ฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนผลงานของเน่ค่ะ

EP 03 เด็กปั้น Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : EP 03 เด็กปั้น Part ll Loading…100%

คำค้น : เพื่อนต้องรัก,เพื่อนรัก,รักเพื่อน,เพื่อนสนิท,นิยายวาย,PinkPen

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 22:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 03 เด็กปั้น Part ll Loading…100%
แบบอักษร

 

EP 03 

เด็กปั้น Part ll Loading…100% 

 

“วู้!!! มึงสุดยอดมากก เด็กปั้นกูแจ๋วโว้ยยย”

เสียงร้องดีใจของไอ้ติณดังลั่นไปทั่วสนาม ก่อนที่มันจะวิ่งเข้ามากระโดดขี่หลังผมเหมือนเด็กสามขวบ แถมยังกระโดดเย้วๆ อยู่บนหลังของผมอย่างสนุกสนาน

“มึงเจ๋งมากไอ้เหี้ยคิม”

“เรา...ฟลุ๊ค”

ผมตอบเบาๆ เพราะไม่อยากใส่ใจมากสักเท่าไหร่

จริงๆ เมื่อกี้ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเข้าจริงๆ หรอกนะ ไม่ได้ตั้งใจยิงด้วยซ้ำแต่ไม่รู้จะส่งให้ใคร วินาทีที่งัดลูกขึ้นมาผมก็แค่ป้องกันตัวเอง เพราะถ้าผมขืนเลี้ยงลูกบนพื้นต่อไปไอ้เกมคงสกัดขาผมแน่ๆ

ผมแค่ป้องกันตัวเองจริงๆ

“มึงเทพมาจากไหนไอ้เหี้ยคิม” ไอ้เกมเดินเข้ามาถาม คำถามมันฟังเหมือนจะหาเรื่องผมก็จริง แต่หน้าตามันเหมือนสงสัยมากกว่า ท่าทามันจะไม่เชื่อว่าผมทำได้

“ก็แค่ลูกฟลุ๊ค”

“ปกติไม่เคยมีใครหลบตีนกูได้นะ”

“เรานั่งดูนายโกงติณมาตั้งแต่เริ่มเกม เราก็เลยจับทางได้ ไม่เห็นจะแปลก” ผมตอบไปตรงๆ แต่กลับทำให้ม่านตาของไอ้เกมค่อยๆ ขยายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“เห็นมั้ย นี่ไงหลักฐานกู มึงโกงกูไอ้เกม ไอ้เหี้ยคิมเป็นพยาน” แล้วไอ้ติณก็เริ่มเปิดประเด็นโต้วาทีกับไอ้เกมอีกครั้ง

“เออๆ กูยอมใจมึงไอ้คิม งั้นพรุ่งนี้กูเลี้ยงเอง” ไอ้เกมยอมจำนนด้วยหลักฐาน ทุกคนหัวเราะกันสนุกสนานก่อนจะพากันออกมานั่งที่ด้านข้างสนาม โยนขวดน้ำเย็นที่ซื้อมาเตรียมไว้ส่งต่อๆ กันไปสลับกับผ้าเย็นและเครื่องดื่มบำรุงกำลัง

“แดกมั้ย”

“มั้ยล่ะ น้ำเปล่าก็พอ” ผมบอกยิ้มๆ เมื่อไอ้บอลเดินเอาเกลือแร่มาส่งให้ผม ซึ่งพอผมปฏิเสธมันก็จัดการเปิดดื่มซะเองก่อนจะนั่งลงข้างๆ ผม

“หลบไปไอ้เหี้ยบอล กูจะบำรุงเด็กปั้นกูสักหน่อย” ไอ้ติณเดินเข้ามาใช้เท้าเขี่ยๆ ให้ไอ้บอลขยับไปนั่งห่างจากผม ก่อนที่มันจะนั่งลงมาแทนที่พร้อมกับน้ำและขนมที่หอบมาเต็มสองแขน

คือที่ผมสงสัยก็คือมันเอามาจากไหน เพราะตอนเดินมาทั้งผมและมันมากันสองคนตัวเปล่าๆ นี่นา

“แดกฟรีทั้งขึ้นทั้งร่องนะมึง”

“แพ้แล้วอย่าพาลไอ้สัส” ไอ้ติณหันไปมองไอ้เกมที่นั่งเช็ดหน้าด้วยผ้าเย็นตาขวาง ผมก็เลยสรุปเอาเองว่าขนมและน้ำทั้งหมดนี่น่าจะเป็นของไอ้เกม

ผมหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปรับน้ำเปล่าจากไอ้ติณที่มันอุตส่าห์เปิดฝาให้มากระดกดื่มเหมือนคนอื่นๆ นานแล้วที่ผมไม่ได้เล่นสนุกเฮฮาแบบนี้ จำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้าย...เมื่อไหร่

“มึงเล่นบอลเป็นทำไมไม่บอกกู” แล้วไอ้ติณก็เริ่มถาม หลังจากที่มันโยนขวดแก้วในมือมันลงถังขยะใบใกล้ๆ ไปอย่างแม่นยำ

“นายไม่ได้ถามเรา”

“ก็กูคิดว่ามึงไม่ชอบเล่น”

“ไม่ชอบก็ไม่ได้แปลว่าเล่นไม่เป็นสักหน่อย” ผมรีบย้อน

“แต่มึงเล่นเก่งมากเลยนะ ถามจริง มึงไปฝึกมาจากไหน ลูกที่มึงยิงเมื่อกี้นี้กูยังทำไม่ได้เลย ทำทีไรบอลแม่งกลิ้งตกหลังตีนทุกที” ไอ้ติณเล่าแล้วหัวเราะ ซึ่งแรกๆ ที่ผมลองเล่น ก็เป็นแบบมันนั่นแหละ

“เราเคยเป็นนักกีฬาโรงเรียนสมัยอยู่ไฮสคูล”

“กูเจอตัวท็อปอีกแล้วสินะ” ผมได้ยินเสียงไอ้เกมบ่นพึมพำก่อนที่มันจะเดินมานั่งฟังด้วย ตามมาด้วยมิตรรักแฟนเพลงที่มานั่งล้อมวงราวกับการละเล่นรอบกองไฟ

“มึงเล่นตำแหน่งอะไร”

“เอ่อ...กัปตันทีม”

“เหี้ยแล้ววว นี่ตากูเป็นต้อรึเปล่าวะเนี่ยถึงได้มองข้ามหัวมึงไป” ไอ้ติณพูดพลางยกมือขึ้นมาตีหน้าผากตัวเองแรงๆ เหมือนจะเสียดายที่ไม่ให้ผมลงไปเล่นด้วยตั้งแต่แรก

“คราวหน้ามึงเป็นกรรมการนะ ให้ไอ้กายมาลงแทน” ไอ้เกมรีบออกตัว

“อ้าว มันเด็กปั้นกูนะเว้ย”

“ไม่ได้ เทพสัส ห้ามลงสนาม กูเล่นเอามันไม่ได้เล่นเอาโล่” กลายเป็นไอ้เกมปอดแหกกลัวผมไปซะอย่างนั้น

“แล้วเมื่อกี้มึงโกงทำไมถ้าบอกว่าเล่นเอามัน” ไอ้บอลพูดพลางหัวเราะ

“กูไม่รู้ แต่ห้ามไอ้เหี้ยคิมลงสนาม เดี๋ยวเผื่อสาวเห็นเรตติ้งกูตกพอดี” ที่แท้เจตนารมณ์ของมันก็ลึกล้ำกว่าที่ผมคิด มันไม่ได้กลัวแพ้แต่ว่ากลัวเรตติ้งตกนี่เอง

ผมนั่งมองทุกคนหัวเราะกันสนุกสนาน ผลัดกันพูดผลัดกันฟังไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าใครจะหยุดพูดก่อนง่ายๆ ทำราวกับว่าเกือบสองชั่วโมงที่รู้จักกันจะเป็นสองชั่วโมงสุดท้ายในชีวิต

“ไอ้กาย แม่มึงมารับแล้ว”

ทุกคนเงียบลงตามสัญชาตญาณ ไอ้กายรีบหันซ้ายหันขวาก่อนที่มันจะกระเด้งตัวขึ้นจากพื้นสนามหญ้าแล้วหันไปทางสิบนาฬิกาที่เมื่อผมมองตามไปก็เห็นว่ามีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่พวกเรา

“ไอ้คิม”

“ว่าไง”

“มึงว่าคนซ้ายสุดหน้าคุ้นๆ มั้ย” ไอ้ติณใช้เท้าสะกิดผมแล้วถามออกมาเบาๆ โดยที่ยังไม่หันมามองผม ซึ่งผมเองก็ไม่ได้หันไปมองมันหรอก และคิดว่าผมเองก็กำลังมองไปที่ผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ไอ้ติณกำลังมอง

“อืม ใช่แน่ๆ”

“โลกกลมฉิบหาย”

“เอาไงล่ะ นายจะจีบเธอไม่ใช่เหรอ” ผมรีบถาม จำได้ว่าเมื่อตอนก่อนหน้านี้มันบอกเองว่ามันสนใจไอเดีย แล้วตอนนี้เธอก็เดินมาอยู่ตรงหน้าแล้วด้วย

“กูยังไม่ได้เตรียมมุก”

“ไม่น่าจะคิดนาน เราว่าอย่างนายน่าจะถนัดเรื่องสับราง โอ๊ย” ผมร้องเสียงดังจนทุกคนหันมามอง ไอ้ห่านี่ก็ตบจนผมๆ จะร่วงหมดหัวแล้วเนี่ย

