ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 360

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2564 01:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 13
แบบอักษร

00 13

 

ยามเช้าที่อากาศเย็นสบายแต่จิตใจของใครบางคนกลับร้อนรุ่มอยู่ไม่เป็นสุข อินทรชิตในชุดนักเรียนเดินวนไปวนมา สีหน้ากระวนกระวายแถมยังไม่รับประทานอาหารเช้าร่วมกับพี่น้องคนอื่นเหมือนอย่างปกติ เด็กหนุ่มชะโงกหน้าเข้า ๆ ออก ๆ เดินไปมาราวกับหนูติดจั่น คอยพะว้าพะวังถึงใครบางคนที่ไม่กลับมาตั้งแต่เมื่อคืน 

หญิงชราเดินออกมาจากห้องอาหาร เห็นเขายืนมองออกไปยังหน้าบ้านด้วยท่าทีแปลก ๆ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง 

“คุณอินทร์มีอะไรหรือคะ” 

อินทรชิตชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันมอง เมื่อเห็นว่าเป็นคนคุ้นเคยจึงปรี่เข้าไปหา ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า 

“คุณยายครับ คุณพฤกษ์ยังไม่กลับมาอีกหรือครับ” 

แม่พลอยเลิกคิ้ว คล้ายไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มถาม อินทรชิตจึงเร่งเร้า 

“เมื่อคืนคุณพฤกษ์ออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่าไปไหนผมอยู่รอทั้งคืนแต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นเขากลับมาเลย” 

หญิงชราร้องอ้อขึ้นมาในคอคำหนึ่ง ยกมือบีบไหล่เป็นเชิงให้เขาใจเย็นลงสักหน่อยก่อนจะยิ้มน้อย ๆ 

“คุณพฤกษ์เธอโตแล้ว คงดูแลตัวเองได้ คุณอินทร์ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะคะ” 

“จะไม่ให้เป็นห่วงได้อย่างไรครับ กะ เกิดเป็นอะไรขึ้นมาไม่มีใครรู้จะไม่แย่เอาหรือครับ” 

“กังวลเกินเหตุไปแล้ว” เธอตบหลังเด็กหนุ่มปุ ๆ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มว่า 

“อีกอย่าง ยายว่าคุณพฤกษ์เธอคงออกไปเที่ยวกับคุณฉัตรเหมือนทุกทีนั่นแหละ รายนั้นเขาคงจะช่วยดูแลคุณพฤกษ์ได้อย่างแน่นอน” 

อินทรชิตที่ร้อนอยู่ไม่สุขพอได้ยินชื่อนั้นถึงกับหน้าทะมึนลงไปอีก เด็กหนุ่มไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่เฝ้ามองประตูรั้วอันโอ่อ่า รอคอยคุณพฤกษ์ของตนกลับมาเหมือนสุนัขรอคอยเจ้านาย 

 

 

พฤกษ์ขยับเปลือกตาสีขาวมุกเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างอ้อยอิ่ง ความรู้สึกแรกที่รับรู้ได้คือความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาจากช่องทางด้านหลัง ชายหนุ่มราวกับว่าร่างกายถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างไรอย่างนั้น 

ร่างโปร่งสะโอดสะองหยัดตัวขึ้นเล็กน้อยทว่ากลับถูกของหนักบางอย่างพาดทับเอาไว้ทั่วร่าง โลกทัศน์ตรงหน้าดูมึนเบลอ เมื่อยกมือขึ้นแตะที่ดวงตาก็เพิ่งรู้ตัวว่าไม่มีคอนแทคเลนส์อยู่ในเบ้าตาเสียแล้ว พฤกษ์หรี่ตาจนแทบเป็นเส้นตรง พอจะเห็นได้ลาง ๆ ว่ามีแขนแข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามคู่หนึ่งกำลังโอบกอดร่างของตนเองเอาไว้แนบอก เขาแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย มองสิ่งใดไม่เห็นนอกจากปลายคางของผู้ที่กกกอดและลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่าผ่านผิวแก้ม 

ใครกัน.. อ้อ คงจะเป็นฉัตรตะวันกระมัง พฤกษ์คิด 

แต่ 

เดี๋ยว 

“คุณฉัตร! ” พฤกษ์เบิกตากว้าง ผวาตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจก่อนจะถูกความเจ็บจุกจะตีขึ้นมาเป็นระลอกจนต้องนิ่วหน้าสูดปากแทบไม่ทัน 

“เจ็บ ..ทำไมเจ็บอย่างนี้” เขาโอดครวญก่อนจะหันไปมองร่างกำยำที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ พฤกษ์โน้มหน้าลงต่ำเพราะสายตาสั้น จับจ้องอยู่นานจึงรู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นฉัตรตะวันอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด อีกฝ่ายนอนตัวเปล่าเปลือยไม่สวมเสื้อผ้าชิ้นใดไว้บนตัวสักชิ้น เขาก็ด้วย ไม่ใช่แค่ท่อนบน แต่ท่อนล่างก็ไม่ได้อะไรปกปิดไว้เช่นเดียวกัน ความคิดหนึ่งแว่บผ่านเข้ามาในหัวพลันทำให้ใบหน้าซีกหนึ่งกระตุกอย่างรุนแรง พฤกษ์ไม่แปลกใจหรอกหากเมาแล้วตื่นมานอนอยู่ข้างเพื่อนสนิท แต่ที่แปลกใจคือสภาพที่เป็นอยู่และอาการบางอย่างที่หลงเหลือทิ้งไว้ในร่างกายต่างหาก 

เขารู้จักความรู้สึกเหล่านี้ดี ..มันย่อมต้องเป็นผลกระทบจากการมีเซ็กซ์ครั้งแรกไม่ผิดแน่ 

ความหนาวสะท้านเยือกเย็นบังเกิดขึ้นทั่วสรรพางค์กาย พฤกษ์ไม่สามารถทำใจเชื่อได้ว่าตนอาจจะร่วมหลับนอนกับเพื่อนสนิทตนเองไปแล้ว ทว่าความคลุมเครือนั้นถูกฉัตรตะวันทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อร่างกายกำยำพลิกตัวกลับขึ้นมานอนหงาย ผิวเนื้อสีขาวนวลของอีกฝ่ายที่มีรอยขีดข่วนปรากฏทั่วร่างยังไม่น่าหวาดหวั่นเท่ารอยดูดเม้มสีแดงช้ำสามสี่รอยบริเวณซอกคอด้านขวา 

พฤกษ์เหมือนวิญญาณหลุดออกจากกายหยาบไปเสียเดี๋ยวนั้น 

ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างโปร่งจึงค่อย ๆ ยกแขนแข็งแรงที่พาดอยู่บนตัวออกและลุกขึ้นจากเตียง ทว่าทันทีที่เท้าเปลือยสัมผัสกับพื้นห้อง ของเหลวบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในช่องทางด้านหลังก็พร้อมใจกันไหลลู่ลงมาถึงข้อเท้า เขายืนตัวแข็งทื่อไปในบัดดลก่อนจะสูดลมหายใจลึกและค่อย ๆ ก้มลงดูท่อนล่างของตนเอง 

“ไอ้นี่ ..นี่ ..มัน” 

หลักฐานที่ประจักษ์ชัดตรงหน้าทำให้พฤกษ์รู้สึกอยากตายขึ้นมาอีกรอบเสียดื้อ ๆ 

 

แสงแดดที่ลอดผ่านเข้ามาจากรอยแยกของผ้าม่านสีชมพูสดส่งผลให้ชายหนุ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ ภาพแรกที่ฉัตรตะวันเห็นคือฝ้าเพดานราคาถูกสีขาวของม่านรูด.. เขานอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ครู่หนึ่งจึงกระพริบตาปริบ ๆ สองครั้งก่อนลุกขึ้นพรวดเมื่อนึกถึงใครอีกคนที่นอนอยู่ด้านข้าง 

ไม่มี! 

พื้นที่ด้านข้างว่างเปล่าเหลือทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายลุกออกจากเตียงไปได้สักพักแล้ว ฉัตรตะวันลนลาน ทว่าเขาได้ยินเสียงขยับของอะไรบางอย่างจึงหันขวับไปมองทันที พฤกษ์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวหนึ่ง หลังเยียดตรง มือกอดอกและมองมาทางเขาด้วยแววตาไร้อารมณ์เหมือนอย่างทุกที ชายหนุ่มพลันรู้สึกกระหายในคอ พูดสั่น ๆ ว่า 

“คุณ..” พฤกษ์ยกมือขึ้นแทรกก่อนจะพยักเพยิดไปทางห้องน้ำ 

“ไปอาบน้ำแล้วมาคุยกัน” 

“แต่” 

“ไปอาบน้ำ” 

โอเค ฉัตรตะวันลุกพรวด ก้มเก็บเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งเอาไว้ขึ้นมากอดแนบอก กระนั้นก็ยังไม่วายหันมาส่งสายตาเว้าวอนให้แต่พอเห็นว่าพฤกษ์ไม่ได้สนใจจึงเดินหน้างอเข้าไปในห้องน้ำแต่โดยดี 

คล้อยหลังที่อีกฝ่ายเข้าไปในห้องน้ำได้สักพัก พฤกษ์สลับขาขึ้นมาไขว่ห้าง เขาขยับหลุกหลิกจัดท่านั่งอยู่หลายทีเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บเสียดช่องทางที่บวมช้ำ พอหาท่าที่พอดีได้ก็ถอนหายใจออกมา เหยียดยาวด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง นิ้วมือเรียวถูกยกขึ้นมานวดคลึงหว่างคิ้ว พฤกษ์รู้สึกมึนอยู่เล็กน้อย คาดว่าเป็นเพราะแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อคืนแต่พอหลังจากที่ได้ชำระล้างร่างกายและคราบเหนียวหนืดออกไปจนหมดก็ค่อยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาหน่อย 

ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกในเวลาไม่ถึงห้านาทีพร้อมกับร่างสูงกำยำในสภาพเปียกซ่กเดินออกมา พฤกษ์กวาดตามองรอบหนึ่ง คาดว่าอีกฝ่ายคงเดินผ่านน้ำ ถูสบู่ถูก ๆ สองสามทีแล้วเดินผ่านน้ำอีกครั้งก่อนจะรีบร้อนใส่เสื้อผ้าทั้งที่ยังตัวเปียกอย่างแน่นอน 

เพิ่งจะเคยเห็นเหมือนกัน ใจร้อนจนเสียจริตแบบนี้ 

ฉัตรตะวันโยนผ้าขนหนูสีขาวทิ้งอย่างส่งเดชก่อนจะนั่งลงบนเตียง หันหน้าเข้าหาพฤกษ์ พูดว่า 

“เจ็บ ..ไหมครับ” 

เปิดบทสนทนาได้ชวนกระอักกระอ่วนเสียจนคนถูกถามหน้ากระตุก ทว่าด้วยอายุที่มากและประสบการณ์ชีวิตจากกาลก่อนส่งผลให้พฤกษ์คุ้นชินกับคำพูดประเภทนี้ไปเสียแล้ว เขาส่ายหัว ตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่งว่า 

“พอทนได้” 

“อะ อืม” ชายหนุ่มครางรับในคอและนั่งเงียบไม่พูดหรือถามอะไรอีก คนทั้งคู่เงียบอยู่อย่างนั้นราวสองนาทีได้ ในที่สุดคนที่ใจร้อนกว่าอย่างฉัตรตะวันจึงพูดขึ้น 

“นี่ ...คุณพฤกษ์ พูดอะไรหน่อยสิครับ” 

พฤกษ์กรอกตาไปมา อันที่จริงเขายังไม่ได้คิดว่าจะจัดการปัญหาตรงหน้านี้ยังไงดี หลังจากได้สติก็ลุกออกจากเตียงตรงเข้าไปอาบน้ำ ชำระล้างคราบของเหลวในร่างกายเสร็จ ออกมานั่งรออีกฝ่ายตื่นอยู่บนโซฟาเพียงเท่านั้น เขาคิดไม่ตกอยู่ในหัว หรี่ตามองก็เห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าวิตกจริตอย่างเห็นได้ชัด 

“เมื่อคืน ..เกิดอะไรขึ้น” 

“เมื่อคืนหรือครับ” ฉัตรตะวันทวนคำถามนั้นพร้อมใบหน้าที่แดงจัด ในหัวกำลังคิดถึงเซ็กซ์อันดุเดือดที่เกิดขึ้น ทว่าเมื่อหลุบตามองต่ำ เห็นรอยเลือดที่เปื้อนเป็นปื้นอยู่บนผ้าปูที่นอน ใบหน้าที่แดงจัดก็พลันขาวซีดไร้เลือดฝาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

พฤกษ์เองก็ไม่ใช่ว่ามองไม่เห็นรอยเลือดที่เด่นหราอยู่บนเตียง เขาเห็นมันแน่นอนแต่เลือกที่จะมองมันนิ่ง ๆ ไม่ได้รู้สึกอินังขังขอบสักเท่าใดนัก อาจด้วยเพราะเขาไม่ได้ยึดถือกับคำว่าพรหมจรรย์หรือครั้งแรกที่ควรรักษาเอาไว้ให้คนที่คู่ควรกระมังจึงได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ หากจะให้พฤกษ์มีความเห็นในเรื่องนี้ก็คงจะเป็นเพราะขนาดที่ใหญ่ของฉัตรตะวันที่สอดใส่เข้ามาโดยไม่มีการเบิกทางหรือใช้สารหล่อลื่นเข้าช่วยจึงทำให้ช่องทางด้านหลังเกิดการฉีกขาดขึ้นมา 

“เมื่อคืน..” เสียงทุ้มติดจะสั่นเครือค่อย ๆ พูดขึ้น ฉัตรตะวันเบือนหน้าไปอีกทาง ไม่แม้แต่จะมองหน้าหรือสบตาเขาเวลาพูดเหมือนทุกที 

“คุณเมามาก เหมือนจะถูกรุ่นพี่พวกนั้นเอาอะไรแปลก ๆ ให้กินหรือเปล่าก็ไม่รู้ พอผมพาคุณออกมา เราอยู่บนรถ ..คุณพฤกษ์ คุณจูบผม ละ แล้วก็” 

“มีเซ็กส์? ” 

ฉัตรตะวันไม่ตอบ เขาได้แต่เบือนหน้าหนีอยู่อย่างคนขี้ขลาด 

“คุณฉัตร” พฤกษ์เรียกเสียงต่ำ “หันมาสิ ผมพูดกับคุณอยู่นะ” 

พฤกษ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่งและไม่ยอมหันกลับมามองหน้า 

“ได้” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมกับลุกขึ้นยืน พอทำท่าจะเดินไปที่ประตู ความเจ็บปวดผสมกับความมึนก็แผ่ขยายออกมาอีกรอบ พฤกษ์เสียการทรงตัว ร่างโปร่งเซไปเล็กน้อยก่อนจะจับพนักโซฟาเอาไว้ เพียงเท่านั้นฉัตรตะวันก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที ชายหนุ่มคว้าแขนบางเอาไว้โดยเร็ว พูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า 

“ดะ เดี๋ยว เดี๋ยวสิ! คุณจะไปไหน!? ” 

“ในเมื่อคุณไม่ยอมพูด ผมก็จะกลับบ้านน่ะสิ” 

“สภาพแบบนี้จะกลับไปได้ยังไง! ไปโรงพยาบาลเถอะ” 

“หา!? ” พฤกษ์ร้องก่อนจะมองอีกฝ่ายด้วยแววตาตกตะลึง “เมื่อกี้คุณว่ายังไงนะ” 

“ไปโรงพยาบาล” แววตาและน้ำเสียงของฉัตรตะวันหนักแน่นจริงจังจนพฤกษ์หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก 

“ผมไม่เป็นอะไรหรอก แค่รู้สึกเจ็บ กินยานอนพักเดี๋ยวก็หาย” เขาขืนตัวออกห่างทว่าฝ่ามือแกร่งกลับไม่ยอมปล่อยโดยง่าย 

“แต่เลือดออกนะครับ ผมกลัวว่าตรงนั้นของคุณพฤกษ์มัน ..เอ่อ ยังไงก็ไปหาหมอเถอะนะ” 

“เลือดออกเป็นเรื่องธรรมชาติ อีกอย่างมันก็หยุดไหลไปนานแล้วด้วย” 

“ถ้าอย่างนั้นไปตรวจหาสารเสพติดก็ได้” 

“ผมไม่ได้เสพเสียหน่อย! ” 

“ตอนนั้นคุณเมา คุณไม่รู้หรอกว่ามันอาจเกิดอะไรขึ้นบ้าง! รุ่นพี่พวกนั้น คนที่อยู่ที่นั่นไม่ใช่คนดีเด่อะไร มันอาจจะเอาอะไรให้คุณเสพก็ได้ทั้งนั้น! ” 

“คุณฉัตร ..คุณอย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ได้ไหมครับ” 

“มันเป็นเรื่องใหญ่ตั้งแต่เรานอนด้วยกันแล้วหรือเปล่า” 

“ฟังนะ” พฤกษ์สะบัดแขนและถอยห่างออกมาเพื่อให้ตนเองได้ใช้ความคิด 

“มันจะไม่เป็นเรื่องใหญ่ถ้าหากว่าคุณขัดขืนผมสักนิดก็ยังดี” 

ฉัตรตะวันที่กำลังเดือดดาล พอได้ยินคำพูดนั้นถึงกับสะอึกและแข็งทื่อไปทั้งร่าง 

“ผมเมา ผมไปรุ่มร่ามใส่ ทำไมคุณไม่ขัดขืนล่ะ ลำพังคุณเองถ้าไม่ยอมผมจะเอาแรงที่ไหนไปสู้ ผมจูบ คุณผลักออกสิ ต่อยผมให้ร่วงสักหมัดก็ยังได้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ? ” 

“...” 

“คุณฉัตร ผมอาจจะหลงตัวเองไปสักหน่อยแต่ก็อยากถามตรง ๆ ..คุณคิดอะไรผมใช่ไหม? ” 

ร่างสูงลมหายใจขาดหายไปทันทีที่ได้ยินส่วนท้ายของประโยคนั้น ใบหน้าขาวขึ้นสีแดงจัดจนต้องเสมองไปทางอื่นกลบเกลื่อน ทว่าในมุมมองของพฤกษ์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบและหลบสายตาคงเป็นเพราะช็อคที่เขาไปกล่าวหาว่ามีใจพิศวาสอย่างแน่นอน 

พฤกษ์ถอนหายใจยาวเหยียด คิดโทษตนเองในใจไปร้อยแปดพันเก้าที่ทำให้ฉัตรตะวันต้องมีตราบาปติดตัวไปชั่วชีวิตเสียแล้ว อนึ่ง ด้วยเพราะฉัตรตะวันที่เขารู้จักในกาลก่อนเป็นผู้ชายหล่อเหลาเนื้อหอมที่มีรสนิยมชมชอบเพศตรงข้ามเหมือนผู้ชายทั่วไป แม้ว่าฉัตรตะวันในกาลนี้จะชอบเข้าใกล้คอยคลอเคลียและแสดงออกนอกหน้าว่าหวงแหนจนพฤกษ์เกิด‘สะกิดใจ’อยู่บางครั้งก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีรสนิยมชอบเพศเดียวกันหรือทั้งสองเพศ อีกทั้งเมื่อคืนหากว่าเขาเมาจนไม่มีสติรู้ผิดชอบชั่วดี อีกฝ่ายก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน พฤกษ์มั่นใจอยู่เต็มอกว่าเขาต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนอย่างแน่นอน ฉัตรตะวันที่ถูกฤทธิ์แอลกอฮอล์มอมเมาก็เพียงแค่โอนอ่อนตามความต้องการทางเพศที่ถูกเขาปลุกเร้าก็เท่านั้น 

แย่ ..แย่มาก พฤกษ์กำลังคิดหนัก เขาคิดว่าตนเองอาจจะสร้างแผลใจเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ให้อีกฝ่ายไปแล้วก็ได้ 

ผู้ชายทั้งแท่งมีเซ็กส์กับผู้ชายด้วยกันเพราะความเมานับว่าแย่แล้ว แถมผู้ชายที่ว่านั่นยังเป็นเพื่อนสนิทอีกด้วย 

เลวร้ายสำหรับฉัตรตะวันเกินไปแล้ว!  

ในตอนที่พฤกษ์กำลังเศร้าเสียใจในการกระทำของตนเองอยู่นั้น จู่ ๆ ฉัตรตะวันก็ตัดสินใจพูดออกมา 

“ใช่ ผมคิดกับคุณเป็นอย่างอื่นจริง ๆ ” 

“ผมคงหลงตัวเองจริง ๆ ขอโทษด้วยที่ถามแบบนั้นอะ— ” 

พฤกษ์เองก็ตัดสินใจพูดสวนออกไปโดยไม่ทันฟังอีกฝ่ายให้ดี พอตั้งสติได้ถึงรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ได้ยินอะไรแว่วผ่านหู ดวงตาเรียวสวยก็เบิกกว้าง 

“อะไรนะ!? ” 

ฉัตรตะวันยกมือขึ้นถูหน้าตนเองโดยแรง ตอบไปว่า 

“เมื่อคืนที่คุณพฤกษ์จูบ ผมไม่ได้เมานะครับ สร่างเมาเสียด้วยซ้ำ มีสติครบถ้วนดี แต่ถ้าคุณจะถามว่าทำไมผมถึงไม่ขัดขืนอะไรเลย ผมคงจะตอบไปตามตรงว่าผมรู้สึกดีที่คุณพฤกษ์ทำแบบนั้น แต่ก็รู้ดีอีกเหมือนกันว่าคุณเมา คุณไม่มีสติ คุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่” 

ร่างโปร่งถอยร่นจนทรุดลงไปนั่งกับโซฟาตัวเดิม ความตกใจกลบเอาความเจ็บแปลบที่ช่องทางด้านหลังไปชั่วขณะ พฤกษ์กระพริบตาปริบ ๆ มองคนพูดด้วยความรู้สึก ..พิลึกพิลั่น 

ฉัตรตะวันกระแอมกระไออยู่ในคอ ขยับมาทางเขาและย่อตัวลงนั่งตรงหน้าเพื่อให้เสมอกัน 

“ถ้าจะมีคนผิด คนนั้นคงเป็นผม คุณพฤกษ์.. คุณจะแจ้งตำรวจก็ได้ ผมยินดี” ชายหนุ่มพูดด้วยสีหน้าย่ำแย่ ยิ่งนึกถึงเสียงกรีดร้องแผ่วเบาเพราะความเจ็บปวด หรือแม้แต่รอยเลือดจากการฉีกขาด ใบหน้าของเขาก็ยิ่งดำทะมึนน่ากลัวกว่าเดิม 

“เดี๋ยว.. แจ้งอะไร แจ้งทำไมครับ” พฤกษ์คล้ายกับคนโง่งม หัวสมองอื้ออึง เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉัตรตะวันพูดเลยสักนิด 

“ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำมันเรียกว่าอาชญากรรม” 

คิ้วสวยมุ่นเข้าหากัน “เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ ” 

“อย่างแรกเลยนะ คุณชอบผม? ” พฤกษ์ชี้มาที่ตนเอง ชายหนุ่มมองตามพร้อมกับพยักหน้าหงึก ๆ พอพฤกษ์ได้ยินคำตอบนั้นก็ทำเอาอึ้งกิมกี่จนคลำหาเสียงตนเองไม่เจอ รีบถามต่อว่า 

“ตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“มอสี่” 

พฤกษ์อดไม่ได้ที่จะยกมืออันสั่นเทาขึ้นมาปิดปาก เขาเพิ่งจะเคยตกใจจนเสียอาการอย่างนี้เป็นครั้งแรก ฉัตรตะวันชอบเขาตั้งแต่มอสี่! มอสี่เลยนะ! อายุเท่าไหร่กันเชียว! สิบหกเองไม่ใช่หรือ! ขณะที่ตัวเขาเพิ่งมารู้ว่าเป็นเกย์ก็ปาเข้าไปตอนปีสองแล้ว!! 

“ขอเวลาผมพักหายใจเดี๋ยว” พฤกษ์ยกมือกั้น นี่เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของเขาไปไกลมาก ในหัวของเขาคิดอะไรไม่ออก ปากก็ชาจนพูดอะไรไม่ถูกอีกเหมือนกัน ประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาดูเหมือนจะไม่สามารถนำเอามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในสถานการณ์กระอักกระอ่วนแบบนี้ 

“รู้สึกไม่ดีหรือที่ผมบอกแบบนี้ ..อันที่จริงผมนึกว่าคุณจะโอเคเสียอีก เพราะอย่างน้อย ๆ คุณก็เป็นเกย์” 

พฤกษ์เงยหน้าขึ้น หรี่ตามองอีกฝ่ายจนเห็นภาพตรงหน้าเป็นเส้นตรง ในความคิดของฉัตรตะวันคงเห็นว่าพฤกษ์กำลังหรี่ตามองด้วยความไม่พอใจอย่างถึงที่สุด แต่ทว่าความเป็นจริงแล้วพฤกษ์แค่สายตาสั้นจนต้องอาศัยการหรี่ตาเพื่อบีบโลกทัศน์ตรงหน้าให้แคบลงเท่านั้น 

แต่ในใจลึก ๆ เขาเองก็มีความขุ่นมัวกับคำพูดนั้นอยู่ไม่น้อยเลย 

“เป็นเกย์ก็ไม่ได้โอเคกับผู้ชายบนโลกหรอกนะ นี่คุณเห็นเกย์เป็นตัวอะไรเนี่ย” 

ฉัตรตะวันปรี่เข้ามาหาเขาอย่างกระตือรือร้น ร่างสูงกำยำยอบกายนั่งชันเข่าอยู่เบื้องหน้า มือหนาเอื้อมมาจับข้อแขนเล็กอย่างทะนุถนอม 

“ขอโทษ ผมปากเสียเอง ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกหรืออะไรทำนองนั้นเลยจริง ๆ ผมขอโทษนะคนดี อย่าโกรธผมเลย” 

“โอเค” พฤกษ์มองใบหน้าหล่อเหลานั้น พูดว่า 

“แต่คุณก็ควรเรียนรู้ไว้ว่าต่อให้เป็นเกย์ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบนอนกับผู้ชายทุกคน ไม่สิไม่ใช่แค่ผม แต่รวมไปถึงทุกคนนั่นแหละ ทั้งชายทั้งหญิง แม้แต่ตัวคุณฉัตรเองก็คงไม่นอนกับใครไปทั่วเหมือนกันใช่ไหม คุณเข้าใจความจริงข้อนี้ไหมครับ” 

ฉัตรตะวันพยักหน้าหงึกหงัก 

“ดีมาก” พฤกษ์ดึงมือตนเองมาวางไว้ที่หน้าตัก เหลือบตามองคนที่อยู่ต่ำกว่า น้ำเสียงราบเรียบพูดว่า “แล้วเราจะเอายังไงต่อทีนี้” 

“มะ หมายถึง” 

“เรื่องที่ผมมีเซ็กส์กับคุณ” 

ชายหนุ่มสูดหายใจเฮือกใหญ่ เขากลอกตาคิด มีถ้อยคำมากมายร้อยเรียงอยู่ในหัว ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ 

“เอ่อ..” ฉัตรตะวันอ้ำอึ้ง 

“อืม” เขาพยักหน้า “ผมรู้ว่ามันกระอักกระอ่วน” 

“อันที่จริงคุณพฤกษ์ควรจะรู้สึกกระอักกระอ่วนมากกว่า” 

“โอ๊ย” พฤกษ์โบกมือ “เรื่องแค่นี้เอง ใช่เรื่องหนักหนาอะไร” 

“แต่.. คุณเมา เอ่อ แล้วผมก็เหมือนพวกฉวยโอกาส” 

“ก็จริงของคุณ” 

ฉัตรตะวันหน้าซีด 

“ให้ผมรับผิดชอบนะ บางทีเราอาจจะคบ..” 

พฤกษ์ยิ้มแห้ง รีบแทรกขึ้นมาว่า “ใจเย็น ๆ ก่อนคุณฉัตร อย่าให้ต้องถึงขั้นนั้นเลย” 

“คุณเสียหายนะ” 

“อืม ใช่ เสียหายไปหลายอยู่” เขาขมวดคิ้วมุ่นยามเมื่อขยับท่านั่งแล้วความเจ็บปวดจากเบื้องล่างแล่นแปลบขึ้นมา 

“แต่ช่างมันเถอะครับ” 

“ช่างมัน? ” 

พฤกษ์กดข่มความเจ็บนั้น ฝืนพยักหน้าตอบ 

“ใช่ ช่างมัน ถือเสียว่าเรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุไปก็ได้ ผมไม่ติดใจอะไรหรอกนะเพราะเรื่องนี้ผมเองก็มีส่วนผิดอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน คุณฉัตรไม่ต้องคิดมากหรอก แต่ เอ่อ.. ส่วน” 

“ความรู้สึกผมล่ะ” ฉัตรตะวันพูดขึ้นเสียงสั่นเครือ เขายืดกายขึ้น แหงนมองคนที่นั่งบนโซฟาด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย 

“ผมรู้สึกกับคุณมานานแล้วนะ” 

“...” 

“จริง ๆ ผมอยากให้คุณพฤกษ์ฟังผมพูดเมื่อกี้ให้จบ คุณรู้ใช่ไหมว่าผมจะพูดอะไร? ‘บางทีเราอาจจะคบกัน ผมอยากขอโอกาสคบกับคุณในฐานะแฟน’ คุณรู้ว่าผมต้องพูดแบบนี้เลยเลือกที่จะไม่สนใจ ทำไมหรือครับ ผมไม่ดีพอที่จะให้คุณเปิดใจเลยหรือ ผมไม่ดีตรงไหน บอกผมสิ ตรงไหนที่ไม่ดี ผมให้คุณได้ทุกอย่างเลย ผมขอแค่โอกาสครั้งเดียวเอง..” 

“คุณฉัตร” พฤกษ์ยกมือลูบหน้าโดยแรง หัวสมองเขาชาหนึบจนไม่สามารถคิดอะไรได้ คนทั้งสองนั่งก้มหน้ากันอยู่อย่างนั่นราวนาทีครึ่ง ในที่สุด ..พฤกษ์จึงพูดขึ้นอย่างใจเย็น 

“ผมขอโทษที่ต้องพูดตรง ๆ แต่ถ้าไม่เคลียร์ให้จบตอนนี้มันอาจจะเป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่ง.. ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างเราเป็นอย่างนั้น” 

“....” 

“ผมไม่สามารถเป็นในสิ่งที่คุณขอได้ อะ คุณฉัตร.. ใจเย็น ๆ ฟังผม มองหน้าผมด้วย ห้ามหลบตา” 

ฉัตรตะวันแสดงออกทางสีหน้าทันทีที่พฤกษ์เริ่มพูด เขาเบนหน้าไปทางอื่นอยู่หลายครั้งแต่ก็ต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับดวงตาคู่สวยนั่นอย่างไม่อาจขัดขืนได้ 

ชายหนุ่มสบถ ‘เหอะ’ ในคอ 

“ผมฟังอยู่” 

พฤกษ์หรี่ตาจนเป็นเส้นตรง 

“ผมไม่อยากอ้อมค้อม ขอโทษอีกครั้งถ้าพูดตรง ๆ แล้วมันทำร้ายความรู้สึกของคุณ แต่ผมก็ยังยืนยันคำเดิมว่าผมไม่สามารถเป็นได้มากกว่าเพื่อนของคุณ ผมอยากให้คุณเข้าใจ โอเค ถึงเราจะมีเซ็กซ์กันแล้วแต่นั่นเป็นเพราะผมไม่มีสติ คุณเองก็ไม่มีสติ เราถึงถลำลึกกันไปไกลแบบนี้” 

“ผมมีสติ” เขาพูดเสียงหนักแน่น 

“คุณไม่มี เพราะถ้าคุณมี คุณก็ควรมีความยับยั้งชั่งใจด้วยเหมือนกัน” 

ฉัตรตะวันพูดไม่ออก คล้ายกับมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ ชายหนุ่มยืนแข็งค้าง พฤกษ์พูดถูก เขาไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ปล่อยให้อารมณ์ที่เก็บซ่อนมานานควบคุมสามัญสำนึกจนเลยเถิดมาถึงขนาดนี้ 

ทั้งที่ตอนนั้น ..ถ้าเขาหยุด เขาก็ทำได้ 

แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ 

“ผมผิดเอง” เขายอมรับเสียงหงอย ๆ 

“เราผิดด้วยกันทั้งคู่” พฤกษ์เอื้อมมือไปตบบ่ากว้างตรงหน้าเบา ๆ พูดว่า 

“คุณฉัตรเลือกเอานะ ลืมเรื่องที่เกิดขึ้น คิดว่ามันเป็นเพียงแค่เซ็กส์แล้วเราก็กลับไปเป็นเพื่อนรักกันเหมือนเดิมหรือถ้ายังดึงดันที่จะเป็นมากกว่าเพื่อน ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือแม้แต่เพื่อนผมก็เป็นให้คุณไม่ได้ คุณเลือกเอานะครับ ทางให้เลือกมีแค่นี้” 

พฤกษ์พูดจบก็เห็นว่าฉัตรตะวันมีสีหน้าที่ปวดร้าวจนปิดซ่อนไม่มิด พลันรู้สึกว่าในอกเต้นแกว่งไปหลายจังหวะ เขาคิดว่าตนเองใจร้ายอย่างคาดไม่ถึงที่พูดออกไปแบบนี้ แต่เขาไม่อยากประนีประนอมหรือให้ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับอีกฝ่าย ฉัตรตะวันเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขามีอยู่ ไม่ว่าจะกาลก่อนหรือตอนนี้ก็มีเพียงอีกฝ่ายที่อยู่เคียงข้างในทุกช่วงเวลา พฤกษ์รักและรู้สึกกับฉัตรตะวันในสถานะเพื่อนสนิทและพี่ชายเท่านั้น ต่อให้ใกล้ชิดกันมากเพียงไร สัมผัสกันมากแค่ไหน ความรู้สึกของเขาก็ไม่มีทางเป็นอื่นได้ 

ตั้งแต่ที่ลืมตาขึ้นมาในฐานะนี้ ตั้งแต่ที่รู้ว่าฉัตรตะวันที่ควรตายจากไปแล้วยังมีชีวิตอยู่ พฤกษ์ก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะรักษาคน ๆ นี้เอาไว้ข้างกายในฐานะเพื่อนให้นานที่สุด 

ใช่ ..แค่ในฐานะเพื่อน 

“ฮะ ฮะ ..แม้แต่เพื่อนก็ไม่เป็นให้งั้นหรือครับ” ฉัตรตะวันเซถอยไปนั่งพิงกับเตียงก่อนจะหัวเราะเยาะตัวเอง ชายหนุ่มแหงนหน้ามองผู้ที่นั่งอยู่บนโซฟา พฤกษ์มีสายตาเรียบนิ่ง ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดแม้สักนิด เขาเจ็บแปลบขึ้นมาในอกทันที 

ทั้ง ๆ ที่ผมเจ็บหนักขนาดนี้ คุณก็ยังเย็นชาอยู่ได้นะ.. 

“อืม” พฤกษ์ครางรับในคอ อันที่จริงคำพูดที่ว่า ‘ถ้ายังดึงดันที่จะเป็นมากกว่าเพื่อน ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือแม้แต่เพื่อนผมก็เป็นให้คุณไม่ได้’ เป็นคำพูดที่เขาแกล้งยกขึ้นมาอ้างเพื่อใช้ข่มขู่ให้ฉัตรตะวันล้มเลิกความพยายามในเรื่องนี้เสียที พฤกษ์คิดว่ามันได้ผลชะงัด อีกฝ่ายดูเหมือนจะหวั่นไหวกับคำพูดเด็ดขาดนั้นของเขาจนมีสีหน้าย่ำแย่ ฉัตรตะวันนั่งนิ่งเงียบคล้ายกำลังใช้ความคิดอยู่ในหัว จังหวะนั้นเองความรู้สึกเจ็บระบมที่ช่องทางด้านหลังก็แผ่ขยายอีกรอบ พฤกษ์จิกเล็บลงบนขากางเกงแน่นเพื่อกดข่ม ทว่าความเจ็บครั้งนี้มันรุนแรงยากที่ทานทนไหว ริมฝีปากแดงเรื่อเม้มเข้าหากัน ลมหายใจร้อนผ่าวเริ่มสะดุดไม่สม่ำเสมอ ในตอนนั้นเอง ฉัตรตะวันจึงพูดขึ้นว่า 

“ก็ได้ ..เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม เป็นเพื่อนกันอย่างที่คุณพฤกษ์ต้องการ ผมเข้าใจแล้วว่าคุณไม่มีทางรักผมในแง่นั้นได้ แต่อย่างน้อยคุณก็ช่วยรับรู้ความรู้สึกผมได้ไหมครับ” 

“...” 

“ช่วยรับรู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณได้ไหม ผมไม่อยากให้คุณลืมเหมือนที่คุณจะลืมว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น ได้ไหมครับ ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวแล้วเราจะกลับมาเป็นเพื่อนกัน” 

มือเรียวที่จิกขากางเกงข้างหนึ่งถูกฉัตรตะวันเอื้อมมากุมเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มน้อย ๆ ทว่าในดวงตายังคงมีความหม่นหมองวูบไหวอยู่ พฤกษ์วางฝ่ามืออีกข้างซ้อนทับลงบนหลังมือใหญ่นั้น พูดว่า 

“ได้สิครับ” 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว