ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 27

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 263

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 18:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 27
แบบอักษร

00 27 

 

ปิดเทอมใหญ่ผ่านไปไวราวกับสายลม อินทรชิตตื่นขึ้นมาตั้งแต่ย่ำรุ่งเพื่ออาบน้ำแต่งตัวต้อนรับเช้าวันแรกของการเป็นนักเรียนมัธยมปลายครั้งที่สอง

เด็กหนุ่มยืนสำรวจตนเองในกระจก มองชุดยูนิฟอร์มที่ประกอบไปด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว เนคไทสีเลือดหมูและกางเกงขาสั้นสีเทา มองเส้นผมสีดำขลับที่เคยสั้นเตียนเมื่อครั้งมัธยมต้นเริ่มยาวขึ้นมา มองร่างกายที่เคยผอมโปร่งเริ่มมีเนื้อมีหนังมากขึ้น มองช่วงไหล่ที่ขยายกว้างพอ ๆ กับแขนและขา ดวงตาคมกริบ จมูกโด่งเป็นสันตรง เค้าโครงหน้าเริ่มชัดแต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับรูปลักษณ์ของเขาในวัยสามสิบมากเท่าไรนัก

ทว่าการได้เฝ้ามองพัฒนาการของตนเองอย่างนี้นั้นมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ชีวิตใหม่ ..กำลังค่อย ๆ เติบโตและผลิบาน

นี่เป็นสิ่งที่เขาไขว่คว้าหามาโดยตลอดทั้งชีวิตก่อนหน้า คราวนี้ล่ะ ..จะไม่ปล่อยให้หลุดมือหายไปไหนอีกแล้ว

“พี่อินทร์หล่อจังเลย” มาลีวัลย์ในชุดนอนที่กำลังหยอกล้อกับเจ้าจูดี้บนโต๊ะอาหารเอ่ย อินทรชิตส่งยิ้มให้น้องสาวอย่างเขินอายก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอีกฝั่ง เหตุที่มาลีวัลย์ยังทำตัวสบายใจอย่างนี้ได้ก็เป็นเพราะกำหนดการเปิดเทอมคืออาทิตย์หน้า ซึ่งอันที่จริงก็มันก็เปิดพร้อมกับโรงเรียนของเขา ทว่าที่ต้องไปวันนี้คือการประชุมผู้ปกครองก็เท่านั้น

“พีร์ยังไม่ตื่นหรือคะ” เขาถาม

“อื้อ” เด็กหญิงพยักหน้า ตอบว่า

“ปิดเทอมพี่เขาตื่นสายทุกวัน”

“รายนั้นคงจะดูการ์ตูนหนักไปมั้งคะ”

“ช่วงนี้ไม่ออกมาเล่นกับมะลิเลยด้วย แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องแอบมาขโมยจูดี้ไปเล่นคนเดียวทุกที”

“คุยอะไรกันเด็ก ๆ ” เสียงเข้มของพนาดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบอร์ดี้การ์ดฝาแฝดประกบตามหลัง ในกาลก่อนอินทรชิตมักสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมคุณลุงถึงต้องมีคนติดตามอยู่ด้วยตลอดเวลา แต่พอเติบโตขึ้น ได้เห็นได้รู้อะไรมากขึ้น ความสงสัยในวันเด็กก็หายไปโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องค้นหาคำตอบให้ตนเองอีก

“พี่พีร์ตื่นสายค่ะคุณพ่อ”

สีหน้าที่ยิ้มแย้มแปรเปลี่ยนเป็นเครียดเกร็งโดยพลัน

“อะไรกัน จะเปิดเทอมแล้วยังตื่นสายอยู่อีกหรือ ..ใช้ไม่ได้” พนาว่าพลางหันไปหาป้าเมียมที่อยู่ด้านข้าง

“เมียมไปปลุกลงมาหน่อย อย่าให้ลูกฉันเสียนิสัย”

ป้าเมียมผงกศีรษะรับคำก่อนจะเดินออกไป ทว่าเธอกลับชนเข้ากับใครบางคนที่เพิ่งเข้ามายังห้องรับประทานอาหาร ในตอนนั้นเองอินทรชิตนั้นหางแทบกระดิกเพราะคนที่ป้าเมียมเพิ่งชนคือคุณพฤกษ์

“ขอโทษค่ะ ป้าไม่ทันมองว่าคุณมา”

“ไม่เป็นไรครับ” พฤกษ์ขยับตัว “จะไปไหนหรือ”

“คุณพนาให้ป้าขึ้นไปปลุกคุณพีร์ค่ะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงกับคำตอบที่ได้รับ เขามองไปยังโต๊ะอาหาร มองข้ามมาลีวัลย์ที่นั่งกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับสัตว์เลี้ยงและอินทรชิตที่ทำท่ากระดี๊กระด๊าผิดหูผิดตา เขาหรี่ดวงตาลง พอเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของผู้เป็นพ่อก็เข้าใจขึ้นมาทันที

“ทำอะไรอยู่เมียม รีบไปเสียสิ” เสียงเข้มเอ่ย

“ไม่ต้องไปครับ” พฤกษ์กางมือขวาง ป้าเมียมสะดุ้งก่อนจะรู้สึกอิหลักอิเหลื่อที่เจ้านายหนุ่มทำเช่นนั้น

“คะ คุณพฤกษ์” เธอเรียกเสียงสั่น ดูเหมือนว่าสายตาของผู้เป็นนายอีกคนกำลังแผดเผาแผ่นหลังเธอจนแทบทนอยู่ต่อไม่ไหว

“ผมหิวข้าว ป้าเมียมไปแล้วใครจะตักข้าวให้ผมล่ะ”

“แกเป็นเด็กหรือไงถึงตักข้าวกินเองไม่เป็น” พนาทำเสียงขึ้นจมูก ขณะเดียวกันอินทรชิตก็โพล่งออกมาอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

“ผมตักให้คุณพฤกษ์เองครับ”

ทุกสายตาหันไปรวมอยู่ที่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียว พนาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจส่วนมาลีวัลย์ยังคงไม่รู้เดียงสา

พฤกษ์ถอนหายใจยาวเหยียดพลางยกมือขึ้นนวดสันจมูก

‘ไอ้เด็กโง่นี่’ เขาคิด ‘มันช่างไม่รู้สถานการณ์เอาเสียเลย!’

“ขอบใจ แต่กินข้าวของแกไปเถอะก่อนที่มันจะเย็นชืด” น้ำเสียงกึ่งประชดทิ้งท้ายก่อนจะหันไปหามาลีวัลย์

“โต๊ะอาหารไม่ใช่ที่สำหรับเล่นกับกระต่าย แกควรจะกลัวขนมันหล่นลงไปในอาหาร ถ้าอยากเล่นนักก็เอาไปเล่นข้างนอก”

อินทรชิตหางลู่หูตกในทันใด เด็กหนุ่มก้มลงรับประทานอาหารอย่างเงียบเชียบขณะที่มาลีวัลย์ตัวแข็งทื่อ เจ้าจูดี้ก็ช่างแสนรู้ มันรีบกระโดดลงจากตักเจ้าของวิ่งหนีไปไกลลิบทันทีหลังจากชายหนุ่มประกาศกร้าว

พฤกษ์เดินนวยนาดมาหยุดลงที่ข้างพนา บิ๊กที่อยู่ใกล้สุดจึงทำหน้าที่ปรนนิบัติเจ้านายด้วยการตักข้าวต้มในโถให้อย่างระมัดระวัง

“พี่บิ๊กทำอะไรน่ะ” น้ำเสียงเรียบเอ่ย บิ๊กชะงักมือก่อนจะจำใจถอยร่นกลับไปยืนหลังพนาผู้เป็นนาย

“ป้าเมียมมานี่” พฤกษ์เรียก เธอจึงก้าวเดินกลับมา

“ไปได้แล้วเมียม” พนาสวน เธอจึงหยุดชะงักและมองผู้เป็นนายทั้งสอง

“ป้าเมียมไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

“พฤกษ์!” เสียงเข้มคำรามกร้าว ทำเอาทุกคนสะดุ้งเกรงไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนตัวไปไหน

พฤกษ์ค่อย ๆ หันหน้ามาหาผู้เป็นพ่อ ดวงตาเฉียบคมภายใต้กรอบแว่นฉายความไม่พอใจอย่างรุนแรง

“ครับ” เขากดเสียงต่ำ อยากจะเอาชนะพนาอีกสักครั้ง

“อย่ากวนประสาทแต่เช้าได้ไหม กับอีแค่ไปปลุกน้องมันจะทำไมนักหนา”

“แล้วกับอีแค่เด็กตื่นสายคุณพ่อจะทำไมนักหนาหรือครับ?”

“ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมแกถึงชอบตอบคำถามฉันด้วยคำถามตลอดเลยนะ ทำไมน่ะหรือ? ฉันก็แค่อยากฝึกวินัยให้ลูกมันผิดนักหรือไง”

“ไม่ผิดหรอกครับ” เขาว่าแต่สายตากวาดมองอาหารที่อยู่บนโต๊ะราวกับไม่ใส่ใจกับสิ่งใดทั้งที่บรรยากาศตอนนี้กำลังกดดันและเคร่งเครียดอย่างรุนแรง

“แต่ไปปลุกตอนนี้มันจะได้อะไรขึ้นมาหรือครับ?”

พฤกษ์กวักมือเรียกป้าเมียม ป้าเมียมก็ทำตามอย่างไม่อิดออด เขาจึงพูดต่อไปว่า

“คนจะนอนก็ให้นอนไปสิครับ ตื่นมาแล้วค่อยคุยให้รู้เรื่อง ไม่ใช่รบเร้าเอาตอนกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้อยู่ว่าพักผ่อนไม่เพียงพอมันจะมีผลเสียกับสมองยังไง เรื่องแค่นี้คุณพ่อควรคิดได้เองนะครับ”

พฤกษ์พูดจบป้าเมียมก็ตักข้าวต้มใส่ถ้วยเสร็จพอดี พนานิ่งไปแล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรอีกเลยจนรับประทานอาหารเสร็จ

 

 

ตลอดทั้งการเดินทางเช้านี้พนาเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาเอ่ยสิ่งใด อินทรชิตที่ลอบสังเกตผู้เป็นลุงมาสักพักจึงพอคาดเดาได้ว่าคงเป็นผลจากเรื่องในห้องรับประทานเมื่อเช้า เด็กหนุ่มเหลือบมองเสี้ยวด้านหน้าของชายวัยกลางคน พนาคล้ายกับคนกำลังคิดหนัก เขาคงคิดเรื่องคุณพฤกษ์อย่างเช่นทุกที

ทำอย่างไรหนอลูกชายคนโตจึงจะเปิดใจให้ตนเหมือนกับน้อง ๆ บ้าง

“เฮ้อ..”

อินทรชิตได้ยินเสียงถอนหายใจ เขาหันมองคุณลุง ถามไถ่อย่างเป็นห่วงว่า

“เป็นอะไรไปหรือครับคุณลุง”

“เฮ้อ” พนาถอนหายใจอีกหน ตอบหลานชายไปว่า “ช่วงนี้เจ้าพฤกษ์เขาดีกับน้อง ๆ จังเลยนะ”

“ครับ” อินทรชิตยิ้ม แม้จะเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาก็ตามที

“แล้วกับอินทร์ล่ะ ไปได้ดีเหมือนกันหรือเปล่า?”

อินทรชิตยิ้มไม่ออกอีก เด็กหนุ่มนึกทบทวนเรื่องราวตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่เขาและคุณพฤกษ์ได้ย้อนกลับมาพร้อมกัน คุณพฤกษ์ดีกับเขามากกว่าแต่ก่อนก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกเหมือนมีกำแพงบาง ๆ ขีดเส้นกั้นระหว่างเราเอาไว้ หลายต่อหลายครั้งที่คุณพฤกษ์ใส่ใจพงพีและมาลีวัลย์ คุณเขาก็มักจะใส่ใจเผื่ออินทรชิตไปด้วยอีกคน ทว่าความใส่ใจนั้นไม่ได้มากกว่าน้องทั้งสอง เป็นความใส่ใจที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไปจนทำให้เขารู้สึกอ่อนด้อย

..แต่กระนั้นก็ยังไม่เท่ากับความใส่ใจที่มีให้พงพีและมาลีวัลย์อยู่ดี

อันที่จริง ..แค่คุณพฤกษ์พูดคุยด้วยเหมือนคนปกติ ไม่มีอคติหรือคำพูดเหยียดหยามเขาก็มีความสุขมากอยู่แล้ว เขาไม่ได้ปรารถนาอยากจะได้ความรู้สึกพิเศษหรือรักใคร่เอ็นดูมากไปกว่านี้

ในกาลก่อนเขาคิดแค่ว่าหากได้รับความใจดีนั่นมาบ้างสักเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว แต่พอได้รับมาจริง ๆ มันกลับไม่เพียงพอ 

เขาอิจฉาริษยาน้อง ๆ ทั้งสองคนจากใจจริง โดยเฉพาะกับมาลีวัลย์ น้องสาวที่แสนน่ารักและเปราะบางคนนั้น เขาอิจฉาในความกล้าหาญของอีกฝ่าย มาลีวัลย์กล้าหาญพอที่จะเข้าหาคุณพฤกษ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่กริ่งเกรงความร้ายกาจในอดีต พูดจาออดอ้อนอ่อนหวานและฉลาดที่จะออเซาะในบางครั้ง นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนสนิทชิดเชื้อกันมากกว่าใคร

ถ้าหากว่าเขามีความกล้าหาญนั้นบ้างก็คงจะดี แต่นี่แค่คุณพฤกษ์คุยดีด้วยเขาก็ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนเด็กหัดเดินทั้งที่จริงอายุเขาก็สามสิบเข้าไปแล้ว

พอเป็นเรื่องของคนที่แอบรักมานาน ต่อให้แข็งแกร่งมาจากไหนก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กแบเบาะทั้งนั้น

“ก็ดีครับ คุณพฤกษ์ใจดีมาก ๆ ”

“งั้นหรือ” พนาถอนหายใจหนที่สาม “อิจฉาจัง เขาไม่ใจดีกับลุงเลย”

อินทรชิตเข้าใจความรู้สึกของพนาเป็นอย่างดี เด็กหนุ่มลอบทำหน้าสงสาร

“เมื่อเช้าก็พูดจาไม่น่ารักใส่ด้วย น้ำเสียงหรือก็ประชดประชันเสียเหลือเกิน ใจคนเป็นพ่ออย่างลุงก็เท่านี้เองนะอินทร์” พนาทำมือจีบนิ้วขึ้นมา พูดเสียงซึมตาละห้อย

“สงสัยจะเกลียดลุงมาก”

อินทรชิตเผลอพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะรีบกลบเกลื่อน

“มันต้องใช้เวลาครับ”

“แล้วทีกลับน้องทำไมง่ายจัง” พนาตัดพ้อลูกชาย

“คงเพราะเด็กเป็นแค่เหยื่อของผู้ใหญ่ล่ะมั้งครับ”

“....” คราวนี้พนาอึ้งเล็กน้อย ชายวัยกลางคนนิ่งเงียบ อินทรชิตที่เห็นสีหน้าไม่ดีของอีกฝ่ายจึงพูดปลอบ

“ผม..”

“ไม่เป็นไร นั่นถูกต้องแล้ว” พนาเอ่ย “พูดต่อสิ ลุงอยากฟังความเห็นของอินทร์”

อินทรชิตเม้มริมฝีปาก ตอบว่า

“พะ พูดได้หรือครับ ..ผมเป็นคนนอก”

เขาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เด็กหนุ่มจึงกระแอมในคอเล็กน้อยก่อนจะเริ่มอธิบายอย่างใจเย็น

“คุณพฤกษ์คงคิดว่าพวกเราไม่ได้ผิดอะไรล่ะมั้งครับ” พวกเรา อินทรชิตถือวิสาสะนับรวมตนเองเข้าไปด้วย

“ถึงจะเกิดมาจากผู้หญิงที่เกลียดแต่จะพาลโกรธเกลียดเด็กที่ไม่รู้เรื่องตามไปด้วยก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา คุณลุงก็คงรู้สึกไม่แฟร์ใช่ไหมครับถ้าโดนคน ๆ หนึ่งเกลียดทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของคุณลุง อีกอย่างคุณพฤกษ์เขาคงคิดเผื่ออนาคตข้างหน้าด้วยถึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้เป็นไปในทางที่ดี”

“อนาคต?” พนาเกิดคำถาม ในขณะที่อินทรชิตหน้าถอดสี เขาเผลอหลุดปากสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปเสียแล้ว

“ผมก็ ..” เด็กหนุ่มพูดเสียงสูง “คิดในทางที่เป็นไปได้น่ะครับ คุณพฤกษ์เขาฉลาด อาจจะเดาออกว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้อาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคตก็ได้ เอ่อ.. ปัญหาครอบครัวไงครับ! พบเจอออกจะบ่อย”

“ที่พูดมาก็ถูก” พนาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“เผลอแป๊บเดียวโตจนคิดอะไรเกินตัวเสียแล้วหลานชาย”

มือใหญ่ตบลงบนบ่า อินทรชิตหัวเราะแห้ง ก็แหงล่ะ เขาอายุสามสิบแล้วนะ

พนาหันหน้าออกนอกรถยนต์ ชายวัยกลางคนไม่พูดอะไรต่อแต่สีหน้าก็ดูดีขึ้นกว่าเมื่อครู่ ทว่าอินทรชิตที่เห็นแววตาหม่นหมองของอีกฝ่ายแว่บเดียวก็รู้ดีว่านั่นคือการเสแสร้ง

ภายในใจของพนานั้นมีแต่ความทุกข์ที่ตนเองต้องแบกรับเอาไว้ตลอดชีวิต

รถยนต์คันหรูจอดเทียบหน้าอาคารตึกเรียน พนาจัดสูทของตนเองและสั่งบอร์ดี้การ์ดทั้งสองให้จัดการหาที่จอดและรออยู่แต่ในรถจนกว่าการประชุมผู้ปกครองจะเสร็จสิ้น

“ไม่ให้พวกผมตามไปด้วยจะดีหรือครับ” เบิ้มเป็นคนพูด

“ที่นี่โรงเรียนนะ” พนาลูบคาง “คงไม่มีไอ้โม่งที่ไหนลงมือมั่วซั่วหรอก”

“แต่..”

“วางใจเถอะนะ ขืนให้พวกแกเดินตามหลังไปด้วย ผู้ปกครองคนอื่นจะผวาเอา” ชายวัยกลางคนพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ก่อนจะลงจากรถไป อินทรชิตที่เห็นดังนั้นจึงตามลงไปบ้าง รถยนต์คันงามแล่นจากไป เด็กหนุ่มกวาดตามองผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาภายในโรงเรียน เขาเห็นเด็กหลายคนที่แต่งกายด้วยยูนิฟอร์มเช่นเดียวกับเดินตามหลังพ่อแม่ผ่านไปมา

“สวัสดีค่ะท่าน” คุณครูท่านหนึ่งปรี่เข้ามาหาราวกับรู้งานเป็นอย่างดี อินทรชิตคาดเอาไว้ว่าเธอคงมีหน้าที่รับรองคุณลุงโดยเฉพาะ สังเกตจากการที่จงใจเรียกอีกฝ่ายด้วยคำว่าท่านทันทีที่เจอกันแทนที่จะเป็นคำว่าผู้ปกครอง

มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นเพราะสมัยที่คุณพฤกษ์เรียนอยู่ที่นี่ก็สร้างชื่อเสียงเอาไว้มากมาย มีรูปขึ้นป้ายไวนิลและบอร์ดกิจกรรมแทบทุกเดือนไม่เคยเว้นว่างแถมเจ้าสัวพนาเองก็ยังบริจาคเงินมหาศาลให้กับที่นี่ทุกปี พอทางโรงเรียนรู้ว่าจะมีบ่อเงินบ่อทองมาเข้าเรียนที่นี่อีกคนก็มิวายคว้าโอกาสนั้นเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

เหมือนจะลืมพูดถึงเรื่องสำคัญไปอย่างหนึ่ง ถูกต้องแล้ว ที่นี่คือโรงเรียนเก่าของคุณพฤกษ์สมัยมัธยม แต่เดิมที ในกาลก่อนเขาไม่ได้เข้าเรียนที่นี่แต่เป็นโรงเรียนนานาชาติอีกที่หนึ่ง แต่ตอนนี้อินทรชิตนึกอยากจะเข้าเรียนตามคุณเขาเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นก็เท่านั้น

เขาก็แค่ต้องการตามรอยอีกฝ่าย ทำในสิ่งที่อีกฝ่ายเคยทำ อยู่ในที่ที่อีกฝ่ายเคยอยู่ อินทรชิตปรารถนาที่จะสัมผัสร่องรอยเหล่านั้นที่คุณพฤกษ์เหลือทิ้งเอาไว้ในที่แห่งนี้

“ห้องประชุมไปทางไหน” เสียงเข้มดูน่าเกรงขามพูด

“ทางนี้ค่ะ ดิฉันขออนุญาตนำทางนะคะ”

 

 

สามชั่วโมงของการประชุมผู้ปกครอง สามชั่วโมงที่อินทรชิตนั่งมองคุณลุงของเขาสัปหงกบนโซฟาสำหรับผู้ปกครองกิตติมศักดิ์ สามชั่วโมงอันยาวนานแสนทรมานได้สิ้นสุดลงเสียที

เมื่อสิ้นเสียงสั่งเลิกประชุม อินทรชิตก็เดินไปหาพนา อีกฝ่ายบิดตัวปิดปากหาวออกมาอย่างไม่อายสายตาค่อนแคะจากแขกเหรื่อคนอื่นสักนิด

“พูดนานอย่างกับเก็บกดมาจากไหน เล่นเอาซะเมื่อยเลย”

เขาเพียงแค่หัวเราะตอบพอเป็นพิธีไปครั้งเดียวก่อนที่คุณครูคนเดิมจะตรงดิ่งมาทำหน้าที่ของเธอ

“เดี๋ยวดิฉันจะพาไปที่ห้องเรียนนะคะ” เธอยิ้มให้พนาพร้อมกับหันมาทางเขาและพูดว่า “นักเรียนตามครูมานะคะ”

เขาพยักหน้าตอบและเดินตามหลังไปเป็นคนสุดท้าย ทว่ายังเดินไปไม่ถึงไหน เสียงปริศนาของใครบางคนก็ร้องเรียกมาจากข้างหลัง

“เจ้าสัว ..เจ้าสัว” 

เจ้าสัวที่ว่าหันหลังกลับมา ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่อได้เห็นใบหน้าเจ้าของเสียง ในขณะที่อินทรชิตกลับขนลุกซู่ไปทั่วร่าง เด็กหนุ่มตัวแข็งทื่ออย่างกะทันหัน

ไม่จริงน่า.. เสียงแบบนี้ 

“สิงหลเองหรือ”

สิงหลยิ้มกว้างก่อนจะวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาใกล้ อินทรชิตค่อย ๆ หันกลับมา และก็เป็นอย่างที่เขาคิด คนตรงหน้านี้คือสิงหล น้องชายของพ่อและเป็นอาแท้ ๆ ของเขา!

‘อย่าบอกนะ’ เขามือสั่น สั่นไปทั้งตัวและจิตใจ ก่อนที่จะคิดอะไรไปไกลกว่านั้น อินทรชิตก็พลันเหลือบสายตาไปเห็นเด็กหนุ่มร่างสูง เส้นผมสีแดงแสบทรวง ท่าทางหยาบโลนและมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเดินล้วงกระเป๋าตามหลังสิงหลมาติด ๆ เด็กคนนั้นทำให้อินทรชิตตกใจจนเผลอถอยหนีไปด้านหลังหนึ่งก้าว ไม่ผิดแน่! แม้จะหน้าตาจะดูอ่อนเยาว์ลงไปเป็นสิบปีแต่เขาไม่มีทางลืมคนอย่างมันไปได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

อัครา!! 

“นั่น..” สิงหลชี้มาทางเขา “พงพีหรือเปล่า ขอโทษนะ อาไม่ได้เจอเรานานมากแล้วน่ะ”

อินทรชิตหัวใจเต้นรัว เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ได้เอ่ยสิ่งใดได้ออกไปแต่นิ่งเงียบ พนาจึงเป็นฝ่ายตอบแทนหลานชาย

“เปล่า” เขาว่า “นี่อินทรชิตหลานชายผม”

“อ๋อ เด็กที่รับเลี้ยงนี่เอง” สิงหลนึกขึ้นมาได้ ชายหนุ่มหันมายิ้มให้อินทรชิต เอ่ยทักทายอย่างอ่อนโยนว่า

“สวัสดีอินทรชิต ฉันชื่อสิงหล เป็นรุ่นน้องเจ้าสัว”

มือใหญ่วางลงบนศรีษะเด็กหนุ่ม “นึกเสียว่าฉันเป็นอาอีกคนก็ได้นะ”

“ครับ ..คุณอา” อินทรชิตรับคำก่อนความรู้สึกอุ่นซ่านแผ่ลงมาถึงกลางใจ

สิงหลคือน้องชายแท้ ๆ ของพ่อและมีศักดิ์เป็นอาของเขา อีกฝ่ายเป็นคนที่จิตใจดี ขยันขันแข็ง มีความสามารถทว่าไม่มีความทะเยอทะยาน มีนิสัยผิดกับลูกและภรรยาตนเองราวฟ้ากับเหว ในกาลก่อน อินทรชิตได้รับความช่วยเหลือจากอาคนนี้ไว้มากมายเพื่อให้ตนเองได้ตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดจากการทำงาน

คุณอาไม่เคยรังเกียจเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งโอบอ้อมอารีย์และเมตตาเขาไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ อย่างอัครา นั่นจึงทำให้อินทรชิตรู้สึกดีใจไม่น้อยที่ได้เจอกับสิงหล

แต่ก็รู้สึกเจ็บปวดใจไม่แพ้กันที่ต้องมาเจออัคราอีกครั้ง 

เขาหลงนึกอยู่แล้วเชียวที่ฉัตรตะวันยังไม่ตายอาจจะเป็นเพราะมีตัวตนทับซ้อนกับคนรักเก่าอย่างอัครา แต่ดันผิดคาดที่อัคราเองก็ยังมีตัวตนอยู่ในกาลนี้

“นั่นคงเป็นอัครา ลูกชายคุณสินะ” พนาว่า “ทำสีผมอะไร ครูไม่ว่าหรือ?”

อัคราเลิกคิ้วขึ้นและตอบเสียงห้วน “หัวผม”

“....” สิงหล

“....” พนา

“....” อินทรชิต

“อะไร” เด็กหนุ่มว่า “ผมพูดผิดตรงไหน”

สิงหลผู้เป็นพ่อถึงกับเอามือตบหน้าผากตนเองอย่างเอือมระอา ขณะที่อินทรชิตพยายามห้ามตัวเองแทบตายเพื่อไม่ให้พุ่งเข้าไปต่อยหน้าอีกฝ่ายจนร่วง

“อัคร” เขาปราม “มีมารยาทหน่อยสิลูก”

“ผมไม่มีมารยาทตรงไหนอะพ่อ”

“เอาเถอะ ๆ ” พนาเป็นฝ่ายยอมความ “ไปห้องเรียนกันเดีกว่า เดี๋ยวจะสาย”

สิงหลจึงได้แต่ก้มหัวขอโทษขอโพยแทนพฤติกรรมของลูกชายแทนซึ่งพนาเองก็ใจกว้างดุจชื่ิอ ไม่ได้ถือสาหาความเอากับเด็กไม่ประสีประสา เรื่องจึงคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วโดยที่อัคราไม่จำเป็นต้องเอ่ยขอโทษสักคำ

เมื่อสองผู้ใหญ่เดินนำหน้า สองเด็กหนุ่มจึงเดินตามหลังอย่างช่วยไม่ได้ อินทรชิตทำเฉไฉหันไปมองรอบ ๆ ขณะที่อัคราขยับเดินเข้ามาประชิด

“หวัดดี” อัคราทักแต่เขาทำเป็นหูทวนลม

“หยิ่งจัง มึงเป็นตุ๊ดปะเนี่ย”

คราวนี้เขาไม่ยอมเงียบ สวนกลับไปทันควัน

“ตุ๊ดพ่อมึงสิ” กูเป็นเกย์ต่างหาก

“เออ ก็พูดได้นี่” เด็กหนุ่มหัวเราะ “กูเห็นมึงเงียบมาตั้งแต่เมื่อกี้ละนึกว่าเป็นอะไร”

“ไม่ได้เป็นอะไร”

“อ่อ.. หน้ามึงเหมือนคนปวดขี้อะ เมื่อเช้าไม่ได้ขี้มาหรือวะ กลั้นขี้ไว้ไม่ดีนะ พ่อกูบอกว่าคนเราต้องขี้ทุกเช้าจะได้อารมณ์ดี”

“เออ ๆ ขอบคุณที่บอกละกัน เป็นพระคุณมาก” อินทรชิตว่าพลางเดินเร็วขึ้นอีกนิด เผลอแป๊บเดียวพนากับสิงหลทิ้งระยะไปไกลเสียแล้ว

อัคราวิ่งเหยาะ ๆ ตามมา

“มึงชื่ออะไรนะ อิน ๆ สักอย่าง เมื่อกี้ฟังไม่ชัด”

“อินทรชิต” เขาตอบเสียงเรียบ

“ชื่อเหี้ยไรวะ ออกเสียงลำบาก พูดจบลิ้นไก่กูพันกันพอดี”

“มึงก็ตัดลิ้นไก่ทิ้งไปสิ มีไปก็ไร้ประโยชน์” ตัดหัวมึงไปด้วยเลยยิ่งดี!!

“ฮ่าฮ่าฮ่า” เด็กหนุ่มหัวเราะ “กูชอบมึงว่ะ กวนตีนดี”

“เหรอ” แต่กูไม่ชอบมึง ไม่ชอบมากเลยด้วย อินทรชิตคิดในใจ

“กูชื่ออัครานะ ชื่อเล่นอัคร”

“ไม่ได้ถาม” สาระแนนัก

“อะไรวะ กูอุตส่าห์เมคเฟรนด์”

“ไม่ต้องการ”

“หยิ่ง”

“เออ หยิ่ง” อินทรชิตว่า “อย่ามายุ่งกับกูอีกเลย” 

อัคราหยุดเดินและมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายเดินจากไปเรื่อย ๆ พลันใบหน้าที่เคยสดใสแพรวพราวก็หม่นหมองลงเล็กน้อย

อัครานั้นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลยแม้แต่คนเดียว เขากังวลเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่ที่กลับมาจากแอลเอ ทว่าเมื่อครู่นี้สิงหลเหลือบไปเห็นพนาและเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา ผู้เป็นพ่อเลยคิดจะใช้จังหวะนี้หวังให้ลูกชายมีเพื่อนสักคน ..ดังนั้นเมื่อผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ อัคราจึงอดที่จะเสียใจไม่ได้เมื่อคนที่เขาคิดว่าอยากจะเป็นเพื่อนดันทำท่าทีรังเกียจใส่ตั้งแต่แรกเจอ

‘จะร้องไห้แล้วอะ แง ถูกเกลียด’

หลังจากการพบปะครูที่ปรึกษาเสร็จสิ้น พนาก็พาอินทรชิตกลับมาที่รถโดยไม่สนใจพูดคุยกับสิงหลอีก พอพวกเขาขึ้นมาอยู่บนรถ ชายวัยกลางคนก็รีบออกคำสั่งให้ขับออกไปทันที เด็กหนุ่มสังเกตอาการผิดปกติเหล่านี้ออก มิหนำซ้ำยังรู้อีกว่าอีกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ 

“อินทรชิต” คุณลุงไม่ค่อยเรียกชื่อเต็มให้ได้ยินบ่อยนัก แต่ถ้าหากเรียกขึ้นมาเมื่อไหร่นั่นย่อมหมายความว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญมากแน่นอน 

“ครับ” เขาตอบ แสร้งทำสีหน้าไม่ประสีประสา 

“เมื่อกี้คุยอะไรกับเด็กคนนั้น” 

ว่าแล้วเชียว อินทรชิตนึกอยู่ในใจ 

“ไม่มีอะไรสำคัญหรอกครับ มัน..” เด็กหนุ่มหยุดและพูดใหม่ “เขาแค่มาถามชื่อ” 

“แค่นั้นเองหรือ” 

อินทรชิตกลอกตานึก เห็นจะจำได้ก็แค่บทสนทนากวนประสาทจากอัครา 

‘หยิ่งจัง มึงเป็นตุ๊ดปะเนี่ย’ 

‘อ่อ.. หน้ามึงเหมือนคนปวดขี้อะ เมื่อเช้าไม่ได้ขี้มาหรือวะ กลั้นขี้ไว้ไม่ดีนะ พ่อกูบอกว่าคนเราต้องขี้ทุกเช้าจะได้อารมณ์ดี’ 

‘ชื่อเหี้ยไรวะ ออกเสียงลำบาก พูดจบลิ้นไก่กูพันกันพอดี’ 

ละเหี่ยใจเป็นที่สุด… 

“แค่นั้นครับ” 

พนาถอนหายใจโล่งอก อีกฝ่ายเอนตัวพิงเบาะ ท่าทางผ่อนคลายกว่าเมื่อครู่ 

“คุณลุงมีอะไรหรือเปล่าครับ” 

“ตอนนี้ยังไม่มีหรอก” แสดงว่าอนาคตข้างหน้า ..ต้องมี 

“แต่มีอีกเรื่องที่ลุงอยากคุยกับอินทร์” 

อินทรชิตเลิกคิ้วขึ้น พร้อมรับฟัง 

“คุณสิงหลฝากฝังลูกชายเขามา อยากให้เป็นเพื่อนเล่นกับอินทร์” พนาทำสีหน้าลำบากใจ เขามองดูอินทรชิต เห็นหลานชายมีท่าทางเรียบเฉยจึงพูดต่อไปว่า 

“แต่ถ้าเราไม่ต้องการก็ไม่เป็นไรนะ ลุงไม่บังคับ” 

“คุณลุงอยากให้ผมเป็นเพื่อนกับเขาไหม” อินทรชิตรู้คำตอบนั้นดี พนาไม่ต้องการให้เขาเกี่ยวข้องกับครอบครัวเดิมอีก นั่นเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของสิงหาผู้เป็นพ่อ ทำอย่างไรก็ได้ อย่าพาอินทรชิตลูกชายของเขากลับไปหาพวกเลิศบดินทร์อีกเด็ดขาด 

ในกาลก่อน อินทรชิตได้เจอกับลูกพี่ลูกน้องอย่างอัคราครั้งแรกก็เป็นตอนที่คุณพฤกษ์พาอีกฝ่ายมาเปิดตัวกับผู้เป็นพ่อ ตอนนั้นอินทรชิตเพิ่งอยู่มอสี่ ในขณะที่อีกฝ่ายอยู่ปีสอง พอมานึก ๆ ดูแล้วช่วงเวลาที่เจอกันในกาลนี้ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับกาลก่อนพอดี 

เพียงแต่ว่าอัคราที่ควรอายุเท่ากับคุณพฤกษ์กลับกลายเป็นเด็กมอสี่เช่นเดียวกับตัวเขา 

คุณลุงเองก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่าคนที่ตนเองอยากหลีกเลี่ยงกลับมาเข้าเรียนในที่เดียวกันแบบนี้ 

“ว่าไงครับ คุณลุงอยากให้ผมเป็นเพื่อนกับเขาหรือเปล่า? ” 

“ลุงไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของเด็กหรอกนะ แต่..” พนาชั่งใจอยู่นาน สุดท้ายจึงพูดออกมาว่า 

“ถ้าเป็นไปได้ ลุงไม่อยากให้อินทร์ไปยุ่งเกี่ยวกับเด็กคนนั้นเลย” 

 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปแล้ว อินทรชิตยังคงกังวลอยู่กับเรื่องของอัครา เขาใช้เวลาปิดเทอมที่เหลืออยู่เพื่อคิดหาทางรับมือกับอีกฝ่ายจนหัวแทบระเบิด ส่งผลให้เช้าเปิดเทอมที่ควรจะสว่างสดใสกลับหม่นหมองและซึมกะทือเอาเสียดื้อ ๆ 

“ตายละ แย่แน่ ๆ เลย ทำอย่างไรดี” ลุงแสงคนขับรถยืนบ่นพึมพำ อินทรชิตที่ยืนมองพงพีช่วยมาลีวัลย์ใส่รองเท้านักเรียนอยู่จึงหันไปถาม 

“มีอะไรหรือครับลุง” 

ลุงแสงทำสีหน้าลำบากใจ ตอบเสียงเบาหวิว 

“ลุงเพิ่งนึกได้ว่าโรงเรียนของคุณ ๆ ไปคนละทางกัน ถ้าต้องไปส่งใครก่อนอีกคนต้องไปเรียนสายแน่ ๆ ” 

“ถ้าอย่างนั้นไปส่งน้อง ๆ ก่อนก็ได้นี่ครับ” 

“แต่คุณอินทร์ก็จะสาย..” 

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ” 

“มีอะไรคะพี่อินทร์” มาลีวัลย์กระตุกมือเขา อินทรชิตก้มลงมามองน้อง ตอบไปว่า 

“โรงเรียนพวกเราไปคนละทางค่ะ แต่เดี๋ยวให้ลุงแสงไปส่งมะลิกับพีร์ก่อน” 

“แบบนี้พี่อินทร์ก็ไปสายสิครับ” พงพีว่า 

“ก็มันช่วยไม่ได้นี่” อินทรชิตยิ้ม “เว้นเสียแต่เราจะมีรถอีกคัน” 

“คุณพ่อก็ไม่อยู่ด้วย ไปต่างประเทศ” 

พงพีใช้หัวสมองอันน้อยนิดคิดหาทางออก ในขณะนั้นเองก็เห็นร่างโปร่งในชุดนักศึกษากำลังติดกระดุมข้อมือเดินลงบันไดมา เด็กชายหันไปมองหน้าน้องสาว มาลีวัลย์เองก็สบตากับพงพีพอดีก่อนจะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังพยักพเยิดหน้าเข้าไปในบ้าน 

เด็กหญิงหันมอง เห็นคุณพฤกษ์กำลังเดินมาจึงเบิกตาโพลงราวกับคิดอะไรออก 

“คุณพฤกษ์ไง! ” 

คุณพฤกษ์!!! อินทรชิตที่ได้ยินชื่อนั้นถึงกับตกใจ และยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อเห็นเจ้าของชื่อเดินลงมาจากบันได และตกใจสุดขีดเมื่อเห็นมาลีวัลย์วิ่งไปหาพร้อมกับพูดคุยบางอย่าง 

เด็กหนุ่มหน้าถอดสี หัวใจเต้นเร่าอยู่ไม่สุข สองคนนั้นกำลังคุยกันเรื่องเขาอย่างแน่นอน 

คุณพฤกษ์ที่ก้มลงเงี่ยหูฟังเหลือบมองเขา ชั่วขณะนั้นอินทรชิตกลับทำตัวไม่ถูก เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนี พวงแก้มนุ่มที่เคยซีดขาวก่อนหน้ากลับมาแดงเรื่อมีเลือดฝาดอีกครั้ง 

“พี่อินทร์ขา..” มาลีวัลย์เรียกเขา อินทรชิตค่อย ๆ หันกลับมามองน้อง อีกฝ่ายกอดแขนคุณพฤกษ์แน่นพร้อมกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม 

“อะ อืม” ไม่รู้ทำไม พออยู่ต่อหน้าคุณเขาทีไรเป็นอันต้องตะกุกตะกักไม่เป็นตัวเองอย่างนี้เสียทุกครั้ง ไม่ว่าจะตอนนี้ ..หรือตอนไหนก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย 

มาลีวัลย์เรียกแต่พอเขาขานรับอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก เด็กหญิงกระตุกแขนร่างโปร่งไปมา คุณพฤกษ์จึงพูดขึ้น 

..ด้วยน้ำเสียงราบเรียบและท่าทางสบาย ๆ 

“ไปขึ้นรถ” และ “ต่อไปนี้แกจะติดรถไปเรียนกับฉันทุกวันก็ได้” 

ทุกสรรพสิ่งหยุดนิ่งไปทันทีที่เขาได้ยินประโยคนั้น อินทรชิตไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองมีสีหน้าแบบไหน เด็กหนุ่มเผลอปล่อยกระเป๋านักเรียนที่ถืออยู่ร่วงลงพื้น ดีเสียที่พงพีคว้าไว้ได้ทัน เขากระพริบตาอีกที เห็นคุณพฤกษ์เดินลิ่วไปรออยู่ที่รถยนต์ก่อนแล้ว 

ใบหน้าสวยเอียงมอง ถามกลับมาคำเดียว 

“จะไปไหมโรงเรียน? ” 

“ไปครับ!! ” 

อินทรชิตตอบเสียงหนักแน่นก่อนจะพุ่งตัวไปหาคุณเขา เสียงพงพีดังขึ้นไล่หลังมาว่า 

“เดี๋ยว!!! พี่อินทร์!! กระเป๋าพี่ล่ะ!!! ” 

 

อินทรชิตนั่งกอดกระเป๋าสะพายแน่น เขารู้สึกกระดากอายที่สร้างเรื่องขายหน้าเอาไว้แต่เช้า มันน่าเจ็บใจขึ้นไปอีกเมื่อพงพีหัวเราะชอบใจใหญ่ตอนที่เห็นเขาวิ่งกลับไปเอากระเป๋าจากตนเอง หน็อย.. ไอ้เด็กคนนี้นี่ มีโอกาสจะเตะให้กลิ้งเลยคอยดู 

เด็กหนุ่มสลัดเรื่องน่าอายเมื่อครู่นี้ทิ้ง เขาไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ..ตอนนี้มีเรื่องที่เขาควรสนใจมากกว่าสิ่งอื่นใด 

อินทรชิตแอบชำเลืองมอง เห็นคุณพฤกษ์นั่งตัวตรงและตั้งใจจดจ่ออยู่กับถนนด้านหน้า เขาไล่สายตาสำรวจอย่างถือวิสาสะ เสี้ยวหน้าด้านข้าง จมูกเชิดโด่ง ผิวกายขาวผุดผ่องและริมฝีปากสีแดงเรื่อที่ปิดสนิทชวนมองไม่รู้จักเบื่อหน่าย 

ขณะที่เขาเคลิ้มฝันนึกถึงคนตรงหน้า ลมจากแอร์ก็พัดพาเอากลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ โชยมาถึงตัวเขา อินทรชิตยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากเพราะน้ำหอมกลิ่นนี้เป็นน้ำหอมที่เขาได้กลิ่นมาทั้งชีวิต 

“เงียบเชียว” เขาสะดุ้งโหยงเมื่ออีกฝ่ายปริปากหลังจากขับรถออกมาได้ระยะหนึ่ง “ปกติแกไม่พูดอะไรเลยหรือ” 

“ผมไม่รู้ว่าควรหรือไม่ควรพูดอะไรกับคุณพฤกษ์” เขาแค่กลัวว่าคุณพฤกษ์จะรังเกียจถ้าหากพยายามที่จะเข้าใกล้ไปมากกว่านี้ 

“อืม” คุณเขาครางรับในคอ ไม่ได้พูดอะไรต่อและหลังจากนั้นบรรยากาศในรถก็กลับไปเงียบกริบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อินทรชิตทำหน้าหงอย เขาอยากจะร้องไห้ เด็กหนุ่มกอดกระเป๋าแน่นขึ้นและรู้สึกราวกับว่าตนเองได้ทำผิดพลาดอะไรไปสักอย่าง 

ขณะเดียวกัน พฤกษ์ก็เหลือบสายตาของตนเองมองไปยังเด็กหนุ่มข้างกาย ท่าทางของมันยังคงตื่นกลัวและตะกุกตะกักไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่เจอ ชายหนุ่มครุ่นคิด เขามันน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ? 

‘ไม่เป็นไร’ พฤกษ์ตัดสินใจ ‘ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน’ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว