ฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนผลงานของเน่ค่ะ

EP 01 มันคือตัวซวย Part l Loading...100%

ชื่อตอน : EP 01 มันคือตัวซวย Part l Loading...100%

คำค้น : เพื่อนต้องรัก,เพื่อนรัก,รักเพื่อน,เพื่อนสนิท,นิยายวาย,PinkPenWriter

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 01 มันคือตัวซวย Part l Loading...100%
แบบอักษร

 

EP 01  

มันคือตัวซวย Part l Loading...100% 

 

 

“ขอบคุณที่มาใช้บริการครับ” ผมยกมือไหว้และยิ้มให้ลูกค้าก่อนจะรับหน้าที่เปิดประตูร้านเพื่อส่งลูกค้าคู่สุดท้ายที่เพิ่งจะเช็กบิลตอนได้เวลาปิดร้านพอดี 

 

ฟู่ว์ 

 

เก็บร้านกลับห้องได้สักที เดินจนขาล้าไปหมด  

 

หลังจากที่ลูกค้าที่น่าจะเป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันเดินพ้นประตูร้านออกไป ผมก็รีบปิดแล้วล็อกประตูร้านเอาไว้ทันที และไม่ลืมที่จะพลิกป้ายแขวนที่ประตูกระจกกลับอีกด้านเพื่อแจ้งให้ทราบว่าวันนี้ร้านปิดบริการแล้ว จากนั้นผมก็เดินกลับเข้ามาทำความสะอาดร้าน เดี๋ยวจะได้รีบกลับไปนอนพึ่งพุงที่ห้องสักทีหลังจากที่ต้อนรับลูกค้ามาตั้งแต่ช่วงเย็น  

 

ผมคิมไง นี่คิมเอง… 

 

ผมทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านขนมเล็กๆ ใกล้ๆ กับมหา’ลัยน่ะ ช่วงนี้เพิ่งจะต้นเดือนคนมักจะเยอะเป็นพิเศษ แต่ผมชอบนะ เพราะคนเยอะ ธิปก็เยอะตามไปด้วย ต่างจากช่วงกลางเดินไปจนถึงเกือบสิ้นเดือนที่ชั่วโมงนึงผมจะได้ยินเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นสักครั้งสองครั้ง  

 

“วันนี้กลับไปพักเถอะคิม ที่เหลือเดี๋ยวพี่จัดการเอง” พี่ไทม์ผู้จัดการร้านเดินมาบอกผมด้วยความใจดีเหมือนเคย 

 

“ไม่เป็นไรครับพี่ ช่วยๆ กัน” 

 

“ไปเถอะ วันนี้เราเหนื่อยกันมาตั้งแต่ช่วงเย็นแล้ว พี่อนุญาต เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาลุยกันต่อ” พี่ไทม์พูดพลางเดินเข้ามาตบบ่าผมเบาๆ สองสามที ก่อนจะยื่นซองสีขาวในมือให้ผม แต่ว่าอย่าตกใจไปล่ะ เพราะว่าไอ้ซองนั่นมันเป็นซองเงินเดือนของผมเอง 

 

“ยังไม่ถึงกำหนดเงินเดือนออกเลยนะครับ พี่จะรีบให้ผมไปไหน” ผมรีบถามด้วยความเกรงใจ 

 

“ผู้ใหญ่ให้แล้วก็รับๆ ไปเถอะน่า อีกไม่กี่วันก็สิ้นเดือนแล้ว ยังไงก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว จ่ายเร็วไปแค่วันสองวันคงไม่เป็นไรหรอก รับๆ ไปเถอะ” 

 

“ขอบคุณครับพี่” ผมยิ้มกว้าง ก่อนจะรับซองเงินเดือนมาถือไว้ให้อุ่นใจ เห็นเงินแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาสองขีด 

 

“เดือนนี้พี่มีเงินพิเศษให้ด้วยนะ เห็นว่าช่วงนี้ลูกค้าเยอะ อีกอย่างคิมเองก็ทำงานมาตั้งหลายเดือนแล้วพี่ยังไม่เห็นคิมจะลาป่วยลาหยุดบ้างเลย ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนของความขยัน” 

 

“ขอบคุณครับพี่ไทม์” 

 

“รับเงินแล้วก็รีบกลับได้แล้ว มืดค่ำเดินคนเดียวมันอันตราย เดี๋ยวนี้ต่อให้จะเป็นผู้ชายก็น่ากลัว อีกสักพักพี่ก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” พี่ไทม์พูดเตือน ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างแรง เพราะเมื่อสองสามวันก่อนแถวๆ ร้านเพิ่งจะมีผู้ชายคนหนึ่งโดนกระชากสร้อยไปหมาดๆ 

 

“ครับ ถ้างั้นวันนี้ผมกลับก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกันครับพี่ไทม์” ผมบอกยิ้มๆ ก่อนจะยกมือไหว้พี่ไทม์อีกรอบแล้วเดินกลับเข้ามาเอากระเป๋าของตัวเองที่เก็บเอาไว้ด้านหลังร้าน แต่ว่าพอเดินกลับออกมาอีกทีผมกลับเห็นว่าพี่ไทม์ยืนกวาดร้านอยู่งกๆ 

 

“อ้าว ไหนว่าจะกลับไงครับ” 

 

“พี่บอกว่าอีกสักพักจะกลับต่างหาก เอาน่า เดี๋ยวเรากลับพี่ก็กลับเองนั่นแหละ” พี่ไทม์พูดพลางส่งยิ้มให้ผมนิดหน่อย ไม่รู้ว่าทำไมเวลาที่ผมเห็นพี่เขายิ้มให้ทีไร ผมต้องรู้สึกว่าใจสั่นทุกที 

 

“พี่แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ผมอยู่ช่วย” ผมอดจะถามด้วยความลังเลอีกรอบไม่ได้ ใจหนึ่งก็อยากจะกลับแล้ว แต่อีกใจก็รู้สึกผิดที่ปล่อยให้เจ้าของร้านทำงานงกๆ ทั้งที่ตัวเองเป็นลูกจ้างดันจะกลับไปนอน 

 

“ก็บอกว่าไม่ต้องไง พูดไม่รู้เรื่องรึไงนะเราเนี่ย ไปๆ รีบไปได้แล้ว พี่ก็ทำทีเป็นกวาดร้านรอส่งเราแค่นั้นแหละ” พี่ไทม์เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่พอได้ยินเขาพูดว่าเขาแค่อยู่รอส่งผม ในหัวผมมันก็คิดไปไกลถึงไหนต่อไหน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วพี่ไทม์เขาก็แค่รอส่งผมเพื่อปิดประตูร้านเท่านั้นเอง (- -“) 

 

“งั้นผมไปนะพี่” 

 

“อืม พรุ่งนี้เจอกัน” พี่ไทม์ยังคงบอกยิ้มๆ พร้อมกับโบกมือลาผมแล้วก้มหน้าก้มตากวาดร้านต่อไปเงียบๆ  

 

คงจะมีแค่ผมเท่านั้นแหละที่ยังรู้สึกว่าใจสั่น เพราะผมรู้ดีว่าพี่ไทม์เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับผมหรอก แต่ไหนแต่ไรมาพี่ไทม์เป็นห่วงเด็กทุกคนในร้านเสมอ ซึ่งตอนนี้พนักงานในร้านเหลือแค่ผมคนเดียว เพราะคนอื่นๆ ที่มาสมัครก็มักจะทำงานได้ไม่นาน ทำได้สักพักก็ออก ไม่มีใครทนทำงานได้ทนอย่างผมหรอกทั้งที่งานก็ไม่ได้หนักหนาเลยสักนิด หรือผมอาจมีแรงจูงใจในการทำงานที่นี่มากกว่าคนอื่นก็ได้ 

 

บอกตรงๆ ก็ได้ว่าที่ผมยังทำงานอยู่ที่ร้านนี้ก็เป็นเพราะว่าผม...อยากเจอพี่ไทม์  

 

พี่ไทม์เป็นคนใจเย็น ใจดี มีความเป็นผู้ใหญ่ ที่ผ่านมาพี่ไทม์ดูแลเอาใจใส่ลูกน้องทุกคนเป็นอย่างดี ไม่ว่าใครจะเดือดร้อนเรื่องอะไร ถ้ารู้ถึงหูพี่ไทม์ ผมก็มักจะเห็นว่าเขายื่นมือไปช่วยเหลือในทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครเอ่ยปาก เหมือนอย่างที่เขาเอาเงินเดือนมาให้ผมก่อนครบกำหนดวันเงินเดือนออก ก็เป็นเพราะพี่ไทม์รู้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันครบกำหนดจ่ายค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์ของผมนั่นเอง 

 

และทุกอย่างที่ผมพูดมา ผมก็แค่อยากบอกว่าพี่ไทม์เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมไม่เคยคิดอยากจะหยุดหรือลางานเลยแม้แต่วันเดียว T^T 

 

อืม ลูกจ้างกลับก่อน เจ้าของร้านกลับทีหลัง คิดซะว่าทำงานตามค่าจ้างก็แล้วกันนะครับพี่ ^_^ 

 

ผมแอบหันกลับไปมองพี่ไทม์ที่ยังคงเดินกวาดร้านไปผิวปากไปเรื่อยๆ แล้วแอบยิ้มคนเดียว ก่อนจะรีบเก็บซองเงินเดือนใส่กระเป๋าเป้เอาไว้ พรุ่งนี้คงได้เวลาเคลียร์ค่าใช้จ่ายกันหน่อย พี่ไทม์จ่ายพิเศษมาแบบนี้เดือนนี้ผมคงมีพอจะเหลือเก็บบ้าง 

 

“หลบไป!/เฮ้ย”  

 

ผมอุทานออกมาเสียงดังเมื่ออยู่ๆ ก็มีใครที่ไหนก็ไม่รู้วิ่งมาชนผมจากทางด้านหลัง แถมยังชนแรงมากจนผมกระเด็นตกฟุตบาธมาชนเข้ากับรถที่จอดเทียบฟุตบาธพอดี  

 

แหม! รถหรูซะด้วย ดีนะที่ผมไม่ได้ทำรถเขาเป็นรอย พับผ่าสิ U_U 

 

“จะรีบไปตายที่ไหนวะ!” ผมตะโกนถามเสียงดังด้วยความหงุดหงิด คนกำลังอารมณ์ดีๆ อยู่แท้ๆ เลย 

 

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย มีโจรกระชากกระเป๋าค่ะ” 

 

แล้วระหว่างที่ผมกำลังอารมณ์เสียเพราะไอ้บ้าที่วิ่งชนผมเข้าอย่างจัง ผมก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ซึ่งพอเงยหน้าขึ้นไปมอง ผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งตามนายคนนั้นมาด้วยท่าทีรีบร้อน ดวงตาของเธอโบกโพลงและกำลังมองมาที่ผม สีหน้าของเธอตื่นตระหนก แถมเธอยังชี้นิ้วตรงไปที่นายคนนั้นอย่างชัดเจน 

 

“ช่วยด้วยค่ะ มันกระชากกระเป๋าฉันค่ะ” 

 

“เวรละ!” ผมสบถพึมพำแล้วรีบวิ่งตามไอ้โจรกระชากกระเป๋านั่นไปตามสัญชาตญาณของตัวเองในทันที 

 

ปกติแล้วผมไม่ค่อยยุ่งเรื่องของคนอื่นนะ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเลือดรักความยุติธรรมของผมมันจพลุ่งพล่านตั้งแต่ได้เห็นใบหน้าตื่นๆ ของเธอคนนั้น 

 

...เธอสวย...ผู้หญิงอะไรตกใจแล้วยังสวย 

 

“หยุดนะเว้ย!”  

 

ผมแหกปากตะโกนบอกพร้อมกับยังคงวิ่งไล่กวดไอ้โจรกระจอกนั่นไปติดๆ เห็นหลังไวๆ เหมือนจะทิ้งห่างผมไปไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ทำไมวิ่งตามเท่าไหร่ก็ยังไม่ทันสักที 

 

“ฉันบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้ จับได้พ่องจะอัดให้น่วมเลย” 

 

“ไปตามพ่องมึงมาสิ”  

 

อุ๊บ๊ะ! เป็นแค่โจรกระจอกริอ่านมาต่อปากต่อคำกับคนอย่างผม เดี๋ยวๆ ให้มันรู้ซะบ้างว่าแถวนี้ถิ่นใคร 

 

ผมเร่งความเร็วของฝีเท้าตามไอ้โจรกระจอกนั่นมาจนเกือบจะถึงตัวมันแล้วแต่ว่ามันกลับเลี้ยวหลบเข้าซอยใกล้ๆ ไปได้ซะก่อน 

 

แต่คิดว่าแค่นี้จะหนีผมพ้นรึไง ผมวิ่งไปมหา’ลัยตั้งแต่ปีหนึ่งจนนี่ขึ้นปีสาม เรียกได้ว่าทุกตรอกซอกซอยแถวนี้ต้องเคยผ่านฝีเท้าผมมาหมดแล้วทั้งนั้น เดี๋ยวไปเจอกันซอยข้างหน้าเลยไอ้โจรสามานย์! 

 

“โอ๊ย!”  

 

แล้วเสียงร้อยโหยหวนของไอ้โจรกระจอกก็ดังจนผมเหยียดยิ้ม แต่เดี๋ยวนะ มันร้องทำไม ผมยังไม่ทันจะก้าวเท้าออกไปจากซอกตึกที่อุตส่าห์รีบวิ่งมาซ่อนตัวรอมันอยู่เลยนะ 

 

“ปล่อยกู!”  

 

แล้วผมก็ได้ยินเสียงไอ้โจรกระจอกนั่นดังขึ้นอีกรอบ ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นตัวมันอยู่ดี  

 

ใครจับมันไว้กันนะ ผมยืนดักรออยู่ตรงนี้แท้ๆ เพราะยังไงซะถ้ามันเข้าซอยเมื่อกี้นี้มา มันก็ต้องวิ่งผ่านซอยที่ผมวิ่งเข้ามาดักรอสิ 

 

“กูบอกให้ปล่อยกู!” 

 

เสียงของไอ้โจรนั่นทำให้ผมต้องค่อยๆ เดินออกมาจากซอกตึกที่ลงทุนวิ่งทะลุจากซอยที่แล้วเข้ามายืนดักรอสกัดขาไอ้โจรกระจอกนั่น ค่อยๆ เดินตรงเข้าไปในซอยที่คิดว่าเสียงของไอ้โจรนั่นดังมาจากมุมนั้น แล้วสิ่งที่ผมเห็นกับตาก็คือร่างของไอ้โจรกระจอกนั่นกำลังลอยอยู่เหนือพื้น (นิดเดียว) เพราะโดนใครบางคนจับคอเสื้อของมันเอาไว้แน่นแล้วยกจนขามันลอยขึ้นจากพื้น 

 

“กระเป๋า” 

 

“ไอ้ติณ!”  

 

บ้าชะมัด ทำไมผมต้องมาเจอไอ้บ้านี่อีกแล้ว >_< 

 

ผมหลุดปากเรียกชื่อติณออกไปก่อนจะก้าวเท้าออกไปยืนมองมันนิ่งๆ ผมเห็นนะว่าเมื่อกี้นี้มันชำเลืองหางตามองผมแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้หันมามองตรงๆ เพราะว่ามันกำลังจ้องมองไอ้โจรกระจอกนั่นอยู่ 

 

“หูแตกเหรอมึง กูบอกให้มึงส่งกระเป๋ามา” ไอ้ติณย้ำเสียงเข้มแล้วกำคอเสื้อของไอ้โจรกระจอกแน่นขึ้นพร้อมกับเขย่าแรงๆ จนมันต้องแกว่งเท้าไปมากลางอากาศเพราะกำลังจะขาดอากาศหายใจตาย ใบหน้าของมันแดงก่ำ แถมตาเหลือกราวกับจะถลนออกมาจากเบ้า 

 

“ค่อกๆ แค่กๆ ค่ะๆ คืนแล้วๆ” 

 

“ก็แค่เนี๊ย พ่อแม่มึงไม่สั่งสอนบ้างเหรอว่าไม่ให้ขโมยของคนอื่น” ไอ้ติณพูดไปเขย่าคอไอ้โจรกระจอกนั่นไปด้วยทำเอาผมรู้สึกอึดอัดแทน กลัวจริงๆ ว่าไอ้โจรนั่นจะตายคามือไอ้ติณ 

 

ผมไม่เข้าใจเลยว่าไอ้ติณมันจะเสียเวลาสั่งสอนโจรทำไม ในเมื่อถ้ามันคิดได้ มันคงไม่เลือกอาชีพโจรหรอก 

 

“สะ สะ สอน” 

 

“สอนแล้วก็หัดจำใส่กะโหลกเอาไว้ด้วย แล้วอย่าให้กูเห็นหน้ามึงอีกนะ ไม่งั้นจะเตะให้ตายคาตีนเลย ไป๊!”  

 

แล้วก็ลงท้ายด้วยเสียงห้าวๆ ของไอ้ติณที่ตวาดใส่หน้าไอ้โจรกระจอกในกำมือ (มันกำแน่นจริงๆ) ก่อนที่มันจะเหวี่ยงไอ้โจรกระจอกนั่นออกจากมือลงไปนั่งหน้าเหียกอยู่กับพื้น 

 

ซึ่งที่ผมไม่เข้าใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือมันเหวี่ยงไอ้โจรบ้านั่นมาทางผมทำไม U_U 

 

ผมรีบหลบฉากมายืนทำตัวลีบอยู่ข้างกำแพง ไม่ได้กลัวไอ้โจรนั่นหรอกนะแต่ว่ารังเกียจ ไอ้โจรกระจอกนั่นกุลีกุจอวิ่งออกไปแต่ก็ยังไม่วายจะหันมามองผมด้วยสายตาอาฆาต  

 

มันอาฆาตผมทำไม แน่จริงไม่หันไปมองไอ้ติณล่ะ อ่ะเด่อ! 

 

โจรเผ่นแน่บไปแล้ว ตรงนี้ก็เหลือแค่ผมกับไอ้ติณและ...กระเป๋าสะพายใบนั้นของเธอ....ที่ตอนนี้อยู่ในมือของไอ้ติณ O_O 

 

“ยืนมองเหี้ยอะไรของมึง”  

 

อืม สงสัยพ่อแม่มันคงไม่สอนเหมือนกันว่าเวลาพูดจากับคนรู้จักมันควรใช้คำพูดที่น่าฟังกว่านี้ ไม่ใช่เอะอะก็มึงกู เอะอะก็ปล่อยสัตว์เลื้อยคลานออกจากปาก 

 

“ก็มอง...” ผมย้อนแล้วมองหน้าไอ้ติณด้วยสายตาไม่สะทกสะท้าน แต่พอมันขยับ ผมกลับสะดุ้ง 

 

“อ่ะ” 

 

“อะไรของนาย” ผมรีบถามเมื่ออยู่ๆ ไอ้ติณก็เดินมาหาผมจริงๆ แต่ว่าไม่ได้เดินมาเอาเรื่องผมแบบที่ผมแอบกลัวหรอก เพราะว่ามันแค่เดินเข้ามาส่งกระเป๋าใบนั้นให้ผมต่างหาก 

 

บอกตรงๆ นะว่าตั้งแต่เห็นมันยกไอ้โจรกระจอกนั่นขึ้นจนลอยลอยอยู่เหนือพื้นด้วยมือเดียวแล้วผมรู้สึกเสียวสันหลัง แทบไม่อยากจะอยู่ใกล้มันด้วยซ้ำ 

 

“อะไร?” ผมถามด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจนี่นาว่ามันจะส่งกระเป๋าให้ผมทำไม 

 

“กระเป๋า” 

 

“กระเป๋านี่ไม่ใช่ของเรา” ผมรีบบอก 

 

“ไม่ใช่ก็เอาไปคืนเจ้าของเขาสิวะ มึงวิ่งตามไอ้โจรนั่นมาเอากระเป๋าไม่ใช่รึไง” ไอ้ติณถามพลางส่ายหัว มันจะทำหน้าตาหงุดหงิดใส่ผมทำไมในเมื่อผมยังไม่ทันจะทำอะไรให้มันหงุดหงิดเลย 

 

“นายรู้ได้ยังไง” 

 

“กูได้ยินมึงตะโกนพูดกับไอ้โจรนั่น โง่นะมึงอ่ะ คิดว่ามึงถือปืนอยู่รึไงถึงได้ตะโกนสั่งโจรให้หยุดวิ่งแล้วคิดว่ามันจะหยุดเนี่ย” มันด่าผมอีกละ Y_Y 

 

“แล้วนายเห็นได้ยังไง” 

 

“วะ? เรื่องมากนักนะมึง จะเอาหรือไม่เอา” ไอ้ติณย้อนถามผมด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเบอร์แปด แถมมันยังทำท่าพับแขนเสื้อเหมือนจะหาเรื่องผม ผมก็เลยอดไม่ได้ที่จะรีบดึงกระเป๋าใบนั้นมาถือเอาไว้ (จริงๆ แล้วผมแค่ตกใจ) 

 

“รสนิยมมึงไม่เลวเลยนะ” ไอ้ติณประชดเจือเสียงแค่นหัวเราะออกมา ก็แหม ถึงมันจะเป็นกระเป๋าสีดำแต่ว่าเลื่อมแพรวพราวขนาดนี้ดูก็รู้ว่าน่าจะเป็นของผู้หญิง 

 

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ของเรา” 

 

“กูหมายถึงผู้หญิง” ไอ้ติณพูดพลางชำเลืองหางตามองไปที่เก้านาฬิกา ซึ่งพอผมมองตามไปผมถึงได้รู้ว่าเธอคนนั้นผู้เป็นเจ้าของกระเป๋ากำลังเดินมาที่เรา 

 

“นาย!”  

 

เธอคนนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับไอ้ติณ ทั้งผมและไอ้ติณก็เลยต่างฝ่ายต่างก็หันไปมองเธอ แต่ว่าสายตาของเธอคนนั้นกลับจ้องมองเพียงกระเป๋าของเธอที่ตอนนี้มันอยู่ในมือของผม ผมก็เลยรีบส่งมันคืนให้เธอ 

 

“อ่ะ นี่กระเป๋าเธอ”  

 

ดูจากสายตาแล้วมันคงมีความหมายกับเธอมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่วิ่งตามมาตั้งไกลแถมยังมองมันแบบไม่ละสายตาแบบนั้นหรอก ดีไม่ดีมันอาจจะมีของมีค่าอยู่ในกระเป๋าใบนี้ของเธอก็ได้ 

 

“ขอบใจนายมากนะ” 

 

“ไม่เป็นไร คือว่าจริงๆ แล้ว...” 

 

“ฮัลโหล”  

 

แล้วเสียงไอติณก็ดังทะลุขึ้นมากลางปล้อง ไอ้ห่านี่ไม่เคยมีมารยาทเลยรึไง ถ้าจะรับโทรศัพท์ก็ไม่เห็นต้องเสียงดังเลย หรือไม่ผมว่ามันก็ควรจะเดินไปรับไกลๆ นะ 

 

“ฉันชื่อไอเดียนะ”  

 

เอ่อ เธอคนนั้นเริ่มแนะนำตัวแล้วส่งยิ้มให้ผม สายตาของเธอเป็นประกายวิบวับจนผมอดจะยิ้มตอบให้เธอไม่ได้  

 

“เราชื่อคิม” ผมตอบกลับไปแบบไม่รู้จะเลี่ยงยังไง ในเมื่อเธอยังคงยืนมองผมด้วยสายตาเป็นประกายวิบวับอยู่แบบนั้น 

 

ผมไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าเธอสวย ยิ่งได้เห็นใบหน้าของเธอใกล้ๆ พร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ แบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอสวยกว่าเมื่อตอนที่ผมเห็นเธอวิ่งเมื่อกี้นี้ซะอีก ซึ่งผมอาจจะพูดอะไรกับเธอได้มากกว่านี้ ถ้าไม่ติดตรงที่ติณยืนทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองอยู่ หึ่ม!!! 

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคิม” 

 

“อืม ยินดีที่ได้รู้จัก” ผมตอบตะกุกตะกักแล้วชำเลืองหางตามองไปที่ไอ้ติณนิดหน่อย แต่ปรากฏว่ามันก็ยังคุยโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น แถมไม่ยอมเดินไปไหน ทำเหมือนผมกับไอเดียเป็นแค่อากาศที่ไร้ตัวตน 

 

“เอ่อ หมอนี่ชื่อติณน่ะ” ผมรีบแนะนำไอ้ติณอีกคนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท เพราะว่าเห็นเธอกำลังมองไปที่มันเหมือนที่ผมกำลังมอง คิดดูเถอะว่ามีสายตาสองคู่จ้องมันอยู่มันก็ยังไม่รู้ตัว 

 

อย่างน้อยมันก็น่าจะรู้ตัวบ้างนะว่ายังมีผมกับไอเดียยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ มันควรจะรักษามารยาทด้วยการวางโทรศัพท์หรือไม่ก็เดินไปคุยไกลๆ แต่มันก็ยังเลือกจะยืนอยู่ตรงนี้เหมือนตั้งใจ  

 

“ลองเปิดดูกระเป๋าสิว่ามีอะไรข้างในหายไปรึเปล่า” 

 

ผมแนะนำออกไปเมื่อไอเดียยังเอาแต่ยืนยิ้ม แต่กลับไม่เดินไปไหน เหมือนจะรออะไรอยู่ ซึ่งพอพูดจบเธอก็รีบทำตามคำแนะนำของผมทันที แต่คงไม่มีอะไรหายหรอกมั้ง ไอ้โจรบ้านั่นยังไม่ทันจะเปิดกระเป๋าเธอด้วยซ้ำ 

 

“ยังอยู่ครบเลย ขอบใจมากนะคิม ไม่งั้นฉันต้องไม่มีเงินไปจ่ายค่าหน่วยกิตแน่ๆ” 

 

“ไม่เป็นไร คือว่า...” 

 

“อะไรนะ!” 

 

ผมว่าผมเริ่มเกลียดไอ้ติณแล้วหละ อยากจะยกเท้าถีบมันไปไกลๆ ซะด้วยซ้ำ อยู่ๆ มันจะพูดเสียงดังขึ้นมาทำไม คนอื่นเขาตกใจกันหมด 

 

“ขอโทษนะคิม แต่ว่าฉันคงต้องกลับก่อน ถ้าฉันอยากจะขอเบอร์นายไว้จะได้รึเปล่า” 

 

“เอ่อ...” 

 

มันจะดีเหรอวะ?  

 

ผมแอบถามตัวเองเบาๆ พลางชำเลืองหางตาเหล่มองไอ้ติณนิดหน่อยเพื่อขอความคิดเห็น สลับกับการมองโทรศัพท์มือถือที่ไอเดียส่งมาให้ผมเพื่อให้ผมกดเบอร์ของตัวเอง 

 

จริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากจะถามความเห็นของไอ้ติณหรอกนะ แต่อย่างน้อยสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว แต่ว่าไอ้ติณมันไม่มองผมเลยสักนิดนี่สิ ไอ้เวร! 

 

“ถ้านายไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ ฉันแค่ลองถามดู เผื่อว่ามีโอกาสที่ฉันอาจจะได้ตอบแทนนายน่ะ” 

 

“ดะ ได้สิ” ผมตอบตะกุกตะกักอีกรอบแล้วรับโทรศัพท์มือถือของไอเดียมากดเบอร์โทรของตัวเองลงไป จากนั้นก็กดโทรออก พอรู้สึกว่าโทรศัพท์ในกระเป๋าสั่น ผมก็กดวางสายแล้วส่งมันคืนให้เธอไปตามมารยาท 

 

“แล้วจะโทรไปนะ” 

 

“อ่ะ อืม” ผมตอบงงๆ ทั้งที่ยังงงๆ เพราะว่ายังงงๆ นั่นแหละ 

 

ไอเดียโบกมือลาผมก่อนจะหันไปส่งยิ้มลาไอ้ติณอีกคนโดยไม่พูดอะไรเพราะไอ้ติณยังคงเอาจริงเอาจังกับการคุยโทรศัพท์ ผมยืนยิ้มให้เธอกระทั่งเธอเดินลับสายตาไปตรงมุมตึก พอหันกลับมาอีกทีก็เห็นว่าไอ้ติณวางสายโทรศัพท์ข้ามชาติของมันได้สักที 

 

“หน้าม่อนะมึง”  

 

มันด่าผมอีกละ รู้จักกันแค่วันเดียว พูดกันไม่ถึงห้าประโยคไม่มีประโยคไหนที่บ่งบอกว่าคนอย่างมันจะเป็นมิตรที่ดีเลยสักประโยคเดียว 

 

“ไม่ได้ม่อ” 

 

“แล้วจะเอามั้ย” 

 

“เอาอะไร” 

 

“ไอเดีย? ใช่มั้งถ้ากูฟังไม่ผิด” ไอ้ติณพูดพลางเหล่สายตามองไปทางที่ไอเดียเพิ่งจะเดินกลับออกไป ถามแบบนี้ผมว่ามันนั่นแหละที่หน้าม่อ เพราะผมยังไม่ทันจะคิดอะไรกับเธอเลยด้วยซ้ำไป 

 

“เพ้อเจ้อ” 

 

“กูรู้นะว่ามึงชอบ” เอ๊ะ ไอ้ห่านี้ท่าจะเป็นเอามาก 

 

“เราถึงได้บอกว่านายเพ้อเจ้อไง” ผมบอกฉุนๆ ก่อนจะหันหลังให้ไอ้ติณเพราะไม่อยากคุยกับมันเรื่องไร้สาระ 

 

จริงๆ ผมยอมรับนะว่าไอเดียเป็นผู้หญิงสวย ขนาดมองเห็นไกลๆ ความสวยของเธอยังทำให้ผมวิ่งตามไอ้โจรกระจอกนั่นมาโดยไม่คิดหน้าคิดหลังเลย แต่ก็แค่สวยป่าววะ ผมไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้นสักหน่อย ถ้าเห็นคนสวยแล้วก็จะเอาทุกคนผมว่าป่านนี้ผมคงเป็นเอดส์ตายไปแล้ว 

 

เมื่อกี้นี้ที่ยอมให้เบอร์เธอไปก็แค่ไม่อยากเสียมารยาท อีกอย่างกลัวเธอจะเสียหน้าด้วย ดีไม่ดีเธออาจจะคิดว่าผมหยิ่งก็ได้ แต่ดูไอ้ห่าติณมันคิด วันๆ ในสมองมันเคยคิดเรื่องดีๆ บ้างมั้ยเนี่ย 

 

“ไอ้เหี้ยคิม” นั่นไง ชาติที่แล้วมันคงตายคาคู่มือการใช้ภาษาพ่อขุนรามคำแหงสินะ มันถึงได้พูดคำด่าคำตลอดเวลา 

 

“อะไรของนายอีกล่ะ” 

 

“ตกลงมึงจะไม่จีบไอเดียจริงๆ เหรอ กูว่าผู้หญิงเขาอ่อยมึงแล้วนะ”  

 

“เราว่านายคิดมากไปแล้วหละ” ผมตอบเบื่อๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมต้องมาเสียเวลาตอบคำถามมากมายของไอ้ติณทั้งๆ ที่ผมง่วงมาก อยากจะกลับห้องไปนอน (นับเงินเดือน) ใจจะขาด 

 

“กูรู้ กูดูออก” 

 

“นายจะรู้ได้ยังไงในเมื่อๆ กี้นายคุยแต่โทรศัพท์ นายยังไม่ทันจะได้มองหน้าไอเดียเลยด้วยซ้ำ”  

 

“กูบอกว่ากูรู้ก็รู้สิวะ” ไอ้ติณยังคงพยายามเถียงด้วยใบหน้าจริงจัง แถมมันยังยกโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของมันขึ้นมากดหน้าจอโชว์ให้ผมดู  

 

อะไรคือกดแล้วหน้าจอไม่เห็นจะมีอะไรขึ้นมาเลย แบบนี้คือมันต้องการจะให้ผมดูอะไร นี่มันจะกวนตีนผมเหรอ ซึ่งไอ้ผมก็ดันทะลึ่งยืนมองอยู่ตั้งนานเพราะอยากรู้ซะด้วย 

 

“แบตฯ โทรศัพท์กูหมดไปตั้งแต่ชั่วโมงก่อน”  

 

แล้วผมก็ได้คำตอบที่กำลังสงสัยพอดี แปลว่าเมื่อกี้นี้มันพูดโทรศัพท์คนเดียวสินะ 

 

“ไอ้ประสาท!” 

ความคิดเห็น