ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 31 ความหน้าตาดี บางทีมันก็นำมาซึ่งเรื่องร้าย

ชื่อตอน : บทที่ 31 ความหน้าตาดี บางทีมันก็นำมาซึ่งเรื่องร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2564 23:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 31 ความหน้าตาดี บางทีมันก็นำมาซึ่งเรื่องร้าย
แบบอักษร

31

ความหน้าตาดี บางทีมันก็นำมาซึ่งเรื่องร้าย

 

 

หลังจากออกกำลังกายยามเช้ากันจนพอใจและอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวให้สดชื่นแล้ว เรย์กับแอลก็สั่งอาหารจากรูมเซอร์วิสมานั่งทานกันที่โต๊ะ ซึ่งเรย์ก็แอบเห็นว่าในตอนแรกแอลเธอมีการมองโต๊ะที่พวกเขาใช้ทานข้าวกันอยู่นี้ด้วยสีหน้าที่เหม่อลอยเล็กน้อย ไม่รู้คิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนที่เธอโดนเขาจับกดตรงโต๊ะตัวนี้อยู่รึเปล่า

 “จะว่าไปเรย์ ฉันแทบลืมไปเลยว่ามีเรื่องจะบอกนาย” แอลเอ่ยขึ้นมาตอนที่พวกเขาใกล้ทานข้าวกันเสร็จ

“อะไรเหรอแอล” เรย์เลิกคิ้วถาม ตักข้าวเข้าปาก

“ช่วงนี้พวกขาใหญ่ในแวดวงนักเลงของเมืองเราหลายคนมีการเคลื่อนไหวแปลก ๆ น่ะ” แอลบอก

“แปลกเหรอ? แปลกยังไงล่ะ” เรย์สนใจ

“พวกนั้นรวมหัวกันประชุมและวางแผนอะไรบางอย่างอยู่” แอลกล่าว

“อย่าบอกนะว่าเรื่องที่ว่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉัน” เรย์เอ่ยเดายิ้ม ๆ 

“ถูกเผง” แอลชี้นิ้วมาที่เรย์ “กว่าครึ่งของพวกที่ไปรวมหัวกันนั่นเป็นคนจากแก๊งที่โดนนายไปถล่มมาทั้งนั้น และพวกคนที่เหลือก็เป็นคนรู้จักของพวกแรกนั่น นายคิดว่ามันบังเอิญดีไหมล่ะ” 

“ได้กลิ่นตุ ๆ ลอยมาแต่ไกลเลย” เรย์กล่าว 

“ใช่ไหมล่ะ” แอลว่า “เพราะงั้นนายก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน พวกบ้านั่นจะทำอะไรบ้างก็ไม่รู้”

“โอเค ฉันจะระวังตัวไว้” เรย์พยักหน้า ก่อนจะยกยิ้มให้ลูซูเรียสาว “ขอบใจนะที่เป็นห่วง”

“อืม” แอลแค่ทำเสียงในลำคอเป็นการรับรู้เหมือนไม่คิดอะไรมาก จากนั้นเธอจึงก้มหน้าก้มตาลงไปจัดการจานอาหารตรงหน้าของเธอต่อเงียบ ๆ

เมื่อมื้ออาหารเช้าสิ้นสุดลง เรย์กับแอลก็เดินลงมาเช็คเอาท์จากโรงแรมแล้วเตรียมจะแยกย้าย โดยเรย์ก็ยังคงเดินมาส่งแอลที่รถเช่นเดียวกับครั้งก่อน

“ไว้เจอกันใหม่นะแอล ว่างเมื่อไหร่ก็โทรมาได้ทุกเมื่อ” เรย์ชูนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วก้อยให้มือเป็นรูปคล้ายโทรศัพท์แล้วยกขึ้นทาบหูตัวเอง

“ได้ เดี๋ยวฉันโทรไปอีกแน่” แอลเอ่ยแล้วก็เดินเข้ามาหาเรย์ ก่อนที่เธอจะเขย่งตัวขึ้นมาจูบแก้มเขาดัง จุ๊บ ทีหนึ่งโดยไม่ให้เขาได้ทันตั้งตัว เสร็จแล้วก็ถอยกลับออกไปอย่างไว

เรย์กระพริบตาปริบ ๆ ยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่เพิ่งถูกฝ่ายหญิงชิงจูบไปแล้วก็เลิกคิ้วมองไปทางเธอ

“เป็นไง ตกใจไหม” แอลเท้าเอวถาม หน้าตายิ้มแฉ่ง “พวกผู้ชายชอบให้ผู้หญิงขอบคุณแบบนี้ใช่ไหมล่ะ”

“มันก็ใช่แหละ” เรย์กระตุกยิ้มตอบหญิงสาว “แต่เธอมาเล่นทีเผลอใส่กันแบบนี้ กะจะหว่านเสน่ห์ฉันรึไง”

“อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลยน่า ฉันแค่หยอกนายหรอก” แอลว่า เล่นหูเล่นตาใส่เรย์อย่างขี้เล่น “ว่าแต่เมื่อกี้นายใจสั่นเลยไหมล่ะ” 

“อย่าหวังเลยคุณผู้หญิง ผมเนี่ยภูมิต้านทานดี ของแค่นี้ยังไม่พอจะทำให้ใจผมสั่นได้หรอก” เรย์กอดอกพูดเป็นเล่นกลับไป

