ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 24

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 239

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ส.ค. 2564 18:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 24
แบบอักษร

00 24 

 

“คนนั้นใครหรือ” ลูกหว้าถามขึ้นหลังจากที่เห็นร่างสูงโปร่งของชายหนุ่ม เด็กสาวกระพริบตามองก่อนจะทำหน้าเพ้อ “หล่อจัง” 

อินทรชิตที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับการได้แอบมองคุณพฤกษ์ถึงกับสะดุด เด็กหนุ่มหันมาทำหน้าเครียด 

“ว่าไงนะ” เสียงที่เพิ่งแตกหนุ่มพูด 

ลูกหว้าสะดุ้งโหยงเพราะเพิ่งจะเคยเห็นอีกฝ่ายหงุดหงิดใส่ตนเอง แต่พอนึกได้ว่าที่อินทรชิตเป็นแบบนี้เพราะเธอเพิ่งพูดถึงคนอื่นไปต่อหน้า แก้มใสก็พลันแดงเรื่อขึ้นมาเสียดื้อ ๆ 

“เราบอกว่าพี่คนนั้นหล่อดี” เด็กสาวพูด “ชุดนักศึกษานี่เท่ดีจัง” 

“ลูกหว้า” เขาเรียกด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ 

“อย่าพูดแบบนี้อีก เราไม่ชอบ” 

เด็กสาวยิ้มแป้น ตอบว่า “ทำไมอะ อินทร์กลัวเราชอบพี่เขาหรือ? ” 

“ใช่” อินทรชิตว่า “เรากลัว” 

ลูกหว้าเขินอายจนหน้าแดงก่ำ เด็กสาวแทบยิ้มไม่หุบก่อนจะยืนบิดตัวไปมา อันที่จริงชายหนุ่มในชุดนักศึกษาก็ชวนใจสั่นไม่น้อยในความคิดของเธอ แต่นั่นไม่สำคัญเท่าการได้รับความหึงหวงจากผู้ชายที่ตนเองแอบชอบ ขณะที่อินทรชิตไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าคำพูดของตนเองนั้นได้ทำให้เด็กสาวข้างกายตีความหมายไปเป็นอย่างอื่น 

ทั้งที่จริงเขาเพียงหึงหวงไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาชอบคุณพฤกษ์เพียงเท่านั้น 

เด็กหนุ่มขยับตัวหลบหลังพุ่มไม้ทันทีที่เห็นมาลีวัลย์ลงมาจากตึกเรียน เด็กหญิงพอเห็นร่างสูงโปร่งที่เฝ้ารอก็วิ่งพลางกระโดดพลางอย่างตื่นเต้นดีใจก่อนจะโผตัวเข้ากอดที่เอวบางแน่น คุณพฤกษ์ก้มลงมองเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรน้องสาวแต่ดูเหมือนว่ามาลีวัลย์จะสุขใจเป็นอย่างมากที่ได้ยิน 

อินทรชิตยืนมองคนทั้งสองขึ้นไปบนรถ กระทั่งคุณพฤกษ์ขับออกไปจนไกลลับสายตา เสียงเจื้อยแจ้วของลูกหว้าก็ถามขึ้น 

“นั่นน้องมะลินี่ อ้าว ที่แท้เป็นคนรู้จักอินทร์หรือ” 

“อือ” เขาครางรับในคอ พูดว่า “เป็นพี่แท้ ๆ ของมะลิกับพีร์น่ะ” 

“งั้นเขาก็เป็นพี่ของอินทร์ด้วยใช่ไหม เอ้าแล้วทำไมเมื่อกี้ถึงไม่เข้าไปทักล่ะ” 

“ไม่ใช่พี่หรอก เราเป็นแค่คนอาศัย พ่อเขาอุปการะเราไว้” 

“อ้อ” ลูกหว้าพยักหน้า “ลูกบุญธรรมนี่เอง” 

“ก็ไม่เชิง” อินทรชิตพูดพลางหันหลังเดินกลับเข้าไปในตึกฝั่งตนเอง ดูเหมือนเขาจะใช้เวลาระหว่างพักอ่านหนังสือจวนจะหมดแล้ว 

“หมายความว่ายังไง” เด็กสาววิ่งตามมาติด ๆ ถามอย่างใคร่รู้ 

“ลูกบุญธรรมแค่ในนามเฉย ๆ ตามกฎหมายแล้วก็ไม่ได้เป็นหรอก เรายังใช้นามสกุลคนอื่นอยู่เลย” 

“ทำไมเป็นอย่างนั้น” 

เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด เขาเริ่มรู้สึกรำคาญสาวน้อยจำไมข้างกายขึ้นมาเสียแล้วสิ 

“เพราะว่าเขาไม่ชอบเรา” อินทรชิตตอบในที่สุด “มันก็แค่นั้นแหละ” 

“โห.. อย่างกับละคร ว่าแต่คนเมื่อกี้หรือไม่ชอบอินทร์” 

เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบอย่างไม่ใส่ใจมากนักขณะกำลังเดินขึ้นบันได 

“ไม่น่าเชื่อ หน้าตาเขาเหมือนคนใจดีขนาดนั้น อืม..ถึงจะดูหยิ่ง ๆ ไปหน่อย” 

อินทรชิตที่ได้ยินดังนั้นก็หลุดยิ้มออกมา ถูกต้องที่สุด คุณพฤกษ์เป็นคนใจดีจริง ๆ นั่นแหละ 

“เดี๋ยวสิอินทร์! ” ลูกหว้าคว้าแขนเขาขณะที่กำลังเดินผ่านไปตามทางเดินหน้าห้อง เด็กสาวอยู่ห้องสาม ส่วนเขาอยู่ห้องหนึ่ง 

“หือ” เขาเอี่ยวหน้ากลับมามอง เด็กสาวยิ้มอาย ๆ ก่อนจะพูดเสียงเบาหวิว 

“วันนี้สอบวันสุดท้ายแล้ว” 

“อ้อ ใช่! ” เขาว่า “วิชาสุดท้ายแล้วสู้ ๆ นะ” 

“ไม่ใช่! ” เด็กสาวรั้งแขนและพูดต่อไปว่า “เรา หมะ หมายถึงอินทร์มีอะไรจะบอกเราไหม” 

“อะไรหรือ” อินทรชิตทำหน้าสงสัย “ไม่มีนะ” 

ลูกหว้าทำหน้าตาผิดหวัง แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ละความพยายาม 

“อินทร์จะต่อมอสี่ที่ไหน ต่อที่นี่เหมือนกันหรือเปล่า” 

เด็กหนุ่มสั่นศรีษะ พูดว่า “เราต่อที่อื่นน่ะ” 

“อ้าว ..เหรอ” เธอลากเสียงยาวพลางทำหน้าเจื่อน ในอกพลันรู้สึกโหวงเหวงอย่างไรชอบกล 

“แล้ว ..แล้ว หลังปัจฉิมฉลองที่ไหน ห้องเราไปกินหมูกระทะกัน เห็นว่าห้องอินทร์ก็จะไปด้วยใช่ไหม” 

“อืม เห็นหัวหน้าห้องบอกอยู่” 

ลูกหว้ายิ้มกว้าง ดวงตากลมโตประกายความหวังระยิบระยับก่อนที่ถูกประโยคต่อมาของเด็กหนุ่มดับความหวังทิ้งไปอย่างไม่ไยดี 

“แต่เราไม่ชอบหมูกระทะเลยไม่ได้ไปด้วยน่ะ ปัจฉิมเสร็จก็กลับ ขี้เกียจอยู่ต่อ” 

อินทรชิตพูดทิ้งไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินตัวปลิวผ่านหน้าเด็กสาวไป ลูกหว้ายิ้มค้างก่อนใบหน้าน่ารักจะค่อย ๆ หม่นหมองลงทันตาเห็น เธอกระพริบตาปริบ ๆ ขณะมองแผ่นหลังเหยียดตรงของเด็กหนุ่มที่ค่อย ๆ ห่างไกลออกไปทีละนิด 

..ดูจากคำตอบเมื่อครู่นี้เธอควรต้องตัดใจจากอีกฝ่ายเสียแล้วสิ 

 

“คุณพฤกษ์ขา กินไหมคะ? ” 

พฤกษ์หันไปตามเสียงเจื้อยแจ้ว เห็นมาลีวัลย์ยื่นสายไหมสีเหลืองอ่อนที่เจ้าตัวดึงออกจากก้านไม้มาจ่อที่ริมฝีปากเขา 

“ฉันไม่อยากแย่งเด็กกินหรอกนะ” 

“กินนะคะ มะลิอยากป้อน อ้าม คุณพฤกษ์อ้าปากสิคะ” 

เด็กน้อยยื่นสายไหมเข้ามาใกล้จวนจะทิ่มเข้าไปในจมูกให้รู้สึกคันยุบยิบ จนรอดจนรอดเขาก็ทนลูกอ้อนของมาลีวัลย์ไม่ไหว จำยอมต้องอ้าปากรับเอาสายไหมชิ้นเข้ามาอย่างเสียมิได้ 

“หวานชะมัด..” ร่างโปร่งพูดหลังจากที่กลืนลงท้องไปเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาทั้งสองอยู่ที่งานแฟร์แห่งหนึ่งซึ่งจัดอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนของมาลีวัลย์มากนัก เห็นเจ้าตัวอ้อนตั้งแต่อยู่ในรถบอกอยากจะมาเดินเที่ยวเสียให้ได้ เขาเลยพาอีกฝ่ายมาอย่างที่เห็น 

“คุณพฤกษ์ขา เราจูงมือกันได้ไหมคะ” เด็กน้อยที่เดินเกาะเอวเขามาตั้งแต่ลานจอดรถถาม “คนเย้อเยอะ เดี๋ยวมะลิหลงค่ะ” 

“อืม” เขารับคำก่อนที่มาลีวัลย์จะคว้าแขนเขาไปกอดหนึบเป็นลูกลิง พฤกษ์ก้มลงมองพลางหัวเราะเยาะ 

“โง่จริง” เขาขยี้ผมอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู “แบบนี้เขาไม่เรียกว่าจูงมือหรอกนะ” 

มาลีวัลย์ช้อนดวงตากลมโตขึ้น รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าขาวนวล 

“แบบนี้ก็ได้ค่ะ มะลิชอบแบบนี้” เด็กหญิงพูดพลางกอดรัดแขนอีกฝ่ายแน่น 

พฤกษ์ก้มลงมองท่าทางมีความสุขของเด็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ ขณะเดียวกัน ดวงตาที่เคยเฉยเมยกลับปรากฏความอ่อนโยนขึ้นมาพร้อมด้วยรอยยิ้มบางก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว 

ชายหนุ่มพามาลีวัลย์เดินเล่นในงานและซื้อของตามที่เจ้าตัวอ้อนขอไปหลายอย่างก่อนที่เขาจะเลือกม้านั่งตัวหนึ่งเป็นที่พักขา สาวน้อยในชุดนักเรียนนั่งแหมะลงข้าง ๆ อย่างหมดแรง พฤกษ์เห็นดังนั้นจึงเย้าหยอก 

“ไง แค่นี้ก็หมดแรงแล้วเรอะ” 

“ฮื่อออออ” มาลีวัลย์โอดครวญพลางใช้หน้าผากของตนเองถูไปมาที่ต้นแขนของเขา 

“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” เด็กหญิงว่า “แต่ขอพักนิดหน่อย” 

พฤกษ์หัวเราะอีกฝ่ายในคอ มือเรียวยกขึ้นมาดันหน้าผากอีกฝ่ายออกเพราะคิดว่ามาลีวัลย์ต้องการจะหาที่เช็ดเหงื่อทั้งที่ความจริงเด็กหญิงก็แค่อยากจะอ้อนเท่านั้น 

“คุณพฤกษ์ขา” มาลีวัลย์ลุกขึ้นพรวดก่อนจะมายืนจังก้าตรงหน้าเขา ดวงตากลมโตมองจ้องมาที่อย่างจริงจัง พฤกษ์หรี่ตาลง ถามว่า 

“ทำไมฮึ? ” 

“เรื่องที่มะลิอยากจะขอ มะลิบอกคุณพฤกษ์ตอนนี้เลยได้ไหมคะ” 

“หา? ” พฤกษ์ร้องขณะมองถุงขนมและสารพัดของจุกจิกที่มาลีวัลย์อ้อนขอจากเขาตลอดทาง 

“ยังมีอีกหรือ” เขาถามอย่างอ่อนแรง มาลีวัลย์ที่เห็นดังนั้นก็ทำหน้าหงอย พฤกษ์จึงรีบตอบทันที 

“อะ ๆ ว่ามาสิจะเอาอะไร” 

สาวน้อยอ้ำอึ้ง คล้ายกับไม่มั่นใจว่าควรพูดออกไปดีหรือไม่ มือเล็กบางทั้งสองกำชายกระโปรงนักเรียนแน่นอย่างตื่นเต้น มาลีวัลย์สูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิตมาใส่ไว้ในคำพูดเดียว 

“อยากเรียกคุณพฤกษ์ว่าพี่..” 

วี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!! 

เป็นโชคร้ายเหลือเกินที่จู่ ๆ ลำโพงในงานก็เกิดอาการช็อตและหวีดร้องออกมาเสียงดัง 

“เฮือก!! ” มาลีวัลย์ทรุดตัวลงนั่งคุดคู้อยู่กับพื้น เด็กหญิงยกมือขึ้นปิดหลับตาแน่นด้วยความตกใจ พฤกษ์เองก็เกือบหัวใจวาย ดีเสียที่เขาไม่ได้เป็นคนขวัญอ่อนหรือตื่นตกใจง่าย เพียงผ่านไปแค่แป๊ปเดียวก็สามารถประคองสติสัมปชัญญะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เหลือเพียงมาลีวัลย์ที่ยังคงนั่งปิดหูหลับตาอยู่บนพื้นตรงหน้า พฤกษ์ยื่นมือไปตบหลังอีกฝ่ายเบา ๆ พูดว่า 

“ไม่เป็นไรแล้ว ลุกขึ้นเถอะ” 

มาลีวัลย์สั่นกลัวไปทั้งร่างเพราะความตื่นตระหนกจากเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน เด็กน้อยปากสั่นพลางกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง 

“แกโอเคนะ” พฤกษ์ถามขณะที่ใช้ฝ่ามือลูบปลอบไปตามเส้นผมและแผ่นหลังเล็ก มาลีวัลย์กำเสื้อนักศึกษาของชายหนุ่มเสียแน่นอย่างต้องการที่พึ่งพิง 

“โอเคค่ะ ..โอเค” เสียงใสตอบอย่างไม่มั่นใจนัก รออยู่เกือบสองนาทีกว่ามาลีวัลย์จะมีสติทรงตัวได้และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงจึงถามขึ้นว่า 

“แล้วเมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ ฉันไม่ได้ยินเลยเพราะไอ้เสียงบ้านั่น” เขาหัวเสีย 

มาลีวัลย์กระพริบตาแหงนมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ขณะเดียวกันความลังเลและความหวาดกลัวบางอย่างก็ค่อย ๆ แทรกแซงไปทั่วหัวใจดวงน้อย ๆ 

แล้วน้ำเสียงเจื้อยแจ้วทว่ากลับเหงาหงอยก็พูดขึ้น 

“มะลิอยากเลี้ยงกระต่าย” สาวน้อยว่าพลางยิ้มแป้น “คุณพฤกษ์ซื้อกระต่ายให้มะลินะคะ” 

 

“คุณพฤกษ์ขา กระต่ายตัวนี้ทำไมตาแดงจัง มันป่วยหรือคะ” 

พฤกษ์หันไปตามแรงยื้อจากมือเล็ก ๆ ตอนนี้เขากับมาลีวัลย์อยู่ในบูธขายสัตว์เลี้ยงที่ตั้งอยู่ภายในงานแฟร์ 

และกำลังเลือกกระต่าย.. 

“ไหนดูซิ” เขาว่าพลางมองเข้าไปในกรง เห็นกระต่ายตัวขาวนุ่มมีตาสีแดงฉานอยู่ในนั้นเกือบสิบตัว 

“นิวซีแลนด์ ไวท์ แรบบิท” พฤกษ์อ่านป้ายที่ติดอยู่หน้ากรง “ไม่ได้ป่วยหรอก สงสัยตามันแดงเพราะพันธุ์มันเป็นอย่างนี้ล่ะมั้ง” 

“คุณพฤกษ์ขา แล้วตัวนี้ล่ะคะ” นิ้วเล็กชี้ “ทำไมขนฟู ทำไมหูมันตก” 

“มินิลอป” พฤกษ์อ่านป้ายที่ติดอยู่หน้ากรงเช่นเดิม “สงสัยพันธุ์มันคงขนฟูหูตกอย่างนี้ล่ะมั้ง” 

“คุณพฤกษ์ขา คุณพฤกษ์ขา” มาลีวัลย์ดึงมือเขาไปยังกรงหนึ่ง “ตัวนี้น่ารักไหมคะ” 

“ฮอลแลนด์ลอป” พฤกษ์อ่านป้ายเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เพราะตั้งแต่เข้ามาในบูธก็ถูกเจ้าหนูจำไมถามนั่นนี่ไม่ยอมหยุด ส่วนเขาหรือก็มีหน้าที่อ่านเอาจากป้ายแล้วก็ตอบ ตอบ ตอบ ตอบมันอยู่อย่างนั้นมาเกือบชั่วโมง 

“ฮอลแลนด์ลอปน่ารักไหมคะ” สาวน้อยถามซ้ำ 

ชายหนุ่มจึงมองเข้าไปในกรง ไม่ว่าจะตัวไหนก็หน้าตาเหมือนกันหมดจะต่างกันก็เพียงแค่สีขน เขากวาดสายตาโดยทั่วหนึ่งรอบและพูดไปส่ง ๆ ว่า 

“น่ารักดี ตัวเล็กนิดเดียวแต่อ้วนพีเหลือเกิน” 

“คุณพฤกษ์ชอบสีอะไรคะ” 

“สีเทา” 

“งั้นเอาสีเทา! ” 

พูดจบพฤกษ์ก็เรียกพนักงานที่อยู่แถวนั้นมาถามข้อมูลการเลี้ยงและเรื่องราคาก่อนจะชี้เจ้ากระต่ายพันธุ์ฮอลแลนด์ลอปสีเทาที่นอนม้วนเป็นก้อนอยู่ตรงมุมกรงขนาดใหญ่ พนักงานคนดังกล่าวทำหน้าที่อย่างคล่องแคล่ว รีบจัดแจงอุ้มเจ้าก้อนขนสีเทาออกมาใส่ในกรงแยกเอาไว้สำหรับนำกลับไปเลี้ยงต่อโดยทันที 

“แกควรจะซื้อสักสองตัว” พฤกษ์พูดขณะที่รอพนักงานจัดอุปกรณ์และอาหารสำหรับเลี้ยงกระต่าย ขณะที่มาลีวัลย์กำลังหยอกเล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ผ่านกรงเล็ก ๆ 

“ทำไมหรือคะ” เด็กน้อยถามตาใส 

“กระต่ายเหงามันจะตาย ควรเลี้ยงสองตัวให้มันเป็นเพื่อนเล่นกัน” 

มาลีวัลย์ครางฮื่อในคอ “ก็มีมะลิเป็นเพื่อนแล้วนี่ไงคะ” 

“ตามใจแกก็แล้วกัน” พฤกษ์อ่อนอกอ่อนใจ 

“ถ้ามันตายก็อย่ามางอแงทีหลัง” 

เด็กน้อยฉีกยิ้มจนตาหยี โผตัวกอดเอวร่างโปร่งแน่นด้วยความสุขใจจนแทบล้นอก 

“คุณพฤกษ์ดี๊ดีค่ะ” 

 

อินทรชิตกลับมาจากโรงเรียนในเวลาเกือบห้าโมงด้วยอาการห่อเหี่ยว เด็กหนุ่มเดินลงจากรถอย่างเชื่องช้าราวกับคนไร้วิญญาณ พงพีมองพี่ชายตนเองอย่างนึกสงสัยแต่ทว่าก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปเพราะทนกลิ่นต้นตีนเป็ดที่ส่งกลิ่นตลบอบอวลไม่ไหว เด็กชายคว้ากระเป๋านักเรียนจาคอปขึ้นมากอดแนบอกก่อนจะวิ่งปรู๊ดขึ้นบันไดโดยทิ้งให้พี่ชายยืนเหม่อลอยอยู่ที่ด้านหน้า 

“ฮัดชิ่ว! ” เขาจามขึ้นเบา ๆ ก่อนจะรู้สึกมึนหัวขึ้นมาเล็กน้อย อินทรชิตมองยังสวนหย่อมปีกขวาและถอนหายใจยาวเหยียด 

นี่เป็นความลับอย่างหนึ่ง 

เขาแพ้กลิ่นต้นตีนเป็ดรุนแรงที่สุดในบ้าน 

โดยปกติแล้วคนส่วนมากปลูกต้นตีนเป็ด (พญาสัตบรรณ) เพราะถือเป็นไม้มงคลและให้ร่มเงาแต่ในทางกลับกันกลับไม่ชอบกลิ่น (ที่หอมจะฉุน) ของต้นตีนเป็ดสักเท่าไหร่นัก ดูจากคนในบ้านวัฒนารายณ์ที่คุณแก้วตา (แม่ของคุณพฤกษ์) ปลูกไว้เป็นไม้มงคลประดับบ้านโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าตอนมันโตจะออกดอกส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่นจนใช้ชีวิตลำบากขนาดนี้ 

แต่ใครเล่าจะคาดคิด คุณพฤกษ์กลับเป็นเพียงคนเดียวที่มีรสนิยมชอบต้นตีนเป็ดและไม่สะทกสะท้านกับกลิ่นของมันในขณะที่คนอื่นแทบจะหืดขึ้นคอเป็นลมล้มทรุดคอพับคออ่อนทันทีที่กลิ่นของมันลอยมาแตะจมูก กลุ่มอาการที่แสดงออกก็แตกต่างกันไป ป้าเมียม ลุงแสง พี่ต่าย คือกลุ่มคนที่ไม่ชอบกลิ่นแต่ก็ยังพอทนได้ (อย่างสบาย ๆ) แม่พลอย พี่บิ๊ก พี่เบิ้มและคุณลุง คือกลุ่มที่สุดจะทนกับกลิ่น จะมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้และจามเป็นบางครั้งเพราะแสบจมูก ดังนั้นจะเห็นว่าในหลายวันมานี้คุณลุงและบอร์ดี้การ์ดอีกสองคนจะสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันกลิ่น ในขณะที่แม่พลอยซึ่งอาวุโสที่สุดในบ้านแทบจะไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นเลยโดยเฉพาะข้างนอกคฤหาสน์ กลุ่มอาการต่อมาคือพงพีและมาลีวัลย์ เด็ก ๆ มักมีภูมิต้านทานน้อยและร่างกายอ่อนแอกว่าผู้ใหญ่ พอได้กลิ่นหอมฉุนปริมาณมาก ๆ ในทุก ๆ วันก็เกิดอาการจาม มีน้ำมูก คัดจมูก และระคายเคืองในดวงตา แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ได้รับการรักษาโดยทันทีที่เด็กทั้งสองมีอาการเหล่านี้ 

ซึ่งแตกต่างจากเขา ..แม้ว่าได้รับยาเหมือนกัน ถึงจะบรรเทาไปบ้างแต่อาการก็ไม่ได้ดีขึ้นจากเดิมมากนัก อินทรชิตเป็นแบบนี้ทุกปีในช่วงต้นหน้าหนาวจนสิ้นสุดปลายหน้าฝน ทั้งจาม ทั้งไอ เวียนหัว คลื่นไส้ มีน้ำมูก คัดจมูก หายใจไม่สะดวกจนถึงขั้นแน่นหน้าอก แต่อาการที่หนักและน่าเป็นห่วงที่สุดคือเขามักจะจามรุนแรงจนเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตกและเลือดกำเดาไหลออกมานั่นแหละ.. 

อย่างวันนั้นที่เขาจามก็มีเลือดปะปนมากับน้ำมูก แม้จะมีปริมาณเลือดเล็กน้อยแต่มันก็ทำให้เด็กหนุ่มเป็นกังวลอย่างถึงที่สุด 

‘ฮัดชิ่ว’ เมื่อปัญหาของการกำเดาไหลคือการที่เขาจามอย่างรุนแรง ดังนั้นอินทรชิตจึงแก้ปัญหาด้วยการพยายามจามให้เบาที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อถนอมเส้นเลือดฝอยในเยื่อบุโพรงจมูกที่บอบบางของตนเอง 

ซึ่งมันก็ได้ผลดี เขาคิด ..ถึงจะเป็นวิธีที่มักง่ายไปหน่อยก็เถอะ 

“คันตาแฮะ” อินทรชิตบ่นก่อนจะพยายามกระพริบตาถี่ ๆ แทนการใช้มือขยี้ เขาตัวร้อนรุม ๆ มาหลายวันแล้วและมีลางสังหรณ์ว่าตนเองกำลังจะป่วยอย่างไรชอบกล 

‘คงต้องกินยาดักแล้วรีบนอน’ 

อินทรชิตคิดอย่างรอบคอบ ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะเดินเข้าประตูไป จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงรถยนต์ขับเข้ามา เขาหันขวับไปอย่างลืมตัว อินทรชิตจำเสียงรถได้แม่นยำ เป็นรถยนต์ของคุณพฤกษ์อย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ 

“พี่อินทร์ค้า~” เสียงเจื้อยแจ้วดังมาก่อนตัวจะพ้นนอกรถเสียอีก อินทรชิตอดไม่ได้ที่จะยิ้มเอ็นดูน้องสาว 

“ไปเที่ยวไหนมาคะเด็กแสบ” อินทรชิตถามขณะที่มาลีวัลย์โผตัวกอดเขา สาวน้อยแหงนหน้าขึ้นมายิ้มแป้น 

“งานแฟร์~~” เด็กหญิงว่า “มะลิเดินจนเหนื๊อยเหนื่อยค่ะ” 

“ม้าดีดกะโหลกจริง” เขาได้ยินเสียงอีกฝ่าย คุณพฤกษ์เดินอ้อมรถยนต์มาหาพวกเขาพร้อมกับชูกรงสีขาวขนาดย่อมขึ้นมา ข้างในมีกระต่ายตัวอวบอ้วนสีเทาหนึ่งตัว ร่างโปร่งพูดว่า 

“กระต่ายไม่เอาแล้วใช่ไหม? ” 

มาลีวัลย์สลัดเขาทิ้งทันทีก่อนจะคว้าแขนคุณพฤกษ์มากอดแน่น ดวงตากลมโตเป็นประกายจนเขานึกอิจฉาอยู่ในใจ 

“เอาสิคะ” เด็กหญิงพูดเสียงอ้อนพลางรับกรงกระต่ายมากอด “จูดี้~ จูดี้จ๋า~” 

คุณพฤกษ์ขมวดคิ้ว “ไปตั้งชื่อให้มันตอนไหน” 

“เมื่อกี้ค่ะ ในรถ คุณพฤกษ์ขา จูดี้น่ารักไหมคะ” 

อินทรชิตยืนกัดฟันแน่น รู้สึกชาวาบและทำตัวไม่ถูก คลับคล้ายคลับคลาว่าตนเองจะเป็นส่วนเกินอย่างไรอย่างนั้น 

คุณพฤกษ์ยกนิ้วขึ้นดันแว่นตา ดวงตาเฉี่ยวคมหรี่ลงมองเจ้าจูดี้ในอ้อมอกของเด็กน้อย อินทรชิตนึกว่าตนเองตาฝาดเพราะเขากำลังเห็นคุณพฤกษ์อมยิ้มอยู่! 

คุณพฤกษ์ยิ้ม? ยิ้มให้ใคร? ให้กระต่าย? หรือให้มาลีวัลย์? 

หัวใจดวงน้อยคล้ายถูกเขย่าและเขาก็เริ่มเพ้อฝัน หากว่าสักวันคุณเขายิ้มให้แบบนี้บ้างคงดี 

“น่ารักมาก” 

ความอบอุ่นอ่อนโยนเริ่มปรากฏฉายชัดในดวงตาที่เคยเย็นชาและไร้อารมณ์ทำให้อินทรชิตเผลอยิ้มตาม ในกาลก่อน เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้จากอีกฝ่ายเลยสักครั้ง 

แต่วันนี้ อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ..กลับได้เห็น 

ดูเหมือนคุณพฤกษ์เองก็คิดจะเปลี่ยนแปลงอดีตเหมือนกับเขาสินะ 

“เข้าบ้านเถอะ ฉันอยากอาบน้ำ” คุณเขาว่าพลางเดินนำเข้าไปก่อน มาลีวัลย์ยิ้มแป้นก่อนจะหันมาหาเขา อินทรชิตมองน้อง กำลังจะพูดถามไถ่ แต่ทว่า.. 

 

หลังจากจามออกไป เด็กหนุ่มรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างน่าตกใจ เขาเงยหน้าขึ้นและพบว่ามาลีวัลย์ทำกรงกระต่ายตกลงบนพื้น นั่นไม่น่าแปลกใจเท่ากับสีหน้าซีดเผือดของคุณพฤกษ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ 

“มี ..อะไรหรือครับ” เขาถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจนัก ในใจหวั่นเกรงไปสารพัดว่าตนเองทำอะไรผิดไป หรือเพราะเสียงจามเมื่อครู่อาจจะทำให้คุณพฤกษ์นึกรังเกียจขึ้นมาหรือเปล่า? 

ฉับพลัน อินทรชิตก็รู้สึกเหมือนน้ำมูกกำลังไหลออกมาอย่างรวดเร็ว เขาห้ามมันไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำไม่ได้และไม่รู้ว่าทำไมถึงสูดกลับเข้าไปไม่ได้ด้วย เด็กหนุ่มกลัวว่าคนที่มองอยู่อย่างคุณพฤกษ์จะรังเกียจหรือขยะแขยงจึงรีบยกมือขึ้นมาเช็ดอย่างรวดเร็ว 

อินทรชิตเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่าของเหลวที่ไหลออกมา ..มันไม่ใช่น้ำมูกแต่เป็นเลือด! 

‘มิน่าล่ะ ..คุณพฤกษ์ถึงหน้าซีดขนาดนั้น คุณคงกลัวเลือดมาก ให้ตายสิ นี่มันแย่มาก’ 

เขาคร่ำครวญในใจและนึกโทษตนเองที่ทำให้คุณเขาเห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น 

“ขอโทษครับ” อินทรชิตเสียงสั่น เด็กหนุ่มละล้าละลังเบือนหน้าหนีก่อนจะแหงนหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้เลือดกำเดามันไหลออกมามากกว่านี้ 

“พี่ ..พี่อินทร์คะ” มาลีวัลย์ทิ้งให้กรงกระต่ายนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น นาทีนี้เธอไม่สนใจเจ้าจูดี้อีกแล้ว เด็กน้อยตัวสั่นขณะกำชายเสื้อนักเรียนของพี่ชายไว้แน่น 

“อะ ไอ้เด็กโง่เอ๊ย! ” ร่างโปร่งก้าวฉับ ๆ มาหาเขา คุณพฤกษ์ด่าเด็กหนุ่มทั้งที่ตนเองก็เสียงสั่นระริกเพราะความหวาดกลัวส่วนตัว 

“กำเดาไหลใครเขาสอนให้เงยหน้า! แกอยากสำลักเลือดตายหรือยังไง!! ก้ม–ลง–ไป! ” 

คุณพฤกษ์ว่าก่อนจะใช้ฝ่ามือจับใบหน้าของเขาให้ก้มลงต่ำเล็กน้อย วินาทีที่นิ้วมืออ่อนนุ่มสัมผัสเข้ากับแก้มนั้น อินทรชิตหัวใจหยุดนิ่งสนิท เขาเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกมาจากร่าง รู้สึกราวกับล่องลอยอยู่ในมวลหมู่เมฆและหลงลืมไปชั่วขณะว่าตนเองกำลังอาการแย่ 

เด็กหนุ่มเคลิ้มฝัน คุณพฤกษ์ ..ดวงตาสวยจัง ผิวก็ขาวเนียนผุดผ่องและดูเหมือนแก้มของคุณเขา ..จะนุ่มมาก 

“มะ มองหน้าฉันทำไม” คุณพฤกษ์ทำหน้าเหยเก 

“ก้มลงไปซี่! ” ก่อนจะพูดเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความกลัวของตนเอง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว