ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 00 04

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 543

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2564 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
00 04
แบบอักษร

00 04 

  

พอลงจากรถ พฤกษ์ก็รีบอุ้มหลี่เหมาเหมาเดินเข้าไปในคฤหาสน์ ท่ามกลางสายตาตกใจของเหล่าคนงานรวมไปถึงแม่พลอยที่ยืนคอยท่า 

“แฟนคุณพฤกษ์หรือป้า” ต่าย หนึ่งในแม่บ้านพูดขึ้น เร่งสะกิดป้าเมียมยิก ๆ เพื่อเอาคำตอบ 

“ฉันจะไปรู้กับคุณเขาหรือนังต่าย!” พูดจบป้าเมียมก็เดินเร็วตามแม่พลอยและคุณพฤกษ์ที่อุ้มหญิงสาวปริศนาขึ้นไปยังห้องนอนแขกที่เตรียมไว้ พฤกษ์ค่อย ๆ วางเธอลงกับเตียงนอนอย่างนุ่มนวล ร่างโปร่งยื่นนิ้วไปเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาออกและวางมืออังกับหน้าผาก เพียงครู่เดียวพฤกษ์ก็ยืดตัวขึ้น หันไปกำชับกับแม่พลอยและป้าเมียมทันที 

“ดูเหมือนจะมีไข้ ฝากช่วยดูเธอหน่อยนะครับ” 

“ได้เลยค่ะคุณพฤกษ์” แม่พลอยรับคำ หันไปสั่งการกับป้าเมียมต่ออีกทอด “เตรียมน้ำกับชุดสะอาด ๆ มาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขานะเมียม ไปเรียกต่ายมาช่วยอีกแรง” 

 

 

 

 

“เธอเป็นน้องรหัสผม” พฤกษ์พูดในขณะที่กำลังเดินลงบันไดมาพร้อมกับแม่พลอย เหลือทิ้งไว้เพียงป้าเมียมและต่ายให้ช่วยเช็ดตัวเปลี่ยนชุดให้หลี่เหมาเหมา 

“ยายยังไม่ได้พูดอะไรเลย” หญิงชราอมยิ้ม จับราวบันไดเดินลงไปอย่างอารมณ์ดีและมีท่าทางกรุ้มกริ่มอยู่ในที ถึงจะบอกว่าไม่ได้คิดหรือพูดอะไรแต่คนอย่างคุณพฤกษ์น่ะหรือจะเคยให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนไหนจนถึงขั้นหอบหิ้วกลับมาบ้านบ้างล่ะ ..แทบไม่มี 

“ครับ ไม่พูด แต่สีหน้าแม่พลอยเบิกบานเชียวนะ” 

“แหม” แม่พลอยลากเสียง “เห็นแบบนี้มันกระชุ่มกระชวยคนแก่นี่ ยายนึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นคุณแตะตัวผู้หญิงเสียแล้ว” 

“แม่พลอย” เขาหัวเราะ “ผมไม่ใช่พระ” 

“ใครจะไปรู้ล่ะคะ ยายไม่เคยเห็นคุณพฤกษ์มีแฟนสักที” 

พฤกษ์ได้ยินดังนั้นจึงหยุดนิ่งไป รู้ตัวอีกทีก็ปล่อยให้แม่พลอยเดินทิ้งระยะห่างลงไปไกลเสียแล้ว ลางสังหรณ์บอกเขาว่ามีเรื่องราวบางอย่างในกาลนี้ที่ตกหล่นไป เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงสาวเท้าเร่งเดินตามหญิงชราให้ทัน 

“แม่พลอย!” หญิงชราหยุดอยู่ตรงที่ชานพักบันได หันกลับมาหาเจ้านายหนุ่มของตนเองพร้อมรอยยิ้มอ่อนนุ่มประดับบนใบหน้าและพูดว่า 

“มีอะไรหรือคะ” 

พฤกษ์ขยับตัวเข้าใกล้ ยกฝ่ามือเหี่ยวย่นขึ้นมากอบกุม 

“แม่พลอย ..ผมยังไม่เคยบอกหรือครับว่าเป็นเกย์? ” 

 

 

 

 

พฤกษ์ค่อย ๆ พยุงแม่พลอยนั่งลงบนโซฟากลางห้องโถงใหญ่ หญิงชราเอนตัวลงพิงพนักพลางรับยาดมกระปุกจากเขามาสูดดมให้ใจเย็นลง 

“คุณพฤกษ์ ยายจะหัวใจวายแหน่ะ” หญิงชราพูด 

“โธ่.. แค่นี้ถึงกับหัวใจวายเลยหรือครับ” 

“มันไม่ทันตั้งตัวนี่คะ” เธอว่าแล้วสูดยาดมเข้าไปอีกฟื้ดใหญ่ “ดีเสียที่เป็นยายไม่ใช่คุณพนา ไม่อย่างนั้นคุณพฤกษ์คงโดนหนักน่าดู” 

“สรุปว่าไม่มีใครรู้เลยหรือครับ ..เรื่องที่ผมเป็นเกย์” 

“รู้ค่ะ ยายแล้วหนึ่งคน เพิ่งรู้เมื่อกี๊สด ๆ ร้อน ๆ ” 

“แม่พลอย อย่าตลกสิ” พฤกษ์ลากเสียง “สรุปไม่มีใช่ไหม” 

“ไม่มีค่ะ คุณไม่เคยบอก” พฤกษ์ได้คำตอบก็ถอนใจโดยแรง นั่งหน้าเคร่งแถมคิ้วยังขมวด แม่พลอยที่เห็นดังนั้นจึงเอื้อมไปบีบมือเจ้านายหนุ่มแผ่วเบาหวังให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ดวงตาของเธอประกายความอบอุ่นส่งผ่านมาให้ พฤกษ์เงยหน้ามองหญิงชราก่อนจะยกยิ้มบาง 

“คุณพ่อรู้ผมคงไม่ตายดี” 

“อย่างไรเสียคุณพฤกษ์ก็เป็นลูก คนเป็นพ่อไม่ฆ่าลูกตนเองหรอกค่ะ” 

“ใครจะรู้ เดี๋ยวนี้พ่อฆ่าลูกก็มีถมไป” 

“ไม่ใช่กับคุณพนาหรอก เชื่อยายนะคะ” 

ท่าทางของหญิงชราที่อ่อนโยนเสมือนแม่ที่ล่วงลับไปทำเอาพฤกษ์เริ่มเสียจริตเล็กน้อย ทว่าทุกอย่างกลับถูกกระเทาะเปลือกออกเมื่อแม่พลอยวาดแขนโอบไหล่และดึงเขาเข้าสู่อ้อมกอดอย่างนุ่มนวล น้ำตาที่อุตส่าห์กลั้นเอาไว้ก็พาลไหลออกมาอย่างง่ายดาย 

“ดูซิเนี่ย ร้องโยเยเหมือนเด็กเลย” แม่พลอยตบหลังเขาปุ ๆ เคลื่อนมืออีกข้างลูบศีรษะด้วยความรัก 

พฤกษ์หลับตาลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด สูดเอาความกลิ่นอายจากเนื้อผ้าและปลดปล่อยอารมณ์ที่อยู่ในใจตนออกมาเงียบ ๆ 

ย้อนกลับไปกาลก่อน ในตอนที่เขารู้ตัวว่ามีรสนิยมแบบไหน ตอนนั้นอัคราเริ่มเขามามีพื้นที่ในชีวิตเขาในฐานะคนรักแต่ทว่าเจ้าสัวพนาพ่อของเขากลับคิดว่าทั้งสองเป็นแค่เพื่อนสนิทกัน กระทั่งวันหนึ่ง พฤกษ์ตัดสินใจบอกความจริงออกไป กลายเป็นว่าวันนั้นเขาและพ่อแตกหักกันไปข้าง ทั้งคืนมีแต่เสียงโต้เถียงและคำหยาบสถุนมากมายที่ต่างฝ่ายต่างสาดเทใส่กัน พ่อไม่ยอมรับที่เขาเป็นแบบนั้น ซ้ำยังเอาแต่พร่ำบอกว่าผิดหวังในตัวพฤกษ์อย่างนั้นอย่างนี้ และคิดไปไกลถึงขนาดเข้าใจว่าเขาเป็นเกย์เพราะมีอาการทางจิตเวช ต้องได้เข้ารับการบำบัดถึงจะหายเป็นปกติ เขาประสาทกินอยู่เป็นอาทิตย์ พ่อเหมือนคนเสียสติ มันร้ายแรงถึงขนาดที่ว่าให้บอร์ดี้การ์ดมาลักพาตัวเขาไปโรงพยาบาล พฤกษ์ทั้งทุกข์ทั้งทรมานและคิดว่ามันหนักหนาเกินกว่าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่อไปได้ เขาจึงตัดสินใจเก็บข้าวของและออกไปอยู่คอนโดมิเนียมคนเดียวจนกระทั่งเรียนจบ 

แต่ถึงเขาจะจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม ตรากตรำทำงานด้วยความขยัน หรือแม้แต่ออกงานสังคม พิสูจน์ตนเองและสร้างผลงานให้เป็นหน้าเป็นตามากเพียงไร พ่อก็ไม่มีทางยอมเปิดใจกับทางเลือกของเขา แต่สายสัมพันธ์พ่อลูก ตัดอย่างไรคงตัดไม่ขาดวิ่น เจ้าสัวพนายังคงรักพฤกษ์ที่เป็นลูกชายเหมือนเดิม แต่กับเรื่องที่พฤกษ์เป็นเกย์เท่านั้นที่พ่อจะไม่มีวันยอมรับมันได้ 

ความรักยังคงมี แต่ความกระด้างกระเดื่องเริ่มเข้ามาแทรกแซง ตั้งแต่นั้นมาเขาและพ่อจึงพบหน้ากันน้อยลง พฤกษ์ไม่เคยกลับบ้าน ที่ ๆ เขาเรียกว่าบ้านมีเพียงบริษัทและคอนโดมิเนียม บางครั้งก็ทิ้งให้ผู้เป็นพ่อรับประทานอาหารเย็นเพียงคนเดียว แม้จะรู้ว่าท่านรอที่จะได้ร่วมโต๊ะกับลูกชายแต่พอเจอหน้ากันทีไรก็เป็นต้องถกเถียงกันเรื่องที่เขาเป็นเกย์เสียทุกที พฤกษ์เองก็รักพ่อ ไม่ใช่ว่าเขาไร้เยื่อใย แต่เขาทนไม่ได้ที่ต้องถูกคนเป็นพ่อครหาเรื่องรสนิยมอยู่ทุกครา ดังนั้น หากเลี่ยงเจอได้ก็เลี่ยง หลบได้ก็หลบ ไม่พบ ไม่เจอ ไม่คุย แต่ก็ยังรับรู้ความเป็นไปอยู่เสมอ 

พฤกษ์เองก็ชักอยากรู้ หลังจากการตายของเขาในกาลนั้น พ่อจะเป็นอย่างไรบ้าง จะโกรธทุกคนที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องตายไหม จะเสียใจให้เขานานแค่ไหน สวดอภิธรรมเขากี่วัน งานจัดใหญ่โตไหม และท่านจะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีเขาแล้ว… 

ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาร้องไห้อยู่อย่างนี้ ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกเขาได้ดีไปกว่าตัวเขาเองอีกแล้ว ขนาดแม่พลอยในกาลนั้นก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ รั้นแต่จะทำให้พ่อโมโหร้ายเข้าไปอีก ทุกอย่างเลยออกมาแย่อย่างที่เห็น และเขาก็กลัวว่ามันจะกลับไปเป็นแบบนั้นอีก 

“แม่พลอยผิดหวังไหมที่ผมเป็นเกย์” พฤกษ์ถามเสียงอู้อี้ขณะที่ซบหน้าลงบนหน้าตักอุ่น 

“ตกใจมากกว่า” 

“แค่นั้นหรือครับ” 

“ยายแค่คิดว่าคุณพฤกษ์ชอบผู้หญิงเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่ผิดคาดที่ชอบผู้ชายด้วยกันก็เท่านั้นเอง” 

“ครับ..” 

“คุณพฤกษ์กังวลอยู่หรือคะ” หญิงชราถามพลางใช้มือสางเส้นผมสีดำนุ่มสลวย 

“ ..ผมกังวลแค่กับคนในครอบครัวเรา คนอื่นผมไม่สนหรอกว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ผมคงรู้สึกแย่ถ้าคนอื่นเห็นมันเป็นเรื่องปกติแต่คนในครอบครัวตัวเองแท้ ๆ กลับเห็นว่ามันคือสิ่งผิดปกติอย่างไม่น่าให้อภัย ..ทั้งที่จริงแล้วผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” 

“โธ่เอ๋ย.. คุณพฤกษ์ของยาย” 

“ผมเคยต้องพิสูจน์ตัวมากมายให้ใครต่อใครยอมรับ ตั้งใจเรียน ทำงานในตำแหน่งสูง ๆ สร้างความภาคภูมิใจในฐานะลูกชายเพื่อให้เขาเห็นว่า ถึงผมจะเป็นเกย์แต่ก็มีดีไม่แพ้ใครเหมือนกันนะ” 

“...” 

“แต่แล้วสุดท้ายคนที่อยากให้ยอมรับในตัวผมที่เป็นแบบนี้มากที่สุดกลับ.. ” พฤกษ์ไม่พูดต่อ แต่เขานึกถึงเรื่องราวเลวร้ายที่เคยประสบมาเมื่อกาลก่อน ก้อนสะอื้นตีตื้นขึ้นมาจนจุกในลำคอ พฤกษ์มุดหน้าลงกับตักของแม่พลอย นอนให้น้ำตาไหลหยดแหมะลงมา เปื้อนผ้าไหมสีอ่อนหวานเป็นวง 

“คนทุกคนมีความเป็นคนเท่ากัน ถ้าเรามองและคิดอย่างนี้ เราก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวให้ใครยอมรับหรอกนะคะ คนที่ควรยอมรับควรเป็นตัวคุณพฤกษ์เอง” 

“...” 

“ยายอาจจะเป็นคนแก่ แต่ยายไม่ได้ยึดถือปฏิบัติแบบเดิม ๆ นะคะ ยายไม่เห็นความสำคัญของการที่เป็นเกย์แล้วต้องเป็นคนดีคนเก่งเลยค่ะ ไร้สาระมากคนพูดคำพูดนี้น่าตีเหลือเกิน เขาพูดเหมือนกับว่าถ้าผู้ชายที่ชอบผู้หญิงหรือผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย ต่อให้ทำตัวเหลือเดนแค่ไหนก็จะเป็นข้อยกเว้นงั้นหรือคะ ในทางกลับกันถ้าจะเป็นเกย์ต้องเป็นคนดีมีความสามารถเท่านั้น ทำไมหรือคะ เป็นเกย์เลว ๆ ไม่ได้หรือ สังคมจะรุมประชาทัณฑ์เอาหรือ แหม ทำไปได้นะคะ คนเรามีชีวิตเดียวก็ใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้เถอะค่ะ” 

พฤกษ์สูดน้ำมูกไปที หัวเราะน้อย ๆ 

“ถ้าทุกคนในโลกคิดแบบแม่พลอยก็ดีสิครับ” 

 

 

 

พฤกษ์ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้องตนเองตอนบ่ายสาม เขาไม่ทราบว่าผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้นได้อย่างไรและไม่ทราบว่าใครเป็นคนพาเขาขึ้นมาบนห้อง แต่ผู้ชายในบ้านตอนนี้มีเพียงไม่กี่คน ลุงแสงคนขับรถก็ดูอายุมากน่าจะไม่ไหว คำตอบจึงตกไปที่ลูกน้องร่างยักษ์สักคนที่พ่อใช้งานให้คอยดูแลความปลอดภัยภายในคฤหาสน์แทน 

เขาลุกขึ้นจากเตียง การหลับไปหลายชั่วโมงทำให้พฤกษ์รู้สึกเป็นห่วงหลี่เหมาเหมาที่นอนซมเพราะไข้อยู่อีกห้อง ไม่รอช้า ชายหนุ่มหยิบผ้าขนหนูจากตู้และตรงเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายทันที 

เมื่อแต่งตัวเสร็จดี พฤกษ์เดินออกมาจากห้องและตั้งใจจะลงไปดูอาการน้องรหัสที่นอนอยู่อีกชั้น ในตอนนั้นเองแม่บ้านที่ชื่อต่ายก็วิ่งหน้าตาตื่นมาทางเขา 

“มีอะไรทำไมต้องวิ่งกระโดกกระเดกแบบนี้ หกล้มขึ้นมาจะแย่เอาได้” 

“แฮ่ก คุณพฤกษ์ อย่า.. อย่าเพิ่งดุต่ายเลยนะคะ มีโทรศัพท์จากโรงเรียนมาค่ะ เขาขอเรียนสายกับผู้ปกครองเดี๋ยวนี้เลย!!” 

 

 

 

 

ผู้ปกครองจำเป็นวางหูโทรศัพท์บ้านลงเบา ๆ เมื่อคุยธุระกับปลายสายเสร็จ พฤกษ์ขมวดคิ้วแน่นสีหน้าบ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์รุนแรงกับสิ่งที่ได้ยิน 

พงพีมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเด็กผู้หญิงด้วยกัน 

“คุณพ่อได้บอกไหมว่าจะกลับเมื่อไหร่? ” เขาหันไปถามต่ายที่ยืนพะว้าพะวัง 

“คุณพนากลับมาเดือนหน้าค่ะคุณพฤกษ์” 

“อย่างนี้ก็แย่สิ” เขาพูด “ฝั่งนั้นเขาเชิญผู้ปกครองไปนี่” 

“มีอะไรหรือคะคุณพฤกษ์ ต่ายมานี่ เอานี่ไปล้างหน่อย” แม่พลอยเดินออกมาจากอีกทาง มาพร้อมถาดข้าวต้มในมือ หญิงชราส่งต่อให้ต่ายนำไปจัดการต่อในครัวก่อนที่ตนเองจะก้าวเข้าไปหาเจ้านายหนุ่ม 

“เด็กพงพีก่อเรื่อง” 

“เอ๊ ยายบอกกี่ครั้งว่าอย่าเรียกน้องอย่างนั้น” แม่พลอยตีเบา ๆ ที่ต้นแขน คุณพฤกษ์สอนเท่าไหร่ก็ไม่เคยจำเสียที ชอบเรียกน้อง ๆ ด้วยคำว่าเด็กนั่นเด็กนี่ตามด้วยชื่อหรือคำพูดรุนแรงเสมอ หยาบกร้านเกินไปจนเธอเหนื่อยที่สอน 

“ว่าแต่คุณพีร์เธอไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้ล่ะคะ ปกติออกจะน่ารัก” 

“รังแกเด็กผู้หญิง” พฤกษ์กระตุกยิ้มที่มุมปาก พูดต่อไปว่า “ได้ข่าวว่าไปดึงเปียเขาจนผมหลุดเป็นกระจุก เป็นไง คุณพีร์ของแม่พลอยยังน่ารักอยู่อีกไหมครับ” 

แม่พลอยยกมือทาบอก ตาแทบถลนออกมา 

“เขาบอกไหมคะว่าทำไปเพราะอะไร ยายไม่เชื่อว่าคุณพีร์เธอจะเกเรขนาดนั้นได้” 

“บอก” 

“ว่าอย่างไรคะ” 

“กลุ่มของเด็กคนนั้นไปรุมดึงเปียเด็กมะลิ เด็กเขี้ยวมาเห็นเข้าเลยเอาไปบอกครู ส่วนเด็กพีร์เข้ามาเกี่ยวกับเขาด้วยก็เพราะว่าเลือดมันร้อนล่ะมั้ง เลยดึงเปียแก้แค้นให้น้องตัวเองเสียอย่างนั้น” 

“โธ่เอ๋ย.. ยายว่าแล้วไง คุณพีร์เธอน่ะน่ารัก” 

“ซนเป็นค่าง น่ารักกับผีน่ะสิ แถมใจร้อนเกินไปอีก ทำเสียเรื่องหมด” พฤกษ์คิดอยู่ในใจ หากว่าพงพีไม่วู่วามจนใช้กำลังกับเพื่อน ตอนนั้นฝั่งเขาก็ยังถือไพ่เหนือกว่า แต่นี่อะไร ที่เด็กคนนั้นทำมันไม่ต่างอะไรกับพวกเด็กที่ไปรุมรังแกมาลีวัลย์เลยไม่ใช่หรือไง 

“ดูพูดเข้า นั่นน้องคุณพฤกษ์นะคะ เอ็นดูเธอหน่อยไม่ได้หรือ” 

“เอ็นดู? ” พฤกษ์ส่งเสียงฮึขึ้นจมูก “จะฝันก็หลับก่อนเถอะครับถ้าจะให้ผมเอ็นดูลูกของนางนั่น.. ลูกของผู้หญิงคนนั้น แค่คิดว่าต้องเห็นหน้าที่คล้ายกับคนที่ทำให้คุณแม่ตายผมก็เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาแล้ว” 

“เด็ก ๆ ไม่เกี่ยว คุณพฤกษ์ก็รู้แก่ใจดี ทำไมไม่ใช้ความเมตตาลบล้างความเกลียดชังล่ะคะ” 

“แม่พลอยพูดง่ายจัง ลองมาเป็นผมซี่ ความเมตตาหรือ? ทุกวันนี้ผมพยายามอยู่เฉย ๆ แล้วนะครับ ถึงแต่ก่อนจะชอบแกล้งพวกมันไปบ้างแต่นับจากนี้คงไม่มีอีกแล้ว นี่เป็นความเมตตาเดียวที่ผมจะให้ได้ ..คือต่างคนต่างอยู่!” 

หญิงชรารู้สึกได้ว่าคุณพฤกษ์ของเธอกำลังของขึ้นเพราะคำพูดหวังดีดันไปสะกิดแผลในใจให้ปะทุอีกเสียได้ เธอต้องพูดอะไรสักอย่าง หรือเอาน้ำเย็นเข้าลูบตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่คุณพฤกษ์เธอจะยิ่งอารมณ์เสียไปมากกว่านี้และจะลงยาก 

“เอาเถิดค่ะ ยายไม่เถียงเรื่องนี้แล้ว คุณพฤกษ์จะเอาอย่างไรต่อคะ” แม่พลอยพูดพลางเข้าไปลูบหลังร่างโปร่งให้ใจเย็นลง พฤกษ์หายใจกระฟัดกระเฟียดสักพักจึงยอมอ่อนลงและตอบเธอไปว่า 

“ทางโรงเรียนเชิญผู้ปกครองครับ ตอนนี้คุณพ่อไม่อยู่ คงต้องหาใครสักคนไปแทน” 

“ก็คุณพฤกษ์ไงคะ” 

“แม่พลอยพูดว่าอะไรนะ? ” พฤกษ์ไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ 

“จะให้ทำอย่างไรล่ะคะ” แม่พลอยลูบหลังปลอบ “เขาให้ผู้ปกครองไป ในที่นี้ก็คือคุณพนา แต่ว่าเธอไม่อยู่ คนที่มีสิทธิ์ขาดรองลงมาก็คือคุณพฤกษ์ไม่ใช่หรือคะ” 

 

 

 

 

เสียงประตูปิดลงพร้อมกับร่างเล็กของป้าเมียมที่เข้ามาดูอาการของคนป่วย หลี่เหมาเหมาที่เพิ่งสะลึมสะลือตื่นก็นั่งเบิกตาโพล่งด้วยความมึนเบลอ เมื่อครู่เธอเพิ่งรับประทานข้าวต้มกุ๊ยที่แม่พลอยเป็นคนทำมาให้เสร็จ ตอนนี้อาการของเธอดีขึ้นกว่าเมื่อเช้ามาก จึงมีโอกาสได้สังเกตความหรูหราของห้องนอนที่เธอกำลังใช้อยู่อย่างละเอียด ทุกอย่างตรงหน้าราวกับความฝัน เหมาเหมาเผลออุทานออกมาอย่างอดใจไม่อยู่ เธอรู้ว่าพี่พฤกษ์รวยมากแต่ก็ไม่คิดว่าจะรวยได้ถึงขนาดนี้ นี่มันระดับมหาเศรษฐีชัด ๆ 

“อาการดีขึ้นไหมคะคุณ” ป้าเมียมถามอย่างเป็นมิตรพลางเดินไปเปิดม่านออก 

“ดี ..ดีขึ้นค่ะ เอ่อ” เธอก้มลงมองชุดนอนที่ใส่อยู่ตอนนี้แทนที่จะเป็นชุดนักศึกษาเก่า ๆ ที่ซื้อต่อมาจากรุ่นพี่อีกที คาดว่าคงจะมีใครมาเปลี่ยนมันออกแต่พอคิดไปคิดมา ใบหน้าของหลี่เหมาเหมากลับแดงจัดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ 

บะ บ้าไปแล้ว ..อย่างพี่พฤกษ์หรือจะมา.. 

“ชุดของคุณ ป้าเอาไปซักแห้งไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ป้ากับเด็กอีกคนช่วยกันเปลี่ยนชุดให้ ไม่ใช่แบบที่คุณคิด คุณพฤกษ์น่ะเห็นเธออย่างนั้นแต่ก็เป็นสุภาพบุรุษนะคะ” 

ป้าเมียมพูดยิ้ม ๆ ท่าทางกรุ้มกริ่มเหมือนแม่พลอยก่อนหน้าไม่มีผิด 

“เอ่อ ค่ะ หนะ หนูไม่ได้คิดอะไรเลยนะคะ!” 

“แหม ป้าก็พูดไปเรื่อย คนเป็นแฟนกันจะทำอย่างนั้นก็ไม่ผิดอะไรนี่” 

“ฟะ แฟน ..ไม่ใช่นะคะ!หนูไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่น้องรหัสพี่พฤกษ์เท่านั้น” 

“ตายจริง” ป้าเมียมป้องปาก ท่าทียังคงสงสัยไม่เลิก “แต่คุณพฤกษ์เธอไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านเลยนะคะ” 

หลี่เหมาเหมาฟังป้าเมียมพูดจบก็รู้สึกใจเต้นรัวอย่างประหลาด ภาพที่อีกคนสวมแจ็คเก็ตให้และจูงมือเธอวันนี้แว่บเข้ามาในหัว จู่ ๆ แก้มทั้งสองก็ราวกับว่ากำลังจะระเบิดออกมาเสียอย่างนั้น 

 

 

 

 

 

พฤกษ์ที่ถูกยัดเยียดมาในฐานะผู้ปกครองกำลังมองตัวเลขสีแดงบนไฟจราจรอย่างใช้ความคิด ก่อนออกจากบ้าน แม่พลอยได้พูดบางอย่างแก่เขา 

‘คุณพฤกษ์ควรมองคนรอบ ๆ ตัวบ้างนะคะ ใส่ใจพวกเขาเสียหน่อย มันจะเป็นผลดีต่อตัวคุณเอง’ 

คำพูดนั้นมันทำให้พฤกษ์ฉุกคิดบางอย่าง เขากำลังนึกถึงเหล่าเด็ก ๆ ในบ้านทั้งสามคน ได้แก่ มาลีวัลย์ พงพี และอินทรชิต 

ในกาลก่อนนอกจากหาเรื่องกลั่นแกล้งให้กลัวไม่เว้นแต่ละวัน เขาก็ไม่เคยใส่ใจเด็กเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย แต่หากต้นเหตุของความตายมันเริ่มจากตรงนี้เป็นอย่างแรก เขาก็ควรละทิ้งอคติไปและปฏิบัติตัวต่อเด็กทั้งสามในทางที่ดีขึ้นใช่หรือเปล่า? 

แต่มันยาก.. อย่างที่แม่พลอยบอกว่าพฤกษ์รู้แก่ใจดี เรื่องของพ่อแม่นั้น มันไม่เกี่ยวกับเด็กทั้งสอง แต่กระนั้นกลับปฏิเสธไม่ได้ว่าลูกทุกคนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นกันถ้วนหน้า 

พงพีและมาลีวัลย์ต้องกำพร้าแม่ไปตั้งแต่ยังไม่เดียงสา จนป่านนี้หากถามถึงผู้หญิงคนนั้น เด็กทั้งสองคงจะตอบว่าจำไม่ได้แล้วว่าแม่ของตนเองเป็นอย่างไรนอกเสียจากภาพถ่ายที่ทิ้งเอาไว้ให้รับรู้ว่าเธอคือแม่ ส่วนเขา, สูญเสียทั้งแม่และน้องสาวไปพร้อม ๆ กับความสุขทั้งหมด เขาทุกข์ทรมานที่พ่อไม่ซื่อสัตย์กับแม่ทั้งที่ความซื่อสัตย์ควรเป็นพื้นฐานที่สำคัญของชีวิตคู่ 

..แต่พ่อกลับไม่มี 

หากว่ากันตามจริง เรื่องทั้งหมดมันเพราะพ่อของเขาเป็นต้นเหตุทั้งนั้น 

พฤกษ์คิดและก็ได้แต่ผูกใจเจ็บว่าทำไมตนเองถึงย้อนมาในเวลานี้ หากเลือกได้ เขาอยากจะย้อนกลับไปตอนที่ครอบครัวยังรักใคร่กันดี ไม่มีผู้หญิงคนนั้นก้าวเข้ามาและสร้างความวินาศสันตะโรในบ้านของเขา! 

แต่มันไม่มีประโยชน์หากเขายังนึกถึงเพราะรั้นแต่จะทำให้เจ็บปวดเล่นเสียเปล่า ๆ สิ่งที่เขาควรนึกถึงคือจุดจบอันน่าสะพรึงกลัวของตนเอง ภาพจำสุดท้ายก่อนชีวิตเก่าจะดับสูญไปยังคงกลับมาหลอกหลอนคอยวนเวียน มันคือใบหน้าที่ตื่นตระหนกของอินทรชิตในตอนที่รู้ว่าตนเองเป็นผู้ปลิดชีวิตเขากับมือมัน พฤกษ์รู้ว่ามันไม่ได้เจตนาและต้องการป้องกันตัว ทว่าความเจ็บปลาบบางอย่างแล่นมาถึงหน้าอกทำให้เขาต้องละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยมาสัมผัสที่บริเวณเยื้องอกซ้าย ผิวเนื้อตรงนั้นมีรอยแผลเป็นเล็ก ๆ อยู่ มันคือเครื่องเตือนใจให้พฤกษ์พึงระลึกว่ากาลเวลาได้ให้โอกาสเขาอีกครั้ง 

และเขาต้องใช้มันให้ดีให้สมกับที่ได้รับมา 

 

 

ตอนนี้พฤกษ์มีเป้าหมายเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นแบบไหนเขาก็จะทำ 

 

 

จะไม่ยอมให้มีจุดจบแบบนั้นอีกแล้ว 

 

 

ปี๊นน —!! 

 

 

เสียงแตรรถคันหลังดังจ่อท้ายมาติด ๆ เป็นสัญญาณว่าไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว พฤกษ์ที่เหม่อคิดอะไรในหัวได้สติ เขารีบขับรถต่อทันที 

เรื่องอินทรชิตเขายังคิดไม่ตกว่าควรจะจัดการอย่างไรกับเด็กหนุ่มนั่นดี พฤกษ์จึงสลัดมันทิ้งและพับเก็บเอาไว้ก่อน ตอนนี้เขาควรสนใจเด็กสองพี่น้องนั่นเป็นอย่างแรก 

ย้อนเรื่องราวกลับไปกาลก่อน (อีกแล้ว) ถึงจะบอกว่าไม่ได้ใส่ใจพี่น้องต่างแม่คู่นี้นักแต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงความเป็นไปและพัฒนาการในชีวิตเลย 

เริ่มที่พงพี เจ้าเด็กคนนี้เดิมทีเป็นเด็กสดใส ร่าเริงและพูดจาฉะฉานอารมณ์ดี แต่เมื่อย่างเข้าสู่วัยแรกรุ่นก็ออกลายเหลือขอให้ปวดหัวเป็นว่าเล่น พื้นฐานพงพีเป็นคนน่ารักก็จริง (อย่างที่แม่พลอยป้อยอ) ข้อเสียคือสมาธิสั้น ไม่มีความอดทนและใจร้อน แถมเจ้าสัวพนายังไม่มีเวลามาอบรมสั่งสอนบุตรทั้งหมดได้ด้วยตนเองเพราะหน้าที่การงาน ภาระส่วนใหญ่จึงตกไปถึงมือของแม่พลอย หญิงชราเพียงคนเดียวในบ้านหลังใหญ่ ถึงกระนั้น แม้จะดูแลอย่างใส่ใจและคอยชี้แนะถูกผิดให้ดีอย่างไรก็ยังมีช่องว่างระหว่างวัยอยู่ ชีวิตของพงพีส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่อยู่กับเพื่อนทั้งสิ้น กล่าวคือเลี่ยงไม่ได้หากเด็กวัยคะนองจะพากันไปลองผิดลองถูกในเรื่องบางเรื่อง หากลองแล้วผิด คิดได้และกลับตัวเสียใหม่มันก็ดีไป แต่นี่ไม่ใช่ นับวันยิ่งเติบโตความน่ารักในวัยเด็กก็ยิ่งหดหายตรงกันข้ามกับขนาดตัว พฤกษ์ไม่แน่ใจนักว่าน้องชายคนนี้เรียนจบมัธยมพร้อมเพื่อนและรับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือเปล่าเพราะวัน ๆ เห็นมันตะลอนไปไหนมาไหนพร้อมกับพวกเพื่อน ๆ เหลือขอของมันอยู่ตลอด ทั้งเที่ยว ทั้งต่อยตี ทั้งเสพยา ทั้งผู้หญิง หวิดจะถูกอริเป่าสมองอยู่หลายครั้งแต่ก็รอดมาได้ทุกทีเพราะบอร์ดี้การ์ดที่พ่อจ้างมาประกอบคอยเก็บกวาดให้ห่าง ๆ 

ส่วนน้องสาวคนเล็กอย่างมาลีวัลย์หรือที่เขาเรียกว่าเด็กมะลิ เด็กหญิงคนนี้ต่างจากพี่ชายของตนเองราวฟ้ากับเหว ในตอนเด็กเรียบร้อยขี้อายอย่างไรโตขึ้นมาก็เป็นอย่างนั้นไม่แปรเปลี่ยน ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือเปราะบางเกินไป ความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวคนพฤกษ์จำได้เลือนลางเพราะด้วยที่อีกฝ่ายเป็นเด็กผู้หญิง มันยิ่งตอกย้ำทำให้เขานึกถึงน้องสาวที่ควรจะได้เกิดมา ยิ่งนึกถึง ความเจ็บปวดก็ยิ่งเพิ่มพูน ส่งผลให้พฤกษ์แทบไม่เห็นน้องสาวคนนี้อยู่ในสายตายิ่งกว่าพงพีเสียอีก 

ในความทรงจำอันเลือนลาง พฤกษ์ก็ควานหาบางสิ่งที่ยังจำได้จนเจอ ชีวิตของมาลีวัลย์น่าสงสาร ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีปากมีเสียงจะสู้ใครได้ อยู่โรงเรียนก็ถูกรังแก อยู่บ้านก็ถูกเขากลั่นแกล้ง แต่อยู่โรงเรียนจะหนักหน่อยเพราะมักจะตกเป็นเป้านิ่งถูกข่มขู่อย่างไร้เหตุผลจากทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย 

ลึก ๆ ภายใน, เด็กคนนี้เป็นคนเก็บกด ถูกกระทำรุนแรงแต่ก็ไม่เคยปริปากบอกใคร เป็นภาชนะที่บรรจุความเกลียดชังของผู้อื่นไว้จนปริ่มขอบและเพราะไม่เคยระบายออกมาหรือมีใครคอยรับฟัง มันจึงช่วยไม่ได้ที่เด็กสาวจะแตกสลายในสักวัน 

ในช่วงที่มาลีวัลย์ขึ้นมหาวิทยาลัย เธอพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเสียที ทั้งกินยาพาราจนโอเวอร์โดสหรือแม้แต่กรีดแขนก็ทำมาหมดแล้ว พฤกษ์ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่าช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเธอ บ้างก็ว่ามีปัญหาและตั้งท้องกับแฟน บ้างก็เรื่องเรียน แต่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอเรียกร้องความสนใจ แต่กว่าจะรู้ความจริงว่ามาลีวัลย์เป็นโรคซึมเศร้าทุกอย่างก็เกือบสายไปแล้ว 

โรคซึมเศร้าที่ว่าเกิดมาจากกรรมพันธุ์ นั่นย่อมหมายถึงเกิดจากแม่และส่งต่อสู่ลูก แม่ของมาลีวัลย์และพงพีก็เคยประสบพร้อมกับอาการทางจิตเภทมาแล้วก่อนจะไปจบชีวิตตัวเองในโรงพยาบาล ไม่มีใครสักคนในบ้านเฉลียวใจเรื่องนี้สักนิด ต่างคนต่างลงความเห็นว่ามาลีวัลย์คิดในแง่ลบไม่ก็ทำตัวให้รู้สึกว่าคนรอบข้างแย่และประสงค์ร้ายต่อเธอไปเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยไปพบแพทย์อย่างจริงจัง เธอไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นอย่างไร เธอห้ามความนึกคิดในสมองตัวเองไม่ได้ เธอไม่ได้อยากจะทรมานแบบนี้ กระทั่งสุดท้ายความคิดที่ว่าตายไปยังจะดีกว่าก็จุดวาบขึ้นมา ตายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีก ไม่ต้องพบต้องเจอสิ่งใดอีก ทุกอย่างมันว่างเปล่าไปหมด.. 

..แล้วเธอก็สวมบ่วงเชือกไนลอนใส่คอตนเองพร้อมกับเตะเก้าไม้ให้ล้มลง 

จนแล้วจนรอดเธอก็ยังไม่ตายอย่างที่หวัง ครานี้เจ้าสัวพนาทนไม่ไหวอีกต่อไปเลยส่งตัวลูกสาวให้จิตแพทย์ตรวจสอบอย่างละเอียด นั่นจึงทำให้ทุกคนรู้ความจริงว่าเธอป่วย 

เธอป่วยมานาน ..และเฝ้ารอให้ใครสักคนช่วยเหลือ 

 

 

‘ใครแกล้งมาหรือเปล่า? ’ 

 

 

มันคือคำพูดที่เขาจงใจพูดออกไปเพราะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ในตอนนั้นพอดี เป็นเพียงชั่วขณะของความคิดเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าหมองของเด็กหญิง แต่นึกไม่ถึงว่าในวันเดียวกันนั้นเองจะเกิดเรื่องราวขึ้นมาพอดี นั่นทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยที่อินทรชิตรู้จักสังเกตและเก็บคำพูดที่เหมือนพูดออกไปอย่างไม่ใส่ใจเอากลับมาคิดให้รอบคอบ 

..นับว่าไม่เลวเลย 

พฤกษ์หักรถเข้าไปยังประตูโรงเรียน เขาลงมาจากรถคันหรูและถามทางมายังห้องปกครองทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา 

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป แอร์จากเครื่องปรับอากาศที่เย็นเฉียบก็สัมผัสเข้ากับผิว พฤกษ์หันไปมองเจ้าเด็กสามหน่อที่นั่งกองกันเป็นก้อนอยู่บนโซฟานวมบุที่อยู่อีกด้านด้วยสายตาเรียบนิ่ง เขาเห็นพงพีนั่งกอดอกหน้าตาบูดเบี้ยว ส่วนอินทรชิตนั่งหลังตรงแน่วและกำลังถักเปียให้มาลีวัลย์อย่างเป็นระเบียบทีละเส้นด้วยความใจเย็น เมื่อทั้งหมดหันมาเห็นว่าใครคือผู้ปกครองของตนเองก็พากันสะดุ้งโหยงกันทั้งก๊วน พงพีที่มีความผิดหนักกว่าใครอื่นโพเข้ากอดแขนอินทรชิตแน่นทันที เด็กชายหลบหน้าหลบตา ไม่ยอมโผล่ออกมาจากแขนเสื้อของพี่ชายอีกเลย 

อีกด้านมีคู่กรณีนั่งอยู่กับผู้ปกครอง เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าสองแม่ลูกกำลังโกรธจัด พฤกษ์หันกลับมายกมือไหว้คุณครูผู้ชายท่านหนึ่งที่นั่งหน้าขรึมรออยู่ บนโต๊ะมีไม้เรียวเหลาอย่างดีวางเอาไว้เหมือนขู่ขวัญ พฤกษ์หรี่ตามองมันทันทีและคิดว่าเขาคงไม่มีทางยอมให้คุณครูท่านนี้ได้ใช้มันกับพวกเด็ก ๆ เป็นแน่ 

“ขอโทษที่มาสาย” พฤกษ์เลื่อนเก้าอี้มานั่งประจันหน้ากับคุณครู เขาก้มลงดูนาฬิกา พูดว่า “เข้าเรื่องกันเลยครับ” 

“ผู้ปกครองคงทราบจากโทรศัพท์แล้วว่าเด็กชายพงพีได้ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับรุ่นน้องที่เป็นผู้หญิง” 

“ครับ” พฤกษ์ยกยิ้มที่มุมปาก สลับเอาขาขวาขึ้นมาไขว่ห้างด้วยท่าทางและใบหน้าที่ดึงดูด ทำเอาคุณครูท่านนั้นถึงกับเหงื่อตก 

“เด็กชายพงพีได้ทำการรังแกเด็กหญิงวิชุดาโดยการกระชากผมเปียของเด็กหญิงวิชุดาอย่างแรงจนเส้นผมหลุดติดมือออกมาจำนวนหนึ่ง” ตอนนั้นพฤกษ์เหมือนเห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดของพงพีอยู่ไกล ๆ จากหางตา เด็กชายราวกับกำลังจะพูดอะไรสักอย่างออกมาเพื่อแก้ต่างแต่ก็ถูกรั้งเอาไว้โดยอินทรชิต 

“เดี๋ยว” พฤกษ์พูดขึ้น ยกมือเป็นเชิงว่าขออนุญาตแทรกบทสนทนา 

“เชิญผู้ปกครองครับ” คุณครูพยักหน้า 

“ผมฟังมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว สังเกตได้ว่าคุณครูเอาแต่กล่าวหาเด็กของผมอยู่ฝ่ายเดียวเลยไม่ใช่หรือครับ ทั้ง ๆ ที่เรื่องทั้งหมดมันมาจากเด็กคนนั้น” พฤกษ์พูดจบก็ชี้นิ้วเรียวของตนไปยังเด็กหญิงวิชุดาที่ว่านั่น แม่ของเธอดันลูกสาวเข้ามาในอ้อมแขน ตวาดเสียงดัง 

“ลูกฉันไม่ได้ทำ!” 

“ผู้ปกครองกรุณาใจเย็น ๆ ครับ” 

“ก็คุณมากล่าวหากันดื้อ ๆ ได้ยังไง ไหนล่ะหลักฐาน!” 

“หลักฐานหรือครับ? ” พฤกษ์หันหาอินทรชิต “แกเป็นคนไปบอกครูใช่ไหม เล่าไปเสียสิว่าเห็นอะไร” 

“มันมาแกล้งมะลิก่อน!!” พงพีแหวเสียงขึ้นอย่างอดไม่อยู่ มาลีวัลย์เห็นพี่ชายของตนเป็นอย่างนั้นก็รีบตะครุบแขนเอาไว้แล้วกระชากให้นั่งลงทันที 

“มะลิ!!” เด็กชายเอ็ดด้วยความขัดใจ ทว่าเด็กหญิงส่ายหน้าอย่างแรงเพื่อไม่ให้พงพีพูดอะไรต่อ 

“เล่ามาหน่อยสินายอินทรชิต” 

“ครับคุณครู” อินทรชิตขืนตัวลุกขึ้นยืนเพราะมีมือเล็ก ๆ ของมาลีวัลย์รั้งเอาไว้ด้านหลัง ท่าทีผิดแผกอย่างนั้นไม่สามารถหลุดพ้นสายตาของพฤกษ์ที่นั่งจับพิรุธอยู่ก่อนได้ 

เขาหรี่ตาลงและนึกออกได้โดยทันทีว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร 

“ผมไปรับน้องที่ห้องเรียนแต่ระหว่างนั้นก็เห็นว่าน้องกำลังถูกเพื่อนแกล้งอยู่ ที่จริงมีหลายคนเลยครับ เกือบสิบคนได้ ผมกลัวว่าจะไม่มีหลักฐานเลยไม่ได้เข้าไปห้ามทันทีแต่ไปพาคุณครูที่อยู่แถวนั้นมาดูให้เห็นกับตา” 

“แต่งเรื่อง!!” แม่คู่กรณีโพล่งขึ้นมาพร้อมกับเด็กหญิงวิชุดาที่เริ่มร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ คุณครูเห็นอย่างนั้นจึงยกมือขวางและพูดว่า 

“แล้วยังไงต่อ” 

“พอคุณครูมาถึงก็เห็นแค่น้องอยู่กับเพื่อนคนนั้นสองคน ที่เหลือไม่รู้หนีหายไปไหนแล้ว ส่วนพีร์น้องผมตามมาทีหลัง ได้ฟังเรื่องจากผมก็โมโหเข้าไปดึงเปียน้องเขาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ” 

อินทรชิตพูดจบก็ถูกมาลีวัลย์ดึงให้นั่งลงทันที เด็กหญิงทำหน้าคล้ายกับว่าจะร้องไห้เสียให้ได้ 

“จริงหรือเปล่าครูพิมล” คุณครูปกครองหันไปถามคุณครูสาวอีกท่านที่พฤกษ์คิดว่าเธอคงเป็นคุณครูคนเดียวกันกับที่อินทรชิตไปตามมา 

“ตอนที่ดิฉันไปถึงก็เห็นว่าเด็กทั้งสองคนกำลังเล่นกันอยู่ค่ะ ไม่ได้เห็นว่ากำลังแกล้งกันอยู่เลย ดิฉันคิดว่านักเรียนอาจจะกำลังเข้าใจผิด” 

อินทรชิตนิ่งค้าง ไม่คิดว่าคุณครูที่เขาอุตส่าห์ถ่อไปตามมาเพื่อให้ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์กลับพูดพลิกแพลงสถานการณ์ให้กลับตาลปัตรแบบนี้ เด็กหนุ่มได้แต่นั่งกำมือแน่นที่หน้าตัก คุณครูที่ทำให้ลูกศิษย์ผิดหวังเห็นอย่างนั้นจึงรีบพูดต่อว่า 

“ขอโทษด้วยนะนักเรียน แต่ครูต้องเป็นกลาง เห็นอะไรก็พูดไปอย่างนั้น” 

อินทรชิตไม่พูดอะไรกับคุณครูท่านนี้ สิ่งที่เด็กหนุ่มทำคือการเบือนหน้าหนีแทนคำตอบ 

“ครูพิมลรู้จักกับแม่ยายนั่น” พงพีกระซิบบอกพี่ชาย “พีร์เห็นเขาเอาของฝากมาให้กันประจำ ติดสินบนน่ะซี่ ทุเรศจริง ๆ ” 

“ฟังความข้างเดียวคงจะไม่ดีเท่าไหร่ ไหนลองฟังเด็กหญิงวิชุดาเล่าบ้างดีกว่า” 

คุณครูปกครองหันไปหาคู่กรณี เห็นเด็กหญิงวิชุดาร้องไห้สะอื้นอยู่ในอกแม่ 

“บอกเขาไปเลยค่ะคนดี เราไม่ได้ทำเสียอย่างจะกลัวอะไร” ประโยคหลังพฤกษ์รู้ว่าเธอกำลังประชดประชันเขาก่อนหน้านี้ 

เด็กหญิงวิชุดาค่อย ๆ หันมาหาคุณครูและพูดไปร้องไห้ไป แลดูน่าสงสารสำหรับคนอื่นแต่สำหรับพฤกษ์กลับคิดว่าเด็กคนนี้แสดงละครเก่งเหลือเกิน อีกหน่อยโตขึ้นคงไม่แคล้วตำแหน่งดาราตุ๊กตาทองเป็นแน่ 

“ฮื่ออออ ..หนูแค่เล่นถักเปียกับมะลิค่ะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ฮึก ..ฮือ แล้ว แล้วพี่ของมะลิก็มากระชากหัวหนูเกือบ ..อึก แหกเลย หนูไม่ได้ทำนะคะคุณครูขา” เด็กหญิงพูดรัวใส่คุณครูก่อนจะหันมาหามาลีวัลย์ที่นั่งหน้าซีด 

“ทำไมมะลิทำกับใบข้าวแบบนี้ล่ะ อึก ..ฮือ เพื่อนกันทำไมทำแบบนี้” 

พฤกษ์เองก็สงสัย เธอนั่นแหละยายหนูน้อย ทำไมถึงทำกับเพื่อนของตัวเองได้ลงคอ ไม่รู้สึกกระดากอายบ้างหรือตอนที่พูดออกมาแต่ละคำ 

เขาส่ายหัวเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าย่ำแย่ของเด็กทั้งสามที่มองมา อินทรชิตกัดฟันจนสันกรามนูนเด่น พงพีกลั้นน้ำตาเอาไว้จนจมูกแดงเปื้อนและมาลีวัลย์ที่ยังคงนิ่งเงียบ พฤกษ์มองที่น้องสาวคนเล็กแล้วอ่อนอกอ่อนใจ คิดเอาไว้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้จนได้ 

“มะลิ” พฤกษ์เรียกน้องด้วยน้ำเสียงจริงจัง เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก ผงกหน้ามองคุณพฤกษ์อย่างหวาดกลัวสุดหัวใจ 

“ที่เขาพูดจริงหรือเปล่า? ” 

พฤกษ์คิดอยู่ในใจ หากมาลีวัลย์พูดออกมาว่าไม่จริงหรือพูดอะไรก็ได้ที่เป็นการโต้ตอบเพื่อปัดป้องตนเองจากคนเหล่านั้น เขาสาบานอย่างสัตย์จริงว่าจะไม่ลังเลเลยที่จะลุกขึ้นเพื่อออกหน้าแทนและพูดปกป้องมาลีวัลย์จนกว่าจะมีใครตายกันไปข้าง 

ทุกสายตาในห้องจับจ้องไปที่เด็กหญิงเพียงผู้เดียว มาลีวัลย์เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตามีน้ำฉ่ำวาวค่อย ๆ ไหลออกมาก่อนจะพูดอย่างช้า ๆ ว่า 

“จริงค่ะ” 

 

 

 

“ครับ อีกสักพักคงถึง ทางนี้ฝนไม่ตกครับ.. ครับ ถ้ายังไงวานให้ลุงแสงขับรถไปส่งเธอที่บ้านหน่อยก็แล้วกันนะครับ” 

พฤกษ์วางสายแม่พลอยที่โทรศัพท์มาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงทันทีที่คุยธุระเสร็จ ทั้งห้องโดยสารในรถยนต์คันหรูเงียบวังเวง ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คนเดียว เขาวางโทรศัพท์ไว้ที่คอนโซลหน้ารถ หมุนพวงมาลัยและเหลือบมองกระจกเห็นเด็กทั้งสามนั่งเบียดกันนิ่ง ๆ ที่เบาะหลังโดยมีมาลีวัลย์นั่งอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยพี่ชายทั้งสองแต่กลับไม่มีคนไหนสนใจจะคุยกับเด็กหญิงเลยสักคน ทั้งอินทรชิตและพงพีต่างก็นั่งหันหน้ามองออกไปนอกรถด้วยกันทั้งสิ้น 

ถ้าพฤกษ์เป็นเด็กทั้งสองก็คงจะโกรธน้องสาวไม่ต่างกัน 

ขับไปได้สักพักเสียงสะอื้นจากมาลีวัลย์ก็ดังขึ้นแผ่วเบา พฤกษ์ลอบสังเกตเห็นอินทรชิตและพงพีมีปฏิกิริยาทันทีที่ได้ยินแต่เพราะความรู้สึกโกรธมีมากกว่าความห่วงใย ทั้งสองเลยเลือกที่จะเมินเฉยต่อน้องสาวไปเสียทั้งอย่างนั้น มาลีวัลย์ที่เห็นว่าพี่ชายทั้งสามไม่มีใครสนใจเธอเลยสักคนก็ยิ่งร้องไห้เสียงดังมากกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอยู่ดี 

“ทำแบบนี้สมใจแกแล้วหรือเปล่ามะลิ” ในที่สุด คนที่เปิดประเด็นก็ยังคงเป็นพฤกษ์ 

“แกทำให้ฉันเสียหน้านะ” มาลีวัลย์ผงกหัวขึ้นมองทั้งน้ำตานองหน้า พูดเสียงสั่น 

“มะลิไม่ได้ตั้งใจ ..ฮือ ไม่ได้อยากให้คุณพฤกษ์เสีย ฮึก หน้านะคะ” 

พฤกษ์มองเด็กหญิงผ่านกระจกมองหลังและพิจารณาดูอีกครั้งอย่างใจเย็น เขารู้ว่ามาลีวัลย์บริสุทธิ์ใจแต่ที่เขาไม่รู้คือเด็กคนนี้กำลังปกปิดอะไรบางอย่าง 

พฤกษ์ไม่กล่าวโทษอะไรน้องสาวต่อ เขาเลือกที่ขับรถต่อไปอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งถึงหน้าคฤหาสน์ ร่างโปร่งเดินนำเด็ก ๆ ทั้งสามเข้ามาในห้องโถงท่ามกลางความกระอักกระอ่วนใจของเหล่าคนงานที่มายืนรอรับ 

ในตอนที่พฤกษ์กำลังก้าวขึ้นบันได มาลีวัลย์กลับยื่นมือมารั้งเขาเอาไว้ด้วยการดึงแขนเสื้อจากด้านหลัง พฤกษ์ไม่ได้หันกลับไปแต่เขาหยุดยืนนิ่ง 

“คุณพฤกษ์” และรอฟัง 

“..หนูขอโทษ” 

“ขอโทษหรือ? ” พฤกษ์หันกลับไปในที่สุด และก็ได้เห็นว่านอกจากมาลีวัลย์ที่ยืนสะอื้นอยู่ตรงหน้ายังมีคนอื่น ๆ รวมไปถึงอินทรชิตและพงพีที่หันมามองทางนี้ 

แต่พฤกษ์ไม่มีอารมณ์จะมาสนใจคนอื่น เขาต้องการจะพูดอะไรสักอย่างกับเด็กน้อยตรงหน้า 

“ฉันรู้นะ ว่าลึก ๆ แล้วแกก็อยากให้ใครสักคนมาช่วยฉุดแกออกไปจากตรงนั้น แต่ในเมื่อพวกพี่ชายของแกยื่นมือมาช่วยแล้วทำไมแกถึงไม่คว้ามันเอาไว้เลย” 

“....” 

“เป็นฉันก็ช่วยอะไรแกไม่ได้หรอกนะมะลิ ถ้าแม้แต่แกก็ไม่รู้จักที่จะช่วยเหลือตัวเองบ้าง” 

“....” 

“จะขี้ขลาดก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย ถ้าตอนนั้นแกพูดออกมาสักคำเดียวว่าไม่ ฉันนี่แหละจะช่วยฉุดแกออกมาจากตรงนั้นเอง แต่นี่แกไม่พูด!ไม่แม้แต่จะต่อสู้เพื่อตัวเองเลย!” 

“....” 

“ในเมื่อแกไม่ทำอะไรเพื่อตัวเอง ยอมเป็นฝ่ายถูกทำเพียงอย่างเดียว แกก็จะต้องอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต” 

“....” 

“อย่าเอาแต่เงียบเฉย ฉันรู้ว่าแกคิดเป็นและไม่ได้โง่จนไม่รู้อะไรเลย ..เก็บคำพูดฉันไปคิดให้ดี ๆ ก็แล้วกัน” 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว