหม่ ส่วนแม่พลอยกับป้าเมียมอยู่ในครัวกำลังตระเตรียมอาหารเย็นจึงไม่เห็นใครอีกเลยนอกจากเขาคนเดียว 

“อากาศคงร้อน ดื่มน้ำกับของว่างรอกันไปก่อน อีกเดี๋ยวเขี้ยว” เขาพูดใหม่ “..เดี๋ยวอินทร์ก็คงลงมา” 

“คะ ครับ” คาเตอร์ขานรับอย่างสุภาพในขณะที่อัครามองเขาตาไม่กระพริบ เป็นอย่างนั้นอยู่นานจนพฤกษ์เหลือจะทนเพราะรู้สึกอึดอัด เขาจึงถามออกไปว่า 

“เธอมีปัญหาอะไรกับฉันหรือเปล่า? ” 

“ผมรู้จักคุณ” อัคราสวนขึ้นมาทันที 

พฤกษ์ใจร่วงลงไปอยู่ที่พื้นก่อนจะแสร้งยิ้มกลบเกลื่อน 

“เราจะรู้จักกันได้อย่างไรในเมื่อฉันเพิ่งจะเคยเจอเธอครั้งนี้เป็นครั้งแรก” 

“แน่ใจหรือ? ” 

“ไอ้อัคร.. มึงหยุด” หนุ่มลูกครึ่งสะกิดเพื่อนยิก ๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเสียมารยาทกับเจ้าบ้าน 

“ผมขอโทษแทนมันอีกครั้งนะครับ ..ไอ้นี่มันเพี้ยน” 

“ไม่เป็นไร” พฤกษ์ยิ้มในหน้า “ครั้งสองครั้งไม่เป็นไร” 

พฤกษ์สูดหายใจลึก ๆ อย่างยากลำบากราวกับมีก้อนบางอย่างตีบตันอยู่ในคอ ร่างกายของเขายังคงสั่นไหวไม่หยุด ขอบตาเองก็ร้อนผ่าวไปหมด พฤกษ์คิดว่าหากเขายังนั่งอยู่ตรงนี้และมองเห็นใบหน้านั้นต่อไปเขาคงต้องร้องไห้ออกมาแน่ ๆ 

คงเพราะยังคิดถึง 

คงเพราะยังอาลัยอาวรณ์ 

คงเพราะยังมีเยื่อใย 

คงเพราะยังห่วงหา 

คงเพราะ ..ยังรักอยู่ 

แต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่! พฤกษ์ไม่อาจด่วนสรุปถึงชายคนรักเก่าที่จู่ ๆ ก็มาปรากฏตัวตรงหน้าแถมลักษณะบางอย่างก็ต่างไปจากอัคราที่เขาคุ้นเคยในกาลก่อน 

ทุกอย่างมันถาโถมประเดประดังเข้ามาใส่เขาจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด ไม่มีเวลาให้ตระเตรียมใจหรือตั้งสติได้เลย! ฉุกละหุกเกินไป! 

‘ทนอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้ว ฉันจะบ้าตาย’ 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะ” พฤกษ์ลุกขึ้นยืน “พวกเธอตามสบาย” 

พูดจบร่างโปร่งก็หันกลับหวังจะเดินไปที่บันได ทว่าจู่ ๆ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ก็ลุกพรวดขึ้นมา อัคราคว้าแขนข้างหนึ่งของเขาเอาไว้และรั้งให้หันกลับมา เล่นเอาคาเตอร์ถึงกับอ้าปากค้างกับการกระทำอุกอาจของเพื่อนตนเองจนทำอะไรไม่ถูก 

“ยังไม่ตอบคำถามเลยนะ” เสียงห้าวเอ่ยอย่างร้อนรนใจเพราะเขาใคร่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนเดี๋ยวนี้ 

“ตอบมาสิ” เขาพูดซ้ำแถมยังกระชากตัวพฤกษ์เข้ามาใกล้ ๆ 

“ชื่ออัครใช่ไหม? ” พฤกษ์ถามทั้งที่ก็รู้แจ้งแก่ใจดีกว่าใคร 

“เอาล่ะ ..อัคร อย่างแรกที่เธอต้องรู้คือเธอไม่ควรมาจับแขนคนอื่นส่งเดชแบบนี้ อย่างที่สอง ฉันแก่กว่าเธอตั้งห้าปีนับว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เธอควรจะมีมารยาทมากกว่ามาไล่บี้ถามชื่อด้วยน้ำเสียงและท่าทางหยาบคาย ไม่มีเด็กดี ๆ ที่ไหนเขาทำกันหรอกนะ อย่าคิดว่าตัวเองใหญ่คับฟ้าอยู่คนเดียวนะอัครา เธอยังเด็กนิดเดียว ฉันขอเตือนว่าอย่าทำกิริยาแบบนี้กับคนที่เพิ่งเคยเจอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนอย่างฉัน! ” 

พฤกษ์ถอนหายใจก่อนจะมองไปที่แขน 

“และอย่างสุดท้าย ..ปล่อย-มือ-สัก-ที! ฉันไม่ชอบ!! ” 

“ไอ้อัคร ไอ้ชั่ว มึงทำอะไร! ” 

เสียงเข้มดังขึ้น ก่อนที่อินทรชิตจะพรวดพราดเข้ามาผลักอัคราให้ออกห่าง ชายหนุ่มกุมมือเขาแน่นก่อนจะดันให้หลบอยู่ด้านหลัง พฤกษ์รู้สึกได้ว่าฝ่ามือใหญ่ที่จับมือของตนอยู่กำลังสั่นกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

“กูเปล่า” อัคราเถียงทว่าสายตายังคงจับจ้องมาที่ด้านหลังของเพื่อนสนิท พฤกษ์หลบหน้าหันไปทางอื่น ไม่ยอมแม้แต่จะเหลือบมองด้วยหางตา 

“เขี้ยว” เขาว่าเสียงเรียบขณะที่ค่อย ๆ แกะฝ่ามือใหญ่นั้นออก 

“คุณไม่เป็นอะไรนะ” อินทรชิตถามอย่างเป็นห่วงก่อนที่สายตาคมกริบจะตวัดมามองอัคราอย่างเอาเรื่อง 

“ฉันไม่เป็นอะไร” พฤกษ์ว่า “ตักเตือนเพื่อนแกเสียหน่อยนะ ..ว่าอย่าทำตัวไร้มารยาทอีก ที่บ้านก็ออกจะเป็นผู้รากมากดีเก่าไม่ใช่หรือ เรื่องพวกนี้ไม่มีสั่งสอนเลยหรือไง” 

เจ้าบ้านทิ้งทวนไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนจะเยื้องย่างเดินขึ้นบันไดไป ทว่าก้าวพ้นขั้นบันไดไปได้ไม่ถึงสี่ขั้น อัคราก็ตะโกนขึ้นมา 

“ผมขอโทษครับ! ” 

ร่างโปร่งหยุดชะงักเพียงเล็กน้อย เขาแสร้งทำเป็นเมินเฉยและเดินต่อไป 

“ผมก็แค่อยากจะรู้ชื่อคุณเท่านั้น! ” 

คราวนี้พฤกษ์กลับถอนหายใจออกมายาวเหยียด นึกแค้นตนเองนักที่ใจไม่แข็งพอเสียที ชายหนุ่มหันหลังกลับมาในที่สุดก่อนจะจำยอมพูดว่า 

“ฉันชื่อพฤกษ์ พฤกษ์ วัฒนารายณ์ ..จำไว้ให้ดี” 

 

 

 

“มึงเลิกจ้องเขาสักทีได้ไหมวะ” 

อัคราที่ยืนเหม่อหันหน้ามามองเพื่อน น่าประหลาดนักที่รู้สึกว่าดวงตาทั้งสองมีน้ำสีใสเอ่อคลอ 

“กูมีความรู้สึกโหวง ๆ ในอกเหมือนจะร้องไห้เลยว่ะ” 

พูดให้ถูกคือเขาร้องไห้ออกมาแล้ว น้ำตาหนึ่งหยดไหลรดอาบแก้มลงมาเป็นสาย สร้างความตกใจให้แก่คาเตอร์ที่ลุกเดินเข้ามาดูเป็นอย่างมาก 

...ในขณะที่อินทรชิตทำเพียงแค่มองเพื่อนสนิทด้วยแววเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก มือทั้งสองที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวก็พลันกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดที่แขนและลำคอปูดโปนขึ้นมาอย่างน่าหวาดกลัว 

อัครายังพูดต่อไปอีกทั้งที่น้ำตานองหน้าด้วยความรู้สึกที่สับสน 

“ไม่รู้สิ ทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนแต่กูรู้สึกว่ากูรู้จักเขา ..ทำไมวะมึง” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว