ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 372

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ส.ค. 2564 01:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 10
แบบอักษร

00 10

 

วันหยุดมักผ่านไปรวดเร็วเสมอ เสาร์อาทิตย์ที่ควรเป็นเวลาพักผ่อนแต่พฤกษ์กลับใช้มันหมดไปกับสารพัดปัญหาของคนรอบกายจนไม่มีเรี่ยวแรงเหลือให้ใช้ชีวิตของตนเองต่อ ร่างโปร่งยืนมองกระจกบานใหญ่ สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือตัวเขาเหมือนอย่างเช่นทุกวัน พฤกษ์ลูบใบหน้าซีกหนึ่งของตนอย่างพินิจ รูปหน้าเรียวรี คางโค้งมน จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเรียงสวย ริมฝีปากอิ่มสีแดงเรื่อตัดกับผิวขาวผุดผ่อง เรือนผมสีดำขลับตัดและซอยอย่างทันสมัย โดยรวมถือว่าดีเพียบพร้อม ทว่าข้อเสียเพียงอย่างเดียวของพฤกษ์คือแววตาเย็นเยียบไร้อารมณ์ เขาไม่ทราบว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่แววตาของตนเองมักเป็นที่ปรปักษ์แก่ผู้อื่น หากจะย้อนกลับไป พฤกษ์จำได้ว่าเคยเป็นคนที่ร่าเริงและมีดวงตาเป็นประกายสุกใสเหมือนกับเด็กคนอื่น 

เริ่มจะจำได้เลือนลาง คงเป็นตอนที่ครอบครัวแตกระแหงและผู้เป็นแม่ที่รักยิ่งจากไป ตอนนั้นพฤกษ์เริ่มเก็บตัวและต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ นิสัยนั้นฝังรากและหยั่งลึกจนติดเป็นสันดาน 

ทุกอย่างบ่มเพาะให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ 

พฤกษ์หยิบแว่นสายตาขึ้นมาสวม ระหว่างที่เดินลงบันไดก็เริ่มวางแผนที่จะทำเลสิกรักษาสายตาสั้นในระยะยาวอยู่ในหัว ซ้ำยังคิดเผื่อไปถึงเรื่องของพงพีและมาลีวัลย์อีกด้วย เรื่องของเด็กพงพี พฤกษ์มีทางออกอยู่ในใจแล้วจึงไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงนัก คนที่ควรใช้คำว่า ‘น่าเป็นห่วง’ ในตอนนี้ก็คงหลีกหนีไม่พ้นน้องสาวคนเล็กอย่างมาลีวัลย์ 

พฤกษ์เดินลงมายังห้องทานอาหาร ดูเหมือนวันนี้เขาจะตื่นสายเล็กน้อยจากปกติถึงไม่มีใครนั่งรับประทานมื้อเช้าอยู่เลยสักคน พฤกษ์เดินออกมาก็ได้ยินเสียงจอแจของเด็ก ๆ ดังขึ้นอยู่ไม่ไกลจึงก้าวฉับ ๆ ไปยังหน้าประตูใหญ่ที่เปิดกว้าง ตรงหน้านั้นนอกจากโตโยต้าแอลฟาร์ดสีขาวและเบนซ์สีดำที่จอดเคียงคู่กัน พฤกษ์ยังเห็นเหล่าเด็กนักเรียนกำลังยืนพูดคุยกันด้วยท่าทางมีปัญหา 

มาลีวัลย์ที่ยืนน้ำตารื้นอยู่กลางวงคงจะเป็นต้นเหตุสินะ 

“คุณพฤกษ์..” อินทรชิตที่สังเกตเห็นเขาเป็นคนแรก ปรี่เข้ามาหาทันที พฤกษ์มองหน้าเซ่อซ่าของเด็กหนุ่มครั้งหนึ่ง พูดว่า 

“เป็นอะไรของมันแต่เช้า” 

“น้องไม่อยากไปเรียนครับ” 

“อ้อ” พฤกษ์ร้องในคอเสียงแหลม ก้าวยาว ๆ สามสี่ทีก็สามารถไปถึงตัวของมาลีวัลย์ที่ยืนสั่นอยู่ข้างพี่ชาย เขาใช้นิ้วชี้ดันคางกลมขึ้น เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่มีน้ำใส ๆ คลอหน่วยใกล้จะปะทุอยู่รอมร่อ 

มาลีวัลย์เบะปาก พร้อมทำหน้าเหยเก ระเบิดใกล้ลงในอีก.. 

“ห้ามร้อง” 

พงพีที่แอบอยู่ข้างหลังอินทรชิตแอบสูดปากอย่างแรงเพราะหวั่นใจกลัวน้องจะถูกคุณพฤกษ์ตีแต่เช้า 

ทว่าคำพูดของพฤกษ์ราวกับเสกคาถาได้ผลชะงัด มาลีวัลย์เม้มริมฝีปากจิ้มลิ้มแน่นกริบ ซ้ำยังยกมือขึ้นปาดเอาน้ำหูน้ำตาเก็บกลับไปอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงเอาความใจกล้ามาจากไหนไม่ทราบถึงได้ทิ้งกระเป๋าและเดินเตาะแตะไปกอดเอวร่างโปร่งไว้แน่น 

ดวงตาของพฤกษ์กระตุกวูบไหวก่อนมันจะกลับมานิ่งเรียบไร้อารมณ์เช่นเดิม เขากระแอมเบา ๆ ส่งเสียงเข้มไปว่า 

“อึดอัด ปล่อย” 

มาลีวัลย์ที่ซบอยู่ตรงหน้าท้องส่ายหน้าหวืดไปมา ดวงตากลมโตสุกใสช้อนขึ้นมอง ดูราวกับสัตว์ตัวเล็กกำลังหวาดกลัว 

“คุณพฤกษ์ขา” เด็กหญิงเรียก น้ำเสียงน่าเอ็นดู 

“ไม่ไปโรงเรียนไม่ได้หรือคะ” 

พฤกษ์หรี่ตาลงมอง สีหน้าไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่ได้ยิน อินทรชิตเห็นน้องสาวได้กอดเอวคุณพฤกษ์ถึงกับนิ่งค้างไปในบัดดล รู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วทรวงอก ความริษยากำลังแผ่ขยาย ลืมกระทั่งว่าตรงหน้านั้นคือน้องสาว เด็กหนุ่มเผลอขบฟันแน่นจนสันกรามนูนเด่นออกมา 

พฤกษ์ยังคงมีสีหน้าเดิมไม่เปลี่ยน พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“ได้สิ” เขากระตุกยิ้ม ท่าทางน่ากลัว 

“ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป หลบอยู่แต่ในบ้านนี่แหละ ส่วนปัญหาก็ช่างหัวมัน” 

มาลีวัลย์มีสีหน้าหม่นหมองทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น เด็กหญิงปล่อยแขนจากเอวบางก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ ว่า 

“ก็ได้ค่ะ ...ไปก็ได้” 

พงพีอาสาเก็บกระเป๋าบนพื้นส่งคืนให้น้องก่อนจะตบหลังปุ ๆ เป็นการปลอบใจ สุดท้ายเด็กทั้งสองจึงยกมือไหว้พฤกษ์ก่อนจะพากันขึ้นไปรอในรถตู้ ส่วนอินทรชิตเพิ่งได้สติหลังจากตบตีกับความคิดของตนเองอยู่นาน เด็กหนุ่มหนีบกระเป๋าจาคอปไว้ใต้รักแร้ข้างหนึ่งก่อนจะประนมมือขึ้นไหว้สวยงามก่อนจะขึ้นรถตามไปเป็นคนสุดท้าย พฤกษ์เดินเข้าไปใกล้ มือข้างหนึ่งยันกรอบประตูเอาไว้ พูดว่า 

“มะลิ” 

เจ้าของชื่อหูผึ่งพร้อมทั้งกระตือรือร้นทันทีที่ได้ยิน 

“คะ? คุณพฤกษ์..” 

“หนึ่งเดือน” พฤกษ์ชูนิ้วชี้ขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“ถ้าแกทนอยู่ได้จนสอบปลายภาคจบ ไม่ว่าอะไรที่แกต้องการหรืออยากได้” 

เด็กทั้งสามที่นั่งฟังอยู่พลันนิ่งไป รวมถึงลุงแสงคนขับรถ พฤกษ์สูดหายใจลึก พูดต่อจนจบอย่างที่ตั้งใจว่า 

“ฉันจะหามาให้ทุกอย่าง” 

 

มาลีวัลย์ลงจากรถด้วยสีหน้าชื่นมื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อินทรชิตกับพงพีเห็นดังนั้นจึงหันมายิ้มให้กันก่อนจะจูงมือน้องคนละข้างเข้าโรงเรียน 

พี่ชายทั้งสองกำลังอาสาเดินขึ้นมาส่งถึงห้องเรียน ทว่าเป็นเด็กหญิงที่ปฏิเสธขอขึ้นไปเอง พงพีกับอินทรชิตมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ท่าทางยังคงหวาดระแวงกลัวน้องสาวจะถูกรังแกอีก 

“มะลิไม่เป็นไรค่ะ” มาลีวัลย์ตอบเสียงใสพลางกอดแขนอินทรชิตไว้แน่น 

“แน่ใจหรือ พี่เป็นห่วงนะ” 

“อื้อ! ” เด็กหญิงร้อง “คราวนี้มะลิจะไม่ยอมเขาอีกแล้วค่ะ คุณพฤกษ์บอกว่าเขาไม่ใช่เพื่อน! ” 

“ดีมากค่ะ” อินทรชิตลูบหัวน้องเบา ๆ “คุณพฤกษ์พูดถูกเสมอ” 

ส่วนพงพีตีมือดังฉาด พูดอย่างสะอกสะใจว่า 

“มันต้องอย่างนี้!! ” 

ซ้ำยังยุยงน้องไปอีกกระบุงโกย 

“ถ้าพวกนั้นดึงผมอีกก็กระชากกลับไปเลย ถ้าถูกตีก็ชกกลับไปสักหมัด! ถ้าจะมีเรื่องก็ตบตีให้ถึงที่สุด เราเจ็บมันก็เจ็บ! อย่าเจ็บอยู่ฝ่ายเดียวเข้าใจไหม! อย่าไปกลัว พ่อเราใหญ่เสียอย่าง ใครจะทำอะไรได้! ” 

มาลีวัลย์คล้ายจะฟังพี่ชายไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นักจึงได้แต่ส่งยิ้มแห้งกลับไป ส่วนอินทรชิตดึงแก้มน้องชายจนย้วยก่อนจะดุว่า 

“พีร์ สอนอะไรน้อง มันไม่ดีนะ” 

พงพีทำหน้ายู่ “ไม่ดีตรงไหน! ถูกแกล้งจะให้อยู่เฉยหรือพี่อินทร์” 

“เปล่า ไม่ใช่” อินทรชิตยกขาขึ้นเตะก้นน้อง 

“พี่กำลังจะบอกว่าการใช้ความรุนแรงมันไม่ดีต่างหาก อีกอย่างพีร์กำลังใช้คุณลุงเป็นเกราะกำบังเวลาทำเรื่องไม่ดีนะ กลายเป็นว่าเราไปต่อยตีกับคนอื่นไปทั่วเพราะเส้นใหญ่ แบบนี้เขาเรียกว่ากร่าง ไม่ใช่นักเรียนรู้ไหม” 

พงพีนิ่งฟัง อินทรชิตเห็นแบบนั้นจึงค่อยโล่งอกที่น้องคงกำลังคิดได้ว่าสิ่งที่ตนเองพูดมาเมื่อครู่มันไม่ดี ทว่าพงพีกลับทำปากยื่น พูดด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ว่า 

“พี่อินทร์พูดอะไร ทำไมเข้าใจยากจัง พีร์โง่ ไม่เข้าใจหรอก” 

อินทรชิตถอนหายใจออกยาวเหยียดก่อนยกมือตีเหม่งน้องชายด้วยความหมั่นไส้อย่างเหลืออด 

 

วันนี้พฤกษ์มีเรียนคาบแรกในช่วงสิบโมง หลังรับประทานมื้อเช้าเรียบร้อยดีจึงออกมาเดินเล่นในสวนหย่อมเพื่อย่อยอาหารก่อนไปมหาวิทยาลัย เขาเห็นแม่พลอยยืนมือไพล่หลังและมองพุ่มต้นโมกด้วยสีหน้าอิ่มเอมอยู่ไม่ไกล พฤกษ์เดินเข้าไปใกล้จากข้างหลัง ยกมือขึ้นโอบเอวของร่างท้วมก่อนจะกดริมฝีปากลงที่แก้มนุ่มข้างหนึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากหญิงชราได้เป็นอย่างดี 

“คุณพฤกษ์นี่เอง ยายตกใจหมดเลยค่ะ” 

“โธ่..” พฤกษ์ลากเสียงหวาน ปล่อยแขนจากเอวอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นโอบไหล่ “ขวัญเอ๋ยขวัญมานะครับ” 

แม่พลอยยิ้มอ่อนโยน พูดว่า 

“ยายเห็นคุณพฤกษ์ดุคุณมะลิหน้าบ้านเมื่อเช้า มีอะไรหรือคะ? ” 

พฤกษ์ฟังคำถามก็ถอนหายใจยาวเหยียดออกมา ประคองหญิงชราชราเดินชมสวนไปพูดไปว่า 

“ไม่ได้ดุเสียหน่อย” เขาเลิกคิ้ว “เด็กมันไม่ยอมไปเรียนนี่ครับ” 

“โธ่.. เห็นตัวสั่นขนาดนั้นจะไม่โดนดุได้อย่างไรคะ คุณมะลิยังเด็ก คุณอย่าไปดุเธอนักเลย ยายเอ็นดู” 

“พักหลังมานี้ผมไม่ค่อยไปรังแกอะไรพวกมันเลยนะครับ” 

“อีกแล้ว” ฝ่ามือเหี่ยวย่นตีเบา ๆ ที่แขน พฤกษ์เหยียดริมฝีปากเป็นเส้นตรงอย่างไม่สบอารมณ์นัก 

“ยายสอนคุณพฤกษ์จนเหนื่อยแล้วนะคะ ว่าอย่าเรียกน้องแบบนั้น พูดไม่เพราะเลย” 

“ครับ” เขาหัวเราะแห้ง สีหน้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แววตายังคงราบเรียบ 

“ไม่เรียกแล้วก็ได้” 

หญิงชราหันมามองด้วยสีหน้าอ่อนโยนก่อนจะเอื้อมมือมาลูบหลังมือเขาอย่างแผ่วเบาคล้ายจะปลอบประโลมจิตใจที่แตกร้าว ด้วยเรื่องราวในอดีตอันน่าเจ็บปวดของครอบครัวนี้ นอกจากตัวพฤกษ์ เจ้าของคฤหาสน์อย่างเจ้าสัวพนาและญาติภายในเพียงไม่กี่คน ก็เห็นจะมีเธอนี่แหละที่รับรู้และอยู่ในเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าคุณพฤกษ์ของเธอจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร มีนิสัยต่อต้านคนทั้งโลกเพียงไร เธอเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าใจและเห็นใจเขามากที่สุด 

แม้จะทัดทานความเอาแต่ใจบางอย่างของพฤกษ์ไม่ได้ อย่างเช่นความรู้สึกที่มีต่อน้องบุญธรรม น้องชายและน้องสาวต่างมารดาเป็นต้น ทว่าเรื่องบางเรื่องก็มีเธอคอยเตือนสติและสะกิดให้เขารู้สึกตัวว่าสิ่งที่ทำนั้นมันผิดหรือถูก 

โดยปกติแล้วนั้น คุณพฤกษ์ของเธอดื้อรั้นและมาดร้ายต่อเด็กทั้งสามมากกว่าใคร ไม่ว่าเธอจะติเตือนหรือห้ามปรามอย่างไรก็ไม่เป็นผลเสียที สิ่งที่ทำได้ก็เห็นจะมีเพียงแค่คอยปลอบขวัญยามเมื่อเด็กทั้งสามถูกคุณเขาดุด่าและหยิกตีจนเนื้อเขียว แต่ในระยะหลังมานี้ หญิงชราเธอได้สังเกตเห็นว่าภายในคฤหาสน์หลังนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างทีละเล็กละน้อย 

..เล็กน้อย กระทั่งที่ว่าถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็นแน่ ๆ 

แต่ทว่าเธอก็สังเกตเห็นมัน เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั้นในตัวของพฤกษ์ 

“แม่พลอยยิ้มอะไรหรือครับ” 

พฤกษ์ถามขึ้นหลังจากที่สังเกตเห็นใบหน้าของแม่พลอยมีรอยยิ้มจาง ๆ มาตั้งแต่เมื่อครู่ 

“ยิ้มก็แปลว่ามีความสุขอยู่ไงคะ” 

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย 

 

พฤกษ์และฉัตรตะวันออกจากลิฟต์ด้วยสภาพอิดโรยจนแทบจะเรียกว่าตายซากก็คงไม่เกินจริงนัก ทั้งสองร่างเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดมุ่งหมายสวนทางกับนักศึกษามากมายที่เดินผ่านเข้าไปใช้ลิฟต์ พฤกษ์มีใบหน้าไร้ความรู้สึก แววตาเลื่อยลอยไปไกลแสนไกล ข้างกันนั้น ฉัตรตะวันก็อยู่ในอากัปกิริยาที่ไม่ต่างกันนัก 

ฉัตรตะวันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทื่อ ๆ 

“เมื่อกี้คุณทำได้ไหม” 

“คุณฉัตร” พฤกษ์คล้ายจะรู้สึกตัว เขาส่ายหน้าอย่างไร้วิญญาณ ตอบไปว่า 

“ไม่มีอะไรอยู่ในสมองผมเลย” 

“ควิซครั้งก่อนก็พูดแบบนี้ สุดท้ายก็เห็นท็อปทุกครั้ง” 

“ไม่” พฤกษ์ยกมือขึ้นลูบหน้า “ครั้งนี้ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ผมอ่านมานิดเดียว” 

ชายหนุ่มเห็นท่าทางนั้นของเพื่อนสนิทจึงเข้าไปบีบเบา ๆ ที่บ่าข้างหนึ่งพร้อมยิ้มอ่อนโยน 

“อย่าคิดมาก” เขาพูด “คุณเก่งอยู่แล้ว” 

“อือ” พฤกษ์พยักหน้าหงึก ๆ ริมฝีปากแดงเรื่อยื่นออกมาเล็กน้อย ท่าทางราวกับเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจนั้นเผลอแสดงออกมาอย่างไม่รู้ตัว พาลให้คนที่เฝ้ามองอย่างฉัตรตะวันรู้สึกคันยุบยับอยู่ในใจ 

“นั่นเธอ..” พฤกษ์พูดขึ้น เขาหันไปทางที่อีกฝ่ายจ้องมอง เห็นหลี่เหมาเหมากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ ตรงมุมหนึ่งของใต้ตึกคณะเหมือนครั้งก่อน 

คิ้วเข้มขมวดแน่นจนเครียดตึง เขาคว้าต้นแขนบางไว้แน่นยามเมื่อเห็นอีกฝ่ายก้าวเดินออกไป 

“มีอะไรหรือครับ” ฉัตรตะวันคล้ายจะทำลงไปตามสัญชาตญาณบางอย่าง ชายหนุ่มปล่อยมือจากต้นแขน พูดว่า 

“เปล่า คุณจะไปหาเธอหรือ” 

“อา..” เขาเห็นดวงตาที่เคยราบเรียบมีความวูบไหวบางอย่าง “ไปทักทายน้องรหัสเสียหน่อย” 

ฉัตรตะวันมองแผ่นหลังเหยียดตรงของอีกฝ่ายกำลังเดินออกห่าง รู้สึกราวกับอยู่ห่างไกลกันเหลือเกินทั้งที่อยู่ข้างกายตลอด ชายหนุ่มเจ็บปวดในอกแปล๊บที่ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายจึงเลือกที่จะเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ 

ฉัตรตะวันหย่อนตัวลงนั่งข้างหลี่เหมาเหมาเพื่อไม่ให้พฤกษ์ได้ใกล้ชิดกับหญิงสาวอย่างที่ตั้งใจ อีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าเฉลียวใจอะไรมากนัก เดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้ามแทนอย่างว่าง่าย หลี่เหมาเหมาสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าใครที่นั่งลงตรงหน้า เธอมีริ้วสีแดงบนแก้มเล็กน้อย พูดว่า 

“สวัสดีค่ะพี่พฤกษ์ พี่ฉัตร” พฤกษ์พยักหน้าพร้อมมุมปากที่โค้งขึ้น ส่วนฉัตรตะวันนั่งนิ่งเป็นต้นไม้ 

“ขยันจัง” เขาพูด มองไปที่หนังสือและชีทเรียนที่ถูกไฮไลท์เป็นลายพร้อยจนไม่เหลือพื้นที่ว่างสีขาวให้เห็น 

“เหมาเหมาไม่ค่อยเข้าใจเลยอ่านทบทวนค่ะ วิชานี้อาจารย์สอบบ่อยด้วย” 

“อืม” พฤกษ์พยักหน้า “ปีหนึ่งก็ทนเอาหน่อย เดี๋ยวก็ปีสองแล้ว” 

หลี่เหมาเหมาตาโต “ปีสองไม่หนักหรือคะ!? ” 

พฤกษ์ทำหน้าห่อเหี่ยว จิ้มหน้าผากเธอจนหงายไปเล็กน้อย พูดว่า 

“เธอเห็นสภาพฉันตอนนี้ไหมล่ะเหมาเหมา” 

หญิงสาวลูบหน้าผากตัวเองป้อย ๆ พลางกวาดสายตามองพี่รหัสของตนเอง 

“เห็นค่ะ” 

พฤกษ์เลิกคิ้วข้างหนึ่ง “เป็นอย่างไรบ้าง? ” 

“ตัวสูง หล่อ หน้าสวย ผิวขาวจั๊วะ” 

“อะแฮ่ม..” ฉัตรตะวันกระแอมในคอขึ้นมา แม้สายตากำลังก้มลงดูโทรศัพท์ทว่าหูทั้งสองกลับผึ่งออกอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ 

“เพ้อเจ้อ” พฤกษ์หัวเราะ ดันแว่นสายตาที่ตกอยู่ขึ้น 

“เพ้อเจ้อตรงไหนคะ” 

“หล่อแล้วจะสวยได้ยังไง” 

“อะแฮ่ม! ” 

“ไม่รู้สิคะ เหมาเหมาว่าพี่พฤกษ์หล่อนะ แต่มองดี ๆ ก็หน้าสวย จมูกโด่ง หน้าเรียว แถมปากก็แด๊งแดงเหมือนทาลิปเลยค่ะ” 

พฤกษ์ได้ยินดังนั้นจึงยกฝ่ามือขึ้นถูริมฝีปากก่อนจะยื่นฝ่ามือข้างที่ใช้ถูไปตรงหน้าหญิงสาว 

“เห็นไหมไม่ได้ทาอะไรเลย มันแดงของมันตามธรรมชาติ” 

“ฮึ่ม.. แค่ก! แค่ก! ” 

หลี่เหมาเหมาหัวเราะ 

“อย่างพี่พฤกษ์ธรรมชาติคงสร้างสรรค์มา ส่วนเหมาเหมาธรรมชาติคงลงโทษมาแหง็ม ๆ ” 

“ไปกันใหญ่” พฤกษ์โบกมือ 

“เธอไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลยนะ อย่าตีค่าตัวเองตกต่ำนักสิ” เขาพูดยิ้ม ๆ และทอดมองหญิงสาวอย่างอ่อนโยน ในหัวหวนนึกไปถึงหลี่เหมาเหมาจากกาลก่อน เธอเป็นถึงเลขาสาวที่สวยสง่า บุคลิกดี มีความมั่นใจ ผู้บริหารทุกคนยังให้การยอมรับความสามารถในการทำงาน ซ้ำผู้ชายทั่วบริษัทยังพากันเหลียวมองจนคอแทบเคล็ด 

หลี่เหมาเหมาที่ถูกสายตาคมของพฤกษ์จ้องมองอย่างไม่ปิดบังก็พลันหน้าแดงซ่านขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นอย่างเขินอาย ฉัตรตะวันที่เห็นภาพนั้นก็พาลหงุดหงิดจนร้อนไปหมดทั้งร่าง เขาเสแสร้งกระแอมหนัก ๆ ออกมาอีกหลายครั้งดัง ๆ 

“อะแฮ่ม! แฮ่ม! แค่ก ๆ! ” 

พฤกษ์ได้สติหลังจากได้ยินเสียงนั้น เขาหันไปมองฉัตรตะวันด้วยสีหน้าวิตกก่อนพูดขึ้นว่า 

“คอเป็นอะไรหรือคุณฉัตร ผมเห็นคุณไออยู่สักพักแล้ว” 

ชายหนุ่มทำสีหน้าไม่สู้ดีนัก ยกมือขึ้นแตะลำคอตนเอง พูดว่า 

“สงสัยผมคงเป็นไข้แน่ ๆ เลย” 

“เมื่อกี้เหมาเหมาเห็นพี่ฉัตรยังดี ๆ อยู่เลยนี่…..คะ” 

หลี่เหมาเหมาหยุดพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาน่ากลัวของฉัตรตะวันจ้องเขม็งมาที่เธอ ขนอ่อนทั่วร่างพลันลุกชัน! หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวออกห่างจากชายหนุ่มข้างกายอย่างแนบเนียน 

“จริงหรือ” พฤกษ์พูดขึ้นพลางยื่นหลังมือนาบไปกับหน้าผากและแก้มของอีกคน วินาทีเดียวกันนั้น หลี่เหมาเหมาจึงได้เห็นฉัตรตะวันยิ้มเยาะเธอจากมุมปาก หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ที่พอจะเข้าใจได้คือชายหนุ่มกำลังไม่พอใจที่เธอพูดคุยกับพฤกษ์ 

หลี่เหมาเหมาคิด ..หรือจะเป็นอย่างที่เขาคุยกันปากต่อปากไปทั่วคณะว่าเดือนปีสอง ‘ฉัตรตะวัน’ ชอบหวงและชอบกันไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้เพื่อนตนเอง 

มิน่าล่ะ ..เธอจึงไม่เคยเห็นสองคนนี้สุงสิงกับใครเลย 

“ตัวรุม ๆ นิดหน่อย คุณโอเคนะ? ” 

ฉัตรตะวันพยักหน้าอย่างเซื่องซึม พฤกษ์รู้สึกคล้ายจะเห็นไซบีเรียฮัสกี้ตัวใหญ่กำลังทำหน้าหงอย 

ช่วงนี้เขารู้สึกว่าตนเองจะเบลอหนักไปแล้ว ..เดี๋ยวเห็นคนนั้นคนนี้เป็นสุนัขอยู่เรื่อย 

“จริงสิเหมาเหมา” เขาหันไปหาน้องรหัสที่ก้มหน้าราวกับกำลังหลบสายตาใครอยู่ 

“คะ คะ? ” เธอกระตือรือร้นตอบทันที 

“ยังไม่ตัดแว่นใหม่อีกหรือ” พฤกษ์นึกขึ้นได้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สวมแว่นสายตาและคราวที่แล้วก็บอกเสียอย่างดิบดีว่าจะพาไปตัดอันใหม่ให้ 

“ยะ ยังคะ เงินเดือนยังไม่ออกเลย” 

“หือ” คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน 

“ฉันก็บอกอยู่ว่าจะออกให้” 

หลี่เหมาเหมาส่ายหน้าจะเส้นผมสยาย เขาถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะเคาะหน้าผากเธอด้วยหลังมือ 

“ทำไมดื้อ” 

น้ำเสียงที่ราวกับว่าเอ็นดูอีกฝ่ายทำให้ฉัตรตะวันกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ซ้ำคิ้วเข้มยังกระตุกถี่จนน่ากลัว 

“เอาอย่างนี้สิ” พฤกษ์เคาะปลายนิ้วลงกับโต๊ะไปมา พูดว่า 

“มาทำงานให้ฉัน ฉันจะจ้างเอง” 

“งานอะไร” เป็นฉัตรตะวันที่พูดขึ้นมากลางปล้องด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด 

“งานง่าย ๆ อย่างดูแลเด็กคนหนึ่ง ช่วยสอนการบ้าน ทำกิจกรรมหรืออะไรก็ได้ที่ฝึกสมาธิให้ดีขึ้น” 

พฤกษ์ยิ้มบาง ชูนิ้วขึ้นห้านิ้ว 

“ชั่วโมงละห้าร้อย เฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น มีอาหารให้สามเวลา จะรับเงินเป็นรายอาทิตย์หรือรายเดือนก็ได้ สนใจไหม? ” 

ฉัตรตะวันขบฟันแน่นเมื่อนั่งฟังจนจบประโยค ส่วนหลี่เหมาเหมาดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ แต่ก่อนจะมีฝ่ายใดโต้แย้งขึ้น ใครบางคนก็เดินตรงมาที่โต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่ 

เธอคือริต้านั่นเอง 

หลี่เหมาเหมาและพฤกษ์นิ่งไป ฉัตรตะวันจึงตวัดสายตามองอย่างเอาเรื่องทันที ริต้าปากสั่นเล็กน้อยก่อนจะรีบพูดธุระของตนเองให้จบ ๆ 

“ไม่ต้องมามองฉันอย่างนั้นเลยนะฉัตร” เธอพูด 

“พฤกษ์ก็ด้วย พี่ไม่ได้มาหาเรื่อง! ” 

พฤกษ์เลิกคิ้ว จากนั้นจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย 

“พี่ริต้ามีอะไรหรือเปล่า” 

“พี่ปีสี่เลี้ยงคืนนี้” ริต้าพูดจบก็หันมาทางฉัตรตะวัน “สายของฉัตรก็ด้วย พี่รหัสฝากมาชวน” 

ฉัตรตะวันพยักหน้าขอไปที ไม่ได้มีท่าทางสนใจอะไรมากนัก ริต้าหันมาหาหลี่เหมาเหมาเป็นคนสุดท้าย พูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมว่า 

“ส่วนเธอ.. ไม่ไปก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอกนะ” 

หลี่เหมาเหมาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอ หญิงสาวได้แต่ก้มหน้ากัดฟันอย่างเงียบเชียบ 

ริต้าเดินจากไปแล้ว พฤกษ์ถอนหายใจเฮือก พูดกับน้องรหัสว่า 

“เหมาเหมา คืนนี้เธอไม่ต้องไป” 

หลี่เหมาเหมาเงยหน้าขึ้นมามองเขา น้ำตาที่อุตส่าห์กลั้นเอาไว้ไหลออกมาอาบแก้ม 

“แม้แต่พี่พฤกษ์..” 

“ไม่ใช่” เขายกมือห้าม “ฉันไม่อยากให้เธอไปแล้วกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนพวกนั้น” 

“....” 

“รู้ใช่ไหม? พวกนั้นอาจจะทำให้เธอรู้สึกอับอายหรือรู้สึกแย่ เธอคงไม่อยากเป็นแบบนั้นใช่ไหม? ” 

หลี่เหมาเหมาสะอื้นก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าตอบ 

“ถ้าอยากไป เอาไว้ฉันจะพาไปทีหลัง” 

ฉัตรตะวันหันขวับมามองคนพูดทันที 

 

“คุณชอบเธอ” ฉัตรตะวันพูดขึ้นเมื่อเขาทั้งสองเดินมายังที่จอดรถ พฤกษ์มองรถยนต์ของอีกฝ่ายที่วันนี้ก็มาจอดอยู่ข้าง ๆ เหมือนเดิมก่อนจะพูดขึ้นว่า 

“คุณจะบ้าหรือ ผมเป็นเกย์” 

“อาการคุณออก” 

“ออกยังไง” 

“คุณพูดดีกับเธอ” 

“แปลกตรงไหน” 

“คุณหยอกล้อเธอ” 

“หยอกน้องรหัสผิดด้วยหรือ” 

“คุณช่วยเหลือเธอ” 

“ปกตินี่ ..ผมช่วยเหลือคนรู้จัก เป็นคุณก็คงทำ” 

“คุณเอ็นดูเธอ” 

“เธอนิสัยน่ารัก” 

“นั่นไง คุณรักเธอใช่ไหมล่ะ” 

“โอ๊ย! ” พฤกษ์กุมขมับอย่างแรง รู้สึกปวดจี๊ดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ 

“ทำไมยัดเยียดผมจัง ก็บอกแล้วไงว่าเป็นเกย์! เกย์ก็คือชอบผู้ชาย! เอาอย่างนี้ไหม ผมคบผู้ชายสักคนเลยเป็นไง คุณฉัตรจะได้สบายใจ” 

“ห้ามเลยนะ! คุณพฤกษ์จะไปคบใครไม่ได้ทั้งนั้น” 

“เอ๊ะ นี่ยังไงครับ มีสิทธิ์อะไรในตัวผมหรือครับ? ” 

“สิทธิ์ของ ..เพื่อน” ฉัตรตะวันพูดเสียงแผ่วตรงคำสุดท้ายของประโยค 

พฤกษ์เอียงหน้า ควงกุญแจรถยนต์ในมือเล่น 

“เพื่อนหรือพ่อ” 

“อยากให้เป็นมากกว่านั้นไหมล่ะครับ” 

พฤกษ์ถูกคำพูดสองแง่สองง่ามของอีกฝ่ายทำให้เป็นอัมพาตไปครู่หนึ่ง กุญแจรถยนต์ที่ควงเล่นอยู่ที่นิ้วหลุดร่วงไปไหนไม่อาจทราบ รู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนที่ฉัตรตะวันวางกุญแจรถยนต์ลงบนฝ่ามือ ดวงตาสีเข้มนั้นสบกับดวงตาของเขาเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะแสร้งพูดขึ้น 

“ขอโทษครับ” รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทว่าดวงตาของเขาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย 

“ดูท่าผมคงจะหงุดหงิดแล้วพาลใส่คุณพฤกษ์เสียแล้ว” 

“หงุดหงิดที่ผมคุยกับเธอหรือไง” 

“อืม” ฉัตรตะวันยอมรับในที่สุด เขาเลือกแล้วที่จะซื่อสัตย์กับตนเอง 

“เหมือนเด็กหวงของเล่นเลย” 

ชายหนุ่มหัวเราะ “คุณไม่ใช่ของเล่น” 

ฉัตรตะวันคล้ายจะพูดอะไรต่อ ทว่าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น พฤกษ์หยิบออกมาดูแต่ก็ไม่คุ้นเคยกับหมายเลขที่โทรเข้ามา เมื่อกดรับ ปลายสายจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน 

(ผู้ปกครองเด็กหญิงมาลีวัลย์ใช่ไหมคะ? ดิฉันเป็นครูประจำชั้นค่ะ คือตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นที่โรงเรียน พอดีแก...) 

พฤกษ์คล้ายกำลังรู้สึกอะไรบางอย่าง … 

สิ่งที่เรียกว่าเดจาวู 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว