ฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนผลงานของเน่ค่ะ

EP 03 เด็กปั้น Part l Loading...100%

ชื่อตอน : EP 03 เด็กปั้น Part l Loading...100%

คำค้น : เพื่อนต้องรัก,เพื่อนรัก,รักเพื่อน,เพื่อนสนิท,นิยายวาย,PinkPen

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2563 14:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 03 เด็กปั้น Part l Loading...100%
แบบอักษร

EP 03 

เด็กปั้น Part ll Loading...100% 

 

“เหี้ยเกมแม่งโกง” 

 

“มึงสิโกง ขี้แพ้แล้วอย่าชวนตีไอ้เหี้ยติณ เดี๋ยวกูทุบ!” 

 

“ก็มึงโกงกูเห็นๆ” 

 

“มึงเห็นตอนไหน เอาหลักฐานมา” 

 

“มึงโกงกู” 

 

“หลักฐานมาไอ้สัส กูเด็กนิติฯ กูจะไม่เชื่อจนกว่ามึงจะมีหลักฐาน” 

 

“นี่มึงบลัฟกูเหรอ” 

 

“หลักฐานมาไอ้สัสติณ ไม่งั้นก็จ่าย มึงแพ้กูสองเม็ด” 

 

อืม ผมไม่เข้าใจเลยว่าผมมานั่งทำอะไรอยู่ที่ข้างสนามบอล ถ้าจำไม่ผิดไอ้ติณมันชวนผมออกไปหาอะไรกินกันไม่ใช่เหรอ 

 

ก่อนหน้านี้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ไอ้ติณมันใช้ให้คนขับรถของมันเดินไปขึ้นแท็กซี่ที่หน้ามหา’ลัย แล้วทิ้งรถคันนั้นไว้ให้มันใช้ ทีแรกผมก็คิดว่าเรากำลังจะไปหาอะไรกินแบบที่มันบอก แต่ไหงมันถึงลากผมมานั่งตากแดดตากลมอยู่ริมสนาม มองดูมันกับเพื่อน (ของมัน) เตะบอลกันอย่างสนุกสนาม แต่ตอนนี้ผมว่าหน้าตาไอ้ติณชักเริ่มไม่สนุก เหตุผลก็เพราะว่า...มันแพ้  

 

จะว่าไปผมก็รู้นะว่ามันโดนโกง แต่ก็นั่นแหละ ช่างหัวมันเถอะ 

 

“ไอ้คิม” 

 

“อะไร” ผมสะดุ้งแล้วขานตอบกลับไปโดยอัตโนมัติ กำลังทำพิซซ่าส่งเรืออยู่เลยเชียว (เล่นเกม) 

 

“มึงลงมาอยู่ข้างกู ไอ้กั๊มขาพลิก วิ่งต่อไม่ไหว” 

 

อะ...อะไรนะ 

 

“มองทำเหี้ยไร กูบอกให้ลงมา!” ไอ้ติณสั่งเสียงเข้ม มันชี้หน้าผมแล้วตวัดปลายนิ้วของมันมาที่หน้าผมสลับกับสนามหญ้ากลางแจ้งที่มันยืนโชว์กล้ามอยู่ 

 

ร้อนจะตายห่า มันถอดเสื้อทำไมของมัน! 

 

“เราไม่เล่น” ผมรีบตอบ 

 

“กูบอกให้มึงลงมา” 

 

“เราไม่เล่น มันร้อน” 

 

“มึงจะลงมาดีๆ หรือให้กูเดินไปลากคอมึงลงมา”  

 

สาบานว่ามันอยากจะให้ผมช่วย ข่มขู่ขนาดนี้ถ้ามันเดินมาถึงตัวผมรับรองกบาลลั่นอีกแน่ๆ 

 

“เราลงไปนายก็แพ้อยู่ดี” 

 

“ปากหมานักนะมึง ลงมา!” ไอ้ติณกระชากเสียงเพราะเริ่มไม่พอใจผมมากขึ้นเมื่อผมอวยพรให้ 

 

จริงๆ คือต่อให้ผมจะลงไปช่วยมันก็แพ้อยู่ดีเพราะมันโดนโกงไงล่ะ ผมไม่ได้ว่ามันอ่อนหรือเล่นไม่เก่งสักหน่อย จะโมโหหาภรรยาพ่อมันรึไงก็ไม่รู้ 

 

สุดท้ายผมก็ได้แต่เก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋าเป้แล้วลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวลงไปวิ่งเหยาะๆ ในสนาม 

 

“แข็งแรงหน่อยเถอะ เรื่องสำออยไว้ค่อยไปใช้บนเตียง” 

 

นับวันผมก็ยิ่งรู้สึกเกลียดปากมันขึ้นทุกทีๆ เดี๋ยวลงไปผมจะยิงเข้าประตูตัวเองแม่งเลย คอยดู 

 

“มึงแน่ใจนะว่ามันวิ่งได้” ไอ้เกมเริ่มแซว เพื่อนกันก็ต้องปากหมาเหมือนกันสินะ เอ๊ะ! นี่ผมกำลังด่าตัวเองรึเปล่า 

 

“เดี๋ยวมึงดูเด็กปั้นกูไอ้เกม” ไอ้ติณพูดอย่างภาคภูมิใจ ทั้งๆ ที่ผมยังไม่มั่นใจในตัวเองเท่ามันเลย เฮ้อ ร้อยว้อยย~ 

 

“กูจะรอดู” 

 

“แพ้มึงจ่าย กูจะแดกให้แม่งล้มละลายเลยมึง” 

 

“กูตุนไว้สองลูก มึงไม่ต้องมาปากดีไอ้ติณ มึงนั่นแหละจะต้องล้มละลาย” 

 

นี่พวกมันคิดว่าตัวเองเป็นตัวห่าอะไรถึงขั้นจะกินกันจนล้มละลาย อ้อ ลืมบอกไป สิ่งที่พวกมันพนันกันไว้ก็คือถ้าทีมไหนแพ้จะต้องเลี้ยง...หมูกระทะ ปัญญาอ่อนสิ้นดี 

 

ผมได้แต่ยืนส่ายหัวมองไอ้ติณกับไอ้เกมเถียงกันไปมา จริงๆ ในสนามก็มีคนอื่นๆ อยู่นะ นับรวมๆ แล้วก็ประมาณเจ็ดคนรวมผมกับไอ้ติณ แต่เชื่อเถอะว่าคนอื่นๆ ก็คงคิดเหมือนผม นั่นคือรำคาญพวกมันสองคนมาก แต่ทำได้แต่ปล่อยให้พวกมันเถียงกันไปโดยไม่ห้ามและมีพวกเรายืนให้กำลังใจมันสองคนอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เดี๋ยวพวกมันเหนื่อยก็หยุดเองนั่นแหละ 

 

“มึงพร้อมมั้ย” ไอ้ติณเดินมากระซิบถาม 

 

“ทำไมนายไม่ถามเราก่อนจะตะโกนเรียกเราลงมา” 

 

“กูรู้มึงไหว” 

 

ไหวตรงไหนของมันวะครับ ท่าทางของผมเหมือนคนพร้อมจะวิ่งไล่ลูกกลมๆ กลิ้งไปกลิ้งมากลางสนามขนาดนั้นเชียวหรือ?  

 

“ห้ามแพ้นะมึง เสียเงินกูไม่ว่า แต่ถ้ามึงทำกูเสียหน้ากูจะฆ่ามึง” นั่นคือสโลแกนของมันสินะ ผมล่ะเหนื่อยใจกับมันจริงๆ 

 

“เอาๆ พวกเราพร้อม!” ไอ้เกมร้องเรียกประชากรอีกสองคนในทีมของมันมารวมตัวกันด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม 

 

“มึงเล่นบอลเป็นใช่ป่ะ”  

 

แล้วไอ้บอลซึ่งอยู่ในทีมของผมก็เดินมากระซิบถาม มันตบบ่าผมเบาๆ สองสามทีแล้ววิ่งไปยืนอยู่ข้างๆ ไอ้ติณโดยไม่ได้รอคำตอบ 

 

ทุกคนคงดูออกนะว่าผมไม่ค่อยชอบกีฬาสักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ จะทำยังไงได้ในเมื่อไอ้ติณไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ดันทุรังเอาผมมาลงเล่นเพราะว่าไอ้กั๊มข้อเท้าพลิกต้องเปลี่ยนตัวมาเป็นผมแบบกะทันหัน 

 

ปี๊ดดด! 

 

เสียงนกหวีดดังขึ้นเมื่อไอ้กายผู้รับหน้าที่เป็นกรรมการเป่าลมใส่นกหวีดแทบหมดปอด ทำเอาผมที่ยืนอยู่ข้างๆ มันหูอื้อไปชั่วขณะ 

 

“ไอ้บอล”  

 

เสียงไอ้ติณร้องเรียกไอ้บอลดังลั่นไปทั่วสนามก่อนที่มันจะเขี่ยลูกบอลให้ไอ้บอลที่วิ่งไปรออยู่ที่กลางสนามราวกับว่ารู้กันมาก่อน ซึ่งผมก็ได้แต่วิ่งเหยาะๆ ตามหลังลูกบอลที่ได้ติณเตะไปนั่นแหละ 

 

บอกแล้วไงว่าผมจะลงมาวิ่งเหยาะๆ คิดซะว่าผมเป็นตัวแถมที่ทำให้ทีมมีสมาชิกครบสามคนและสามารถเริ่มการแข่งชิงหมูกระทะได้ก็แล้วกัน 

 

“ไอ้คิม” เสียงไอ้บอลตะโกนเรียก แต่ว่าผมยังไม่ทันจะหันไปมองหน้ามัน มันก็เตะลูกบอลโด่งมาที่ผมซะก่อน 

 

 

เฮ่ย!”  

 

บ้าฉิบ มันเตะบอลอัดหน้าผมทำไม 

 

ปี๊ดดดด! 

 

แล้วเสียงนกหวีดหยุดการแข่งขันชั่วคราวก็ดังขึ้นเมื่อผมหงายหลังมานอนมองดาวตอนกลางวัน เห็นดาววิบวับเต็มไปหมดเลย 

 

“ไอ้เหี้ยคิม ตื่นสิมึง ไอ้คิม” 

 

“เรายังไม่ตาย” ผมรีบบอกพร้อมกับปัดมือไอ้ติณออกไปเมื่อมันพยายามจะตบหน้าผมเพื่อเรียกสติ ผมแค่หลับตาเพราะแสงแดดมันส่องตาผมเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ตายสักหน่อย ไอ้นี่ก็ทำเสียงตกใจจนเว่อร์ 

 

“ใครสั่งใครสอนให้มึงเอาหน้ารับบอล” 

 

“เราแค่ยังไม่ทันตั้งตัวน่ะ” ผมรีบบอกพร้อมกับพยายามลืมตา ยอมรับนะว่ามึนหัวแล้วก็เจ็บหน้ามาก แต่ว่าผมสำออยไม่ได้หรอก เดี๋ยวพวกมันจะดูถูกผม 

 

“นั่งๆ มึงนั่งเฉยๆ เลย หลังตรงๆ ก้มหน้าลงนิดนึงแล้วก็บีบจมูกไว้ เลือดกำเดามึงไหล” ไอ้ติณรีบบอก มันดูชำนาญเรื่องการปฐมพยาบาลมาก ทำเอาผมนึกไปถึงเรื่องที่มันเคยบอกว่ามันโดนไล่ออกเพราะทะเลาะวิวาท อืมมม  

 

“เราไม่เป็นไร” 

 

“กูบอกให้มึงบีบจมูกเอาไว้ไง หูแตกเหรอมึง ไอ้กาย ไปเอาผ้าเย็นมาที” แล้วไอ้ติณก็รีบหันไปสั่งไอ้กาย ใบหน้าของมันตื่นตระหนกยิ่งกว่าผมซะอีก  

 

ผมได้แต่นั่งนิ่งๆ แล้วบีบจมูกเอาไว้ตามที่ไอ้ติณบอก ตอนนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่ผมเพราะว่าผมนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อม ซึ้งในน้ำใจที่พวกมันทุกคนวิ่งมามุงดูอาการของผมอย่างใกล้ชิด บางคนยิ้ม บางคนหัวเราะ บางคนก็หน้าตาตื่นตระหนกตกใจอย่างเช่นไอ้ติณในตอนนี้ 

 

ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของไอ้กายวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา มันส่งถุงผ้าเย็นให้ไอ้ติณด้วยความร้อนใจก่อนจะยิ้มให้ผม 

 

ผมรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ค่อยออก แต่ไม่ใช่เพราะขาดอากาศ หากแต่มันเป็นเพราะผมหัวใจของผมสูบฉีดเลือดไม่ทันเพราะว่ามันกำลังทำงานหนักมาก รับรู้ได้จากจังหวะการเต้นของมันที่เต้นเร็วขึ้นตั้งแต่เห็นว่าไอ้ติณโน้มใบหน้าลงมาใกล้ๆ แถมมือไม้ของมันยังสั่นมากจนไม่สามารถแกะห่อผ้าเย็นออกได้ทั้งที่มันเป็นแค่เรื่องง่ายๆ 

 

“สั่นทำเหี้ยไรเนี่ย” มันหงุดหงิดถึงขนาดด่ามือของตัวเอง 

 

“เอามานี่ไอ้เหี้ยติณ กูช่วย เดี๋ยวไอ้คิมมันก็ตายห่าเพราะเลือดกำเดาไหลหมดตัวพอดี” 

 

สาบานอีกทีว่าไอ้กายเรียนคณะนิติศาสตร์ ในความคิดผมคือมันควรจะฉลาดกว่านี้ อยากรู้นักว่าอาจารย์ท่านไหนสอนมันว่าคนเราสามารถเลือดกำเดาไหลจนหมดตัวได้ 

 

“อ่ะ คุณพระช่วย!”  

 

แล้วไอ้กายก็ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีฉีกซองผ้าเย็นออกเป็นสองส่วน อยู่ในมือมันนั่นแหละข้างล่ะส่วน และส่วนสุดท้ายที่เป็นผืนผ้าเย็นก็กระเด็นออกจากซองตกลงมาแปะกลางหน้าผมพอดิบพอดีราวกับมันตั้งใจ 

 

หน้ามันโหดมาก แต่อุทานออกมาได้ขัดแย้งกับเบ้าหน้าสุดๆ ฮ่าๆๆ  

 

ผมยกมือขึ้นมาเพื่อจะจับผ้าเย็นออกจากหน้าและใช้มันซับเลือดกำเดาของตัวเอง แต่ว่ามือของผมยังไม่ทันจะได้จับผ้าเย็นเลยด้วยซ้ำ อยู่ๆ ผ้าเย็นผืนนั้นก็ถูกใครบางคนดึงออกจากหน้าผมซะก่อน และมันคงจะเป็นใครไปไม่ได้หรอกนอกจากไอ้ติณที่นั่งอยู่ข้างผมมาตลอด 

 

“ใจเสาะฉิบหายเลยนะมึง โดนบอลอัดหน้าแค่นี้เลือดกำเดาไหลอยากกับโดนเชือด” ไอ้ติณพูดไปเช็ดเลือดกำเดาให้ผมไป บอกตรงๆ ว่าผมตกใจ แต่ก็ได้แต่นอนทำหน้างงใส่มันเพราะไม่รู้ว่าผมควรจะทำยังไง 

 

“มึงสิใจเสาะ เห็นเลือดแค่นี้มือไม้สั่นไม่หยุดเลยนะ เอามานี่ กูช่วย” ไอ้บอลพูดแล้วขยับตัวเองมาใกล้ๆ ผม แต่ว่าคนละฟากกับที่ไอ้ติณนั่งอยู่ 

 

“ไม่ต้องเสือก” 

 

“อ้าวไอ้นี่ กูกำลังจะช่วยมันนะ” ไอ้บอลเริ่มเสียงดัง 

 

ตอนนี้ทุกคนดูเป็นห่วงผมทั้งๆ ที่จริงๆ ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บมากมายอะไร เพียงแต่ที่ยังนอนนิ่งอยู่แบบนี้ก็แค่รู้สึกว่าผมชอบแววตาของทุกคนที่กำลังมองผมด้วยความห่วงใย 

 

ทุกคนกังวลเหมือนกลัวว่าผมจะสาหัสทั้งๆ ที่ก็แค่เลือดกำเดาไหล และที่สำคัญเลยคือเราเพิ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง บางคนผมยังไม่เคยจะพูดกับเขาเลยด้วยซ้ำอย่างเช่นไอ้กาย  

 

“เราไม่เป็นไรแล้ว” ผมรีบบอกแล้วปัดมือไอ้ติณที่กำลังพยายามซับเลือดกำเดาให้ผมออกเบาๆ ยิ้มให้มันนิดหน่อยเพราะสีหน้าของมันยังดูตกใจอยู่เลย 

 

“มึงไปนั่งพักก่อนก็ได้นะ” 

 

“เราไหว” ผมบอกอีกครั้งแล้วยืดลำตัวขึ้นตรงเต็มความสูงพร้อมส่งยิ้มให้กับทุกคนที่รีบถอยออกจากพื้นที่เพื่อขยายวงให้กว้างออกแต่ว่าก็ยังล้อมผมเอาไว้ 

 

“กูไม่ได้ตั้งใจนะเว้ย” 

 

“เรารู้ เราไม่ทันตั้งตัวเองนั่นแหละ” ผมยิ้มให้ไอ้บอลอีกคน สงสัยมันจะกลัวตัวเองกลายเป็นฆาตกร 

 

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวกูเลี้ยงพวกมึงเอง” ไอ้ติณรีบออกตัว ทำเอาผมหันไปทำหน้างงใส่มันเพราะไม่คิดว่ามันจะยอมแพ้ง่ายๆ  

 

ผมรู้ว่าพวกมันเล่นกันเอาสนุกและไม่ได้จริงจังกับผลการแข่งขัน แต่ก่อนหน้านี้ไอ้ติณมันยังจะเป็นจะตายอยู่เลย ทำไมอยู่ๆ มันก็ยอมจบเกมง่ายๆ 

 

“ป่ะไอ้คิม กลับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ดึกๆ ค่อยไปแดก” ไอ้ติณหันมาบอกผมอีกรอบ 

 

“ได้ไง เกมยังไม่จบเลย” 

 

“ดั้งจะหักแล้วยังไม่เจียมอีกนะมึง” นี่ผมหวังดีกับมันนะ มันจะด่าผมทำไม 

 

“เราบอกแล้วไงว่าไหว อีกอย่างเวลาก็ยังไม่หมด อย่าตุ๊ดดิ” ผมแกล้งพูดท้าทายเพราะรู้ดีว่าไอ้ติณไม่ชอบให้ใครดูถูกมัน และผมเองก็ไม่อยากรู้สึกผิดที่ทำให้มันต้องเป็นฝ่ายยอมจบเกม 

 

“มึงด่ากูเหรอไอ้คิม กูห่วงมึงนะเนี่ย” 

 

“ก็เราบอกแล้วว่าเราไหว” 

 

“แต่มึง...” 

 

“เราไหว” ผมรีบย้ำอีกรอบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองตาไอ้ติณอย่างมุ่งมั่น ยิ้มให้มันเพื่อแสดงให้มันเห็นว่าผมยังไหวจริงๆ 

 

“ตายห่าคาสนามอย่ามาโทษกู” 

 

“ถ้าเรายิงเข้า นายเลี้ยงนะ” 

 

“ตกลงมึงอยู่ข้างไหนไอ้เหี้ยคิม” ไอ้ติณเริ่มหาเรื่องผมอีกรอบ นั่นเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติหลังจากที่ทุกคนเงียบกันมานาน 

 

“ทีแรกเราก็นั่งอยู่ข้างสนาม แต่นายเรียกเรามาลงสนามเอง ความจำเสื่อมเหรอ โอ๊ย!”  

 

นั่นไง กบาลลั่นแล้ว คราวนี้ผมสบายใจแล้วจะได้กลับไปวิ่งเหยาะๆ ได้สักที 

 

ผมหัวเราะเบาๆ เพราะรู้สึกขำตัวเอง ปกติแล้วผมไม่ค่อยชอบทำอะไรแบบนี้หรอก เวลาส่วนมากของผมหมดไปกับการอ่านหนังสือ ทำรายงาน แล้วก็ทำงานที่ร้านของพี่ไทม์ อย่างที่บอกว่าผมไม่ค่อยมีเพื่อน ทำให้ไม่ค่อยได้มาออกกำลังกายหรือว่าเฮฮาแบบนี้เท่าไหร่ คิดไปคิดมามันก็แปลกดีที่อยู่ๆ ผมกลับต้องมาวิ่งตากแดดเหงื่อท่วมตัวแล้วเสแสร้งพูดให้ดูดีว่ามาออกกำลังกาย 

 

“พร้อมนะไอ้คิม”  

 

กรรมการประจำสนามอย่างไอ้กายหันมาถามผมอีกรอบ ผมพยักหน้าให้มันแทนคำตอบก่อนจะเดินเรื่อยเปื่อยมารอแตะลูกบอลอยู่ที่อีกฟากของสนาม เพราะครั้งนี้ไอ้เกมน่าจะเป็นคนเขี่ยบอล 

 

ปี๊ดดด! 

 

เดินยังไม่ได้สามก้าวแม่งก็เป่าละ ทำเหมือนจะเร่งให้เกมจบเร็วๆ 

 

“โอ๊ย ไอ้เหี้ยเกม” 

 

เสียงไอ้ติณโวยวายเมื่อพยายามจะแย่งบอลจากไอ้กายแต่ว่าโดนมันชนจนล้มกลิ้งลงไป ขนาดตัวใหญ่ๆ อย่างไอ้ติณไอ้กายยังชนล้มได้เลย แล้วผมล่ะ ถึงจะไม่ได้บอบบางแต่ถ้าเทียบกันแล้วผมผอมกว่าไอ้ติณนะ เตี้ยกว่านิดหน่อยด้วย 

 

“หึๆ” 

 

ผมได้ยินเสียงไอ้กายหัวเราะระหว่างที่มันกำลังจะเลี้ยงบอลผ่านผมไป ผมพยายามมองหาไอ้บอลซึ่งหางตาของผมเหลือบไปเห็นมันรออยู่ใกล้ๆ ประตู แต่ตรงนั้นก็ไกลเกินกว่าที่มันจะวิ่งมาช่วย 

 

ไอ้กายยังคงกวนประสาทผมด้วยการสับขาหลอกผม วินาทีที่มันชะล่าใจผมก็ตัดสินใจเตะเท้าออกไปข้างหน้าเบาๆ เพื่อจิ้มบอลให้ออกจากเส้นทางการเลี้ยงของไอ้กาย 

 

“ไอ้เหี้ยคิม”  

 

มันไม่ได้ยากเกินกว่าความสามารถระดับนักกีฬาโรงเรียนอย่างผมสักหน่อย 

 

“เด็กปั้นกูครับ เด็กปั้นกู” 

 

เสียงไอ้ติณตะโกนอยู่ข้างหลังเมื่อมันเห็นว่าผมแย่งบอลมาจากฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดาย บอกตรงๆ ว่าผมยังไม่ทันจะได้ออกแรงเลย ก็บอกแล้วว่าผมลงมาวิ่งเหยาะๆ 

 

“ยิงเลยไอ้คิม”  

 

ไอ้บอลตะโกนสั่ง จริงๆ ผมตั้งใจจะส่งให้มันนะเพราะมันอยู่ใกล้ประตูที่สุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะถูกไอ้ไม้เอกเอาตัวบังเอาไว้ 

 

ผมยืนลังเลอยู่สักพักก่อนจะมองไปที่ประตูสลับกับไอ้ติณที่กำลังวิ่งเข้ามา ไอ้ห่าเกมโกงมากเพราะมันพยายามดึงเสื้อไอ้ติณเห็นๆ 

 

“ยิงเลยไอ้เหี้ย กูเสียว” ไอ้กายร้องเชียร์อีกคน ย้ำอีกรอบว่ามันเป็นกรรมการ 

 

“ไอ้คิม!”  

 

เสียงร้องเรียกจากไอ้ติณทำให้ผมละสายตาจากประตูหันไปมอง แต่ว่าพอหันกลับไปสิ่งแรกที่เห็นกลับไม่ใช่ไอ้ติณ แต่ว่าเป็นไอ้กายต่างหาก 

 

ฟึ่บ! 

 

วินาทีที่เห็นไอ้กายวิ่งเข้ามา สิ่งแรกที่คิดได้คืองัดลูกบอลขึ้นมาไว้บนหลังเท้า โยนมันขึ้นนิดหน่อยจากนั้นผมก็... 

 

“วู้!!! มึงสุดยอดมากก เด็กปั้นกูแจ๋วโว้ยยย” 

 

เสียงร้องดีใจของไอ้ติณดังลั่นไปทั่วสนาม ก่อนที่มันจะวิ่งเข้ามากระโดดขี่หลังผมเหมือนเด็กสามขวบ แถมยังกระโดดเย้วๆ อยู่บนหลังของผมอย่างสนุกสนาน 

“มึงเจ๋งมากไอ้เหี้ยคิม” 

 

“เรา...ฟลุ๊ค” 

ความคิดเห็น