“หวัดดีคิม เอ่อ หวัดดีติณ” แล้วไอเดียก็เริ่มทักทายผมและไอ้ติณตามลำดับ คราวนี้กลับกันเพราะผมเป็นฝ่ายใช้เท้าสะกิดไอ้ติณบ้าง

“หวะ หวัดดี”

“รู้จักกันด้วยเหรอ”

เพื่อนของไอเดียคนหนึ่งถามขึ้นมา เธอน่าจะเป็นแฟนไอ้กายนั่นแหละเพราะเมื่อกี้ผมเห็นเธอคุยอะไรก็ไม่รู้กับไอ้กายก่อนที่ไอ้กายจะเดินไปหยิบกระเป๋าเหมือนเตรียมตัวจะกลับ

“อืม คิมเป็นคนช่วยฉันไว้เมื่อคืนน่ะ ที่ฉันเล่าให้แกฟังไง” ไอเดียรีบอธิบาย ผมขยับจะอ้าปากบอกเธอว่าจริงๆ แล้วไอ้ติณเป็นคนช่วยต่างหาก แต่ไอ้ติณดันทะลึ่งเดินมาเหยียบเท้าผมเอาไว้

“อ๋อ ที่แกบอกว่าเพื่อนเขาหล่อใช่ป่ะ”

เอ่อ ตกลงว่าผมเป็นคนดีแต่ไม่ดีเท่าคนหล่อสินะ แต่จริงๆ ผมก็ดูดีนะ T_T

ผมหันไปมองหน้าไอ้ติณนิดหน่อย แล้วสิ่งที่มันทำก็คือ...ยักคิ้วหลิ่วตาใส่ผมอย่างภาคภูมิใจ ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจสาวๆ ผมจะจิ้มให้ตามันบอดเลย ฮึ่ย!

“กูว่าตกลงพวกมึงมันคบไม่ได้ทั้งคู่นั่นแหละ ไปเว้ยพวกเรา อยู่กับไอ้เหี้ยสองตัวนี่แล้วคันตีน” ไอ้เกมโวยวายแล้วมองค้อนมาทางผมก่อนจะโบกมือเรียกเพื่อนๆ ของมันเพื่อรวมตัวกันกลับ

“โชคดี แล้วเจอกันพรุ่งนี้ที่เดิมนะไอ้เหี้ยเกม อย่าเบี้ยวนะมึง” ไอ้ติณหันไปโบกมือลาไอ้เกมและคนอื่นๆ ที่เดินชักแถวกันออกไป ทั้งไอ้บอล ไอ้กั๊ม ไอ้ไม้เอก รวมถึงไอ้กายและแฟนของมันกับเพื่อนแฟนของมันอีกคนต่างก็หันมายิ้มให้ผม ยกเว้นก็แต่ไอ้เกมเท่านั้นแหละที่หันมามองผมแล้วทำท่ายกนิ้วขึ้นมาปาดคอตัวเอง

หลังจากที่คนอื่นๆ เดินออกไป ตรงนี้ก็เหลือไอเดีย ผม และไอ้ติณ ทำไมอยู่ๆ ผมถึงรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนเกิน ทั้งๆ ที่ผมมาอยู่ตรงนี้ก่อน

“ตกลงว่านายเลิกเรียกแล้วใช่มั้ยคิม” ขอบคุณไอเดียที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเพื่อทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัด

“อืม แต่พอดีว่าเราไม่ว่างน่ะ คงไปกินข้าวกับเธอไม่ได้แล้ว”

“อ้าว ไหนมึงบอกว่า...”

“ฮัลโหลครับพี่ไทม์”

ผมรีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมากดรับสายตั้งแต่ที่ไอ้ติณยังพูดไม่ทันจบประโยค ยกมือป้องปากเพื่อกระซิบเบาๆ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทเพราะว่าผมยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างไอ้ติณกับไอเดียพอดี จะเดินผ่ากลางออกไปเลยก็ดูจะน่าเกลียด

“ครับๆ ผมเลิกเรียนแล้วครับ เดี๋ยวผมเดินไปรอพี่ที่หน้าตึกก็แล้วกัน” ผมรีบบอก ก่อนจะเงยหน้ามามองอีกสองคนที่กำลังยืนมองตากันอยู่ ไอเดียอมยิ้มแต่สายตาของเธอดูเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด ส่วนไอ้ติณก็จ้องเธอเหมือนกับเสือกำลังจะตะครุบเหยื่อ

แล้วผมล่ะ? แมลงหวี่มั้ง?

“โทษทีนะไอเดีย พอดีว่าเรามีธุระด่วนน่ะ ยังไงเธอไปกับไอ้ติณแค่สองคนก็แล้วกัน”

ผมรีบปูทางให้ไอ้ติณ พูดจบก็แอบหันไปพยักพเยิดหน้ากับไอ้ติณเป็นอันว่ารู้กัน ถึงแม้ว่ามันจะทำหน้างงนิดหน่อย แต่มันน่าจะเข้าใจนะ เพราะมันบอกเองว่ามันจะจีบเธอนี่นา อีกอย่างจริงๆ ผมว่าไอเดียเองก็คงไม่ได้อยากจะให้ผมไปด้วยสักเท่าไหร่หรอก

“ไปนะติณ แล้วเจอกันพรุ่งนี้”

“เดี๋ยวดิ แล้วมึงจะกลับยังไง” ไอ้ติณยังคงตะโกนถาม

“พี่ไทม์มารับ” ผมรีบบอกพร้อมกับชี้นิ้วไปที่โทรศัพท์ที่ยังคงถือสายอยู่ และเมื่อเห็นว่าไอ้ติณพยักหน้าให้ ผมก็รีบเดินออกมาแล้วตรงไปที่หน้าตึกตามที่พูดออกไป

ผมเดินมาถึงบันไดทางขึ้นตึกเรียน หยุดยืนพิงต้นเสาของตัวอาคารที่มีขนาดหกคนโอบ (ประชด) ก่อนจะค่อยๆ ชะโงกหน้าไปมองด้านหลังของเส้นทางที่เพิ่งจะเดินออกมา

ก็ตลกดีที่ผมทำเหมือนไอ้ติณเป๊ะเลย ทำยังไงน่ะเหรอ ก็พูดโทรศัพท์คนเดียวน่ะสิ

ผมก้มหน้ายิ้มให้โทรศัพท์ของตัวเองที่ยังคงถือมันไว้ในมือ ตลกตัวเองที่กล้าโกหกกระทั่งตัวเอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครโทรเข้ามาหาผมสักสายแต่ผมก็ยังพูดคนเดียวเป็นตุเป็นตะ แอบอ้างชื่อพี่ไทม์อย่างไม่อายเพราะคิดว่ามันคงเป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้ผมเดินออกมาจากตรงนั้นได้

“อ้าวคิม” เสียงใครสักคนเรียกผมซะจนผมสะดุ้งตกใจ หวังว่าเธอคงจะไม่คิดว่าผมบ้าหรอกนะที่มายืนยิ้มอยู่คนเดียวเนี่ย

เห็นรึเปล่าวะ?

“มายืนอะไรตรงนี้ แล้วหายไปไหนมา อาจารย์สั่งงานโคตรโหด” เธอคนนั้นรีบบอก เธอชื่อโบว์ เป็นเพื่อนร่วมชั้นของผมเอง ผมจำเธอได้เพราะเธอมีลักยิ้ม ใส่แว่น และตาตี่เป็นอาหมวยประจำห้อง เห็นหมวยแบบนี้ดีกรีเดือนคณะนะครับ ^_^

“อาจารย์สั่งงานอะไร” ผมรีบถามเนียนๆ ก็ไหนไอ้ติณมันบอกว่าอาจารย์ไม่มาสอนไง

“ก็รายงานเพิ่มเติม ฉันจดแล้วส่งให้ในกลุ่มไลน์แล้ว อ้อ ยังมีด้านหลังชีท แล้วก็ให้หาบทความอะไรสักอย่าง เดี๋ยวฉันเช็คแล้วจะแจ้งในกลุ่มอีกทีก็แล้วกัน เออ แล้วทั้งหมดให้ทำเป็นคู่นะ นายกับติณไม่เข้าเรียน อาจารย์ก็เลยสั่งให้คู่กันไปเลย”

“คู่กับไอ้ติณ”

“อืม ทำไม มีปัญหาอะไรเหรอ” โบว์ถามแล้วยิ้มจนตาเป็นสระอิ

“มะ ไม่มีอะไร”

“ดีแล้ว ครั้งหน้าอย่าโดดเรียนอีกล่ะ พวกนายสองคนนี่มันเหลือเกินจริงๆ” โบว์บ่นทิ้งท้ายก่อนจะยิ้มให้ผมแล้วเดินออกไป

ส่วนผมน่ะเหรอ อยากจะทึ้งหัวตัวเองแรงๆ ที่หลงเชื่อไอ้ติณอย่างง่ายดายโดยไม่เฉลียวใจสักนิด แค้นจนอยากจะโทรตามมันกลับมากระทืบให้มันกระอักเลือดโทษฐานที่หลอกให้ผมเอาเวลาเรียนไปตากแดดเตะบอลอยู่กลางสนาม

มันหลอกโผ้มมม รู้จักมันมาสองวันแม่งทำให้ผมขาดเรียนสองวันเต็มๆ ไอ้ส้นตีนนน!!

ความคิดเห็น