“ว๊า น่าเสียดายจัง” แอลทำท่าเป็นผิดหวังอย่างไม่จริงจัง ก่อนที่เธอจะเดินกลับที่รถ ตวัดขาเรียวขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันสวยแล้วโบกมือให้กับเรย์ “งั้นเอาเป็นว่า แล้วเจอกันนะเรย์”

“บาย” เรย์โบกมือตอบ

แอลหยิบหมวกกันน็อคของเธอขึ้นมาสวม บิดกุญแจแล้วกดปุ่มสตาร์ทเครื่อง จากนั้นเธอจึงบิดเครื่องขี่มอเตอร์ไซค์จากไป เรย์ที่เห็นอย่างนั้นก็เดินออกไปยังหน้าโรงแรม ยืนรออเล็กซ์ที่เขาโทรเรียกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วให้มารับ

 

เมื่อคืนนี้ก่อนที่เขาจะออกไป เรย์ได้แจ้งแม่ของเขาแล้วว่าจะออกไปค้างนอกบ้านแล้วคงกลับมาอีกทีตอนเช้า ประกอบกับความที่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ เอลล่า แม่ของเขาจึงไม่ได้เรียกตัวเขาไปซักถามอะไรให้มากความ เธอแค่รับรู้ว่าเขากลับมาบ้านอย่างปลอดภัยแล้วจากปากคนใช้ในบ้าน จากนั้นเธอจึงกลับไปจัดการธุระของเธอต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้ลูกชายของเธอทำตามใจ

“ฉันคิดไปเองหรือวันนี้นายท่านดูอารมณ์ดีแปลก ๆ คะ?” 

ในช่วงบ่ายระหว่างที่เรย์กำลังช่วยไอช่าฝึก เขาถูกเคเชียสาวที่นอนหนุนตักเขาอยู่ถามมาอย่างนั้น ดูท่าสีหน้าของเขาวันนี้มันจะดูสดใสกว่าทุกทีจนสาวเจ้าสังเกตได้

“ฉันดูอารมณ์ดีขนาดนั้นเลยเหรอ” เรย์ละสายตาจากหนังสือ ก้มหน้าลงไปถามไอช่า

“ค่ะ ปกติตอนนายท่านอ่านหนังสือจะทำหน้านิ่งตลอด บางวันมีขมวดคิ้วอีกต่างหาก แต่วันนี้นายท่านยิ้มอ่อนตลอดเวลาเลยค่ะ” ไอช่าบอกข้อสังเกต “มีเรื่องอะไรดี ๆ เกิดขึ้นเหรอคะ” เธอถามอย่างสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอก เมื่อคืนฉันแค่ได้ทำอะไรที่มันช่วยคลายเครียดมาน่ะ วันนี้เลยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ” เรย์บอกด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย

“คลายเครียด? ทำอะไรมาเหรอคะ” ไอช่าถามตาใส

“ฮ่ะฮ่ะ เชื่อฉันเถอะ เธอยังไม่พร้อมจะรู้หรอกว่าฉันทำอะไรมา” เรย์หัวเราะแล้วก็จิ้มจมูกไอช่าอย่างเอ็นดู 

“อะไรกันล่ะคะน่ะ” ไอช่าลูบจมูกตัวเอง ย่นคิ้วด้วยความสงสัย

“อย่าสนใจเลยน่า” เรย์ว่าแล้วก็หันกลับไปอ่านหนังสือของเขาต่อ

ตอนค่ำของวันเดียวกัน เรย์หมกตัวฝึกประดิษฐ์อุปกรณ์มนตราของเขาตามปกติ และเมื่อถึงตอนดึกที่เขาฝึกจนเสร็จแล้วนั้น เขาก็ได้ข่าวดีมาช่วยให้เขาชื่นใจก่อนนอนด้วยกัน 2 อย่าง

อย่างแรกคือเขาได้รับคำจากเตือนจากระบบมาว่าไอช่าเธอเรียนรู้เวทมนตร์ระดับ Tier 1 ได้สำเร็จ และปลดล็อคเงื่อนไขเรียนรู้อาชีพจอมเวทเรียบร้อยแล้ว และเธอก็ต้องการค่าสถานะรวมอีกแค่ไม่กี่หน่วยเพื่อที่จะกลายเป็น Tier 1 ได้อย่างเขาสักที

ส่วนข่าวดีอีกอย่างของเขานั่นก็คือ…

 

- ทักษะการประดิษฐ์ของคุณได้พัฒนาถึงจุดที่กำหนด สำเร็จเงื่อนไขปลดล็อค Class!

- คุณปลดล็อค Class ใหม่!

- คุณได้รับ Class - นักประดิษฐ์มนตรา

- เนื่องจากคุณมี Class - จอมเวท เป็น Class หลักในสายมนตราอยู่แล้ว Class - นักประดิษฐ์มนตรา ของคุณจึงถูกจัดเป็น Class รอง ได้รับรางวัลจากการ Level up น้อยลง

_____

- Class - นักประดิษฐ์มนตรา (Subclass) Level UP!

  Lv.0 1      

   คุณได้รับแต้มค่าสถานะ 2 หน่วย 

   คุณได้รับ Skill point 1 หน่วย

   คุณสามารถเลือกเพิ่มค่า INT หรือ MAG อย่างใดอย่างหนึ่งได้ 1 หน่วย

 

ในที่สุดเรย์ก็ปลดล็อคอาชีพนักประดิษฐ์ของเขาได้สักที แต่ดูเหมือนเป็นเพราะมันอยู่สายเดียวกับอาชีพจอมเวทที่เขาปลดล็อคมาก่อน อาชีพนักประดิษฐ์มนตรามันก็เลยกลายเป็นอาชีพรองในหมวดหมู่อาชีพสายมนตราไป ทำให้เขาได้รับแต้มค่าสถานะจากการอัพเลเวลอาชีพนี้น้อยลง จากที่ควรได้มา 5 หน่วยต่อ 1 เลเวลก็เหลือแค่ 2 หน่วยต่อ 1 เลเวลแทน

...เขาก็เพิ่งรู้เนี่ยแหละว่าอาชีพมันมีการแบ่งสายและนับอาชีพหลักอาชีพรองกับเขาด้วย

‘เอาเถอะ แค่ได้แหล่งรับแต้มค่าสถานะใหม่มาก็ดีแล้ว’ เรย์พอใจกับสิ่งที่ตนมี

และสุดสัปดาห์แรกของเทอมใหม่ของเรย์ก็สิ้นสุดลงไป เข้าสู่สัปดาห์เรียนที่ 2…

 

วันจันทร์อันน่าเบื่อหน่าย ในคาบเรียนสุดท้ายของช่วงเช้าที่เป็นคาบวิชาเวทมนตร์ในชีวิตประจำวัน เรย์นั่งเหม่อของเขาอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงอาจารย์ชายผู้เป็นครูผู้สอนประจำวิชาเอ่ยเรียกชื่อ

“เรย์ เมเซเฟียร์”

“ครับ”

เรย์หันไปขานรับคำเรียกของอาจารย์ด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ มองกระดานดำที่มีภาพของวงเวทที่มีช่องโหว่กับจุดเว้นว่างหลายแห่งและไม่เสร็จสมบูรณ์ซึ่งถูกวาดเอาไว้เพื่อใช้เป็นโจทย์ในการเรียนการสอนด้วยสายตาอันไร้ซึ่งความสนใจ

“เธอดูจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับชั้นเรียนเลยนะ ดูท่าจะคิดว่าเรื่องที่เรียนกันอยู่นี่ง่ายน่าดูเลยสิ โอ้ ครูเกือบลืมไป เธอเป็นจอมเวท Tier 1 แล้วนี่นะ งั้นโจทย์บนกระดานนี่ก็คงไม่ยากอะไรสำหรับเธอ ทำไมไม่ลองมาช่วยทำมันให้เพื่อน ๆ ในห้องดูหน่อยล่ะ เติมอักขระและสัญลักษณ์ที่ถูกต้องลงในช่องว่างเพื่อทำให้วงเวทนี้สมบูรณ์”

เกรเกอร์ อาจารย์ประจำวิชาเวทมนตร์ในชีวิตประจำวันของเด็กปี 1 นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความเข้มงวดและจริงจัง เมื่อเขาเห็นว่าเรย์เอาแต่นั่งเหม่อในคาบเรียนของเขาตลอด เขาก็เลยอดไม่ได้ที่จะเรียกชื่อเรย์ให้ขึ้นมาทำโจทย์บนกระดานหน้าชั้นอย่างนั้น

“ได้ครับ” เรย์รับคำสั้น ๆ โดยไม่สนใจคำพูดเหน็บแหนมของคนเป็นอาจารย์

พวกเด็กห้อง B ที่เห็นว่าเรย์โดนเรียกให้ทำโจทย์บนกระดานซึ่งพวกเขายังคิดหาทางแก้กันได้ไม่ตกก็ดูจะสนอกสนใจ อยากรู้ว่าจอมเวท Tier 1 อย่างเรย์จะสามารถแก้โจทย์ดังกล่าวนี้ได้ง่าย ๆ ไหมในเมื่อมันเป็นแค่โจทย์วงเวทระดับพื้นฐาน (Tier 0) ขณะที่เจ้าอาร์กัสกับพวกของมันนั้นต่างก็ยิ้มเยาะชอบใจเมื่อเห็นว่าเรย์โดนหมายหัวโดยอาจารย์...พักหลัง ๆ มานี้ไอ้พวกบ้านี่อาจจะไม่กล้ามากวนใจเรย์แล้วก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกมันจะเลิกชังขี้หน้าเขาแล้ว

ผู้คนในห้องจับจ้องเรย์เป็นตาเดียว รอให้เขาลุกขึ้นจากโต๊ะไปเพื่อแก้โจทย์บนกระดาน ทว่าทุกคนก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าเรย์ไม่ได้คิดจะลุกขึ้นจากโต๊ะของตัวเองเลยสักนิด เขาแค่นั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ชี้นิ้วไปที่กระดาษดำ ร่ายเวทอะไรบางอย่างให้มีวงเวทปรากฏขึ้นมาที่ปลายนิ้วเขาวูบหนึ่ง จากนั้นชอร์กเขียนกระดานแท่งหนึ่งที่ถาดเก็บจะลอยขึ้นมากลางอากาศด้วยอำนาจเวทมนตร์ของเด็กหนุ่ม

โดยไม่เสียเวลามาก เรย์กระดิกนิ้ววาดเขียนกลางอากาศ ใช้เวทมนตร์ควบคุมให้แท่งชอร์กมันกดลงไปเขียนกระดานตามการเคลื่อนไหวของนิ้วเขา ไม่ช้าช่องว่างในโจทย์วงเวทก็ถูกเขียนอักขระและสัญลักษณ์เติมเต็มลงไป ทำให้มันกลายเป็นวงเวทที่เสร็จสมบูรณ์

“โอ้...ดูเหมือนโจทย์แค่นี้จะง่ายเกินไปสำหรับเธอจริง ๆ ด้วยสินะ” เกรเกอร์มีสีหน้าเคร่งขรึม เขาอยากจะหาจุดตำหนิแต่ก็หาไม่เจอ จึงได้แต่เอ่ยออกมาอย่างยอมรับในสิ่งที่เป็น เรย์สามารถแก้โจทย์ของเขาได้อย่างถูกต้องและไร้ที่ติ แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ให้ความสนใจกับบทเรียนในชั้นเรียนของเขาเลยสักนิดก็ตาม

การที่เรย์สามารถแก้โจทย์ได้นั้นไม่เกินความคาดหมายของคนในห้อง แต่อย่างไรมันก็ยังน่าประทับใจอยู่ดี พวกจอมเวท Tier 1 นี่มีความรู้ด้านเวทมนตร์อยู่คนละชั้นกับนักเรียนไฮสคูลทั่ว ๆ ไปจริง ๆ การแก้โจทย์วงเวทระดับพื้นฐานแค่นี้คงเป็นเหมือนแค่การปอกกล้วยเข้าปากสำหรับพวกเขา

ทว่าตอนที่ทุกคนคิดว่าเรื่องมันจบแล้วนั่นเอง เรย์ที่เพิ่งใช้เวทมนตร์โยนชอร์กกลับถาดที่เก็บไปก็ร่ายเวทมนตร์บทใหม่ขึ้นมาอีกบท ทำให้มีฟองมานาที่เรืองแสง 7 สี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง รวมเป็นสีรุ้งพอดีปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือของเขา

“สำหรับเวทมนตร์ระดับพื้นฐาน องค์ประกอบวงเวทของเวทบทนี้โดนจับผูกกันอย่างซับซ้อนเกินจำเป็นจนมันจะร่ายยากพอ ๆ กับเวทมนตร์ระดับ Tier 1 อยู่แล้ว แถมยังเป็นเวทมนตร์ที่ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากสร้างฟองมานาขึ้นมาโชว์แสงสีแค่นั้น เป็นของนอกตำราซะไม่มีเลยนะครับ แต่เอาตามตรง ผมว่าโจทย์ยากขนาดนี้มันไม่ค่อยเหมาะจะเอามาให้เด็กนักเรียนปี 1 เรียนสักเท่าไหร่นะครับอาจารย์” 

เรย์วิจารณ์เสียงเรียบแล้วก็คลายเวทมนตร์ ทำให้ฟองมานาสีรุ้งหายไปกับอากาศธาตุ จากนั้นเขาจึงหันออกไปมองข้างนอกหน้าต่าง กลับไปนั่งเหม่อต่อราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“...ขอบคุณเธอมากที่ช่วยสาธิต เรย์ เมเซเฟียร์” เกรเกอร์เอ่ยออกมาอย่างนั้นหลังจากที่นิ่งอึ้งไปนาน

เวทฟองมานาที่เรย์ใช้ออกมาเมื่อกี้มันก็คือเวทมนตร์จากโจทย์วงเวทที่เจ้าตัวเพิ่งแก้ไปนั่นเอง มันเป็นเวทมนตร์ที่เกรเกอร์เป็นคนคิดขึ้นมาเองเล่น ๆ เมื่อไม่นานมานี้และไม่เคยแสดงมันให้ใครดูมาก่อน ดังนั้นนี่จึงต้องเป็นครั้งแรกที่เรย์ได้เห็นวงเวทของเวทบทนี้ไม่ผิดแน่ ทว่าเด็กหนุ่มไม่เพียงแต่สามารถแก้โจทย์วงเวทของมัน เติมส่วนที่ขาดหายของวงเวทลงไปอย่างถูกต้องได้อย่างง่ายดาย เขายังสามารถร่ายมันออกมาได้ทั้งที่มองมันอยู่แค่ไม่นาน...

อย่างที่เรย์ได้บอกมาว่าเวทบทนี้มันเกือบจะร่ายยากเท่ากับเวทระดับ Tier 1 อยู่แล้วแม้ว่ามันจะเป็นแค่เวทระดับพื้นฐาน ทว่าเด็กหนุ่มก็ยังสามารถเรียนรู้และร่ายมันออกมาได้หลังจากใช้เวลาศึกษาอยู่แค่นั้น ถ้าจะบอกการแก้โจทย์วงเวทนี้ได้มันเป็นแค่เรื่องธรรมดาที่จอมเวท Tier 1 คนไหนก็ทำได้ ความเร็วในการเรียนรู้ที่เรย์แสดงออกมานี้ก็อยู่ในระดับที่น่าประทับใจอย่างมากสำหรับมาตรฐานของจอมเวท Tier 1 และเด็กอายุ 15 อย่างเขาก็ไม่ควรจะมีความสามารถถึงขนาดนี้

...เกรเกอร์เพิ่งได้รู้นี่เองว่าเขาประเมินเรย์ผิดไป เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่เด็กเก่ง เขาอยู่ในระดับของเด็กอัจฉริยะตัวจริงเสียงจริงเลยต่างหาก

“ให้ตายเถอะ ในคาบเมื่อกี้นายนี่อย่างเท่เลยเรย์ ตอกหน้าอาจารย์เกรเกอร์แกซะหน้าหงายไปเลย”

และเหตุการณ์ในคาบเรียนนั้นเองก็กลายมาเป็นหัวข้อสนทนาในช่วงพักกลางของกลุ่มเพื่อนของเรย์ เจ้าไบรอันเป็นคนที่ยิ้มร่าแล้วว่าออกมาอย่างชอบใจเช่นนั้นในระหว่างที่พวกเขากำลังรออาหารมาเสิร์ฟอยู่ที่โต๊ะ

“ช่วงนี้นายนี่เจ๋งจัดเลยนะเรย์ ไม่อยากจะเชื่อว่าเมื่อ 4 เดือนก่อนนายยังไม่มีปัญญาแม้แต่จะร่ายขยายเสียงได้ด้วยซ้ำ ด้วยเวลาแค่นี้คนเรามันพัฒนากันได้ขนาดนี้เลยเหรอ” ออลสันที่ได้ฟังเรื่องเล่าจากไบรอันก็หันมามองเรย์อย่างทึ่ง ๆ จากทุกคนที่อยู่ที่โต๊ะนี้ มีแค่เขาเท่านั้นที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์กับตาเพราะว่าไม่ใช่คนจากห้อง B

“ได้ไม่ได้ ฉันก็ทำได้แล้วนี่ไง” เรย์ตอบออลสันหน้าตาย

“เออ! ขิงตามสบายเลยไอ้คนเก่ง!” ออลสันกระแทกเสียงประชด

“แต่นายเก่งขนาดนี้ ถ้าฉันจะขอให้นายช่วยติววิชาเวทมนตร์ให้นี่นายจะว่าอะไรไหม” แมทธิวเป็นคนเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา

“เฮ้ย ความคิดดีนี่หว่า” เอ็ดดี้เห็นดีเห็นงามด้วย

“ฟังดูน่าสนุกแฮะ ถ้าทำกันจริงฉันเอาด้วยคนดิ” ออลสันร่วมแจม

“คนหวังพึ่งนายกันใหญ่แล้วเรย์แน่ะ ว่ายังไงล่ะ” ไบรอันหันมาถามเรย์ยิ้ม ๆ

“ถ้าพวกนายมาขอให้ฉันช่วยติวตอนว่าง ๆ ฉันก็ช่วยพวกนายได้” เรย์ตอบกลับไป ไม่มีปัญหาที่จะช่วยติวหนังสือให้ใครถ้าเขาไม่ได้ยุ่งอยู่กับเรื่องอะไรอย่างอื่น

“แจ๋ว มีเพื่อนเก่งมันดีอย่างนี้นี่เอง” ไบรอันว่า ก่อนที่เขาจะหันไปหาผู้หญิงเพียงคนเดียวบนโต๊ะที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา “ว่ายังไงคาเรน เรานัดติวหนังสือกันอยู่ เธออยากมาด้วยกันไหม” เขาถามโฟรเชียสาว

“ถ้าเรย์ไม่ว่าอะไร ฉันก็อยากให้เขาช่วยติวด้วยเหมือนกัน” คาเรนบอกออกมาด้วยรอยยิ้มเก้อ ชายตามองเรย์เป็นครั้งคราวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม

เมื่อได้เห็นท่าทางเขินอายของคาเรนเช่นนั้น ทุกคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะก็พากันหันมามองตากันเองด้วยรอยยิ้มกริ่ม จะมีก็แต่เรย์นี่แหละที่รู้ความจริงและชื่นชมในฝีมือการแสดงของแม่จิ้งจอกคนนี้อยู่ในใจ เธอแสดงสีหน้าได้แนบเนียนสมจริงซะจนถ้าไม่บอกเขาก็คงนึกว่าเธอเขินเขาอยู่จริง ๆ 

แต่นอกจากเจ้าตัวเองแล้ว ก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่าภายใต้หน้ากากแห่งรอยยิ้มนั้น ในใจคาเรนเธอจะกำลังคร่ำครวญอยู่อย่างหนักขนาดไหน เธออยากจะหนีจากเขาไปให้ไกล แต่ก็ถูกขู่บังคับให้ต้องเป็นฝ่ายเข้ามาหาเขาอย่างไม่เต็มใจซะเอง...นี่มันทำให้เธอทรมานใจเหลือเกิน

“ว่าแต่...พวกนายเห็นทางนั้นไหม” ออลสันทำท่าบุ้ยใบ้ไปทางโต๊ะ ๆ หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลออกไป

ซึ่งเมื่อทุกคนหันไปมองทางโต๊ะนั้น พวกเขาก็พบว่ามันเป็นโต๊ะที่มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งนั่งกันอยู่ ประเด็นสำคัญเลยคือสาวสวยหนึ่งในนั้นกำลังแอบชำเลืองมองมาที่ทางนี้

“สาวคนหนึ่งที่โต๊ะทางนั้นแอบมองมาทางโต๊ะเราได้สักพักแล้ว และรู้สึกเธอจะแอบมองนายอยู่นะเรย์” ออลสันว่า

“ถ้าฉันจำไม่ผิด นั่นมันพวกเด็กห้อง A นี่หน่า” เอ็ดดี้บอกขึ้นมา 

“ป๊อปไม่แบ่งเพื่อนแบ่งฝูงเลยนะไอ้เกลอ” ออลสันชกแขนเรย์เบา ๆ แอบเหลือบมองคาเรนไปด้วยพร้อม ๆ กัน 

“เออ ๆ ตูป๊อป ตูหล่อ แล้วไงล่ะ มีปัญหาเหรอ” เรย์ปัดมือออลสันทิ้ง

ตั้งแต่ที่คนรู้กันว่าเรย์เป็นจอมเวท Tier 1 คะแนนความนิยมของเขาในหมู่ผู้หญิงก็ทะยานสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พักนี้มีสาว ๆ โดยเฉพาะพวกปีหนึ่งมาตามเหล่เขากันเป็นว่าเล่น ปกติแค่เรียนเก่งกีฬาดีนี่ก็เป็นหนุ่มฮ็อตได้แล้ว แต่การเป็นจอมเวท Tier 1 นี่มันภาษีดียิ่งกว่าเรียนหรือเก่งกีฬาซะอีก เรื่องแบบนี้มันก็เข้าใจกันได้

...ตกเย็นของเดียวกันนั้น

ระฆังหมดคาบสุดท้ายลั่นดังเงิงงางเหง่งหง่าง เป็นสัญญาณสิ้นสุดการเรียนการสอน นักเรียนทุกคนเริ่มแยกย้ายกันกลับบ้าน

เรย์ที่มาเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัวของตัวเองก่อนกลับ ล้างมือล้างไม้เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินออกมมาจากห้องน้ำ เตรียมจะกลับบ้านกลับช่องอย่างคนอื่นเขา แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักไป เมื่อหางตาเขาเหลือบไปเห็นกลุ่มนักเรียนหญิง 4 คนกำลังยืนล้อมนักเรียนหญิงอีกคนหนึ่งไว้ตรงโถงทางเดินใกล้ ๆ ห้องน้ำ ท่าทางเหมือนกำลังมีปัญหากันอยู่ โดยดูจากลายปัก 2 ขีดตรงปกเสื้อของชุดนักเรียนแล้ว กลุ่มนักเรียนหญิง 4 คนนั้นเป็นพวกเด็กปี 2 ส่วนนักเรียนหญิงที่โดนล้อมและกำลังยืนคอหดหลังติดกำแพงอยู่กลางวงนั่น…

‘คาเรน?’ เรย์เลิกคิ้วสูง ก้าวถอยเข้าไปหลบมุมตรงประตูห้องน้ำชายโดยอัตโนมัติ คิดสงสัยว่านี่แม่จิ้งจอกคนนี้เธอไปทำอะไรมาถึงได้โดนกลุ่มเด็กปี 2 รุมจ้องหน้าตาถมึงทึงแบบนั้น

“ฉันไม่รู้เรื่องจริง ๆ นะคะ” คาเรนเอ่ยบอกออกมาเสียงแผ่ว มองกลุ่มรุ่นพี่ปี 2 ที่ยืนล้อมเธออยู่ด้วยสายตาหวั่น ๆ

“อย่ามาตอแหล ถ้าหล่อนไม่ไปอ่อยเขา อย่างวาลเลอร์น่ะเหรอจะมาสนใจหล่อน” หนึ่งในนักเรียนหญิงปี 2 ทั้ง 4 คนเอ่ยโต้กลับมาเสียงกร้าว วาจาหยาบคายไม่เบา

‘โอ้ เรื่องผู้ชายอีกแล้วเหรอ’ เรย์ที่ฟังบทสนทนาอยู่นั้นก็กรอกตา ยัยคนนี้จะมีปัญหาอย่างอื่นในชีวิตเป็นกับเขาไหมเนี่ย

“ฉันพูดความจริงนะคะ ฉันยังไม่เคยคุยกับรุ่นพี่วาลเลอร์ด้วยซ้ำ เรื่องที่พวกรุ่นพี่พูดมาฉันก็เพิ่งเคยได้ยินนี่แหละค่ะ” แอลเอ่ยปฏิเสธเสียงสั่น ไม่รู้ควรจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดี

“อะไร นี่หล่อนจะบอกว่าตัวเองสวยเชิดจนผู้ชายต้องมาก้นหล่อนกันเองหมดเลยรึไง คิดว่าวาลเลอร์เขาเป็นเหมือนพวกเด็กปีหนึ่งที่หลงหล่อนกันนักกันหนานั่นเหรอ!”

“เปล่านะคะ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่ฉันไม่เคยไปยุ่งกับรุ่นวาลเลอร์มาก่อนเลยจริง ๆ ค่ะ อีกอย่าง...อีกอย่างฉันก็มีคนที่ฉันชอบอยู่แล้วด้วย เรื่องนี้ก็ตั้งดัง ไม่ได้ยินข่าวกันเหรอคะ”

“หล่อนจะแก้ตัวยังไงก็ช่างหล่อน วันนี้ผู้หญิงอวดดีอย่างหล่อนต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง!”

‘เชี้ยไรวะน่ะ?’

ฟังบทสนาของพวกสาว ๆ ถึงตรงนี้เรย์ก็อยากเอามือก่ายหน้าผาก ยัยปี 2 พวกนี้สะกดคำว่าเหตุผลกันเป็นบ้างไหมนั่น แค่ดูก็รู้ว่าพวกหล่อนแค่อิจฉาที่ผู้ชายที่ตัวเองชอบหันไปสนใจผู้หญิงอื่นก็เลยมีอาการริษยา พวกเธออยากจะมาหาเรื่องคาเรนแต่แรกอยู่แล้ว ไอ้ที่เสียเวลาพูดโทษและใส่ความโฟรเชียสาวอยู่นั่นก็แค่เพื่อหาข้ออ้างให้ตัวเองไม่รู้สึกแย่กับการที่มาทำเรื่องน่ารังเกียจพรรค์นี้อยู่ก็เท่านั้น

...ถือว่ารอบนี้คาเรนเธอไม่ได้ทำอะไรผิดและเขาก็บังเอิญผ่านทางมาพอดี จะให้ยืนดูเธอถูกทำร้ายอยู่เฉย ๆ มันก็ใช่ที่ ออกไปช่วยเธอสักหน่อยก็แล้วกัน

เรย์ถอนหายใจ ส่ายหน้าอย่างเซ็งจิตแล้วก็เดินเผยตัวออกมาจากห้องน้ำชาย เขาทำเป็นเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นพวกคาเรนกับเด็กปี 2 ทำหน้าแปลกใจแล้วก็โพล่งออกไปกลางปล้อง

“คาเรน พอดีเลย ฉันกำลังตามหาตัวเธออยู่เลย” เขาว่าพลางก็เดินฝ่าเข้าไปกลางวงล้อมของพวกนักเรียนหญิงปี 2 ทั้ง 4 เข้าไปยืนอยู่คู่กับคาเรนเสียดื้อ ๆ

“ร...เรย์” โฟรเชียสาวมีสีหน้าตื่นตกใจ ไม่นึกว่าเรย์จะผ่านมาเจอเธอในเวลาแบบนี้

“อาจารย์ไมเคิลให้ฉันมาเรียกตัวเธอน่ะ เขามีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ” เรย์เอามุขที่คาเรนเคยเล่นมาใช้ ลอยหน้าลอยตาโกหกได้ตาไม่กระพริบ

“เดี๋ยวสิ พวกเรายังมีเรื่องต้องสะสางกับยัยนี่อยู่นะ แกจะพามันไปไหน!” นักเรียนหญิงปี 2 คนหนึ่งที่ดูอารมณ์ร้ายขึ้นเสียงพูดออกมา

“ผมก็บอกอยู่ว่าจะพาเธอไปพบอาจารย์ รุ่นพี่ไม่ได้ยินที่ผมพูดเมื่อกี้รึไง” เรย์หันไปบอกด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีดุร้ายของอีกฝ่ายสักนิด “แล้วนี่พวกรุ่นพี่คิดจะทำอะไร มายืนล้อมข่มเพื่อนผมอยู่แบบนี้ คิดจะรุมรังแกเธอเหรอ? โรงเรียนเราก็มีกฎมีระเบียบนะพวกรุ่นพี่รู้บ้างไหม” เขาพูดไปก็ไล่มองหน้าผู้กระทำผิดทั้ง 4 คนเรียงตัว

“นี่แก…” นักเรียนหญิงปี 2 คนเดิมชี้หน้าเรย์เหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออก เพราะพวกหล่อนก็กำลังจะทำผิดกฎโรงเรียนจริง ดูยังไงพวกเธอก็เป็นฝ่ายผิด แถมอีกฝ่ายที่พูดเถียงกับเธอยังเป็นเด็กผู้ชาย ถึงพวกเธอจะมีกัน 4 คนก็ใช่ว่าจะอุ่นใจพอจะไม่รู้สึกกดดันโดยร่างสูงที่กำลังยืนขวางและปกป้องคาเรนไว้อยู่นั้น

“เราพอแค่นี้เถอะ” นักเรียนหญิงปี 2 อีกคนเดินมาจับแขนสาวอารมณ์ร้ายไว้พลางก็เหลือบตามองเรย์อย่างหวาด ๆ “หมอนี่มันเรย์ เมเซเฟียร์ เราอย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า”

“ห๊ะ?” พอสาวอารมณ์ร้ายได้ยินอย่างนั้น เธอก็หน้าเปลี่ยนสีและต้องรีบหันไปมองหน้าเรย์ใหม่ทันควัน

อย่างที่บอกว่าเรย์กำลังเป็นคนมีชื่อเสียงในโรงเรียนอยู่ตอนนี้ เรื่องที่เขาเป็น 1 ใน 3 จอมเวท Tier 1 ของชั้นปีหนึ่งนั้นเป็นที่รู้กันดี นักเรียนหญิงปี 2 ทั้ง 4 คนพวกนี้เป็นแค่คนธรรมดา เมื่อพวกเธอรู้แล้วว่าเรย์เป็นใคร มีเหรอที่พวกเธอยังอยากจะเสี่ยงมีปัญหากับเขาต่อ

“ชิ หล่อนอย่าได้ใจให้มันมากนะ ครั้งนี้มีคนช่วยหล่อนถึงรอดตัวไปได้หรอก” 

นักเรียนหญิงอารมณ์ร้ายชี้หน้าคาเรนและเอ่ยทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น หล่อนทำท่าจะถอยฉากหนีไปพร้อม ๆ กับพวกของหล่อน แต่ก่อนจะทันได้ไป สายตาของหล่อนก็ต้องสะดุดกุกเมื่อเห็นเรย์เอื้อมแขนไปโอบเอวบางของคาเรนไว้ อีกทั้งเขายังส่งยิ้มบางมาให้หล่อนอย่างบอกความนัย ทำให้หล่อนได้แต่เม้มปากอย่างเจ็บใจแล้วรีบเดินปึงปังนำพวกของเธอจากไป

“หนี้เก่ายังไม่ได้ใช้ เธอก็ติดหนี้ใหม่ฉันอีกแล้วนะ” เมื่อเห็นพวกตัวปัญหาเดินจากไปแล้ว เรย์ก็เอ่ยบอกคาเรนขึ้นมาโดยไม่หันไปมองหน้าเธอ มือของเขาที่โอบเอวเธอไว้ลดระดับลงไปนวดคลึงสะโพกผายได้รูปของเธอเบา ๆ ส่งผลให้โฟรเชียสาวตัวสั่นน้อย ๆ และแก้มขึ้นสี

“ค่ะ” คาเรนก้มหน้ารับคำ น้ำเสียงหดหู่ เธอรู้สึกเหมือนคนหนีเสือปะจระเข้ พ้นปัญหาหนึ่งมาได้ก็เจอกับปัญหาใหม่ขวางหน้าต่อ เธอรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ที่มือร้อนของเรย์สัมผัสเธออยู่ แต่เธอก็ไม่กล้าขัดใจเขาเช่นกัน

“ไม่คิดจะขอบคุณฉันหน่อยเหรอ คนอุตสาห์มาช่วย” เรย์ยิ้มกวนถามหญิงสาว

“ขอโทษค่ะ ขอบคุณค่ะ” แต่นั่นกลับฟังเหมือนคำพูดข่มขู่สำหรับคาเรน เธอจึงรีบเอ่ยขอโทษแล้วขอบคุณเขาต่อทันควัน

เรย์แค่นเสียงขำกับท่าทีของสาวหูจิ้งจอกทีหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นมาอีก “แล้วเมื่อกี้นี้มันเรื่องอะไร ทำไมเธอถึงได้โดนพวกปี 2 นั่นมาหาเรื่อง” เขาพอจะเดาเรื่องได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังถามออกไปเพื่อความแน่ใจ

“มีรุ่นพี่ปี 2 คนหนึ่งที่ดังมากในหมู่ผู้หญิงมาสนใจฉันน่ะค่ะ แล้วพอแฟนคลับของเขารู้เรื่องนั้นเข้า พวกเธอก็เลยไม่พอใจฉันแล้วมาดักรอทำร้ายฉันอย่างที่เห็น” คาเรนสรุปเรื่องให้สั้น ๆ ง่าย ๆ เหตุการณ์มันก็ไม่ได้ต่างไปจากที่เรย์คาดไว้แต่อย่างใด

“พ่อหนุ่มป๊อปปี 2 นั่นมาชอบเธอเองเหรอ? หรือเธอเคยไปหว่านเสน่ห์ใส่เขามาก่อน?” เรย์พูดแหย่ถามคาเรนไป

“ไม่ค่ะ! ฉันไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับเขามาก่อนเลยสักครั้ง!” คาเรนรีบบอกออกมาหน้าตื่น กลัวว่าเรย์จะเข้าใจผิดแล้วไม่พอใจที่เธอไปข้องแวะกับผู้ชายอื่นจนคิดทำมิดีมิร้ายกับเธอด้วยความโมโห 

สถานะของเธอในตอนนี้ไม่ต่างจากผู้หญิงของเขาสักเท่าไหร่ กับเรื่องอ่อนไหวแบบนี้เธอเดาไม่ถูกหรอกว่าเรย์จะคิดเห็นยังไงกับมัน เธอจึงเลือกคิดลบเผื่อเอาไว้ก่อนและต้องเป็นกังวลไปโดยสูญเปล่าเช่นนั้น

“สรุปง่าย ๆ คือเธอซวยเพราะเธอสวยต้องตาหนุ่มว่างั้นเถอะ นี่ฉันควรจะนับถือหรือสงสารเธอดีล่ะเนี่ย” เรย์ว่าแล้วก็ปล่อยมือจากสะโพกของคาเรนแล้วเดินผละออกไป “เอาเป็นว่าในเมื่อไม่มีอะไรแล้วฉันก็ขอตัวกลับล่ะ เธอเองก็กลับบ้านดี ๆ นะคาเรน ระวังอย่าให้โดนใครดักตบอีกล่ะ” เรย์ยกมือขึ้นโบกลาโฟรเชียสาวทั้งที่ไม่ได้เหลียวกลับไปมองเธอที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา

“เอ๋...เออ แล้วเรื่องอาจารย์ไมเคิลล่ะคะ” คาเรนที่โดนเรย์ปล่อยตัวง่าย ๆ จนไม่ทันตั้งตัวอีกแล้ว พลั้งปากร้องถามออกมาทั้งที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“ฉันก็แค่พูดอ้างลุดทุดไปนั่นแหละ เธอเชื่อด้วยเหรอ ยัยบื้อเอ้ย” เรย์หัวเราะขำ ขาก้าวเดินไปไม่หยุด

ฝ่ายคาเรนก็ได้แต่มองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่เดินจากไปด้วยแววตาซับซ้อน เธอก้มหน้าลงต่ำ จมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองซักพักก่อนจะถอดถอนหายใจออกมา จากนั้นเธอจึงก้าวเท้าออกเดินไปเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านของตัวเองบ้าง

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Gekko : หลังจากนี้บทคาเรนเธอจะเด่นสักพักหนึ่งนะครับ มีคนจะโดนเรย์มันรังแกหนักหน่อยหลังจากนี้

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว