ชิงนาง : ชิงนาง ตอนที่ 12(จบตอนที่12)

ชิงนาง
  • ชื่อเรื่อง : ชิงนาง
  • ชื่อตอน : ชิงนาง ตอนที่ 12(จบตอนที่12)
  • คำค้น : ชิงนาง เรื่องย่อชิงนาง ละครชิงนาง นิยายชิงนาง อ่านเรื่องย่อชิงนาง
  • คนเข้าชมทั้งหมด : 1673
  • ความคิดเห็น : 0
  • ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2555 09:24 น.
สุธาวี
สุธาวี

ชิงนาง ตอนที่ 12(จบตอนที่12)

ชิงนาง ตอนที่ 12 

 

 

 

ชิงนาง ตอนที่ 12 
       
       ในขณะที่วงเดือนถือถาดอาหารออกมาจากครัว เมฆาเข้ามาขวางทางไว้ วงเดือนหน้าตึงและทำท่าจะเดินหนี
       
       “เธอเป็นอะไรไปเดือน”
       วงเดือนมีท่าทีเย็นชา “ไม่เป็นอะไรค่ะ”
       เมฆาไม่ยอมดึงมือวงเดือนไว้ จับถาดวางลง และบังคับให้วงเดือนหันหน้ามาคุยกับเขา
       “ปล่อยเดือนค่ะ”
       “ฉันไม่ปล่อยจนกว่าเธอจะบอกว่าไม่พอใจฉันเรื่องอะไร”
       “เดือนไม่มีสิทธิ์ไม่พอใจคุณ แต่เดือนไม่เห็นด้วยกับการกระทำของคุณ”
       เมฆานึกสังหรณ์ใจ ตะหงิดๆ
       
       จังหวะนั้นโฉมไฉไลส่งเสียงแหวกเข้ามา “เมฆาคะ”
       พลางเข้ามาเกาะแขนเมฆาแสดงความเป็นเจ้าของ
       “มาทำอะไรตรงนี้คะ”
       เมฆารีบปลดมือโฉมออก วงเดือนมองด้วยสายตาสมเพช
       “แยกให้ออกสิคะว่า...” มองเหยียดวงเดือน “ไม่ควรลดตัวลงไปต่ำตมกับคนใช้”
       วงเดือนสวนออกมานิ่มนิ่ง “ต้องรวมถึง” มองหน้าโฉมไฉไลอย่างไม่ยอม “คนที่คิดว่าตัวเองอยู่สูงแต่ชอบทำตัวต่ำด้วยนะคะ ที่เราไม่ควรลดตัวไปต่ำตมด้วย”
       โฉมไฉไลเสียงดัง “แกด่าใคร”
       วงเดือนสวนทันควัน “ต้องถามคุณโฉมเพราะคุณโฉมน่าจะรู้จักคนๆ นั้นเป็นอย่างดี ช่วยบอกได้ไหมคะว่าเป็นใคร”
       “แก” โฉมไฉไลบันดาลโทสะ เงื้อมือหมายจะตบ
       เมฆาโผล่มาคว้ามือโฉมไฉไลแล้วผลักโฉมไฉไลออกไปอย่างแรง
       โฉมไฉไลโกรธจนตัวสั่น “เมฆา..นี่คุณเข้าข้างมันมากกว่าโฉมที่เป็นมะ..” โฉมไฉไลจะบอกว่าเป็นเมีย
       ถูกเมฆาตวาดลั่น “หุบปาก”
       โฉมไฉไลชะงัก เมฆามองวงเดือน เห็นสายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
       “คุณไม่น่าทำกับคุณพฤกษ์แบบนี้”
       วงเดือนเดินออกไป เมฆามองตามรู้ว่าตัวเองเสียคะแนนอย่างมาก
       “โฉมได้คุณแล้ว คุณก็หมดสิทธิ์ที่จะได้นังวงเดือน”
       “ผมเตือนคุณแล้วใช่มั้ย? ถ้าคุณยังปากสว่างเรื่องนี้อีกล่ะก้อ...”
       โฉมไฉไลลอยหน้าท้าทาย อย่างไม่สะทกสะท้าน “ล่ะก้อทำไมคะ..ผัวขา?”
       เมฆากัดฟันกรอด “ผมจะ..” อยากจะพูดว่าผมจะฆ่า แต่เกิดเปลี่ยนใจ “จะเอาคุณเข้าคุกเรื่องที่คุณขโมยเครื่องเพชรของคุณย่า”
       “ว๊าย!!” โฉมไฉไลขำก๊าก “นี่ถึงกับต้องขุดเรื่องเก่าขนาดนั้นมาขู่กันเลยเหรอคะเนี่ย” เปลี่ยนอารมณ์ตาวาวโรจน์ “อย่ามาขู่ให้ยากเลยเมฆา!! ไม่มีหลักฐาน ไม่มี พยาน คุณจะเอาโฉมเข้าคุกได้ยังไง”
       เมฆาตอกหน้า “คุณคงลืมไปล่ะสิว่าสารวัตรเมืองนี้เป็นเพื่อนผม อยากนอนที่นี่หรืออยากจะไปนอนในคุก...ก็เลือกเอา!”
       คราวนี้ได้ผลโฉมไฉไลชะงักกึก
       เมฆาขู่ มองด้วยสายตาเอาจริงก่อนจะเดินหนีไป โฉมไฉไลหงอ ไม่กล้าตาม
       
       ทางด้านภูผายืนอยู่ในไร่ คุมคนงานที่กำลังช่วยกันใส่ปุ๋ยลงในแปลงต้นชา
       หนูนาอยู่ที่แปลงถัดไปกับดอย ช่วยใส่ปุ๋ยอยู่อีกด้านหนึ่ง หนูนาลอบมองภูผาด้วยสายตาน้อยใจ
       หนูนาท่าทางดูมึนๆ อ่อนเพลีย หนูนาตักปุ๋ยใส่ต้นชา จู่ๆ หนูนาก็เห็นภาพรอบข้างเริ่มเบลอ รู้สึกวิงเวียนยืนไม่อยู่ ซวนเซเป็นลมล้มหมดสติไป
       ดอยตกใจร้องลั่น “ลูกพี่! ช่วยด้วย! ลูกพี่เป็นลม”
       ภูผารีบวิ่งเข้ามาดูอาการหนูนา
       “หนูนา! หนูนา”
       หนูนาแน่นิ่งไม่ไหวติงใดๆ ภูผาเห็นท่าไม่ดี ตัดสินใจช้อนอุ้มร่างหนูนาแล้วรีบพาออกไป ดอยตามติดอย่างเป็นห่วง
       
       หนูนารู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องแล้ว โดยมีภูผานั่งมองอยู่ใกล้ ๆ
       ภูผามองตาแล้วถามเหมือนอยากรู้ความจริง “เธอไม่สบายเป็นอะไร”
       หนูนาอึ้ง อึกอัก กิริยามีพิรุธ เพราะแอบสงสัยตัวเองโดยสัญชาติญาณ แต่ก็เหวี่ยงใส่เพื่อกลบเกลื่อน
       “อยากรู้ไปทำไม? จะมาสนใจอะไรกับไอ้คนไร้ค่าอย่างฉัน”
       ภูผาระอาใจ “เธอรู้ได้ยังไงว่าเธอไร้ค่า”
       หนูนาสะอึก ตระหนักชัดกับคำว่าผู้หญิงไร้ค่า แต่ยังคงเหวี่ยงต่อ “ชั้นจะไปทำงาน” พูดอย่างอวดดี แล้วลุกขึ้นพรวด แต่จู่ๆ เกิดเวียนหัววูบไปอีก ภูผาพุ่งมารับตัวไว้
       ภูผาดุเสียงดัง “ทำไมถึงดื้ออย่างนี้? จะอวดดีไปถึงไหน?”
       หนูนากัดฟันเถียงอย่างแรง “ชั้นจะอวดดีได้ยังไง? คนอย่างชั้นมันไม่มีอะไรดีแล้ว”
       ขาดคำหนูนารู้สึกคลื่นไส้จะอ้วกอีก
       ภูผาฉงน “หนูนา? เป็นอะไร?”
       หนูนาไม่ตอบผลักภูผาเต็มแรง ก่อนจะวิ่งไปอ้วกใส่ถังขยะที่มุมห้อง
       ภูผามองไปเริ่มฉุกคิด “เธอเป็นแบบนี้นานหรือยัง”
       หนูนา พยักหน้า
       ภูผาถามทันที “นายสว่างรู้หรือเปล่า”
       หนูนาส่ายหน้า
       ภูผาอึ้ง หนูนาโก่งคออ้วกอย่างแรง สีหน้าภูผาเหมือนจะรับรู้อาการ ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ๆ มองหนูนาด้วยความสงสาร
       ภูผาพึมพำเบาๆ “หนูนา”
       หนูนาอยากจะหันมาเถียง แต่ก็ต้องคลื่นไส้ไม่หยุด ต้องอ้วกต่อ อั้นไม่ไหว
       ภูผาเมียงมอง อาการเก้ๆ กังๆ ก่อนจะยกมือขึ้นช่วยลูบหลังให้
       แต่หนูนายังอวดดี อ้วกไปพยายามเอามือปัดมือภูผาไป แต่ไม่สำเร็จเพราะอ้วกตลอดจนตัวโก่งตัวงอเลยต้องยอมให้ภูผาลูบหลังไปเรื่อยๆ จนอาการดีขึ้น เลิกอ้วกแล้ว
       หนูนาหอบเพราะเหนื่อย ไม่กล้าสบตาภูผาเพราะอายเรื่องท้อง ทั้งเหนื่อยทั้งอาย สุดท้ายสะอื้น
       ภูผามองสงสารก่อนจะดึงหนูนามากอดไว้แน่น
       หนูนาปล่อยโฮ เมื่อรู้สึกว่ามีที่พักพิง
       ภูผาดึงหนูนาออก มองหน้า พูดด้วยดีๆ “ไปหาหมอเถอะนะ”
       
       หนูนามีสีหน้าหวาดหวั่น

 
       ในเวลาต่อมา หมอกำลังแจ้งผลตรวจต่อภูผาและหนูนา
       
       “ดีใจด้วยนะครับ ภรรยาของคุณกำลังตั้งครรภ์”
       หนูนาช็อก ภูผาหลับตา ถอนใจเฮือกใหญ่อย่างอ่อนล้าคิดในใจ “ว่าแล้ว!”
       
       ค่ำคืนนั้นพอกลับมาถึงไร่ หนูนาก็เดินเข้ามาในห้องปิดประตู แล้วร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด
       ภาพเหตุการณ์ที่วันชัยข่มขืนอย่างโหดร้ายวันนั้น แวบเข้ามาในหัว
       หนูนาหวีดร้องดังลั่น “ไม่จริง....”
       หนูนาทรุดตัวลง กอดเข่าร้องไห้
       ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าห้อง
       เป็นสว่างกับดอยพยายามเคาะประตูเรียก
       “หนูนา เปิดประตูสิ เอ็งเป็นอะไร หนูนา” สว่างเรียก
       “ไอ้ดอยเป็นห่วงลูกพี่นะ” ดอยตะโกนตาม
       เงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบรับมาจากหนูนา สว่างจนปัญญามองหน้ากับดอย
       
       ภูผายืนมองอย่างหนักใจอยู่อีกมุม ประหวัดไปถึงตอนที่ตัวเองมีเรื่องกับหนูนา เลยเป็นเหตุให้หนูนาโดนวันชัยข่มขืน ภูผารู้สึกผิดมากๆ กับเรื่องเลวร้ายที่เกิดกับเด็กสาว
       “เพราะชั้นคนเดียว..หนูนา” ภูผารำพึงกับตัวเอง
       
       รุ่งเช้า ศรีดารากับอนุตลงนั่งที่โต๊ะอาหารท่าทีซังกะตาย เศร้าเรื่องอรุณ วงเดือนกับชอุ่มคอยดูแลจัดสำรับให้
       ศรีดาราหันมาถามวงเดือน “นี่พฤกษ์กลับมาบ้านหรือยัง”
       “ยังค่ะ” วงเดือนบอก
       “ปกติพฤกษ์ไม่เคยหายไปนานขนาดนี้นะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
       อนุตถามต่อ วงเดือนฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วง
       ระหว่างนั้น เมฆาเดินมาร่วมโต๊ะ วงเดือนเห็นเมฆามองมาก็เมินมองไปทางอื่น
       วงเดือนพูดกับอนุต ศรีดารา “วันนี้เดือนขออนุญาตออกไปทำธุระข้างนอกนะคะ”
       ศรีดารายิ้มเยื้อน พยักหน้าอนุญาต “จ้ะ”
       วงเดือนเดินออกไปทันที โดยไม่ยอมมองหน้าเมฆาเลยสักนิด เมฆามองตามอย่างร้อนใจ
       “เอ่อ..ผมเพิ่งนึกได้ว่าต้องรีบไปที่โรงพยาบาลครับ ขอตัวนะครับ”
       เมฆารีบออกไป อนุตกับศรีดารามองตาม
       
       วงเดือนเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องพักพฤกษ์ในท่าเรือน วงเดือนจะเปิดประตูห้องเข้าไปแต่ปรากฏว่าห้องล็อก!
       วงเดือนตัดสินใจเคาะประตูเรียก “คุณพฤกษ์ อยู่เหรอเปล่าคะ คุณพฤกษ์..นี่เดือนนะคะ..คุณพฤกษ์”
       ประตูเปิดออก พฤกษ์อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม และยังเมาค้างอยู่
       “เดือน”
       พฤกษ์เดินกลับไปที่เตียงล้มตัวลงนอน ท่าทางเบื่อหน่ายทุกสิ่ง วงเดือนมองขวดเหล้าเปล่าที่วางเกลื่อนพื้น เดินไปหา
       “คุณพฤกษ์คะ..อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลยนะคะ”
       พฤกษ์มองวงเดือนพูดประชด “จะมาสนใจฉันทำไม? ฉันมันเป็นไอ้โง่ ไอ้งั่ง ไอ้ขี้แพ้ ฉันไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรอีกแล้ว”
       “ไม่นะคะ คุณไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณยังมีคุณพ่อคุณแม่ มี..” วงเดือนค้างคำ
       พฤกษ์จับมือวงเดือน “ฉันยังมีเดือนใช่ไหม...” เห็นวงเดือนอึ้งไป ยิ่งคาดคั้น “เธอห่วงฉันใช่มั้ย ถึงได้มาหาฉัน”
       วงเดือนอึ้ง “คุณพฤกษ์”
       พฤกษ์เมามากกอดวงเดือนไว้ “เธอรักฉันใช่มั้ย รักฉัน อยู่กับฉัน อย่าทิ้งฉันไป”
       พฤกษ์ไม่อาจต้านแรงปรารถนาของตัวเองได้อีกแล้ว พฤกษ์กอดจูบเดือน
       วงเดือนตกใจร้องลั่น ขัดขืนไปมา “อย่าทำแบบนี้ คุณพฤกษ์ อย่า”
       ทันใดนั้นเมฆาพุ่งเข้ามา กระชากพฤกษ์ออกจากร่างของวงเดือน แล้วต่อยพฤกษ์คว่ำไป
       วงเดือนตกใจ “คุณเมฆา”
       เมฆาดึงมือแขนวงเดือนแล้วลากออกจากห้องไปทันที
       พฤกษ์ยังมึนหมัดมองตาม และพยายามเรียกไว้ “เดือน...เดือน”
       
       สองคนอยู่ตรงมุมหนึ่งในสวนสงบเงียบของโรงพยาบาล เมฆาพรวดเข้ามาหา
       “เธอไม่น่าไปหาพี่พฤกษ์”
       “เดือนสงสารคุณพ่อคุณแม่ อยากมาตามคุณพฤกษ์กลับบ้าน”
       เมฆาหยั่งเชิงเพราะหวงหึง “ไม่ใช่เพราะห่วงพี่พฤกษ์?”
       วงเดือนตวัดสายตาจ้องหน้าเมฆา “เดือนสงสารคุณพฤกษ์ คุณพฤกษ์ต้องเจ็บกับเรื่อง....ของคุณ”
       สีหน้าเมฆาสลดลง “ผมเมา ผมไม่ได้ตั้งใจ..โฉมไฉไลเองก็...”
       วงเดือน อาย..ไม่อยากฟังแล้ว เลยโพล่งขึ้นมาอย่างอัดอั้น
       “ถ้าแสนสมุทรไม่มีเดือนซักคนเรื่องมันก็คงไม่เลวร้ายแบบนี้”
       วงเดือนร้องไห้ด้วยความอึดอัด เมฆาจะกอดวงเดือน วงเดือนเบี่ยงตัวออกทันที
       เมฆารู้ว่าไม่ควรรุกอีกต่อไป เปลี่ยนมาจับไหล่วงเดือนมองหน้าด้วยสีหน้าอ่อนโยนลึกซึ้ง
       “ผมจะไม่ทำให้เดือนลำบากใจอีก เราจะเป็นพี่เป็นน้องกัน เหมือนเมื่อก่อน..ได้ไหม”
       วงเดือนมองเมฆา อย่างไม่แน่ใจ
       เมฆาพูดเหมือนเข้าใจวงเดือนมาก “ผมรู้แล้วว่าเดือนรักพี่ผามากแค่ไหน” แสดงอาการว่ารู้สึกผิดมาก “เพราะผมทำให้พี่ผากับอรุณต้องทะเลาะกัน..ผมทำให้อรุณต้องตาย ผมทำให้ทุกคนต้องแตกแยก ผม...” เมฆาน้ำตาคลอหน่วย เรียกคะแนนสงสาร “เดือน..อภัยให้ผมได้ไหม”
       วงเดือนไม่เคยเจอภาคอ่อนแอของเมฆา ก็ทำอะไรไม่ถูก
       “เดือนขอร้องว่าคุณอย่าทำให้คุณพฤกษ์ต้องเสียใจอีกได้มั้ยคะ”
       “ผมจะปรับความเข้าใจกับพี่พฤกษ์ จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก เราจะเริ่มต้นทุกอย่างกันใหม่นะ”
       วงเดือนถอนหายใจ ไม่ตอบ แต่ดูคลายกังวัลขึ้นมาก
       
       เมฆาลอบมองท่าทีวงเดือนที่ดูวางใจตนเอง ด้วยแววตาของผู้ชนะในเกมนี้ 

 

       เหตุการณ์ที่ไร่วงเดือน หนูนาทรุดลงนั่งกับพื้น หน้าซีด มีเหงื่อโทรมกาย หนูนาเอาหมวกตัวเองมาพัดๆ สูดหายใจลึกๆ แบบฮึดสู้เต็มที่ ดอยมองๆ แล้วเดินเข้ามา
       
       “ลูกพี่! หน้าลูกพี่ซีดยังกะไก่ต้ม ดอยว่าลูกพี่ไปพักเหอะ เดี๋ยวดอยจัดการเอง”
       หนูนาหันขวับมาหา “ไม่ต้อง! ให้ชั้นทำเถอะไอ้ดอย...” เหมือนจะพูดบอกตัวเอง “อย่างน้อยชั้นจะได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าเหลืออยู่มั่ง”
       ดอยมองงงๆ ไม่เข้าใจว่าหนูนาพูดอะไร?
       หนูนาลุกพรวดขึ้น “ไป! ทำงาน”
       พูดจบก็เดินออก ปล่อยให้ดอยงวยงง “กินอะไรผิดไปรึเปล่าวะ หมู่นี้ชอบพูดจาอะไรแปลกๆ”
       
       หนูนาเดินไปก้มจะยกถังหนักๆ แถวนั้น มือภูผายื่นมาตะปบมือหนูนาที่จับปี๊บอยู่ หนูนาหันขวับ
       “ไอ้..!!” ชะงักกึกเมื่อเห็นเป็นภูผา
       ใบหน้าภูผาอยู่ใกล้ใบหน้าหนูนาระยะประชิด
       “คุณ....”
       ภูผายังไม้ขยับเขยื้อนไปไหน จ้องตาดุเหมือนผู้ใหญ่จ้องเด็ก “เมื่อไหร่จะเลิกดื้อนะเราน่ะ”
       หนูนาหันขวับจ้องตา เถียงทันควัน สองคนยังอยู่ท่าเดิมใกล้กันเพราะเรื่องที่คุยไม่มีใครรู้
       “แล้วเมื่อไหร่คุณจะเลิกดุชั้นซะทีล่ะ”
       ภูผาสวนทันควัน “ก็ไม่อยากจะดุหรอกนะ ถ้าไม่ห่วง”
       สองคนมองสบตากัน
       ภูผาเหลือบตาลงมองท้องหนูนาก่อนที่หนูนาจะเคลิ้ม แล้วเคลียร์
       “ถ้าไม่ห่วงไอ้ตัวเล็ก” พูดเบาหวิว กลัวคนอื่นได้ยิน
       หนูนาเด้งตัวออกทันที แล้ววี้ดใส่เลย “ห่วงมันทำไม?” เจ็บปวด อัดอั้นจนหลุดปากระเบิดออกมา “จะไปห่วงมันทำไม มันไม่ใช่...”
       ภูผากระโดดเอามือปิดปากหนูนาหมับทันที ดอย และคนงาน เหลียวมามองกันอย่างตกใจ และอยากรู้
       ภูผาตะคอกลั่น “หุบปาก เป็นบ้าอะไรเนี่ย?” รีบกลบเกลื่อน กลัวคนรู้ “ไม่สบายก็ไปนอน! อย่ามาอาละวาดแบบนี้!”
       หนูนาปรี๊ดใส่แบบไม่กลัวเกรง “แล้วมันเรื่องอะไรของคุณ? มายุ่งทำไม? ไม่ห่วงชั้นแล้วจะมายุ่งทำไม?” ผลักภูผาอย่างแรง “ไม่ต้องมายุ่ง”
       ภูผาหมดความอดทน แหกปากลั่น “เออ! ไม่ยุ่งก็ได้”
       หนูนาสวนแรงพอกัน “เออ! ต่อให้ชั้นตายก็ไม่ต้องมายุ่ง”
       ภูผาสวนแรงทันที แบบหลุดปากด้วยอารมณ์ “เออ! จะไปตายที่ไหนก็ไปเลย ไป๊”
       หนูนาอึ้ง ตะลึงงัน
       ภูผาก็อึ้งไปเหมือนกัน
       ดอยและคนงาน มอง 2 คนอย่างตื่นตะลึง
       หนูนาจ้องมองภูผาอย่างสับสน ทั้ง โกรธ เสียใจ น้อยใจ น้ำตาเอ่อ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาอย่างอวดดี
       “ได้!! ชั้นไปก็ได้” กลืนน้ำตา “ชั้นจะไปตายให้ดู”
       พูดจบก็สะบัดวิ่งพรวดออกไป ท่ามกลางความตะลึงของทุกคน
       “ลูกพี่” ดอยขยับจะตาม
       ภูผาสั่งดังลั่น “ไม่ต้องตาม! ใครตามไปโดนแน่”
       ดอยชะงักกึก
       ภูผากลบเกลื่อนความรู้สึกผิดของตัวเองเหมือนกันที่แรงใส่หนูนา “เด็กอะไร! เอาแต่ใจจนเคยตัว! นึกว่าเก่ง? ดีแต่พูด”
       ดอยเถียงแบบกลัวๆ “ไม่จริงนะนาย ลูกพี่พูดอะไรต้องทำอย่างที่พูดทุกทีนะนาย”
       ภูผาอึ้งไป คิดปลอบใจตัวเอง พูดสั่งเสียงเข้ม “ไปทำงาน”
       ดอยกับทุกคนมองภูผาอย่างกลัวๆ
       ภูผาเสียงดังกว่าเดิม “บอกให้ไปทำงาน”
       คนงานสะดุ้งโหยง ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ เหลือแต่ดอยที่มองตามหนูนาอย่างเป็นห่วง แล้วตัดสินใจวิ่งตื๋อตามออกไปอย่างไม่สนใจภูผา
       ภูผาเจตนาปล่อยให้ดอยไป และแอบชำเลืองมองตามอย่างไม่สบายใจนัก
       
       หนูนาวางเตลิดมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผาสูงชัน หน้าตานิ่งมาก ทั้งน้อยใจและเสียใจ ปล่อยให้น้ำตาไหลริน แต่ไม่สะอึกสะอื้น ค่อยๆ เอามือจับท้องแล้วพูดลอยๆ
       “แม่ขอโทษนะ แต่แม่มันคนไร้ค่า” กลืนกล้ำน้ำตา “ถ้าลูกเกิดมา ลูกก็ต้องอับอาย...มีแม่สกปรก มีพ่อเป็นโจร” ค่อยๆ ก้มมองท้องตัวเอง “เราไปด้วยกันนะ”
       เท้าหนูนาขยับเดินสายตามองไปข้างหน้า
       “ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เรามาเจอกันอีก คุณด้วย..คุณภูผา” หนูนาสะอื้นออกมา “ขอให้เราได้เจอกันและขอให้คุณรักชั้นเหมือนอย่างที่ชั้นรักคุณ”
       เท้าหนูนาขยับเดินต่อ หนูนาสูดหายใจลึก แล้วหลับตาเตรียมกระโดด
       ดอยวิ่งมาหน้าตื่น ตะโกนลั่น “ลูกพี่”
       หนูนาหันขวับมอง
       ดอยตะโกนก้อง “อย่า...”
       หนูนาจะกระโดด แต่ดอยพุ่งชาร์จรวบตัวหนูนาไว้ จนหนูนาล้มลงอย่างแรงๆ หมิ่นเหม่จะตกมิตกแหล่ แลดูน่าหวาดเสียวมาก สองคนเถียงกันไปมา
       “ไอ้ดอย! ปล่อย”
       “ลูกพี่ ทำไมโง่อย่างนี้ อย่าดิ้น! ดอยไม่มีแรงแล้วนะ”
       “ปล่อย! ไอ้ดอย! ชั้นอยากตาย”
       “ลูกพี่”
       ดอยอาการแย่แล้ว มือที่รวบตัวหนูนาไว้ค่อยๆ อ่อนแรงลงทุกที หนูนาไถลลื่นไปอีก ร่างโดนกระแทก
       “ลูกพี่! ดอย...ดอยไม่ไหวแล้ว”
       ทันใดนั้น มือภูผาคว้าหมับ “หนูนา”
       หนูนาตะโกน “ปล่อย”
       ภูผาพยายามช่วยหนูนาขึ้นมาจนสำเร็จ ทุกคนมานั่งกองอยู่กับพื้น ดอยพุ่งกอดหนูนาแน่นร้องไห้ออกมาอย่างขวัญเสีย “ลูกพี่! ทำไมลูกพี่ทำอย่างนี้..คนโง่!! ฮือๆ”
       หนูนาผลักดอยกระเด็นทั้งที่เหนื่อยล้ามาก “ชั้นบอกไม่ต้องมายุ่งไง” ด่ากราด “มายุ่งกับชั้นทำไม”
       
       ไม่ทันขาดคำ ใบหน้าหนูนาหันไป เพราะโดนภูผาตบฉาดใหญ่
       หนูนาช็อก น้ำตาคลอ “คุณ” ยกมือกุมหน้า
       ภูผาตะคอกตอกใส่หน้า “อวดดี! อวดเก่ง! ทั้งๆ ที่โง่! โง่เหมือนที่ดอยมันว่า!”
       หนูนาเจ็บใจ น้อยใจ เสียใจ แหกปากลั่น “โง่ตรงไหน? ในเมื่อคุณบอกเองว่าชั้นเป็นคนของคุณ และในเมื่อชั้นรักคุณสุดหัวใจ คุณสั่งให้ชั้นไปตาย ชั้นก็ต้องตายให้สมใจคุณนี่ไง”
       ภูผาโกรธจัด ตวาดลั่น “หนูนา”
       ดอยตกใจสุดขีด มองที่ขาหนูนา ร้องเสียงหลง “ลูกพี่!! แย่แล้ว”
       ภูผามองตามดอย เห็นเลือดไหลมาตามขาหนูนาเป็นทาง
       ภูผาช็อก “หนูนา!!!
       ดอยปล่อยโฮ
       หนูนาหมดแรง หงายเงิบเป็นลมล้มพับไป
       ภูผาปรี่เข้าประคองไว้ในอ้อมแขนได้ทัน “หนูนา”

 

 

 

ชิงนาง ตอนที่ 12 (ต่อ)
       
       หมู่มวลนั่งรอที่หน้าอนามัย หมอเดินออกมา ทุกคนกรูไปหา
       
       สว่างถามอาการร้อนรน “หลานผมไม่เป็นไรใช่มั้ยครับหมอ”
       หมอถอนใจเฮือกใหญ่ “คนไข้ปลอดภัยครับ...”
       สว่างไม่ฟังต่อแล้ว “ขอผมเข้าไปดูมันนะครับ” พุ่งเข้าไปทันที
       “ผมขอเข้าไปด้วย” ภูผาไม่รอคำตอบ พุ่งเข้าไปเช่นกัน
       หมอถอนใจอีกเฮือก แล้วเดินตามเข้าไป
       
       หนูนานอนหน้าซีดอยู่บนเตียง ภูผาพุ่งเข้ามา
       หนูนาเห็นออกอาการดีใจ “คุณภูผา”
       ภูผายื่นมือให้หนูนาจับไว้ “ไม่เป็นไรแล้วนะ”. ลูบผมด้วยความสงสารและรู้สึกผิด “ไม่เป็นไรแล้ว”
       สว่างพูดทั้งโกรธทั้งห่วง “ไอ้หนูนา!!เอ็งเป็นบ้าอะไรของเอ็งวะ!!ทำไมเอ็งถึงต้อง...”
       ภูผาปรามขัดขึ้นก่อน “นายสว่าง...แค่นี้หนูนาก็เจ็บมากพอแล้ว”
       สว่างยอมเงียบ หนูนาซึ้งใจภูผาน้ำตาจะไหล
       “คุณภูผา....ไม่โกรธ..ไม่เกลียดชั้นใช่ไหม”
       ภูผาเหนื่อยใจ “หนูนา”
       หนูนาสะอื้นนิดๆ “ไม่ได้อยากให้ชั้นไปตายใช่มั้ย?”
       “หนูนา” ภูผาครวญเพราะรู้สึกผิด
       หนูนาโผกอดภูผาแน่น ภูผากอดตอบแถมลูบหัวปลอบ
       สว่างตกกะใจ “เฮ่ย ๆ ๆ ไอ้หนูนา”
       หมอเข้ามาขัดจังหวะพอดี
       “คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ”
       ทุกคนนิ่งฟังหมอ
       “ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก”
       สว่างช็อกคาที่ “เฮ่ย”
       “แต่จากนี้ไปต้องระวังให้มากเลยนะครับ ครั้งนี้เองหมอก็ต้องบอกว่าโชคดีเหลือเกินแล้ว”
       “ครับ ผมจะระวัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกครับ”
       หนูนาซึ้งใจ
       สว่างยัง “เฮ่ย” อยู่
       “หมอจะจัดยาไว้ให้ ทานต่อเนื่องนะครับ ไม่มีอะไรแล้ว หมอขอตัว”
       ทุกคนขอบคุณ หมอออกไป สว่างรีบทันที
       สว่างงงเป็นไก่ตาแตก “นาย! ไอ้หนูนา!! นี่มัน”
       หนูนารีบบอก “...ไม่ใช่คุณภูผา”
       สว่างยิ่งงง “ไอ้หนูนา” โกรธจัด ปรี่เข้าหา “ทำไมเอ็งถึงได้”
       ภูผาขวางไว้ “ใจเย็น..นายสว่าง”
       สว่างทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ “ข้าเลี้ยงเอ็งมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ทำไมเอ็งทำอย่างนี้”
       ภูผาปราม “พอแล้ว...อย่าซ้ำเติมหนูนาเลย”
       “อย่าห้ามผมเลยครับนาย” ใส่หนูนาต่อ “บอกมา! ไอ้หนูนา เอ็งท้องกับใคร? เอ็งท้องกับใคร?”
       ภูผาขึ้นเสียงห้าม “นายสว่าง”
       หนูนาหน้านิ่ง บอกอย่างเด็ดเดี่ยว “ไอ้ -วัน-ชัย”
       สว่างช็อกอีก ภูผาถอนใจเฮือก
       “ไอ้วันชัย!” แทบทรุดลงไปกองกับพื้น ”ไอ้วันชัย!” มึนงง
       “ทุกอย่างเป็นความผิดของชั้นเอง ถ้าวันนั้น” ภาพด่าทอผุดขึ้นมาแว่บๆ “ถ้าชั้นไม่โกรธหนูนา หนูนาก็คงไม่ต้องถูกนายวันชัยทำร้าย”
       สว่างสบถ “ไอ้วันชัย! มึงตาย” จะพุ่งออก
       หนูนาปรี๊ด อารมณ์ขึ้น “พอแล้ว!! ให้ชั้นตายเองดีกว่า! ตายไปพร้อมกับลูกมันเนี่ยแหละ” ทุบท้องตัวเองร้องอย่างขาดสติ “ตายๆๆ”
       ภูผารวบมือหนูนาไว้ “อย่า!! หนูนา!! อย่า!”
       หนูนาจ้องหน้าภูผา “แล้วชั้นจะอยู่ยังไง? ลุงหว่างจะต้องอับอายแค่ไหน? ใครถาม..จะบอกเค้ายังไง?” สะอึกสะอื้นอย่างคับแค้น “โตขึ้น..ชั้นจะบอกลูกยังไง? ชั้นจะบอกได้ยังไงว่าใครเป็นพ่อมัน?”
       จากนั้นหนูนาปล่อยโฮออกมา สว่างมองหลานสาวอย่างสะเทือนใจ
       “ได้สิ..บอกได้สิ”
       หนูนาปรี๊ด “ไม่ ไม่มีวัน ชั้นไม่มีวันบอกลูกว่าพ่อมันชื่อไอ้วันชัยเด็ดขาด!! ไม่มีวัน”
       “ถ้างั้นก็บอกว่าชื่อ…ภูผา”
       หนูนาชะงักกึก
       “นาย” สว่างตาค้าง
       “บอกลูกเธอ..ว่าเค้ามีพ่อชื่อ..ภูผา” ภูผาย้ำชัด
       หนูนาช็อกทั้งน้ำตา “คุณ”
       ภูผาพยักหน้า “บอกทุกคน..บอกใครๆ ให้รู้...ว่าภูผาเป็นพ่อของเค้า” ภูผาวางมือแตะท้องหนูนาเบาๆ
       หนูนาน้ำตาหยด “คุณ”
       
       หนูนาปล่อยโฮโผเข้ากอดเอวภูผาแน่นร้องไห้สะอึกสะอื้น ภูผาตัดสินใจแล้วรู้สึกโล่งอก มั่นใจในสิ่งที่ทำลงไป

 
       ตอนเย็นวันนั้น ภูผาเดินมาอย่างเหนื่อยล้าโรยแรง สว่างตามมาตัดสินใจพูด
       
       “นายครับ!” ภูผาหันมาหา “นายไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้”
       “จำเป็นสิ...ถ้าไม่ใช่เพราะฉันหนูนาก็คงไม่ต้องโดนไอ้วันชัยมันทำร้าย ฉันเป็นต้นเหตุให้ชีวิตหนูนาเป็นแบบนี้”
       สว่างท้วง “แต่....นายไม่ได้รักหนูนา”
       ภูผาสวนคำทันที “จะเป็นไรไปล่ะ ทุกวันนี้ก็เหลือแค่ร่างกาย มีชีวิต มีหัวใจ แต่ไม่มีให้ใครแล้ว..ความรัก”
       สว่างอึ้งปนซึ้ง
       สีหน้าภูผายามนี้ฉายชัดว่าเขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
       
       เช้าวันนั้นที่บ้านแสนสมุทร วงเดือนนั่งคิดถึงคำพูดของโฉมไฉไล
       “อย่าคิดนะว่าแกจะได้สมบัติของแสนสมุทร ไม่มีอรุณ แกก็ต้องออกไปจากบ้านนี้ ตัวซวยอย่างแก ใครจะเอาไว้ ผู้ชายคนไหนรักแกก็ต้องชิงตายก่อนได้แกทำเมีย เพราะแกทำให้คนบ้านนี้ต้องตายไปกี่คนแล้ว”
       วงเดือนน้ำตาคลอ นึกถึงตอนถูกเมฆาบอกรักและตามตื๊อไม่เลิกรา “วันนี้ไม่รัก แต่พรุ่งนี้ใครจะไปรู้”
       กระทั่งถูกพฤกษ์กอดจูบอย่างบ้าคลั่ง
       ยิ่งคิดวงเดือนก็ยิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้น
       
       เมฆาหันขวับมาทันทีอย่างไม่พอใจ พอรู้จากพ่อว่าเดือนไปสมัครทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลแล้ว
       “ว่าไงนะ?! เดือนจะไปสมัครพยาบาล?” เมฆาหลุดปากเสียงดังใส่ “ทำไมล่ะเดือน? ทำไมเดือนจะต้อง..”
       อนุตขัดขึ้นเป็นเชิงปราม “เมฆา...” หันมาทางวงเดือน “เดือนมีเหตุผลอะไร?”
       “เดือนอยากใช้วิชาความรู้ที่เรียนมา”
       เมฆาแทรกขึ้นทันควัน “ก็นี่ไง....ดูแลคุณพ่อคุณแม่”
       อนุตปรามอีก “ฟังก่อน...” มองให้วงเดือนพูดต่อ
       “คือ..ถ้าออกเวรจากโรงพยาบาลแล้วเดือนก็จะขอมาดูแลคุณพ่อคุณแม่ แต่...”
       เมฆาขัด แทรกอีก “แล้วงานที่คลินิกล่ะเดือน? เดือนจะไม่ช่วยงานที่คลินิคแล้วเหรอ? ทำไมล่ะเดือน?”
       วงเดือนหลบตา
       ท่าทางเมฆาเสียใจ และผิดหวังเอามากๆ “เดือน”
       ศรีดาราแทรกขึ้น “นั่นสิจ๊ะเดือน กิจการของเราเดือนน่าจะ...”
       อนุตแทรกขัด “ปล่อยให้วงเดือนตัดสินใจเองเถอะ”
       ทุกคนอึ้ง
       อนุตมองอย่างเข้าใจ “พวกเราตัดสินใจให้เดือนกันมาเยอะแล้วให้เค้าได้ตัดสินใจเองบ้าง”
       เมฆาไม่เห็นด้วย เหลียวขวับมามองหน้าวงเดือน
       วงเดือนดีใจมาก ก้มลงกราบอนุต “เดือนกราบขอบพระคุณมากค่ะ”
       
       เมฆาไม่พอใจตามมาเอาเรื่องวงเดือน
       
       “เธอรังเกียจฉันมากขนาดนั้นเลยเหรอเดือน?”
       “คุณเมฆา...” วงเดือนไม่รู้จะตอบยังไง จึงเดินเลี่ยงหนี
       เมฆามายืนประชิดขวางไว้ “เธอตั้งใจจะหนีหน้าชั้น”
       วงเดือนไม่ตอบอีก
       ทันใดนั้น เมฆาก็รั้งร่างวงเดือนมากอด และกอดแน่นเลย “ชั้นไม่ยอม! ชั้นไม่ให้เธอไป”
       วงเดือนตกใจ “คุณเมฆา” พยายามผลักออก “ปล่อยค่ะ” ผลักจนหลุดพ้นมาได้ “ปล่อย”
       วงเดือนมองจ้องเมฆาที่เริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว
       “ทำไม เดือน ทำไม”
       “คุณเมฆาคะ..เดือนไม่ได้ไปไหน เดือนก็ยังอยู่ที่นี่”
       เมฆาดักคอ “แต่เธอก็จะค่อยๆ จากที่นี่ไป เธอจะหนีชั้นไป”
       วงเดือน รีบตัดบท “ก็แล้วแต่คุณจะคิด” รีบเดินออกไปอย่างเร็ว
       “เดือน” เมฆาทั้งโกรธ ทั้งเสียใจระคนกัน “ไม่มีวันที่ชั้นจะยอมให้เธอไปจากชั้น ไม่มีวัน”
       
       ขณะที่วงเดือนเดินหนีมาเร็วๆ ก็โชคร้ายมาเจอโฉมไฉไลขวางไว้อีก วงเดือนหน่ายใจ
       “ฉลาดเหมือนกันนี่หล่อน”
       “จะอะไรอีก”
       โฉมไฉไลเยาะหยัน “รู้ว่าหมดหนทางจับผู้ชายในแสนสมุทรแล้ว ก็เลยหาเรื่องจะออกไปไล่จับผู้ชายนอกบ้าน”
       วงเดือนโกรธ “คุณโฉม”
       โฉมไฉไลสวนทันควัน “โกรธที่ชั้นรู้ทันหล่อนเหรอยะ? ฮิๆๆ”
       “ชั้นโกรธที่คุณชอบคิดว่าใครๆ เค้าจะชอบไล่จับผู้ชายเหมือนคุณไปซะหมดต่างหาก”
       โฉมไฉไลชะงักกึก “นังวงเดือน”
       “ผู้หญิงเราควรจะทำตัวให้มีคุณค่า มากกว่าจะไล่จับผู้ชายไปวันๆ นะคะคุณโฉม”
       พูดจบวงเดือนก็เดินหนีไป ปล่อยให้โฉมไฉไลควันออกหูคาที่
       “นังวงเดือน!” ตะโกนไล่หลัง “สวยสู้ชั้นไม่ได้เลยอิจฉาล่ะสิ..นังหน้าจืด!” พูดบ่นบ้ากับตัวเอง “น้ำหน้าอย่างแกอย่าหวังเลยผู้ชายแสนสมุทร! ไปจับคนไข้ใกล้ตายในโรงพยาบาลนั่นแหละดีแล้ว! เชอะ”
       
       เวลาผ่านไป
       ในยามค่ำคืนที่บ้านพักภูผา หนูนานั่งซึมอยู่บนเตียง ดอยยกสำรับข้าวต้มเข้ามาวาง
       “ถ้าคราวนี้ยังไม่ยอมกินอีก ดอยจะไม่อุ่นให้แล้วนะ จะให้กินข้าวต้มเย็นเจี๊ยบซะให้เข็ด”
       หนูนายังนิ่งอยู่
       “กินข้าวหน่อยนะลูกพี่ จะได้กินยา”
       หนูนายังเฉย
       “อ่ะๆ..ไม่กล้าขัดใจแล้ว” ดอยเผลอหลุดปาก “เดี๋ยวเฮี้ยนลุกไปโดดหน้าผาอีก”
       หนูนาหันขวับ
       “อุ๊ยย” ดอยรีบเอามือปิดปาก แล้วรีบยกสำรับออกไปเลย “ไม่กินนะจ๊ะ...ไม่กิน..ไปล่ะ”
       ดอยจะรีบเผ่นแต่ดันเจอกับภูผาที่หยุดยืนอยู่ใกล้ๆ
       “เย้ย” หันมองลูกพี่ที นายที “ไงดีวะ”
       ภูผาฉวยสำรับมาถือไว้ “ออกไปก่อน”
       “เดี๋ยวนี้เลยจ้ะ” ดอยพุ่งไปทันควัน
       
       ภูผาเดินมานั่งที่เตียง “กินข้าวนะ..จะได้กินยา”
       หนูนามองเหม่อ พูดลอยๆ “น่าจะปล่อยให้ชั้นตาย”
       ภูผาตักข้าวป้อน “ข้าวต้ม....”
       หนูนาก้มหน้าสะอื้นฮักๆ ภูผาถอนใจ วางสำรับไว้ที่หัวเตียง ทำท่าจะพูด หนูนาชิงพูดก่อน
       “คุณไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้”
       คราวนี้ภูผาอึ้ง เบือนหน้าไปทางอื่น
       หนูนามองไปที่ภูผา “คุณไม่ได้รักชั้นซักนิด” พูดอย่างเข้าใจ ไม่ได้ประชด “คุณจะมาเสียสละเพื่อชั้นทำไม? คุณจะทิ้งความสุขของคุณกับคุณวงเดือนเพื่ออะไร”
       ภูผานิ่งคิด พูดเหมือนพูดกับตัวเอง “ความสุขมันมักอยู่กับเราไม่นานหรอก” แล้วหันมาพูดกับหนูนา “และการที่เราได้เสียสละ มันก็ทำให้เรามีความสุขได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ..หนูนา”
       หนูนาอึ้ง มองหน้าภูผา
       ภูผาลูบเรือนผมหนูนา พลางบอก “ชั้นจะแต่งงานกับเธอ”
       หนูนาช็อก มองตาค้าง “คุณภูผา”
       
       เวลาเดียวกันภายในห้องวงเดือน หญิงสาวกำลังติดเข็มกลัด ขณะแต่งชุดพยาบาลเตรียมไปเข้าเวรที่โรงพยาบาล จู่ๆ เข็มกลัดเกิดตำนิ้วจนสะดุ้ง
        
       วงเดือนมองเลือดที่นิ้วแล้วถอนใจ ว่าตัวเองในใจกำลังรีบไม่น่าสะเพร่าเลย ก่อนจะออกจากห้องไป

 

       โฉมไฉไลสวมชุดนอนบางเบา ทับด้วยเสื้อคลุมสุดเซ็กซี่ เดินนวยนาดมาที่หน้าห้องเมฆา พอเปิดประตูเข้าไปในห้อง แต่กลับไม่เห็นเมฆา
       
       โฉมไฉไลหงุดหงิดเดินออกมาบ่นพึมพำ “ดึกป่านนี้ทำไมยังไม่กลับมาอีกนะ”
       ระหว่างนั้นชอุ่มเดินมาจากอีกทางจะลงข้างล่าง
       “ชอุ่ม คุณเมฆาล่ะ”
       ชอุ่มมองแววตาแข็งๆ “ถามหาผิดคนหรือเปล่าคะ”
       “แกอย่ามายอกย้อน ฉันถามว่าเมฆาอยู่ที่ไหน”
       ชอุ่มจำต้องตอบ “คุณเมฆาค้างที่โรงพยาบาลค่ะ”
       “แล้วเขาจะกลับมาเมื่อไหร่”
       ชอุ่มทำหน้าตึงๆ ใส่ “ไม่ทราบค่ะ พอดีไม่ชอบสาระแนเรื่องเจ้านายน่ะค่ะ”
       โฉมไฉไลเรียกจิก “นังชอุ่ม”
       ศรีดาราได้ยินเสียงเดินเข้ามา “มีอะไรกันเหรอ”
       “ก็คุณโฉมน่ะสิคะ มาถามหา...”
       ชอุ่มไม่ทันพูดจบคำ โฉมไฉไลก็แทรกขัดขึ้น “ถามหาพฤกษ์น่ะค่ะ ไม่กลับบ้านอีกแล้ว โฉมเป็นห่วงมากเลย”
       ชอุ่มอึ้งทึ่งในความตลบแตลง
       ศรีดาราหันมาถามชอุ่ม “เมฆาก็ยังไม่กลับเหรอ”
       “ค่ะ..ค้างที่โรงพยาบาลค่ะ”
       ศรีดาราถอนใจอย่างเครียด ๆ
       “ทำไมสองคนนั้นถึงไม่ยอมกลับบ้านนะ โฉมพอจะรู้ไหมว่าสองคนนั้นมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
       โฉมไฉไลหน้าซื่อตาใสมาก ไม่มีพิรุธใดๆ “โฉมก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าเพราะอะไร”
       โฉมไฉไลเห็นชอุ่มมองมาอย่างตำหนิ สีหน้าบอกว่าเพราะเธอนั่นแหละ
       แต่โฉมไฉไลไม่สนใจ “ดึกแล้ว..คุณแม่ยังไม่นอนอีกเหรอคะ”
       “แม่นอนไม่ค่อยหลับ เลยว่าจะไปชงน้ำขิงร้อนๆ ดื่มน่ะจ้ะ”
       โฉมไฉไลรีบสั่งชอุ่ม “ได้ยินไหม รีบไปเอาน้ำขิงมาให้คุณแม่สิ”
       ชอุ่มมองอย่างหมั่นไส้เดินออกไป
       “คุณแม่ไปรอในห้องก่อนนะคะ เดี๋ยวโฉมจะเอาน้ำขิงไปให้เองค่ะ”
       “ขอบใจนะ”
       ศรีดารากลับเข้าห้องไป โฉมไฉไลปรายตามองไปยังห้องเมฆา พูดอย่างแค้นใจ
       “คิดจะหลบหน้าโฉม..ไม่มีทางหรอกเมฆา”
       
       ที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา เมฆายืนชะเง้อรอคอยวงเดือน
       วงเดือนในชุดพยาบาลกำลังจะไปเข้าเวร สวนกับเพื่อนพยาบาลที่ออกเวรพอดี
       เพื่อนพยาบาลถาม “คืนนี้เข้าเวรเหรอเดือน”
       “จ้ะ”วงเดือนยิ้มให้
       จังหวะนั้นเมฆาเดินเข้ามาหา “เดือน”
       “คุณเมฆา...”
       “คืนนี้ฉันเข้าเวรน่ะ” รีบเปลี่ยนเรื่อง “กลับมาทำงานแล้ว เป็นยังไงบ้าง”
       “ก็...ดีค่ะ...”
       ยินเสียงญาติคนไข้ร้องครวญคร่ำเข้ามา “ไอ้ปองอย่าเป็นอะไรนะลูก ปอง อยู่กับแม่นะลูก”
       วงเดือนกับเมฆาหันไปมองเห็นว่าเจ้าหน้าที่กำลังเข็นคนไข้ที่ได้รับอุบัติเหตุหนักเข้ามา
       เมฆาถามเจ้าหน้าที่ “คนไข้เป็นอะไร”
       “ถูกฟันมาครับ อาการสาหัส”
       “ไปที่ห้องผ่าตัด” หันมาเรียก “เดือน”
       เจ้าหน้าที่เข็นคนไข้เข้าไปที่ห้องผ่าตัด เมฆากับวงเดือนรีบตามไปเร็วรี่ ญาติผู้ป่วยร่ำไห้ใจจะขาด
       “ไอ้ปอง...อย่าตายนะลูก”
       
       เมฆาลงมือทำการผ่าตัด มีวงเดือนกับพยาบาลอีกคนเป็นผู้ช่วย เมฆาทำการผ่าตัดอย่างจริงจังคล่องแคล่วเหมือนทุกครั้ง
       ระหว่างผ่าตัด วงเดือนคอยส่งเครื่องมือ ช่วยซับเหงื่อให้เมฆา ชั่วขณะนั้นสายตาเมฆามองวงเดือนอย่างมีความสุข และรู้สึกพอใจกับการได้ทำงานร่วมกัน
       ชีพจรกับความดันของคนไข้เป็นปกติ เมฆาถอนหายใจอย่างโล่งใจ วงเดือนดีใจ
       
       เมฆาและวงเดือนเดินออกมาที่หน้าห้อง ญาติคนไข้รีบเข้ามาหาเมฆา
       “คุณหมอคะ ลูกฉันเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ปลอดภัยแล้วครับ”
       “ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ...” จับมือเมฆาเขย่าอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณจริงๆ”
       วงเดือนมองเมฆาอย่างชื่นชม
       เมฆาหันมาสบตา เห็นวงเดือนยิ้มให้อย่างชื่นชมยินดี
       พยาบาลอีกคนเข็นเตียงคนไข้เปลี่ยนย้ายไปที่อีกห้อง วงเดือนเข็นช่วยพาไป
       เมฆามองตามรู้สึกหัวใจพองโตมีความสุขเหลือล้น
       
       ในเวลาเดียวกัน หนูนายืนจับท้องตัวเอง พลางคิดถึงคำพูดของภูผาขึ้นมา
       “ฉันจะแต่งงานกับเธอ!”
       หนูนายิ้มออกมา แต่เมื่อหนูนาหันกลับมาตกใจที่เห็นดอยยืนมองอยู่
       “ไอ้ดอย! ตกใจหมด เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       “ตั้งแต่ลูกพี่มองฟ้าแล้วก็ยิ้มอยู่คนเดียวแล้วล่ะ ดีใจใช่ไหมจ๊ะที่จะได้แต่งงานกับนายภูผา”
       หนูนาตกใจ “เฮ้ย!! นี่แกแอบฟังเหรอ”
       ดอยยิ้มแหะๆ “ตอนได้ยินนายพูดว่าจะแต่งงานกับลูกพี่ ดอยล่ะดีใจ๊ดีใจ” นึกได้หลุดปาก “เอ๊ะ..แล้วนายภูผาเอาคุณเดือนไปไว้ที่ไหน?”
       หนูนาหน้าเครียดทันที ที่ได้ยินชื่อวงเดือน
       ดอยรู้ว่าพลาด “อุ้ย! เปลี่ยนเรื่องดีกว่า ดอยว่านายแต่งงานกับลูกพี่เพราะแพ้ใจลูกพี่แล้วแน่ๆ”
       
       คำพูดพาซื่อของดอย ทำให้หนูนายกมือลูบที่ท้องตัวเองอีก รู้ดีว่าเป็นเพราะตัวเองท้องต่างหากไม่ใช่เพราะแพ้ใจ สีหน้าหนูนายิ่งเครียดหนัก

 


       
        
       

 ชิงนาง ตอนที่ 12 (ต่อ)
       
       รุ่งเช้า หลังจากออกเวรแล้ว เมฆากับวงเดือนเดินออกมาจากโรงพยาบาลพร้อมกัน สองคนคุยกันมา
       
       “เมื่อคืนคุณเมฆาช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้ ญาติๆ เขาดีใจกันมากเลยนะคะที่เขาได้คนที่เขารักกลับมา”
       เมฆามองวงเดือน “ฉันเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาดี เหมือนเมื่อครั้งที่เกิดอุบัติเหตุตอนที่” ภาพเหตุการณ์ตอนวงเดือนประสบอุบัติเหตุโผล่มาแวบนึง “เธอฟื้นขึ้นมา ฉันดีใจมากแค่ไหนเธอรู้ไหม”
       วงเดือนอึ้ง เพิ่งจะรู้สึกว่าชีวิตตนเคยเป็นหนี้บุญคุณเมฆา
       เมฆาพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้วงเดือนรู้สึกอึดอัด “ออกเวรแล้วไปหาอะไรกินกัน
       เถอะ ผมหิว”
       วงเดือนอิดออด “แต่เดือน...”
       เมฆาพูดแทรกขึ้น “ผ่าตัดมาทั้งคืน ฉันเหนื่อย ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยเถอะนะ”
       วงเดือนลังเลว่าจะเอายังไงดี? และเริ่มเกรงใจ
       “ใช้พลังไปกับงานเยอะแล้ว จะต้องเหนื่อยง้อเธออีก ฉันไม่ไหวนะ”
       วงเดือนมองเมฆาที่ดูสีหน้าเหนื่อยล้าจริงๆ
       “ก็ได้ค่ะ”
       เมฆายิ้มที่ทำให้วงเดือนยอมตามใจได้ 
       
       เช้าวันเดียวกันนั้น ภูผากับสว่างกำลังตรวจดูต้นชาที่ด้านหนึ่งของไร่
       หนูนา หมู่มวลคนงาน และดอยกระจายกันทำงานอยู่ในไร่ชา ต่างพากันเก็บใบชา หนูนามองไปทางภูผา สีหน้ามีความสุขในการเก็บใบชามากมาย
       คนงานหญิง 2-3 คนเดินเข้ามาใกล้ๆ หนูนา คนหนึ่งในนั้นสะกิดถาม
       “เรื่องที่เขาว่าหนูนาจะแต่งงานกับนายภูผา จริงหรือเปล่า”
       หนูนาตกใจ “พี่เอาเรื่องนี้มาจากไหน”
       ดอยที่อยู่ไม่ห่างกันนักรีบโผล่มาเสนอหน้า “จริงจ้ะ ดอยได้ยินมากับหูเลยนะ”
       “ไม่จริงหรอกมั้ง ข้าไม่เห็นนายภูผาจะพูดอะไรเลย” คนงานอีกคนว่า
       หนูนาหน้าเสียพูดไม่ออก
       “อ้าว..แบบนี้ไอ้ดอยมันโกหกน่ะสิ” คนที่ถามว่า
       ดอยไม่พอใจเสียงดังเลย “ดอยไม่ได้โกหกนะ”
       “เชื่อใครไม่เชื่อ ดันเชื่อไอ้ดอย ไอ้ดอยมันขี้โม้จะตาย” คนงานบุ้ยใบ้ไปทางเด็กดอย
       ดอยชักโมโห “ดอยไม่ได้โม้นะ”
       คนงานพากันล้อ แกล้งดอยเล่น “ไอ้ดอยขี้โม้ ขี้โม้!”
       ดอยโมโหเข้าไปตีคนงานหญิงนางนั้น “ดอยไม่ได้โม้ ไม่โม้!”
       กลายเป็นว่าดอยกับคนงานตีกันตุ้บตั๊บ ดึงหางเปียแกล้งดอย หนูนากับคนงานอีกคนต้องพยายามช่วยกันห้าม คนงานอื่นๆ เริ่มหันมามอง
       ภูผากับสว่างหันมองเห็นก็รีบเข้ามา
       “มีเรื่องอะไรกัน” ภูผาถาม
       ดอยหัวกระเซิงไม่ยอมแพ้ ตะโกนบอก “พวกพี่ไม่เชื่อก็ถามนายภูผาเองก็ได้”
       หนูนาตวาด “ดอย เงียบเดี๋ยวนี้!”
       ภูผามองทุกคนไม่พอใจ ถามย้ำ “ฉันถามว่ามีเรื่องอะไรกัน”
       คนงานคู่กรณีดอยบอก “ก็ไอ้ดอย มันโกหก มันบอกว่านายจะแต่งงานกับหนูนาจ้ะ”
       ดอยแทรกอีก “ดอยไม่ได้โกหก”
       สว่างเสียงดัง “ดอย เงียบ”
       ดอยสะดุ้ง ตกใจรีบหุบปากทันที
       ภูผายืนนิ่ง หนูนา และสว่างมองลุ้นว่าภูผาจะพูดอะไรไหม ภูผามองหนูนา แล้วมองมายังทุกคนที่รอฟัง
       “ดอยพูดเรื่องจริง ฉันจะแต่งงานกับหนูนา”
       หนูนายิ้มปลื้ม
       ดอยยิ้มแก้มแทบแตก “เป็นไงๆ”
       คนงานต่างพากันอึ้งๆ ซุบซิบกันยกใหญ่
       “หายสงสัยก็ไปทำงานกันต่อได้แล้ว” พูดจบภูผาก็เดินออกไป
       ดอยเสียงดังทันที “ลูกพี่จะแต่งงานกับคุณผา เย้”
       หนูนายิ้มปลื้มปริ่ม ในขณะที่สว่างหนักใจเหลือแสน
       
       เมฆามานั่งทานโจ๊กกับวงเดือนที่ร้านโจ๊กในตลาด พ่อค้าเอาโจ๊กที่สั่งมาวางให้เมฆากับวงเดือนคนละชาม เมฆาหยิบขวดพริกไทยเหยาะโรยให้วงเดือน
       “ขอบคุณค่ะ
       เมฆายิ้มแล้วตักทาน วงเดือนก็ทาน บรรยากาศดูสบายๆ
       
       ส่วนอีกด้านหนึ่งในตลาดพฤกษ์เดินมากับยอด และลูกเรือ เพิ่งออกจากร้านเหล้าที่ดื่มกินกันโต้รุ่ง และยังมีอาการมึน ๆ เมาค้าง โดยพฤกษ์กำลังจะกลับไปที่ท่าเรือ
       “วันนี้นายจะออกเรือไหมครับ” ยอดถาม
       พฤกษ์บอกอย่างเบื่อหน่าย “ไม่..แกจัดการไปเลยไอ้ยอด”
       ยอดยิ้มเจ้าเล่ห์กับลูกน้องอีกคน โดยพฤกษ์ไม่ทันสังเกต
       ระหว่างนั้นพฤกษ์ต้องชะงักกึกเมื่อมองไปเห็นเมฆากับวงเดือนนั่งกินโจ๊กกันอย่างสนิทสนม เมฆาหยิบปาท่องโก๋ให้กับเดือน พฤกษ์หน้าตึงด้วยความไม่พอใจทันที
       “พวกแกกลับไปก่อน” พฤกษ์หันไปบอกกับลูกเรือ
       ยอดพาลูกน้องกลับไป
       
       พฤกษ์เดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับเมฆาและเดือนทันที 

 
 
       พฤกษ์มองจ้องเมฆาหน้าตึง สีหน้าเมฆาเปลี่ยนทันที พฤกษ์หันไปมองวงเดือน วงเดือนเมินไปทางอื่น ยังเสียความรู้สึกกับพฤกษ์เรื่องที่เกือบถูกขืนใจ วงเดือนอึดอัดนั่งเงียบ
       
       “เฮีย...โจ๊กชามนึง”
       พฤกษ์สั่งแล้วนั่งนิ่ง ทุกคนต่างอึ้งๆกันไป ไม่มีใครพูดอะไรออกมา สักครู่หนึ่งพ่อค้าเอาชามโจ๊กมาวาง วงเดือนอึดอัดวางช้อน
       เมฆารอจังหวะนี้อยู่ “อิ่มแล้วใช่ไหม”
       “ค่ะ”
       “งั้นก็กลับกันนะ”
       วงเดือนลุกขึ้นแต่ก็ยังไม่ยอมมองหน้าพฤกษ์
       พฤกษ์ลุกขึ้น ตัดสินใจจับมือวงเดือนแล้วดึงรั้งให้เดินตามมา
       “คุณพฤกษ์”
       เมฆาไม่พอใจ “พี่จะทำอะไร”
       พฤกษ์บอกกับเดือน “ฉันอยากคุยกับเธอ แค่คุย...”
       วงเดือนมองพฤกษ์ที่สีหน้าดูมีสติดีอยู่ จึงยอมเดินไปตามแรงดึงของพฤกษ์ เมฆาจะตาม
       พ่อค้าเรียกไว้ “เดี๋ยวสิยังไม่จ่ายค่าโจ๊กเลย”
       เมฆารีบจ่ายเงินแล้ววิ่งตามไป
       
       พฤกษ์ลากวงเดือนเดินเข้ามา เมฆาตามมาจนทันดึงแขนวงเดือนอีกข้างยื้อไว้
       “พี่ไม่ควรทำแบบนี้!”
       พฤกษ์ชี้หน้าด่าเมฆา “คนอย่างแกไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉันว่าใครควรหรือไม่ควรทำอะไร มันเป็นเรื่องระหว่างฉันกับเดือน”
       เมฆาอึ้งไป แต่ยังดึงดันไม่ยอมปล่อยมือเดือน พฤกษ์โมโหจะต่อยแต่วงเดือนคว้าแขนพฤกษ์ไว้
       “อย่าค่ะ” พูดกับพฤกษ์ดีๆ “เดือนจะคุยกับคุณพฤกษ์นะคะ แต่อย่ามีเรื่องกันเลย”
       เมฆาท้วง “แต่”
       “เดือนขอร้อง...นะคะ”
       เมฆาจำต้องยอมหยุดมองตาม วงเดือนที่เดินไปกับพฤกษ์
       
       วงเดือนกับพฤกษ์หาที่สงบคุยกันตรงริมชายหาด พฤกษ์ยังกึ่มอยู่นิดๆ
       พฤกษ์รู้สึกผิดเรื่องวันก่อน “เดือน...ฉันขอโทษที่ทำไม่ดีกับเดือน..เดือนยกโทษให้ฉันนะ”
       “เดือนไม่ได้โกรธคุณแล้ว คุณพฤกษ์ลืมมันไปเถอะนะคะ เดือนขอตัวค่ะ”
       พฤกษ์มองวงเดือน แล้วทนไม่ไหวจับมือวงเดือน บอกรักอีก
       “เดือน..ฉันรักเธอ รักเธอมาก เห็นใจฉันได้ไหม”
       วงเดือนเริ่มอึดอัด “คุณพฤกษ์คะ คุณแต่งงานแล้วนะคะ”
       “ฉันแต่งงานเพราะจำเป็น ระหว่างฉันกับโฉมมันไม่ใช่ความรัก โฉมต้องการแค่สมบัติของแสนสมุทร แต่ฉันต้องการความรัก...จากเธอ เธอคนเดียว”
       “คุณพฤกษ์คะ สำหรับเดือน..ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คุณพฤกษ์ก็เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากพี่ชายของเดือน”
       “เธอไม่รักฉันไม่ว่า ขอแค่ให้ฉันดูแลเธอได้ไหม ไม่ต้องรักฉันก็ได้” พฤกษ์พูดด้วยท่าทีน่าสงสาร
       “ไม่ได้หรอกค่ะ มันไม่เหมาะสม คนอื่นๆ จะมองคุณกับเดือนไปในทางที่ไม่ดี แล้วที่สำคัญ เดือนไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ท่านเสียใจ”
       พฤกษ์ฮึดฮัด “เพราะฉันแต่งงานแล้วใช่ไหม ฉันจะหย่ากับโฉม!”
       วงเดือนอึ้ง “คุณพฤกษ์”
       เมฆาซึ่งแอบดูอยู่นานแล้ว โผล่เข้ามา
       “พอได้แล้วพี่ เดือนทำงานมาทั้งคืน ให้เดือนกลับไปพักได้แล้ว”
       พฤกษ์ชะงักมองวงเดือน วงเดือนปลดมือออกจากพฤกษ์ เมฆาดึงแขนวงเดือนออกไปทันที
       ทิ้งให้พฤกษ์ยืนเจ็บปวดรวดร้าวอยู่เพียงลำพัง
       
       ภูผาเดินขึ้นมาบนเรือน หนูนายืนรออยู่แล้ว พร้อมจัดเตรียมอาหารไว้เรียบร้อย
       “กินข้าวสิคุณ”
       “กินก่อนเลย ฉันยังไม่หิว”
       ภูผานั่งลงแตะขมับรู้สึกปวดหัวตึบ หนูนาเห็นอาการเดินเข้ามาจะยกมือแตะที่หน้าผากของภูผา
       “เป็นไข้หรือเปล่า”
       ภูผามองจ้องหน้า จับมือหนูนาที่แตะหน้าผากตนอยู่ “ขอบใจนะ”
       หนูนายิ้มคิดว่าภูผาอาจมีใจเอนเอียงมาบ้างแล้ว
       ภูผาลุกขึ้น “หนูนา...”
       หนูนามองอย่างลุ้นจัด ว่าภูผาจะพูดอะไร
       “ฉันขอโทษที่ทำให้เธอต้องเดือดร้อนมาตลอด แต่ไม่ต้องห่วง..ฉันจะรับผิดชอบไม่ทอดทิ้งเธอกับลูก...เธอสบายใจได้”
       หนูนาสะดุดกึก “รับผิดชอบ”
       ภูผายิ้มบางๆ ให้ ก่อนจะเดินออกไป
       หนูนายิ้ม ปลอบใจตัวเอง “แค่นี้... มันก็ดีเกิน สำหรับคนไร้ค่าอย่างแกแล้วไม่ใช่เหรอ..ไอ้หนูนา”
       
       ที่ท่าเรือเวลานั้นยอดกับลูกน้องกำลังขนปลาเป็นเข่งๆอย่างเร่งรีบ
       “เอ็งรีบเอาไปส่งที่โรงงานเฮียเกียงนะ”
       ลูกน้องท้วง “แต่ปลาชุดนี้ต้องส่งโรงงานคุณณรงค์ ถ้าเราไม่ส่งไปไม่เป็นเรื่องเหรอพี่”
       “ก็ถ้ามันเป็นเรื่องเราก็เผ่นสิวะ” ยอดบอก
       พฤกษ์เดินเมาแอ่นเข้ามา “ไอ้ยอด”
       ยอดกับลูกเรือหันมาต่างตกใจที่เห็นพฤกษ์
       พฤกษ์อ้อแอ้ “แล้วของนี่จะเอาไปส่งที่ไหน เดี๋ยวฉันไปด้วย”
       ลูกเรือตกใจหันไปมองยอดเป็นตาเดียว
       “ไม่ต้องหรอกครับนาย ไอ้พวกนี้มันจัดการได้ นายกับผมไปดื่มกันดีกว่า...นะครับนาย”
       “ดื่มเหรอ? ดี ไปๆ”
       พฤกษ์เดินนำไป
       ยอดพยักเพยิดกับลูกน้อง “เอ็งเอาไปส่ง แล้วข้าจะไปเก็บเงินเอง”
       ลูกน้องรับคำยอดอย่างรู้งานและเข้าใจ รีบขนเข่งปลาออกไป
       ยอดหันกลับมาเห็นพฤกษ์ยืนมองอยู่
       “ไปกันเถอะครับนาย”
       “เออ..ไม่เมาไม่เลิกโว๊ย”
       
       พฤกษ์กอดคอยอดเดินไปโดยไม่ได้ฉุกใจสักนิดว่าถูกลูกน้องรวมหัวโกง และจะนำความเดือนร้อนมาสู่ชีวิตของเขาอีกคำรบ

 
 

       ที่บ้านแสนสมุทรยามนั้น อนุตนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอน เมฆาวัดความดันให้กับอนุต ศรีดาราถือเครื่องดื่มร้อนมาให้อนุต
       
       “ความดันยังสูงอยู่แต่เกินเกณฑ์ไม่มากครับ” เมฆาบอก
       “ช่วงนี้ยังปวดหัวมากอีกไหมคะ” ศรีดาราถามอย่างห่วงใย
       “ถ้ากินยาสม่ำเสมอมันก็ไม่เป็นไรหรอกคุณ”
       “นึกๆ แล้วก็ยังโชคดีนะคะ ที่เรามีเมฆาช่วยงานคุณที่โรงพยาบาล กับคลินิค ส่วนพฤกษ์ก็คุมท่าเรือได้อย่างดี” เมฆาชะงัก เพราะรู้ดีว่าพฤกษ์เริ่มเอาแต่เมา “คุณเลยหายห่วง พักผ่อนได้เต็มที่”
       “อืม” อนุตรู้ว่ายังไม่วางใจได้ขนาดนั้นหรอก
       ชอุ่มพรวดเข้ามาหน้าตาตื่นบอกกับอนุตเร็วๆ
       “คุณผู้ชายคะ คุณณรงค์มาขอพบค่ะ”
       “ณรงค์ เจ้าของโรงงานปลาน่ะเหรอ” อนุตจำได้
       “เด๋ยวฉันลงไปพบเอง” บอกกับอนุต “คุณพักเถอะค่ะ”
       ชอุ่มแทรกขึ้น “คุณณรงค์บอกว่าไม่ขอพบใครทั้งนั้น นอกจากคุณผู้ชายค่ะ และยังย้ำว่าต้องพบตอนนี้ด้วยค่ะ”
       ทุกคนสังหรณ์ใจ คิดว่าต้องมีเรื่องไม่ดีแน่ๆ
       
       อนุต ศรีดารา และเมฆา เดินลงบันได เข้ามาหาณรงค์ที่ยืนหน้าเครียดรออยู่แล้วในห้องโถง
       “สวัสดีครับคุณณรงค์ วันนี้มาถึงที่นี่คงมีเรื่องสำคัญ” อนุตทักทาย
       “สำคัญแน่! ทำไมแสนสมุทรถึงไม่ส่งปลาให้ผมตามที่ตกลงกันไว้ ผมเสียหายไม่มีสินค้าส่งไปที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ตัวแทนทางกรุงเทพฯ ฟ้องผม ผมต้องโดนค่าปรับเป็นแสน”
       อนุตกับศรีดาราตกใจ
       อนุตท้วง “มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน..ก็”
       ณรงค์สวนทันที “มันเป็นไปตั้ง 2 ครั้งแล้ว! ผมพยายามติดต่อพฤกษ์ ลูกชายของคุณ แต่ก็ติดต่อไม่ได้เลย”
       อนุต เมฆา และศรีดาราอึ้งกับเรื่องที่เกิดขึ้น
       อนุตยังพยายามพูดประนีประนอม “คงมีการเข้าใจผิดกัน ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้”
       ณรงค์ไม่ยอมท่าเดียว “จะ ไม่ได้หรอกครับ มัน “ต้อง” จัดการเดี๋ยวนี้เลย ตอนนี้ผมเสียหายยับเยินแล้ว คุณต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผมทั้งหมดสามแสนบาท ไม่อย่างนั้นผมจะฟ้องร้องและเลิกทำธุรกิจกับแสนสมุทร!”
       ทุกคนอึ้ง อนุตเครียดสุด
       
       เย็นนั้น บนเรือที่จอดเทียบท่าอยู่ พฤกษ์ตั้งวงกินเหล้ากับลูกเรืออย่างเฮฮา กินกันมาสักพักแล้ว
       “ดื่มๆๆ วันนี้ไม่เช้าไม่เลิก”
       ลูกเรือพากันชนแก้ว เฮฮา พฤกษ์ดื่มแบบแก้วต่อแก้วท่าทางเมามันส์มาก
       อนุตกับเมฆาเข้ามาด้านหลังพฤกษ์ พวกลูกเรือตกใจนั่งนิ่งกันไปหมด
       พฤกษ์เริ่มกึ่มๆ แล้ว ยกแก้วชนแต่เห็นทุกคนนิ่ง “นิ่งทำไมล่ะ ชนสิ ชน”
       พวกลูกเรือพากันหน้าจ๋อยมองไปทางด้านหลังพฤกษ์
       พฤกษ์งง “เป็นอะไรกัน” มองตามสายตาลูกเรือคนอื่นๆ แล้วหันมาเจออนุต พฤกษ์ลุกพรวด
       “พ่อ”
       พฤกษ์ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ อนุตตบหน้าพฤกษ์ ดังผัวะ! ทุกคนยืนอึ้ง
       “พ่อตบผมทำไม”
       อนุตสั่งพวกลูกเรือ “ออกไปให้หมด”
       พวกลูกเรือหัวหดรีบพากันลุกออกไปจนหมด
       พฤกษ์ฉุนยังมีท่าทีเมากึ่ม “ไหนพ่อบอกผมมาสิ..ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”
       อนุตโมโหกระชากคอเสื้อพฤกษ์ แล้วเหวี่ยงพฤกษ์สุดแรงเกิด จนร่างพฤกษ์ตกลงไปในทะเลดังตูม!
       “พ่อ..ผมว่า”
       พฤกษ์โผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำ ยังงงอยู่
       อนุตกับเมฆา “พี่ชายแกสร่างเมาเมื่อไหร่ลากคอมันกลับไปที่บ้าน”
       
       อนุตเดินออกไปอย่างหัวเสีย สีหน้าเมฆายามนี้หนักใจสุดๆ
       
       คืนนั้น พอพฤกษ์สร่างเมาก็รีบกลับบ้านมาทันที ถูกอนุตสวดยับต่อหน้าทุกๆ คนในห้องโถง
       “ฉันให้แกดูแลกิจการไม่ใช่ทำลาย!“
       พฤกษ์งง “ผมทำลายตรงไหน?!”
       “แล้วที่พวกคนงานมันบอกว่าแกเมาเหล้าเช้าเย็น ไม่ออกเรือ ไม่ส่งปลาให้ลูกค้า ตอนนี้คุณณรงค์เค้าจะฟ้องแสนสมุทรเพราะแกไม่ส่งสินค้าให้เค้า”
       พฤกษ์อึ้ง ก่อนจะเถียงออกไป “เป็นไปไม่ได้ ผมส่งสินค้าตรงเวลาทุกครั้ง”
       “วันๆ เอาแต่เมาเหมือนหมา แล้วแกจะรู้ได้ยังไงว่ามันส่งตรงเวลา”
       พฤกษ์เถียงไม่ออก
       อนุตใส่อย่างต่อเนื่อง “แกเป็นพี่คนโตแต่ทำตัวเละเทะแบบนี้แล้วฉันจะฝากแสนสมุทรไว้ในมือแกได้ยังไง เรื่องครอบครัวแกก็อีก ผัวไปทางเมียไปทาง แกเป็นผัวเมียประเภทไหนกัน”
       โฉมไฉไลร้อนตัว แกล้งบีบน้ำตาร้องโฮขึ้นมา “โฉมขอโทษค่ะ แต่ที่โฉมไม่กลับมาเพราะโฉม
       ทนไม่ได้ที่พฤกษ์ไม่เคยสนใจโฉมเลย วันๆ เขาสนใจแต่ผู้หญิงอื่น” จงใจมองไปทางวงเดือน “จะให้โฉมทนรับสภาพว่าสามีไม่รักโฉมเลย โฉมทนไม่ได้จริงค่ะ”
       พฤกษ์เหลืออดโกรธจัด ตวาดเสียงดัง “หุบปาก”
       โฉมไฉไลสะดุ้งเฮือก
       อนุตสวนทันที “แกต่างหากที่ต้องหุบปาก แกดูตัวเองสิว่าสิ่งที่แกทำมันฉุดให้แสนสมุทรตกต่ำ กิจการต้องเสียหายเพราะความโง่เง่าของแก”
       พฤกษ์สุดทนโพล่งออกมา “ใช่ ผมมันโง่ โง่ที่สุด”
       ทุกคนชะงักที่พฤกษ์กล้าขึ้นเสียงใส่อนุต
       ศรีดาราปราม “พฤกษ์...ลูก”
       พฤกษ์อารมณ์ขึ้นถึงขีดสุด “ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นควายที่ใครอยากจะจูงไปไหนก็ไป
       ชีวิตที่มันไม่เคยเป็นของผมเอง เพราะคำว่าลูกชายคนโตของแสนสมุทรนี่แหละ”
       อนุตกร้าว “นี่แกกำลังคิดจะโยนความผิดให้ใคร”
       “ทุกคน! ชีวิตผมมันพังเพราะทุกคนที่นี่! พ่อไม่เคยสนใจว่าผมรู้สึกยังไง ตั้งแต่เด็กทุกคนสนใจแต่ความรู้สึกอรุณ ผมต้องอดทน ต้องเสียสละเพื่อเป็นพี่ที่ดี” มองจ้องวงเดือน “ยอมเสียคนที่ผมรัก แล้วนี่เหรอ” ชี้หน้าโฉมไฉไล “ผลตอบแทนที่ผมได้รับ”
       ทุกคนอึ้ง โฉมไฉไลเสียหน้าโกรธมากแต่ยังพยายามเก็บอาการ
       “ผมไม่รู้ว่าผมเป็นตัวอะไรในบ้านแสนสมุทร ทั้งพ่อ” มองเมฆา “ทั้งน้องเห็นผมเป็นคนโง่ ต่อไปนี้คนโง่อย่างผมจะไม่ทนอีกต่อไป”
       พฤกษ์จดสายตามองจ้องโฉมไฉไลกับเมฆาอย่างเจ็บแค้น
       “ผมจะหย่า”
       ทุกคนตกใจ
       อนุตตวาด “ไม่ได้”
       พฤกษ์ไม่สน ประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคน “ผมทำทุกอย่างเพื่อทุกคนมามากแล้ว ต่อไปนี้ผมจะทำตามใจตัวเอง ผมจะหย่ากับผู้หญิงคนนี้! ใครก็ห้ามผมไม่ได้”
       พฤกษ์เดินออกไปอย่างหนีความกดดัน
       วงเดือนวางถาดยาแล้วรีบตามพฤกษ์ออกไป
       ทุกคนอึ้งกับปฏิกิริยาของพฤกษ์ อนุตกับศรีดาราหันมองโฉมไฉไล
       โฉมไฉไลอึ้งที่เห็นสายตาทุกคนมองมา
       โฉมไฉไลรีบเข้ามาประจบจับมือศรีดารา “คุณแม่ขา โฉมพยายามแล้วที่จะรักษาชีวิตคู่ของ
       เราไว้ แต่...” หันไปทางวงเดือนที่กำลังจะไป “เพราะเธอใช่ไหม พออรุณตายเธอก็ให้ความหวังกับพฤกษ์”
       “ไม่จริงนะคะ เดือนไม่เคยทำแบบนั้น” วงเดือนเถียง
       “ฉันไม่เชื่อ เธอต้องปั่นหัวพฤกษ์แน่ๆ พฤกษ์ถึงได้คิดแบบนี้”
       อนุตตวาดสุดเสียง “พอที”
       โฉมไฉไลชะงัก อนุตซวนเซไป เพราะอาการปวดหัว
       ศรีดาราตกใจ “คุณเป็นอะไรคะ”
       “ผมเหนื่อย...” อนุตบอก
       เมฆาปราดไปประคอง “คุณพ่อไปพักก่อนดีกว่าครับ”
       “ไม่เป็นไร แม่เองจ้ะ...” ศรีดาราประคองอนุตขึ้นไปข้างบน
       เมฆาจะตามขึ้นไป โฉมไฉไลเข้าจับแขนเมฆารั้งไว้
       “ถ้าพฤกษ์จะหย่ากับโฉม เราสองคนก็...” ยิ้มยั่วอย่างมีหวัง
       เมฆาปลดมือโฉมไฉไลออกอย่างรังเกียจ แล้วเดินตามวงเดือนไป
       
       โฉมไฉไลโกรธจนตัวสั่น ยิ่งแค้นหนัก “เมฆา” 

 

พฤกษ์เดินออกมาที่หน้าตึกใหญ่ วงเดือนวิ่งตามมาร้องเรียกไว้ 
       
       “คุณพฤกษ์คะ”
       พฤกษ์ชะงัก วงเดือนเข้ามาขวางพฤกษ์ไว้
       “คุณพฤกษ์อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ คุณพ่อท่านไม่ค่อยสบาย เดือนอยากขอให้คุณพฤกษ์เห็นแก่สุขภาพท่านบ้าง”
       พฤกษ์สวนกลับ “อย่าบอกให้ฉันเห็นแก่ใคร ทั้งที่เดือนไม่เคยเห็นแก่ฉันเลยสักครั้ง”
       วงเดือนอึ้ง พฤกษ์พุ่งเข้าสวมกอดวงเดือนทันที
       “ทำไมเธอถึงใจร้ายกับฉันนัก”
       พฤกษ์คลายวงแขน แล้วหันหลังให้วงเดือนแล้วเดินออกไป
       วงเดือนได้แต่มองตามเครียดหนัก ไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี พอวงเดือนหันหลังกลับมาเจอเมฆายืนอยู่
       “เดือน”
       วงเดือนเดินเข้าไปในบ้าน เมฆาเดินตาม
       
       เมฆากับวงเดือนเดินเข้ามาที่หน้าห้อง
       ยินเสียงอนุตร้องอย่างเจ็บปวด “โอ๊ย”
       ตามด้วยเสียงร้องตกใจของศรีดารา “คุณคะ”
       เมฆากับวงเดือนรีบเข้าไปในห้อง สองคนเห็นอนุตทรุดตัวลงที่เตียงเพราะปวดหัวมาก
       “คุณคะ..คุณ” ศรีดาราตกใจมาก
       เมฆาร้องบอก “เดือน...ยา!”
       วงเดือนรีบเอายามาให้อนุต เมฆาช่วยประคองพ่อขึ้นไปนอนบนเตียง สีหน้ายังสีหน้าไม่ค่อยดีนักแต่พยายามหายใจให้สงบลง
       ศรีดาราห่วงยิ่งนัก “เมฆา”
       “ยาออกฤทธิ์ก็จะดีขึ้นนะครับม่”
       ศรีดาราร้องไห้จับมืออนุต
       “คุณพ่อก็ป่วย ลูกๆ ก็ทะเลาะกัน แม่จะรับไม่ไหวอยู่แล้ว”
       เมฆาจับมือศรีดาราพยายามปลอบโยน “ทำใจดี ๆ ไว้ครับคุณแม่”
       วงเดือนมองศรีดาราที่ร้องไห้อย่างหนัก ก็รู้สึกสะเทือนใจ น้ำตาคลอๆ จึงตัดสินใจเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง เมฆามองตาม
       
       ขณะที่พฤกษ์กลับเข้ามาที่ท่าเรือต้องชะงัก เมื่อเห็นยอดกำลังเดินเข้าไปที่เรือ ยอดมองซ้ายแลขวาท่าทางมีพิรุธ พฤกษ์สืบเท้าตามยอดเข้าไป
       ลูกน้องยืนรออยู่ ยอดเข้าไป
       “พี่ยอด ฉันนึกว่าพี่จะไม่มาแล้ว”
       “คนอย่างข้าไม่เอาเปรียบใครหรอกเว้ย” ยอดคุยโว
       “เก็บเงินมาได้ไหมพี่” ลูกน้องถาม
       ยอดหยิบเงินออกมาชูให้ดู จำนวนเยอะพอสมควร
       ลูกน้องยอดตาลุกวาว “โอ้โห ได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ สุดยอดเลยพี่ ไม่ต้องลงทุนลงแรงก็ได้
       เงินมาง่าย ๆ ส่วนของฉันล่ะ”
       “พรุ่งนี้จะมีเรือเข้ามาอีก ข้าจะเอาปลาไปส่งแล้วเก็บเงินทั้งหมดแล้วข้าจะแบ่งให้เอ็ง”
       ลูกน้องทักท้วง “ถี่ขนาดนี้ถ้านายจับได้ว่าเราขโมยปลาไป ตายแน่นะพี่”
       “คราวนี้จะได้ก้อนใหญ่มาก ส่งของเสร็จแล้วเราก็หนีไปอยู่ที่อื่นสิวะ”
       พฤกษ์โกรธจนลืมตัว ตวาดลั่น “ไอ้ยอด”
       ยอดตกใจ “นาย”
       พฤกษ์เข้าต่อยยอด กระชากคอเสื้อ “ฉันจะเอาแกเข้าคุก!”
       ขาดคำยอดปล่อยหมัดต่อยพฤกษ์ดังผัวะ!
       ลูกน้องลนลาน “พี่ยอด”
       ยอดสั่งเข้ม “จัดการมันสิวะ อยากติดคุกหรือไง”
       ยอดกับลูกน้องเข้ารุมพฤกษ์ แต่ด้วยความโกรธทำให้พฤกษ์สู้ยิบตาไม่ยอมล้มตอบโต้อย่างรุนแรง
       ยอดกับลูกน้องเริ่มจะแย่ พากันรับมือไม่อยู่ ในที่สุดยอดควักมีดพกออกมา
       ยอดสั่ง “จับมันไว้”
       ลูกน้องจะเข้าล็อค ถูกพฤกษ์เหวี่ยงจนลูกน้องเกือบจะต้องปล่อยมือ
       ยอดก้าวเข้าหาใช้มีดเข้าแทงที่ท้องพฤกษ์ดังฉึก! พฤกษ์ชะงัก
       ลูกน้องตกใจตาค้าง “พี่ยอด”
       ยอดสั่ง “ไป”
       ยอดกับลูกน้องรีบหนีไป ทิ้งพฤกษ์ที่ทรุดตัวลงนอนกองกับพื้น เลือดไหลออกมาไม่หยุด
       
       อนุต กับศรีดารา และวงเดือนเดินมาตามทางเดินในโรงพยาบาลอย่างเร็วรี่ ตรงมาที่หน้าห้องพักคนไข้พฤกษ์ เมฆาเข้ามาหา
       “พฤกษ์เป็นยังไงบ้าง” อนุตถาม
       “ปลอดภัยแล้ว ตอนนี้พี่พฤกษ์ฟื้นแล้ว”
       ทุกคนรีบเข้าไปในห้อง พฤกษ์เพิ่งรู้สึกตัว หันมองมาเห็นทุกคนเข้ามา
       “พ่อ...แม่” พฤกษ์คราง
       “พฤกษ์ ใครมันทำร้ายลูก” ศรีดาราถามทันที
       “พ่อ..ไอ้ยอดมันยักยอกปลาของเราไปส่งให้เจ้าอื่น” พฤกษ์จะลุกไปเอาเรื่องแต่เจ็บแผลร้อง “โอ๊ย”
       “ลูกจะไปไหน” ศรีดาราถาม
       พฤกษ์คำราม “ผมจะลากคอมันเข้าคุก”
       “เรื่องนี้ให้ผมจัดการเองดีกว่า” เมฆาบอก
       “ไม่ใช่เรื่องของแก!! เรื่องนี้ให้ต้องเป็นคนแก้ปัญหาเอง” พฤกษ์ฮึดฮัด
       อนุตสั่งเสียงเข้ม “ไม่ต้อง! เอาตัวแกให้รอดก่อนเถอะ เรื่องอื่นให้เป็นหน้าที่ของเมฆาจัดการ”
       
       พฤกษ์รู้สึกขัดใจที่ตัวเองยิ่งดูแย่ในสายตาทุกคน ชายหนุ่มกำหมัดแน่น เจ็บใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ วงเดือนมองอย่างเป็นห่วง

 
 
       ที่บริเวณโกดังร้างยอดรอออยู่อย่างกระวนกระวาย ก่อนจะเห็นลูกน้องวิ่งเข้ามา
       “พี่ยอด นายพฤกษ์ยังไม่ตาย”
       “อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว” ยอดว่า
       “พี่ยอด ฉันขอเงินส่วนของฉัน ฉันจะหนีกลับไปบ้านแม่”
       ยอดหยิบเงินขึ้นมาแล้วแบ่งออกมาแค่ไม่กี่พันส่งให้
       ลูกน้องรับมามองอย่างไม่พอใจ “ที่ตกลงกันมันมากกว่านี้นี่”
       “ข้าให้แค่นี้ เอ็งจะเอาหรือไม่เอา” ยอดขึ้นเสียงมองจ้องหน้า
       ลูกน้องไม่ยอมจะเข้าแย่ง “เอาส่วนของฉันมา”
       ยอดยื้อไม่ยอมถีบลูกน้องสุดแรง ยอดจะไป แต่ลูกน้องพุ่งรวบตัวไว้ไม่ยอม
       “เอาเงินของฉันมา”
       ยอดพยายามจะถีบถองลูกน้องให้หลุด แต่ลูกน้องล็อคแน่นมาก
       ระหว่างนั้น เสียงหวอรถตำรวจดังขึ้น ยอดตกใจยิ่งพยายามถีบลูกน้องเข้าปลายคาง จนลูกน้องต้องปล่อยมือ
       ยอดลุกขึ้นจะวิ่งแต่ชะงักกึก ที่เห็นตำรวจวิ่งเข้ามาดักไว้ ถึง 3 คน
       ตำรวจชักปืนขู่ “ยอมมอบตัวซะดีๆ!”
       ยอดกับลูกน้องอึ้งที่เห็นปืน
       จังหวะหนึ่ง ยอดขยับตัวทำท่าหนี ตำรวจยิงปัง!ลงตรงพื้นไม่ห่างจากขายอดนัก ยอดชะงัก ตำรวจกลับมาเล็งปืนที่ยอดเขม็ง
       “จะให้จับเป็นหรือจับตาย”
       ยอดเห็นว่าไม่รอดแน่ ยกมือยอม ลูกน้องลุกขึ้นยกมือเหมือนกัน
       “อย่ายิงนะ ผมยอมแล้ว”
       ตำรวจเข้าจับกุมยอดกับลูกน้องโดยละม่อม
       
       อนุตรู้เรื่องตบไหล่เมฆาอย่างชื่นชม “เก่งมากเมฆา”
       เมฆาพองโต เป็นปลื้ม “ขอบคุณครับพ่อ”
       “ไม่คิดเลยว่าในที่สุดแล้วเมฆาจะเป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่พ่อจะพึ่งได้”
       เมฆาปลื้มหนัก
       “แกเป็นความหวังเดียวของแสนสมุทร จำไว้นะ..เมฆา”
       เมฆาปลื้มปริ่ม “ครับพ่อ ผมจะจำ...และจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง...เหมือนคนอื่นๆ อีก”
       อนุตเจ็บแปลบในใจกับถ้อยความนั้น ก่อนจะฮึดหมายมั่นปั้นมือภูมิใจกับเมฆา
       เมฆาตาวาวยิ้มภูมิใจ
       
       ที่ไร่วงเดือน สว่างทวนคำสั่ง อย่างไม่เชื่อหู “ให้ผมโทรศัพท์ไปที่แสนสมุทรเหรอครับ”
       “ใช่ ทำไมจู่ๆ ฉันก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา? นายสว่างโทร.ไปถามข่าวให้ฉันที”
       สว่างรับปาก “ครับ”
       หนูนาที่กำลังทำความสะอาดเรือนเหลียวขวับมามองภูผาที่เหมือนห่วงวงเดือน จนเผลอเตะถังน้ำหกเลอะ ภูผาหันขวับมาปรี่เข้ามาหา เผลอเสียงดังใส่ “ระวังหน่อยสิ”
       หนูนาน้อยใจ “ขอโทษ...ชั้นมันซุ่มซ่าม!”
       ภูผาเสียงอ่อนลง “ไม่ใช่...ชั้นหมายถึงระวังตัว เธอไม่ควรออกแรงทำงานหนักรู้มั้ย งานบ้านพวกนี้ให้ดอยทำก็ได้”
       หนูนาใจชื้นค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย แย็บถาม “คุณ..คิดถึง..แสนสมุทรเหรอ?”
       “ถามทำไม?”
       หนูนาตัดสินใจยิงคำถามตรงๆ เลยดีกว่า “คิดถึงยัย เอ๊ย! คุณวงเดือนใช่มั้ย?”
       ภูผาจี๊ดในใจ รีบเปลี่ยนเรื่อง “กินยาที่หมอให้มั่งรึเปล่าเราน่ะ”
       “อย่าเปลี่ยนเรื่องดีกว่า ชั้นพูดจริงๆ นะคุณภูผา..ถ้าคุณอยากจะ..”
       เสียงดอยแหวกอากาศเข้ามาขัดจังหวะ “นาย!! นายจ๋านาย”
       หนูนาชะงัก ดอยวิ่งจู๊ดเข้ามา
       “เอ๊า! กำลังจู๋จี๋กันอยู่? ขอโทษที่มาผิดจังหวะจ้ะ” ม้วนตัวจะออกไป
       ภูผาเรียกไว้ “มาก็ดีแล้ว ปล่อยให้ลูกพี่ทำงานอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน...มาจัดการเร็ว”
       หนูนาเซ็ง
       “เดี๋ยวนี้เลยจ้ะนาย” พุ่งมาช่วย ปากก็บ่นไป “ก็บอกแล้วว่าอย่าทำๆ ไอ้ดอยเลยโดนด่าเลย” พูดกับหนูนา “ตอนเนี้ยมันไม่ใช่เวลาที่จะมาถูบ้านนะลูกพี่ ลูกพี่ควรจะไปเข้ากระโจมอบผิวขัดผิวเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวของนายตะหาก” คราวนี้หันมาเจ๋อกับภูผา “จริงมั้ยจ๊ะ..นาย”
       ภูผาอึ้ง มองไปเห็นหนูนาอึ้ง
       “เออ..นายจ๋า...ชาวบ้านเค้าถามดอยกันให้แซดว่าตกลงนายกับลูกพี่จะแต่งงานกันเมื่อไหร่อ่ะจ้ะ?! ตกลงจะแต่งกันละป่าวเนี่ย?”
       หนูนามอง เห็นภูผาอึ้ง
       หนูนาช่วยตัดบทด้วยการเอาด้ามไม้ถูพื้นตีหัวดอยโป๊ก “ต้องตีแกให้ตายก่อนน่ะสิชั้นถึงจะแต่งได้” ตีอีกที “นี่แน่ะ! ผีเจาะปากแกมาพูดรึไงนะห๊า..ไอ้ดอย?”
       
       หนูนาลุย ดอยวิ่งไป ภูผาเครียดหนัก เหนื่อยหน่ายกับชีวิตในยามนี้

 
 

       พฤกษ์เอนตัว กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงในห้องคนไข้ ศรีดารากับวงเดือนซึ่งอยู่ในชุดพยาบาลเดินเข้ามา
       
       “พฤกษ์..เป็นยังไงบ้างลูก”
       พฤกษ์ถามทันที “แม่ครับ เรื่องที่ท่าเรือเป็นยังไงบ้างครับ”
       “ก็...แม่ว่าลูกอย่าเพิ่งสนใจเรื่องนี้เลยนะ ให้หายก่อนแล้วค่อย”
       พฤกษ์หันไปทางวงเดือนแทน “เดือน”
       “ทางตำรวจจับตัวนายยอดกับลูกน้องได้แล้วค่ะ วันนี้คุณพ่อนัดคุณณรงค์มาเจรจาค่ะ”
       “วันนี้เหรอ!”
       “ค่ะ”
       เห็นพฤกษ์จะลุกลงจากเตียง ศรีดาราตกใจ “ลูกจะทำอะไร”
       “ผมต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ถ้าจะมีการเจรจาผมต้องอยู่ด้วย”
       วงเดือนท้วงโดยไม่ทันคิด “คุณพฤกษ์คะให้คุณเมฆา”
       พฤกษ์ ชะงักกึก “อย่าทำให้ฉันรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้เลย” หันมาพูดกับศรีดารา “ผมจะกลับบ้านครับแม่”
       วงเดือนกับศรีดารามองหน้ากันหนักใจ
       
       เย็นนั้น เมฆากับอนุตนั่งคุยอยู่กับณรงค์ในห้องโถงใหญ่
       เมฆาออกโรง “ผมหวังว่าคุณณรงค์คงจะพอใจกับความรับผิดชอบของเรานะครับ”
       ณรงค์ยังไว้ท่า “ก็ยังพอจะคุยกันได้”
       เมฆาไม่พอใจเมื่อเห็นท่าทีดังกล่าว แต่ควบคุมอารมณ์ “ขอบคุณครับที่ยังให้โอกาสแสนสมุทร”
       อนุตรู้สึกพอใจในตัวเมฆา
       “ตอนนี้แสนสมุทรเองก็กำลัง...” อนุตพูดไม่ทันจบ
       ณรงค์สวนออกมา “ผมไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทางแสนสมุทร เพราะความผิดพลาดของคุณ” ณรงค์ชี้ที่อนุต “คุณ ทำให้การค้าของผมต้องเสียหาย”
       ระหว่างนั้นมีพฤกษ์แทรกเข้ามา “เป็นความผิดของผมเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวกับคุณพ่อ
       ทุกคนหันไปเห็นศรีดารา และวงเดือนประคองพฤกษ์ยืนอยู่ เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล
       อนุตขึ้นเสียงพฤกษ์ “อย่าเสียมารยาท”
       พฤกษ์ปรี่เข้ามาโดยมีวงเดือนและศรีดาราตามาประคอง “ผมขอจัดการเรื่องนี้...”
       ณรงค์แทรกขัดขึ้น “ใครจะจัดการผมไม่สน ผมสนอย่างเดียว พวกคุณต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผมสามแสนบาท”
       ทุกคนอึ้งกับเงื่อนไขดังกล่าว
       เมฆาคิดนิดหนึ่ง แล้วบอกไปอย่างรวดเร็ว “ไม่มีปัญหาครับ มันเป็นเรื่องสมควรที่เราจะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว เพียงแต่ผมขอวิธีการเป็นการแบ่งชำระ แต่รับรองว่าจะชดใช้ให้ครบตามจำนวนแน่”
       ณรงค์พูดเสียงเบาลง “ก็ลองยื่นข้อเสนอมาผมจะพิจารณาอีกที”
       “ส่วนเรื่องธุรกิจระหว่างเรา เรายังคงร่วมงานกันต่อไปใช่ไหมครับ” เมฆาบอก
       ณรงค์มองสภาพพฤกษ์แล้วหันไปหาเมฆา
       “แต่ต่อไปนี้ผมจะเจรจากับ” มองจ้องเมฆา “คุณเท่านั้นนะ..ไม่ใช่พี่ชายคุณ!!” ณรงค์ลุกยืนพรวดแล้วออกไปเลยอย่างมีอารมณ์
       พฤกษ์นิ่งงัน เจ็บปวดที่ถูกหยาม
       อนุตพูดกับเมฆา “ต่อไปนี้แกดูแลเรื่องนี้แทนพ่อด้วยนะ..เมฆา”
       อนุตมองพฤกษ์อย่างเย็นชา ไม่พูดอะไรอีก จากนั้นก็เดินขึ้นข้างบนไป
       วงเดือนกับศรีดารามองพฤกษ์ด้วยความสงสาร รู้ดีว่าพฤกษ์รู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน
       ระหว่างนั้น ชอุ่มยืนหลบวูบ ชะเง้อชะแง้ อยู่ เมฆาเห็น รู้ว่ามีอะไรแน่ จึงเดินไปหาชอุ่ม
       
       เมฆาเดินออกมาที่สวนหน้าตึกใหญ่ ชอุ่มเดินตาม เมฆาหยุดแล้วหันกลับมาหา “มีอะไร”
       “เมื่อตอนเช้ามีโทรศัพท์มาค่ะ บอกว่าเป็นคนของคุณภูผาค่ะ”
       เมฆานิ่วหน้า “แล้วชอุ่มได้บอกใครเรื่องโทรศัพท์หรือเปล่า”
       “เปล่าค่ะ บอกคุณเมฆาคนเดียวตามที่คุณเมฆาสั่งไงคะ”
       “ดี แล้วน้าชอุ่มบอกอะไรทางโน้นไปบ้าง” เมฆาถาม
       
       พร้อมๆ กันนั้น สว่างกำลังรายงานเรื่องที่คุยกับชอุ่มให้ภูผาฟังอยู่บนเรือน 
       “คุณพฤกษ์โดนทำร้ายบาดเจ็บครับ แต่ตอนนี้อาการปลอดภัยแล้ว”
       “เป็นเพราะเรื่องอะไรรู้ไหม” ภูผาซัก
       “ทางโน้นไม่บอกครับ ผมถามถึงคนอื่นๆ ก็บอกว่าสบายดี ไม่มีอะไร ..เอ่อ...” สว่างรู้ใจนาย รายงานแถม “คุณเดือนก็คงจะสบายดี”
       “ขอบใจมาก” ภูผาบอก
       หนูนาหลบอยู่แถวนั้นใกล้ๆ ถอนใจเฮือกใหญ่รำพึงออกมา “วงเดือน?” แต่พอหันมาก็จ๊ะเอ๋กะดอยที่ยืนจ้องหน้าอยู่ก่อนแล้ว ก็ตกใจ
       หนูนาด่าเบาๆ “ไอ้บ้า!! มาซุ่มอะไรอยู่ตรงนี้?!”
       “ดอยไม่ได้ซุ่ม ลูกพี่แหละซุ่ม!!” ดอยย้อนเอา
       หนูนาอาย ตะเพิดกลบเกลื่อนทันควัน “จะไปไหนก็ไป”
       “ไปไม่ได้!! ต้องไปบอกนายก่อน” ดอยว่าขึงจขัง
       “บอกนาย? บอกอะไร?
       “บอกว่ามีคนมาหานายจ้ะ!!” ดอยบอก
       “มาหาคุณภูผา” หนูนานิ่งคิด “ใคร”
       
       ไม่นานต่อมา ตรงอีกมุมหนึ่ง บนเรือน ภูผาเหลียวขวับ พร้อมกับย้อนถามอย่างสงสัย
       “ทนายความของเหนือฟ้า”
       “ครับ..ผมเป็นทนายความประจำตระกูลของพ่อเลี้ยงเหนือฟ้า”
       ภูผามองอย่างงวยงง
       ทนายความพูดต่อ “ก่อนที่พ่อเลี้ยงจะเดินทางไปทางใต้ครั้งสุดท้ายนี้ พ่อเลี้ยงได้ให้ผมร่างพินัยกรรมไว้ฉบับหนึ่ง”
       “ไปใต้?...พินัยกรรม!”
       หนูนาอึ้ง นึกถึงวันที่เหนือฟ้ามาลาตัวเองพร้อมกับถามย้ำว่า
       “อยากได้อะไรมั้ย?”
       หนูนาเข้าใจ ดึงตัวเองกลับคืนมาด้วยความสะเทือนใจ
       ทนายความย้ำ “ครับ..ไม่นาน..พ่อเลี้ยงก็เสียชีวิต”
       หนูนาสะอื้นไห้
       “วันนี้ผมจึงจะต้องขอเปิดพินัยกรรมที่พ่อเลี้ยงทำไว้”
       “แล้วทำไมจะต้องมาเปิดที่นี่” ภูผาไม่เข้าใจ
       “พ่อเลี้ยงระบุว่าจะต้องเปิดต่อหน้าคุณภูผา และคุณหนูนาเท่านั้นครับ” ทนายความว่า
       ภูผากับหนูนาเหลียวมามองหน้ากัน
       “ถ้าพร้อมแล้ว ผมขออนุญาตนะครับ” ทนายเปิดอ่าน “พินัยกรรมฉบับนี้เป็นของข้าพเจ้านายเหนือฟ้า วัฒนากร หากมีเหตุอันใดทำให้ข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ทรัพย์สินทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามี อันประกอบด้วยไร่เหนือฟ้า ทรัพย์สมบัติ ตลอดจนกิจการใดๆ ทั้งหมด ข้าพเจ้าขอยกให้แก่ นางสาวหนูนา ฟ้าแก้ว แต่เพียงผู้เดียว”
       หนูนาตกตะลึง ไม่เชื่อหู “อะไรนะ”
       สว่างกะดอย ต่างตกใจ!!
       ภูผาเข้าใจเหนือฟ้ามาก
       หนูนาผุดลุกไม่เข้าใจ “เดี๋ยวก่อน!! ทำไมจะต้อง...”
       ภูผาดึงมือหนูนาเป็นเชิงปรามไม่ให้พูดอะไร “หนูนา”
       ทนายมองๆ หวั่นๆ บอกทุกคน “อ่านต่อนะครับ”
       ภูผาพยักหน้าให้
       “แต่มีข้อแม้ว่า นางสาวหนูนาจะได้รับมรดกทั้งหมดนี้ได้ก็ต่อเมื่อคุณภูผา แสนสมุทร จะต้องยอมรับที่จะเป็นผู้ดูแลจัดการไร่เหนือฟ้าร่วมกับนางสาวหนูนาตลอดไป”
       ทุกคนอึ้งตะลึงงัน
       ภูผาหันมาพูดกับหนูนา “เหนือฟ้าเค้ารักเธอมากจริงๆ นะ..หนูนา”
       หนูนาปล่อยโฮ ซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเองอย่างสุดกลั้น ภูผาโอบหนูนาไว้
       “ตกลงครับ..ผมยอมรับตามข้อแม้ของพ่อเลี้ยงเหนือฟ้า”
       หนูนาตกใจ เงยขึ้นมองหน้าภูผา คาดไม่ถึง
       “คุณภูผา”
       “ชั้นจะอยู่ดูแลเธอและไร่เหนือฟ้า..ตลอดไป”
       หนูนาอึ้ง
       สว่างร้อง “เฮ้อ” ส่วนเด็กดอย “ไชโย้”
       ภูผาดึงหนูนามากอดไว้เพื่อให้ความมั่นใจ ไม่ใช่รักแน่นอนเขารู้ดีแก่ใจ!!
       
       สีหน้าภูผายามนี้ตระหนักชัดแล้วว่า ชีวิตที่เหลือของเขาคงต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป เพราะไม่มีค่าต่อทั้งแสนสมุทรกับวงเดือน ในเมื่อชีวิตเตลิดไปไกล ภูผาก็ขอไปให้มันสุดโต่ง แล้วยังต้องรับผิดชอบต่อหนูนาอีกด้วย

 

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ละครออนไลน์

Chapter Prev Chapter Next

ความคิดเห็น

Guest
ชื่อ :