ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 19

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 363

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2564 01:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 19
แบบอักษร

00 19

 

“ยิ้มอะไรอ่ะอินทร์” 

อินทรชิตหันกลับมามองเพื่อน เด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านแต่ตัวสูงคนนี้ชื่อเปรม เปรมเป็นเพื่อนในห้องที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับเขาแต่ก็ไม่ได้เรียกว่าเป็นเพื่อนที่สนิทสนมมากนัก ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งพักเบรกอยู่หน้าห้องเรียนหลังจากที่สอบสองวิชาแรกผ่านไป 

“เปล่า” เด็กหนุ่มพูดแต่ทว่ายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า 

“เปล่าอะไรก็เห็นยังยิ้ม เอ๊.. หรือว่าเพราะเด็กห้องสามคนนั้นหรือเปล่า โถ่ เพื่อนอินทร์กำลังมีความรักนี่เอง” 

“มีแน่แต่ไม่ใช่กับลูกหว้า ที่คุยกันบ่อยเพราะไปแข่งทักษะด้วยกันต่างหาก” อินทรชิตตอบ 

“แต่ลูกหว้าชอบแกนะเราว่า” 

“แต่เราไม่ชอบลูกหว้า” 

“มีเหตุผลอะไรถึงไม่ชอบ ใคร ๆ ก็ชอบเขาทั้งนั้น เราก็ยังชอบเลย ลูกหว้าทั้งสวย ทั้งน่ารัก เรียนก็เก่ง” 

“เหตุผลหรือ” เขาหันมามองเพื่อน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ชอบเด็ก” 

“เด็ก? ลูกหว้าอายุเท่าเรานี่” 

อินทรชิตสะดุ้งโหยงก่อนกลบเกลื่อน 

“อ๋อ! หมายถึงเขาดูเด็ก ๆ ใส ๆ ไง เราไม่ชอบแบบนั้น” 

“แล้วอินทร์ชอบแบบไหน” เปรมหรี่ตาคม ๆ มองเพื่อนอย่างมีเลศนัย ในขณะที่อินทรชิตวางมือแนบลงบนอกซ้าย จะพูดให้ถูกคือวางลงบนกระเป๋าเสื้อ ข้างในนั้นมีมะลิลาดอกน้อยที่คุณพฤกษ์ให้มาเมื่อเช้านี้ 

“เราชอบผู้ชาย” 

“ห๊ะ!!! ” เปรมถอยหวืดจนหลังติดเสา หน้าตาตกอกตกใจราวกับเห็นผี อินทรชิตเอียงคอมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัยก่อนเสียงทุ้มจะพูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย 

“อย่าทำแบบนั้น” เด็กหนุ่มถอนใจ “เราชอบผู้ชายก็จริงแต่ไม่ได้ชอบผู้ชายทุกคนที่เห็นหรอกนะ เปรมอย่ามองเราด้วยสายตาหวาดระแวงแบบนั้นสิ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ เปรมกำลังทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกรังเกียจ มันน่าหดหู่นะ” 

“ขะ ขอโทษ..” เปรมหน้าเสีย “เราไม่ได้รังเกียจนะ แต่แค่ตกใจมากไปหน่อย” 

เด็กหนุ่มหัวเราะเจื่อนก่อนจะเขยิบเข้าไปใกล้ ๆ และพูดว่า 

“ชอบผู้ชาย งี้แสดงว่าเป็นตุ๊ดถูกไหม” 

“ผิด” 

“เอ๊า” 

“เราไม่ได้สาวหวานนะ” 

“งั้นเกย์” 

“ถูก” 

“โห ..ผู้หญิงทั้งโรงเรียนคงร้องไห้” 

“ร้องไห้ทำไม” 

“เอ้านี่ไม่รู้หรือว่าอินทร์ฮอต? ” 

เขาชี้หน้า “เราเนี่ยนะ ..ฮอต? ” 

เปรมพยักหน้าตอบ “นึกว่ารู้ตัวแล้วเสียอีก” 

อินทรชิตแก้มเกา พึมพำกับตนเองเบา ๆ “ไม่ยักจะจำได้เลยว่าตอนมัธยมเป็นคนฮอต หรือเราไม่เคยสนใจ” 

“เคยเข้าไปดูเพจโรงเรียนไหม” 

“เราไม่เล่นโซเชียล” 

เด็กหนุ่มย่นคิ้วอย่างประหลาดใจ อินทรชิตจึงอธิบายซ้ำ 

“มีเฟสบุ๊คแต่ไม่เคยเล่น สมัครไว้ติดต่อกับส่งงานเฉย ๆ ” 

เปรมหัวเราะ “ถึงว่าละไม่เห็นออนไลน์เลย” 

“ถ้ามีธุระด่วนโทรมาเลยง่ายกว่า ว่าแต่พูดถึงเพจโรงเรียนทำไม มันมีอะไรงั้นหรือ” 

“มีสิ” เด็กหนุ่มยักไหล่ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้เขา “เพจโรงเรียนชอบถ่ายเด็กหน้าตาดีลงบ่อย ๆ น่ะ ถ้าคนไหนถ่ายลงเยอะก็จะทำอัลบั้มของคนนั้น พวกป๊อบ ๆ อย่างวงดุริยางค์หรือนักกีฬาโดนหมดทุกคน แต่ก็ดูชอบกันนะเพราะบางคนก็ดังเป็นเน็ตไอดอลไปเลย ดูสิ นี่รูปอินทร์ตอนถือพานไหว้ครูไง ไลค์ตั้งห้าพันแหน่ะ อันนี้รูปล่าสุด ตอนเล่นบาสเมื่อวาน โห แชร์ไปเกือบหมื่น! ” 

“อ้อ มิน่า.. คนขอเป็นเพื่อนเกือบพัน” เด็กหนุ่มอุทานก่อนจะดูรูปถ่ายของตนเองที่โชว์หราอยู่ในจอ มันเป็นรูปที่เขาใส่ชุดนักเรียนชายเสื้อหลุดลุ่ย เหงื่อกาฬท่วมตัวกำลังเล่นบาสเกตบอลในสนามเมื่อวานตอนเย็น 

อินทรชิตกดเข้าไปอ่านคอมเมนต์ทันที 

สุขาวดี ใสสะอาด 

น้ำเดินเลยจร้า ??’???’? 

‘ฉิบหาย..’ เด็กหนุ่มตาถลน ‘น้ำ!—อะ!—ไร!’ 

Kittiya Kat 

งื้อออ อยากดมเหงื่อน้อง 

Nam neeraya 

การเงินมีปัญหาใส่ชุดนักเรียนมาหาพี่นะคะ ??’ 

ป๋ากร แปดนิ้ว 

คาชุด ???????? 

อีก 653 ความคิดเห็น… 

“ขยะแขยงมาก” เป็นคำพูดเดียวที่เขาพูดขึ้นหลังจากที่ส่งโทรศัพท์คืนให้กับเปรม อีกฝ่ายรับมาก่อนจะก้มลงดูหน้าจอ 

“ทำไมหรือ” 

“ดูความเห็นพวกนั้นสิ เปรมไม่รู้สึกเหมือนถูกคุกคามบ้างหรือ” 

“ไม่นะ” เปรมก้มอ่านอีกครั้ง “อ่า ..คุกคามจริงด้วย” 

“ใช่ไหมล่ะ” 

“แต่มันไม่เห็นจะมีอะไร ก็แค่ข้อความเท่านั้นแหละ ” 

“ก็เพราะมันเป็นแค่ข้อความไงถึงได้น่ากลัว” 

“เอาน่า เราเป็นผู้ชาย” เปรมตบบ่า “ไม่ได้เสียหายเหมือนผู้หญิงเสียหน่อย” 

“ห๊ะ” เขาฉุนเฉียว “จะชายหรือหญิงมันก็เสียหายทั้งนั้น เปรมชอบหรือถูกคนอื่นมองเป็นแค่วัตถุทางเพศ ชอบหรือถูกคนในเน็ตใช้ข้อความสำเร็จความใคร่น่ะ” 

“ไม่มีใครชอบ เราก็ไม่ชอบ” เด็กหนุ่มพูดเสียงเบาหวิว “แต่มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วนี่ อินทร์เลื่อนดูรูปพี่มอหกสิ เห็นไหม มีแต่คอมเมนต์พวกนี้ทั้งนั้น เน็ตไอดอลดาราดัง ๆ เจอเรื่องพวกนี้แทบเป็นปกติเสียด้วยซ้ำ เราแค่พูดไปตามที่เห็น ใจเย็น ๆ อย่าโมโหนักซี่” 

“ไม่ได้โมโห แค่ไม่ชอบที่ทำเหมือนเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ เปรมชิน คนอื่นชินแต่ไม่ได้แปลว่าเราจะชินด้วยนะ” 

“อ่า ๆ ขอโทษ ๆ อย่าโกรธกันเลยนะ เราผิดเองแหละ ทีหลังจะระวังคำพูดมากกว่านี้แล้วกัน” อินทรชิตอยากจะพูดซ้ำให้เพื่อนเข้าใจอย่างถ่องแท้แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะพูดขอโทษเพียงเพื่อตัดรำคาญก็เท่านั้น เด็กหนุ่มจึงคิดว่าหากยังต่อความยาวสาวความยืดอีกมีหวังคงได้ผิดใจกับเปรมเป็นแน่ ดังนั้นแล้วเขาจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ เปรมเองก็ดูจะหมดอารมณ์ชวนเขาคุยเช่นเดียวกัน 

“นี่..” เขาพูดขึ้นหลังจากที่เงียบไปได้แค่สามวินาที 

“ว่าไง” 

“ปกติใครเป็นคนลงรูปในเพจ.. พวกรูปคิ้วท์บอยอะ” 

“อ๋อ” เปรมคลายความอึดอัดลง พูดอย่างร่าเริงว่า 

“พวกสภานักเรียนน่ะ ถามทำไมหรือ” 

“อืม ไม่มีอะไรหรอก แค่จะไปบอกให้เขาลบรูปเราที่อยู่ในเพจออก” 

“เอ๋า..” เด็กหนุ่มร้อง “ไหงงั้น เสียดายยอดไลค์แย่” 

“ก็เราไม่ชอบ อีกอย่างเขาเอารูปเราไปลงโดยไม่ได้ขออนุญาตนะ” 

“เอ๊ย! นั่นเพจโรงเรียน” 

“ใครสน” อินทรชิตยิ้ม “เพจโรงเรียนก็ต้องขอสิ” 

พูดจบเด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนโดยพลัน ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก็พบว่าเวลาพักเบรกเหลืออีกราว ๆ สิบห้านาทีก่อนจะสอบวิชาสุดท้ายในช่วงเช้า 

“ไปนะ” 

“เดี๋ยว—” 

 

อินทรชิตเดินตรงดิ่งมาที่บันไดเพื่อที่จะลงไปด้านล่างเนื่องด้วยห้องสภานักเรียนอยู่อีกตึกหนึ่ง ในระหว่างทางเดินนั้นเขาได้ยินเสียงร้องดังมาจากห้องน้ำ 

“ฮืออออออออ” 

อินทรชิตหยุดนิ่งพลางหันไปมองทางห้องน้ำด้วยความสงสัย เสียงร้องไห้ฮือดังขึ้นเป็นระลอกสลับกับเสียงสะอื้นรุนแรง หากฟังให้ดีจะรู้ว่าเสียงนั้นอยู่ในห้องน้ำของผู้หญิง มีนักเรียนบางคนกำลังอยู่ในนั้นแน่นอน เด็กหนุ่มชั่งใจว่าควรเข้าไปถามไถ่ดีหรือไม่เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงกำลังเดือดร้อนอยู่ แต่อีกใจก็หวาดหวั่น กลัวจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าเขามีจุดประสงค์ร้ายแอบแฝง 

“ฮือ.. ชะ ช่วยด้วย มีใครอยู่ข้างนอกไหมคะ” 

ร่างโปร่งถอนหายใจยาวเหยียด อินทรชิตตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปในห้องน้ำผู้หญิงทันที ทั่วทั้งบริเวณเงียบสนิท ไม่มีใครเข้ามาใช้ห้องน้ำแถมเวลานี้เป็นช่วงสอบ นักเรียนส่วนมากคงเลือกเอาเวลาพักเบรกไปอ่านทบทวนหนังสือก่อนสอบวิชาต่อไปแทนที่จะไปห้องน้ำหรือไปทำธุระส่วนตัว 

“มีใครอยู่ไหมคะ? ” ต้นเสียงมาจากห้องน้ำห้องที่สี่ อินทรชิตหยุดยืนอยู่หน้าประตูเล็ก ๆ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ จนสุดปอด เสียงทุ้มเอ่ย 

“สวัสดี นั่นใคร พอดีเราได้ยินเสียงร้องเลยเข้ามาดู” 

เสียงด้านในเงียบหายไปทันทีที่เขาพูด อินทรชิตคิดว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกว่าตนเองกำลังไม่ปลอดภัยจึงรีบแสดงความบริสุทธิ์ใจทันที 

“เราไม่ได้จะทำอะไรนะสาบานได้ แค่ได้ยินเสียงร้อง เราชื่ออินทร์ อยู่มอสามทับหนึ่งห้องครูสุชาดา” 

“อินทร์หรือ!? ” เสียงใสปนสะอื้นร้องดีใจ อินทรชิตขมวดคิ้ว ถามว่า 

“ใช่ แล้วนั่นใคร เป็นอะไรไหม” 

“เราลูกหว้าไง ลูกหว้า มอสามทับสองห้องครูราตรี! ” 

“ลูกหว้านี่เอง” เขาถอนหายใจโล่งอก “โอเคนะ” 

“ไม่เลย ระ เราจะตายอยู่แล้ว ฮือ ฮึก.. ดีใจที่อินทร์ผ่านมานะ เราอยู่ในนี้มาเป็นชั่วโมงแล้วอะ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีใคนได้ยิน ฮื่ออ สอบวิชาที่สองไม่ทันด้วย ทำไงดี” 

“ใจเย็น ๆ ” เขาปลอบ “ประตูเปิดไม่ได้หรือยังไง” 

“เปล่า ไม่ใช่ประตู” 

“อ้าว แล้วอะไรล่ะ” 

ลูกหว้าสะอื้น “ยะ อย่าบอกใครนะอินทร์ เราอาย.. สัญญานะ” 

“อือ” เด็กหนุ่มครางรับพลางเอาหูแนบประตู “สัญญา” 

อีกฝ่ายเงียบไปอีกครั้ง ต่อมาจึงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า 

“ประจำเดือนเรามา” 

“...” 

“มาแบบกะทันหันมาก เราปวดท้องเลยขอครูมาเข้าห้องน้ำ ฮึก.. แต่ตอนนี้เราออกไปไม่ได้ ฮือ อินทร์เข้าใจเราไหม เราขยับไปไหนไม่ได้เลย เรากลัวว่ามันจะ.. ฮือ” 

“ใจเย็น ๆ ก่อนลูกหว้า” อินทรชิตอยากจะบอกว่าเขาไม่เข้าใจความรู้สึกเวลามีประจำเดือนของผู้หญิงหรอกเพราะเขาเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง แต่เท่าที่ฟังดูจากน้ำเสียงของลูกหว้าทำให้เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายคงใช้ชีวิตในเวลามีประจำเดือนอย่างยากลำบากเป็นแน่ เห็นอย่างนี้ก็ทำให้เด็กหนุ่มนึกไปถึงมาลีวัลย์และคิดว่าอีกไม่นานน้องสาวของเขาคงต้องเจอเรื่องแย่ ๆ แบบนี้ในสักวันเหมือนกัน 

“ลูกหว้าต้องการอะไร? ผ้าอนามัยหรือเปล่า? ” 

อินทรชิตถามขึ้นมาตรง ๆ อย่างไม่นึกอายหรือมีศักดิ์ศรีความเป็นชายมาค้ำคอ 

“อื้อ! ” ลูกหว้าสะอื้นไปตอบไป “ยะ ..อยากได้ผ้าอนามัยกับยาแก้ปวดด้วย” 

“งั้นรอก่อนนะ เดี๋ยวเรามา เอ่อ แล้วยาเนี่ย ยาพาราได้ใช่ไหม” 

“พอนสแตน” เสียงใสเอ่ย “ที่ ..ที่ห้องพยาบาลน่าจะมี” 

“โอเค” 

สุดท้ายแล้วอินทรชิตก็มาเข้าสอบวิชาที่สามสายไปเกือบสิบนาทีแถมยังไม่ได้ไปที่ห้องสภานักเรียนอย่างที่ตั้งใจอีกด้วย เป็นโชคดีที่คุณครูราตรี (คุณครูประจำชั้นของลูกหว้า) เป็นผู้คุมสอบ เขาจึงอธิบายเรื่องราวให้อีกฝ่ายฟังว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้สามารถกลับไปเข้าสอบต่อได้อย่างเฉียดฉิว 

เย็นวันนั้นเองที่เรื่องของเขากับลูกหว้าลือกันไปทั่วทั้งมอสาม อินทรชิตไม่รู้ว่าใครเป็นคนเต้าข่าว แต่รู้แน่ชัดว่าลูกหว้าเป็นคนเล่าให้เพื่อนของตนฟัง ข่าวลือมักมีความจริงแค่กึ่งหนึ่ง นอกนั้นคือการสุมไฟของคนที่บอกปากต่อปากจนเรื่องจริงกลายเป็นเรื่องที่ถูกบิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง 

อย่างเช่น.. 

‘อินทร์ห้องหนึ่งเป็นแฟนกับลูกหว้าห้องสอง’ 

‘กรี๊ดดดไม่จริง แก เราไม่ยอม ฮื่ออออ’ 

‘เราว่าน่าจะจริง สองคนนี้คุยกันบ่อย 

‘น่ารักเนาะ ไปซื้อผ้าอนามัยให้แฟนด้วยอะ’ 

‘จริง’ 

จริงแค่เรื่องผ้าอนามัยเรื่องเดียวเท่านั้นแหละ! 

“สอบยากหรือคะ มะลิเห็นถอนหายใจตั้งแต่อยู่โรงเรียน” 

“เปล่า” เขาหันมาลูบหัวน้อง “เราล่ะเป็นไง” 

“ยาก” พงพีที่นั่งอยู่ด้านหน้าพูดขึ้น เด็กชายหันมาเกาะเบาะมองพวกเขาตาละห้อยดูน่าสงสาร 

“ยากแล้วทำได้ไหม” 

“น่าจะได้มั้ง ไม่รู้สิ พีร์กาข้อหนึ่ง พอออกมาคุยกับเพื่อน เพื่อนก็กาอีกข้อหนึ่ง สับสนไปหมด ไม่รู้อันไหนถูกไหนผิด” 

“มั่นใจหน่อย” อินทรชิตตีหน้าผากพงพีไปทีด้วยความหมั่นไส้ 

“มะลิทำได้นะคะ ข้อสอบง่ายมาก” มาลีวัลย์หัวเราะ อินทรชิตจึงหันมาพูด 

“เมื่อเช้าพี่คุยกับคุณพฤกษ์แล้วนะคะ” 

เด็กหญิงค่อย ๆ หุบยิ้มลงก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสีหน้าตื่นเต้นปนประหม่า ดวงตากลมโตจับจ้องพี่ชายอย่างคาดหวัง 

“คุณพฤกษ์ไม่ได้พูดอะไร แต่พี่ว่าเขารับรู้แล้วค่ะ สอบวันสุดท้ายเสร็จก็เข้าไปคุยดูนะคะ” 

“ค่า..” น้องรับเสียงเบาหวิว สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง พงพีเลิกคิ้วมองเขาเหมือนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมมาลีวัลย์ถึงหงอยแบบนี้ อินทรชิตไม่ตอบอะไรเพราะกลัวน้องจะหงอยหนักกว่าเก่าจึงทำได้แค่ยักไหล่ ทั้งสามจึงนั่งเงียบมาตลอดทางกลับบ้าน 

“ฮัดชิ่ว! ” อินทรชิตจามออกมาแรง ๆ ทันทีที่ลงมาจากรถตู้ ดูเหมือนกลิ่นต้นตีนเป็ดจะแรงขึ้นกว่าเมื่อเช้าเล็กน้อย เด็กหนุ่มถูจมูกไปมาพลางเดินถือกระเป๋าเข้าไปในคฤหาสน์ 

“ปวดหัว อยากแหวะ” พงพีว่าขณะที่เดินข้างน้องสาว 

“อื้อ ฉุนดอกตีนเป็ดเนาะ” 

“อยากให้โค่นทิ้งจัง” 

“ไม่ได้หรอก” อินทรชิตหยุดเดิน เขาหันซ้ายหันขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงกระซิบบอกน้อง ๆ 

“ของคุณพฤกษ์” 

พงพียู่ปาก “แต่คุณพ่อเป็นเจ้าของบ้านนะ เอาอย่างนี้ดีไหม” และหันมาหาน้องสาวที่ยืนตาแป๋ว 

“มะลิไปอ้อนคุณพ่อสิ อ้อนนิด ๆ หน่อย ๆ คุณพ่อก็ตามใจเราแล้ว” 

“อ้อนทำไมคะ” 

“เอ้า! ก็ให้โค่นไอ้ตีนเหม็น ๆ นั่นทิ้งไปไง” 

“ตีนเป็ด! ” อินทรชิตฟาดมือลงบนต้นแขนน้อง “ทำไมไม่ไปอ้อนเองล่ะ ..ทีเรื่องอย่างนี้ล่ะฉลาด” 

“โหยยพี่อินทร์” 

“อีกอย่างนะ ถึงจะอ้อนยังไงคุณลุงก็ไม่กล้าไปแตะเรื่องของคุณพฤกษ์หรอกนะ พีร์ก็รู้นี่ว่าบ้านนี้ใครเป็นใหญ่ที่สุด” 

พงพีคว่ำปาก พูดเสียงหงอย ๆ “คุณพฤกษ์…” 

“พฤกษ์ทำไมหรือ” 

เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางบนสนทนาของพวกเขา เด็กทั้งสามหันขวับไปมองยังต้นเสียงเป็นตาเดียว ตรงชานพักบันไดปรากฏชายร่างสูงดูมีอายุเดินลงพร้อมตัวบอร์ดี้การ์ดชุดดำท่าทางหยาบกร้านสองคน 

เจ้าของบ้านที่แท้จริงกลับมาแล้ว 

“คุณพ่ออออออออออออออออ” มาลีวัลย์เป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพ่อ พนาย่อตัวลงนั่งก่อนจะอ้าแขนรับลูกสาวคนเล็กเข้ามากอดด้วยความคิดถึง 

“ว่าไง มะลิดอกน้อยของพ่อ” 

พงพีถลาเข้ามาเข้ากอดเขาอีกคนก่อนจะผละออกมาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง 

“เป็นอะไรน่ะพีร์ ไม่ดีใจที่พ่อกลับมาหรือเจ้าแสบ” 

“ดีใจครับ แต่ว่าพีร์กลุ้มเรื่องอื่นเฉย ๆ ” 

“หื้ม..” พนาลากเสียงยาวก่อนจะหันไปหาอินทรชิตเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าเด็กหนุ่มกลับเอาแต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ซ้ำยังตาเบิกโพลงและมีสีหน้าย่ำแย่ 

“อินทร์” เขาเรียกแต่อินทรชิตไม่ขยับตัวเลยคล้ายกับว่าเสียงของเขาส่งไปไม่ถึง “อินทร์! ” 

เด็กหนุ่มกระพริบตา “ห๊ะ.. คะ ครับ” 

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังมึนงง พนาจึงหัวเราะร่วน เขากวักมือเรียกอินทรชิตให้เข้ามาหาอย่างใจดี 

“มานี่เจ้าอินทร์” 

“สวัสดีครับคุณลุง” เด็กหนุ่มยกมือไหว้ ท่าทีสั่น ๆ 

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกพ่อ” 

อินทรชิตยิ้มเฝื่อนก่อนจะเข้าไปยืนใกล้ พนาที่หอมลูกสาวซ้ายกอดลูกชายขวาจนสมรักแล้วจึงยืนขึ้น ร่างสูงหันมาหาลูกชายบุญธรรม 

“กอดไหม? ” 

อินทรชิตส่ายหน้า เขาจึงเร้าหรือ “เถอะน่า มาเร็วหลานรัก” 

‘หลานรัก’ สิ้นคำนั้นร่างโปร่งก็ถูกพนาดึงเข้าไปกอด ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งกดศีรษะอินทรชิตให้ซบลงตรงบ่า อีกข้างลูบแผ่นหลังปลอบโยนเพียงแผ่วเบา มาลีวัลย์และพงพีที่เห็นดังนั้นจึงพากันไปกอดเอวผู้เป็นพ่อและพี่ชายบุญธรรม กลายเป็นกอดกันกลมสี่คนพ่อลูก ทำเอาบอร์ดี้การ์ดที่ยืนอยู่หันมาอมยิ้มให้กัน 

เสียงรถยนต์ดังขึ้นและดับลงพร้อมกับร่างโปร่งของพฤกษ์ที่เดินเข้ามาในห้องโถง เด็ก ๆ ผละตัวออกจากผู้เป็นพ่อโดยทันทีเพื่อหลีกทางให้ลูกชายคนโตของวัฒนารายณ์ 

“ลูกรัก” พนาอ้าแขนและทำทีจะเดินเข้าไปใกล้ พฤกษ์ที่เห็นดังนั้นจึงหยุดยืนนิ่งอย่างฉับพลัน พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงฉะฉานว่า 

“อย่าเข้ามาใกล้ผม! ” 

พนากระซิก “ใจร้าย” 

อินทรชิตหันไปมองร่างโปร่ง สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจากดวงตาที่เคยเรียบเฉยแต่ตอนนี้กลับเบิกกว้างและกิริยาที่ดูประหลาดใจเกินกว่าเหตุกับการได้เจอกับผู้เป็นพ่อ 

หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นรัว เขากลืนน้ำลายลงคอขณะที่เฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้า 

“ขอโทษ” ราวกับเพิ่งได้สติ พฤกษ์จึงพูดทักทายผู้เป็นพ่ออีกครั้ง “กลับมาไม่เห็นบอกกันบ้างเลยล่ะครับ” 

“อยากจะเซอร์ไพรส์ เป็นไง? ตกใจไหม? ” 

“หัวใจจะวาย” พฤกษ์ยกมือกุมอกแต่สีหน้ากลับเรียบเฉยไร้อารมณ์ 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อน พอดีลืมงานเอาไว้” 

“เดี๋ยวสิ” พนาไล่หลังลูกชายที่วิ่งขึ้นบันไดผ่านหน้า พฤกษ์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามอง “กลับมาให้ทันมื้อเย็นด้วย” 

ร่างโปร่งสูดหายใจลึก “ก็ได้ แต่ไม่สัญญานะครับว่าจะทัน” 

 

 

“เพราะเรื่องนี้หรือคุณถึงมาขอค้างคืนที่ห้องผม? ” 

ฉัตรตะวันถามเพื่อนสนิทที่นอนแผ่อยู่บนโซฟาทันทีที่มาถึง 

“จริงด้วย” พฤกษ์ผงกหัวขึ้นทำราวกับไม่ได้ยินคำถามเมื่อครู่ “คีย์การ์ดสำรองยังอยู่ที่ผมนะ” 

“เก็บเอาไว้เถอะ เผื่อวันไหนคุณไม่มีที่ไปแบบวันนี้จะได้นึกถึงผมเป็นคนแรก” 

เขาหรี่ตาลง “ใจดีจริงนะ” 

ฉัตรตะวันหัวเราะ “แน่นอน” 

พฤกษ์เหยียดยิ้มให้ชายหนุ่มก่อนจะล้มตัวลงนอนราบบนโซฟาโดยที่เจ้าของห้องนั่งพิงอยู่บนพื้นใกล้ ๆ กัน 

“คุณลุงสบายดีหรือ” เสียงทุ้มพูด 

“ไปดูเอาเองสิ” 

“โธ่ ผมถามคุณอยู่นะ” 

พฤกษ์ถอนหายใจยาวเหยียด ตอบว่า 

“ก็ดี แข็งแรงดี” 

“ดูคุณไม่อยากพูดถึง” 

“ผมไม่ค่อยสนิทกับท่าน” เขาขยับตัวจากนอนหงายเป็นตะแคงข้างหันหน้าออกข้างนอก 

“เรื่องคุณแม่น่ะ ไม่ค่อยอยากพูดถึง” 

“คุณพฤกษ์เกลียดคุณลุงหรือ” 

พฤกษ์ครางรับในคอ “เกลียดมาก” 

“ผมก็พอรู้” 

“แต่ตอนนี้ไม่ได้เกลียดเท่าแต่ก่อน พอโตแล้วต่างคสก็สนใจอย่างอื่น ผมเอาแต่เรียน คุณพ่อก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน เพราะอยู่ทีไรก็ปวดหัวเรื่องลูก หลัง ๆ เลยเทียวไปเทียวมาตามใจตัวเอง ..กลายเป็นว่าเราเลยไม่สนิทกันเท่าตอนเด็ก ๆ แต่มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ ผมไม่ได้รู้สึกขาดความอบอุ่นหรือเป็นเด็กมีปัญหาเสียด้วย รู้สึกเฉย ๆ มากกว่า” 

“ดีแล้ว” ฉัตรตะวันเอี่ยวหน้ามอง ยกมือข้างหนึ่งลูบศีรษะเขาอย่างแผ่วเบา “เพราะผมไม่อยากให้คุณรู้สึกเหมือนตัวคนเดียว” 

“คนเราเกิดมาก็ตัวคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว” 

“ผมหมายถึงชีวิตระหว่างทางต่างหาก” 

“....” 

“สักวันเราก็ต้องมีใครสักคน อาจจะใช่หรือไม่ใช่คนรักก็ได้ อาจจะเป็นอย่างอื่น คนที่หันมาก็เจอ คนที่ไม่ไปไหน คนที่อยู่ข้าง ๆ ” 

พฤกษ์หัวเราะน้อย ๆ “ก็คุณฉัตรไง” 

“คุณพฤกษ์ด้วย” 

จู่ ๆ เสียงหัวเราะก็เงียบลงเมื่อฉัตรตะวันจับจ้องเข้าไปในดวงตาของเขาราวกับกำลังค้นหาคำตอบอะไรบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจรู้ กว่าจะรู้ตัว ใบหน้าของคนทั้งสองก็ใกล้ชิดกันเสียจนไม่เหลือพื้นที่ว่างให้หายใจ พฤกษ์สัมผัสถึงสันจมูกที่คลอเคลีย เสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นรัว รวมไปถึงลมหายใจอุ่นร้อนกำลังเป่ารดผิวแก้มและ 

ริมฝีปาก… 

“คุณไม่ควรทำแบบนี้” พฤกษ์พูดเสียงเรียบทว่าไม่ได้ขยับตัวหนี เขาพูดต่อไปว่า “คุณฉัตร ผมว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ” 

“ก็แค่จูบ” 

“มันจะไม่จบที่จูบ” 

“ใครสน? เซ็กส์ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกเสียหน่อยนี่ครับ” 

“แน่ใจหรือว่าจะไม่ถลำลึก? ” 

ฉัตรตะวันยื่นหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะทาบริมฝีปากตนเองลงริมฝีปากนุ่มของเพื่อนสนิทเบา ๆ 

“พรุ่งนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” 

ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทว่าแววตากลับดำมืดกว่าทุกครั้งที่พฤกษ์เคยเห็น 

 

 

“ฮัดชิ่ว! ” ทันทีที่เดินลงยังมาชั้นล่าง พนาก็หลุดจามออกมาเพราะกลิ่นฉุนของดอกตีนเป็ดที่ลอยเข้ามาภายในบ้าน ชายหนุ่มสูดน้ำมูกก่อนจะมองหาต้นตอ นั่นปะไร เขาเห็นลูกสาวคนเล็กยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ ชะเง้อซ้ายชะแง้ขวา ท่าทางราวกับกำลังคอยใครอยู่ 

“นั่นเขาคอยใครหรือเมียม” พนาถามป้าเมียมที่เดินถือถาดอาหารผ่านมาพอดี ป้าเมียมหันไปมองที่ประตู เธอร้องอ้อขึ้นมาและพูด 

“สงสัยจะรอคุณพฤกษ์น่ะค่ะ” 

“หือ? ” เขาอุทาน “ฉันไม่อยู่เดี๋ยวเดียวเกิดอะไรขึ้น” 

“หลายอย่างเลยล่ะค่ะ” ป้าเมียมหัวเราะ “บางเรื่องแม่พลอยคงเล่าให้ท่านทราบแล้ววันนี้” 

“อือฮึ งั้นเรื่องที่เจ้าพฤกษ์ผีออกคงจะเป็นเรื่องจริงสิท่า” 

“จริงแท้แน่นอนค่ะ” 

พนาพยักหน้าก่อนจะโบกมือให้ป้าเมียมกลับไปทำงาน ชายหนุ่มหายใจฮึดฮัดอยู่หลายทีเพราะรำคาญใจเรื่องกลิ่นต้นตีนเป็ด จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาลูกสาว 

“พี่เขาคงไม่กลับมาแล้วล่ะ” 

มาลีวัลย์หันกลับมามอง พนาตกใจที่เห็นดวงตากลมโตแดงก่ำของลูกสามมีน้ำตาไหลพราก 

“เกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไม” 

เด็กหญิงส่ายหัวดิก ๆ ตอบเสียงเจื้อยแจ้ว 

“เปล่าร้องไห้ค่ะ น้ำตามันไหลตอนมะลิขยี้ตา” 

ร่างสูงย่อตัวลงนั่งเสมอลูก ค่อย ๆ ยกมือเกลี่ยน้ำตาที่เปรอะแก้มนุ่มออกอย่างใจเย็น 

“คุณพฤกษ์ไปไหนหรือคะคุณพ่อ” 

“พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน หนูอยากคุยกับพี่เขาหรือ” 

เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก พนาลูบจึงลูบเส้นผมเพื่อปลอบโยน พูดว่า 

“งั้นเอาอย่างนี้ดีไหม เดี๋ยวพ่อโทรศัพท์หาพี่เขา ถามว่าอยู่ไหน จะกลับมาเมื่อไหร่ ดีไหมคะ? ” 

มาลีวัลย์พยักหน้าหงึกหงักพลางทิ้งตัวลงกอดคอผู้เป็นพ่อ พนาตบหลังลูกปุ ๆ ผละจากออกมาและยิ้ม 

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าขยี้ตา” 

“ก็มันคันนี่คะ น้ำมูกก็ไหลไม่หยุดเลยด้วย มะลิไม่ชอบต้นตีนเป็ด พี่พีร์ก็ด้วย พี่อินทร์ก็เหมือนกันค่ะ” 

“พ่อด้วย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงซึมกะทือและตายซากอย่างถึงที่สุด 

“ช่วยไม่ได้ล่ะนะในเมื่อคุณพฤกษ์เขาชอบ พ่อเองก็สู้อะไรเจ้าลูกชายคนนี้ไม่ได้เสียด้วยสิ เฮ้ออ.. เจริญล่ะทีนี้” ร่างสูงหยัดตัวลุกขึ้นยืน พูดว่า 

“เอาล่ะ ปิดประตูเถอะ พ่อเหม็นต้นตีนเป็ดจะตายอยู่แล้ว” 

 

22:15 น. 

พฤกษ์ถูกปลุกให้ตื่นกลางดึกเพราะเสียงโทรศัพท์ ร่างโปร่งคว้ามันขึ้นมารับสายทั้งที่ยังหลับตาอยู่ 

“ครับ” 

(อยู่ไหน?) พ่อนี่เอง (พ่อโทรหาแกเกือบยี่สิบสายนะพฤกษ์) 

พฤกษ์ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะลืมตาขึ้นในท้ายที่สุด เขาเห็นมิสคอลจำนวนสิบเก้าสายโชว์หราอยู่บนแถบแจ้งเตือน 

“เว่อร์น่า แค่สิบเก้าสายครับ” 

(แกรับสายที่ยี่สิบไง) 

“อือ ๆ ” เขาตัดรำคาญ “ผมอยู่กับคุณฉัตร” 

(ฉัตรตะวันหรือ?) 

“จะฉัตรไหนอีก ผมมีเพื่อนคนเดียวนะ” 

(พ่อไม่เชื่อ) พนาพูด (ไหนเรียกเจ้าฉัตรมาคุย) 

พฤกษ์ดีดตัวลุกขึ้นนั่งในความมืด มือของเขาคลำหาสวิตช์ไฟตรงหัวเตียงก่อนจะเปิดมันขึ้น ฉัตรตะวันยังนอนหลับตัวเปลือยเปล่าอยู่ข้าง ๆ เขาหลังเสร็จกิจ ใบหน้าหล่อขยับเขยื้อนเล็กน้อยเพราะรับรู้ถึงเสียงพูดคุย 

“คุณฉัตร” พฤกษ์โน้มตัวกระซิบ ฉัตรตะวันตื่นเต็มตาทันทีพลางดึงเขาเข้ามากอดแน่น สันจมูกโด่งซุกอยู่ตรงซอกคออุ่นทำให้พฤกษ์รู้สึกจั๊กจี้ เขายกฝ่ามือขึ้นมาดันคางของอีกฝ่ายออกก่อนจะชี้ไปที่โทรศัพท์ 

“คุณพ่ออยากคุยด้วย” 

เท่านั้นแหละ ฉัตรตะวันก็ถอนใจออกมาอย่างแสนเสียดายแต่ก็มิวายยอมรับโทรศัพท์ต่อจากพฤกษ์มาคุยด้วยน้ำเสียงสุภาพต่างจากสีหน้าในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง 

“ครับ สวัสดีครับคุณลุง” 

(โอ้ ฉัตรรึ เป็นไงบ้าง) 

พฤกษ์มองอีกฝ่ายนอนคุยโทรศัพท์ก่อนจะพูดแบบไม่ออกเสียงว่าจะเข้าไปอาบน้ำก่อน จากนั้นจึงลุกออกจากเตียงและตามเก็บเศษซากเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายหล่นอยู่ตามพื้นขึ้นมา ไม่นานนัก ร่างโปร่งก็ออกมาจากในห้องน้ำในสภาพสะอาดสะอ้านปราศจากร่องรอยจากการร่วมรักที่เหนียวเหนอะหนะ 

“เสื้อนักศึกษาคุณยับ” ฉัตรตะวันเอ่ยทักขณะที่เขาเดินผ่านเตียงเพื่อไปหยิบนาฬิกาข้อมือที่ถอดทิ้งไว้ขึ้นมาใส่ 

“เพราะใครล่ะ” 

ต้นเหตุหัวเราะ ร่างสูงหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพันเอวปกปิดส่วนล่างและหยิบแว่นสายตาที่ตกอยู่ขึ้นมาถือ ฉัตรตะวันเดินเข้าไปใกล้ร่างโปร่ง อุ้มอีกฝ่ายตัวลอยหวิวจนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะกระจกก่อนจะจัดแจงสวมแว่นสายตาให้อย่างใจเย็น 

“ไหนว่าจะค้างไงครับ” เขาถามอย่างเว้าวอน 

“ผมขี้เกียจตอบคำถามคุณพ่อ” 

“เอาแต่ใจจริง ๆ ” 

พฤกษ์หัวเราะร่วน มือเรียวยกขึ้นโอบรอบคอแกร่ง 

“ตามใจผมเถอะนะ” 

 

#คุณพฤกษ์รวยมาก 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว