ฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนผลงานของเน่ค่ะ

ชื่อตอน : Intro...

คำค้น : พื่อนต้องรัก,เพื่อนรัก,รักเพื่อน,เพื่อนสนิท,นิยายวาย,PinkPen

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2563 13:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Intro...
แบบอักษร

 

 

พิมพ์คำอธิบายที่นี่

 

Boy’s (friend) love…เพื่อนต้องรัก 

Intro 

 

 

ตึกตัก!

ตึกตัก!

ตึกตัก!

เสียงฝีเท้าหนักแน่นของผมกระทบลงกับพื้นหินอ่อนอย่างต่อเนื่องเพราะความเร่งรีบ เมื่อเช้าวันใหม่ที่ควรจะสดใสของผมกำลังจะกลายเป็นเช้าอันน่าเศร้าสลด เหตุผลก็เพราะว่าเปิดเทอมวันแรกทั้งที่ แต่ก็เหมือนกับว่าผมจะต้องเข้าเรียนสาย

เดี๋ยวๆ ไม่เหมือนหรอก ผมว่าผมต้องสายแน่ๆ นี่เกือบจะเก้าโมงแล้วผมยังไม่ถึงห้องเรียนเลย

ตึง!

และเสียงที่ตามมาก็คือเสียงจากฝ่ามือของผมเอง ตกใจทำไม ผมก็แค่ผลักประตูเข้าไปในห้องเรียน

“คุณคิมหันต์”

“มาครับ” ผมรีบยกมือขึ้นแล้วขานรับเสียงดังเมื่ออาจารย์ขานชื่อผมเพื่อเช็คชื่อพอดี

อาจารย์หันมามองผมด้วยหางตานิดหน่อยก่อนจะส่ายหัวไปมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าผมส่งยิ้มอย่างเจี๋ยมเจี้ยมไปให้ จากนั้นผมก็รีบชิงเดินเข้ามาในห้องโดยก้มหลังเดินผ่านหน้าอาจารย์มาอย่างนอบน้อม

แอบดีใจเบาๆ ที่อย่างน้อยผมก็แค่เกือบสาย เช็คชื่อทันพอดีก็ยังถือว่าไม่สายนั่นแหละน่า

“ถ้าคุณคิมหันต์เลขที่หนึ่ง ก็ถือว่าสายนะคะ” อาจารย์ป้าหน้าโบ (ท็อกซ์) พูดขึ้นมาเสียงเข้มพลางขยับแว่นสายตากรอบสีทองบางเฉียบขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง

“ผมเลขที่เก้าครับ” ผมตอบอย่างมั่นใจแล้วฉีกยิ้ม พูดจบผมก็ได้ยินเสียงเพื่อนทุกคนในห้องแอบหัวเราะกันเบาๆ แต่สุดท้ายทั้งห้องก็ต้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งเมื่อมีฝุ่นละอองปลิวเข้ารูจมูกของอาจารย์แล้วลื่นไหลไปที่หลอดลมจนอาจารย์รู้สึกระคายเคืองคอเป็นเหตุให้ไอค่อกแค่ก

“เชิญ!”

“ขอบคุณครับ” ผมรีบยกมือไหว้อาจารย์ทันทีพร้อมกับลอบถอนหายใจ ก่อนจะพุ่งตัวตรงไปที่บันไดสโลปแล้วรีบกวาดสายตาเพื่อมองหาที่นั่ง

ผมก็แค่ต้องเลือกและมองหาทำเลทองเหมาะๆ ในการหลบสายตาของอาจารย์ป้า ที่รุ่นพี่ต่างก็เล่าขานและขนานนามกันว่าเวลาตัดเกรดเธอจะโหดสัสรัสเซียมากกว่าเวลาสอน ซึ่งเมื่อมองเห็นทำเลที่โดนใจแล้ว ผมก็รีบสืบเท้าตรงไปที่ชั้นสามมุมห้องฝั่งซ้ายมือของอาจารย์ทันที

ฟู่!!!

แอบถอนหายใจยาวๆ อีกรอบเมื่อทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ก้มหน้าลงเปิดกระเป๋าแล้วหยิบสมุดเลคเชอร์กับปากกาขึ้นมาเตรียมความพร้อมรออาจารย์เพราะว่าตอนนี้อาจารย์กำลังเช็คชื่อเพื่อนๆ คนอื่นไปเรื่อยๆ ตามลำดับเลขที่

“คุณติณภพ”

ตึง!

“มาครับ” เสียงทุ้มเข้มขานรับพร้อมกับเจ้าตัวที่ก้าวพรวดโผล่พ้นมาจากด้านหลังประตูที่เพิ่งจะถูกผลักเข้ามา

ทุกคนในห้องรีบหันไปมองหน้าตาเพื่อนผู้มาใหม่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเพราะว่าเสียงผลักประตูเข้ามาอย่างรีบร้อนนั่นทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งห้องไปโดยปริยาย

ร่างสูงยืดลำตัวขึ้นตรงเต็มความสูงซึ่งสามารถจะสะกดทุกสายตาได้อยู่หมัด ผมแอบประเมินด้วยสายตาแล้วนายคนนั้นน่าจะสูงราวๆ ร้อยแปดสิบต้นๆ ใบหน้าขาวสะอาดจนทำให้เครื่องหน้าทุกอย่างโดยรวมดูลงตัวไปหมด ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปากสีแดงสดราวกับผลเชอร์รี่ จมูกโด่งเป็นสันเหมือนจะเป็นลูกครึ่งแต่ติดตรงที่เขามีเส้นผมสีดำขลับที่บ่งบอกถึงความเป็นชายไทยแท้ๆ ที่ยิ่งขับสีผิวของเขาให้ขาวเด่นมีออร่ายิ่งกว่าเดิม

อื้มมม...งานดี งานพรีเมี่ยม

คนห่าอะไรจะหล่อขนาดนี้ หล่อไม่ลืมหูลืมตา หล่อวัวตายสาววายตะลึง (กันทั้งห้องไม่เว้นแม้แต่อาจารย์)

“สายค่ะ”

“ไม่สายครับ”

“สายค่ะ”

“ไม่สายครับ”

“ฉันบอกว่าสายค่ะ!”

“แต่ผมดูเวลาแล้วว่าผมไม่สายครับ ผมได้ยินอาจารย์เรียกชื่อผมพอดีตอนก้าวเท้าเข้ามา” ร่างสูงพยายามอธิบาย (เถียง) ข้างๆ คูๆ

ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ผมหรอกที่กำลังตกตะลึงในความใจกล้าของนายคนนั้น ที่กล้าต่อปากต่อคำกับอาจารย์ที่คนทั้งคณะไม่กล้าแม้แต่จะสบตาตอนเดินผ่าน หรือถ้านี่ไม่ใช่ความกล้า ก็ต้องเป็นความบ้าแน่ๆ คนดีๆ ที่ไหนเขาจะกล้ายืนเถียงอาจารย์ป้ารุ่นปูชนียบุคคลประจำมหา’ลัยแบบนั้นกัน

ผมได้แต่นั่งมองตามร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาในห้องด้วยความมั่นหน้า แอบสงสัยว่าไอ้หมอนี่ไปเอาความกล้ามาจากไหนที่ถึงได้เถียงอาจารย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหด (ตอนตัดเกรด) คอยดูเถอะ ถ้าอาจารย์ประทับใจจนจำชื่อมันได้ขึ้นมา ผมว่าเกรดมันคงออกมาไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่

“โอเค ครั้งนี้ฉันจะอะลุ่มอล่วยให้ก็แล้วกัน แต่ถ้าครั้งหน้าคุณโผล่หน้ามาหลังจากที่ฉันขานชื่อคุณแม้แต่วินาทีเดียว ฉันจะถือว่าสาย” อาจารย์ป้าสรุปสั้นๆ ก่อนจะชักสีหน้าใส่นายคนนั้นแรงๆ จนผมยังรู้สึกเสียวสันหลังแทน

“ครับ” นายคนนั้นขอบคุณอาจารย์ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเหมือนเดิม ใบหน้าเรียบเฉยราวกับว่าไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับคำเตือนปนประชดของอาจารย์เลยสักนิด

หลังจากที่ตกปากรับคำอย่างมักง่ายจบไปเรียบร้อย ร่างสูงก็ก้าวเท้าเดินเข้ามาภายในห้องแล้วสอดส่ายสายตามองหาที่นั่งเหมือนกันกับที่ผมทำไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ระหว่างนั้นอาจารย์ก็ยังคงเรียกชื่อเพื่อนคนอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ ตามลำดับของเลขที่ในการลงทะเบียนรายวิชานี้ แต่เชื่อเถอะว่าตอนนี้ความสนใจของนักศึกษาครึ่งค่อนห้องกำลังพุ่งไปที่ร่างสูงที่ยังคงยืนอยู่ด้านล่าง ห่างจากจุดที่อาจารย์ยืนอยู่ประมาณสองก้าว เพราะว่ามันยังคงกวาดสายตามองหาที่นั่งอยู่

แต่แล้วอยู่ๆ สายตาคมเข้มคู่นั้นก็มองมาทางผม!

ไม่นะ อย่าบอกนะว่าหมอนั่นจะมานั่งข้างผมน่ะ เดี๋ยวก็พาผมซวยไปด้วยหรอก

ฟุ่บ!

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะว่านายคนนั้นเดินดุ่มๆ ตรงมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ ผมจริงๆ แบบไม่ถงไม่ถามสุขภาพของผมสักคำ แถมยังนั่งลงซะแรงพลอยทำให้เก้าอี้ของผมสั่นไปด้วย

“น่าเบื่อฉิบ!”

ผมได้ยินไอ้คนข้างๆ บ่นพึมพำก่อนที่จะยกเท้าขึ้นมาไขว่ห้างอย่างไร้มารยาท แต่ว่าผมก็ทำได้แค่มองหมอนั่นอย่างตำหนินั่นแหละ เรื่องของมารยาททางสังคมมันสอนกันไม่ได้หรอก

“ชื่ออะไร”

แล้วผมก็ได้ยินเสียงนกเสียงกาดังมาจากข้างๆ

“นี่ กูถามไม่ได้ยินรึไง”

แล้วเสียงนกเสียงกาก็ดังขึ้นสองระดับ แต่ทำเอาผมต้องลอบกลืนน้ำลายเพราะว่าเสียงของไอ้หมอนั่นทำให้อาจารย์ที่ยืนอยู่กลางห้องถึงกับช้อนตามองมาที่เรา และที่สำคัญเลยคือไอ้หมอนั่นพูดภาษาพ่อขุนรามกับผมทั้งที่เราเพิ่งจะเคยเจอหน้ากันครั้งแรก แถมยังใช้เท้าสะกิดผมแรงๆ หรือที่แถวบ้านผมเรียกว่าเตะนั่นแหละ

แอบขีดเส้นใต้ว่ารองเท้าผ้าใบดำมาก ต่างจากหน้าตาของมันที่ดูดีและน่าจะเป็นผู้ชายรักสะอาด

“ชื่อคิม” ผมตอบห้วนๆ อย่างจำใจ เพราะถ้าผมยังคงทำเป็นไม่สนใจ มันคงไม่เลิกเตะเท้าผมสักที ดีไม่ดีมันอาจจะกระทืบเท้าผมก็ได้

และเมื่อแนะนำตัวจบผมก็ผมแอบชำเลืองหางตามองไอ้หมอนั่นอย่างตำหนิอีกครั้ง แต่ว่าสายตาคู่นั้นกลับไม่ได้มองมาที่ผมเลยสักนิดเพราะว่ากำลังมองไปด้านหน้า ทำเป็นนั่งหน้านิ่งไปเนียนๆ เหมือนจะรู้ตัวว่าเราสองคนกำลังถูกอาจารย์เพ่งเล็งอยู่

“ติณ”

“อะไร”

“กูชื่อติณ” ไอ้หมอนั่นแนะนำตัวสั้นๆ

“ชื่อมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมชื่อตีน”

“อยากลองกินมั้ยล่ะตีนน่ะ” ไอ้หมอนั่นหันมากัดฟันพูดกับผม แถมยังมองผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้อยากจะเป็นมิตรกับคนพันธ์ุนี้สักหน่อย

ผมไหวไหล่เล็กน้อยเพราะตั้งใจจะกวนประสาทหมอนั่นตั้งแต่แรก มีอย่างที่ไหนมาชวนผมคุยทั้งที่ตัวเองโดนหมายหัวอยู่ล่ะ ดูจากสายตาของอาจารย์ผมก็รู้ว่ามันต้องลำบากแน่ๆ อีกอย่างคือเราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดจะมาพูดมึงกูใส่กันได้ด้วย และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือผมตั้งใจจะนั่งตรงนี้เพราะอยากจะนั่งเรียนคนเดียว ไม่อยากวุ่นวายกับใคร แต่ไอ้บ้านี่มันดันดึงความสนใจของทุกคนมาที่เราหมดเลย ไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ที่ยังคงมองมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่มันเดินมานั่งลงเนี่ย

“ยินดีที่ได้รู้จัก”

มันเอาอีกละ

“อืม”

“กูเพิ่งย้ายมา”

“อืม”

“เพิ่งโดนไล่ออกจากมหา’ลัยเก่าเมื่ออาทิตย์ก่อน”

ประวัติน่าคบหาด้วยจริงๆ

“มึงไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมกูถึงโดนไล่ออก” ผมว่ามันต้องบ้าแน่ๆ เลย รู้ทั้งรู้ว่าผมไม่อยากจะพูดด้วยมันก็ยังพล่ามอยู่ได้

“ทะเลาะวิวาท”

มันต้องใช่แน่ๆ ไอ้ติณมันต้องเป็นโรคประสาท เพราะคนดีๆ เขาไม่พูดเองเออเองเสร็จสรรพแบบมันหรอก อีกอย่างผมยังไม่ได้บอกเลยนะว่าผมอยากรู้เรื่องของมัน

“นี่!”

มันยังคงใช้เท้าสะกิดผมเป็นระยะๆ เพราะตั้งแต่แนะนำตัวเสร็จ ผมก็ยังไม่ได้หันไปพูดกับมันอีกเลย

“นี่มึง!”

“เชิญค่ะ!”

แล้วอยู่ๆ เสียงอาจารย์ก็ดังขึ้นจนผมสะดุ้งตกใจ หลังจากที่เมื่อกี้นี้ผมกำลังจะหันไปบอกให้ไอ้ติณหุบปาก

“เชิญทั้งคู่เลยค่ะ”

เอ่อ อาจารย์พูดแล้วมองหน้าผมแบบนั้นหมายความว่ายังไง

“เชิญออกนอกห้องเรียนค่ะ แล้วเจอกันครั้งหน้าหลังจากที่พวกคุณกลับไปอ่านหนังสือมายาททางสังคมและสามารถนำมาปรับใช้ได้มากขึ้นกว่านี้”

“เอ่อ...”

“ไปสิ เพราะนายคนเดียวทำให้ฉันโดนไล่ออกจากคลาส อุตส่าห์ตั้งใจมาเรียนแท้ๆ”

ผมยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามหรืออธิบายอะไร อยู่ๆ ข้อมือของผมก็ถูกไอ้ติณกระชากแล้วลากจูงผมให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทั้งที่ผมยังงงๆ และนอกจากตัวของผมแล้ว ไอ้ติณก็ยังมีน้ำใจคว้ากระเป๋าแล้วก็อุปกรณ์การเรียนของผมติดมือมันออกมาด้วย

“อาจารย์ครับ”

“เชิญค่ะ” อาจารย์ย้ำชัดๆ อีกครั้งพร้อมกับผายมือไปที่หน้าประตูห้องที่ผมเพิ่งจะเดินผ่านเข้ามายังไม่ทันจะได้ครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ

“คือว่าอาจารย์ครับ”

ตึง!

เสียงประตูดังเหมือนตอนที่ผมเปิดมันเข้าไป แต่มันตรงกันข้ามนั่นก็คือเมื่อกี้นี้มันถูกเปิดออกมาพร้อมกับร่างของผมที่ถูกไอ้ติณลากออกมาจากห้องเรียน

“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย” ผมรีบโวยวายใส่ไอ้ติณด้วยความหงุดหงิด แต่มันกลับไม่ได้มีทีท่าสนใจเลยสักนิดทั้งๆ ที่มันเพิ่งจะทำให้ผมโดนอาจารย์ไล่ออกจากห้องเรียน

“ถามโง่ๆ มึงก็โดนไล่ออกจากห้องเรียนไง” ไอ้ติณตอบเสียงเรียบ ก่อนที่มันจะส่งกระเป๋าและข้าวของๆ ผมคืนมาให้พร้อมกับตบบ่าผมเบาๆ สองสามทีแล้วทำเหมือนจะเดินหนีผมไป

คือผมเข้าใจนะว่าทั้งผมและมันโดนอาจารย์ไล่ออกจากห้องเรียน แต่คำถามคือผมทำอะไรผิดต่างหาก!

“ติณ!”

“อะไรของมึงอีกล่ะ ไม่มีเรียนแล้ว จะไปตายที่ไหนก็ไปสิ” ไอ้ติณหันมาย้อนพลางทำสีหน้าหงุดหงิด

ผมสิต้องเป็นคนหงุดหงิด มันจะมาหงุดหงิดอะไรในเมื่อมันนั่นและที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องโดนไล่ออกจากห้องเรียนทั้งๆ รีบมาจนเกือบเช็คชื่อไม่ทัน แต่ไหงพอทันเวลาและทุกอย่างน่าจะไปได้ดีผมกลับต้องมาถูกอาจารย์ไล่ตะเพิดออกจากห้องล่ะ

“นายตั้งใจจะทำให้เราโดนไล่ออกมาจากห้องงั้นเหรอ”

“ก็เออดิ สมองมึงแรมน้อยรึไงถึงได้ฉลาดช้านัก”

“แต่เราตั้งใจมาเรียนหนังสือนะ”

“เรียนมาครึ่งชีวิตแล้ว มึงไม่เบื่อบ้างรึไง” ฟังมันย้อนถามผมสิ

ผมว่าแล้วเชียวว่าทำไมมันถึงได้สะกิดผมนักทั้งๆ ที่มันน่าจะเงียบปากไปได้ที่รู้ว่าอาจารย์มองแล้ว ที่แท้มันก็ตั้งใจจะให้อาจารย์ไล่ออกมานี่เอง

“มองหน้านี่หิวตีนรึไง หรืออยากจะลองกิน”

“นายคงกินบ่อยสินะ สมองนายถึงได้มีแต่เรื่องตีนๆ”

“ไอ้เหี้ยคิม” ไอ้ติณตะคอกเรียกผมเสียงดังแถมยังเดินเข้ามากระชากคอเสื้อผมเข้าหาตัวแล้วง้างหมัดขึ้นกลางอากาศทำท่าเหมือนอยากจะชกปากผมซะเต็มประดา ซึ่งเมื่อเห็นแบบนั้นผมก็รีบหลับตาปี๋

เห็นหมัดเต็มตาแบบนี้ใครบ้างล่ะจะไม่กลัว แต่ว่าผมโกรธนี่นา มันไม่อยากเรียนแต่ดันทำให้ผมเดือดร้อนไปด้วย

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง ปากดีมากคราวหน้าได้แดกตีนสมใจแน่” ไอ้ติณขู่ผมเสียงเข้มก่อนที่มันจะผลักหน้าอกผมออกมาแรงๆ แล้วหุนหันพลันแล่นเดินออกไปโดยไม่สนใจผมที่ต้องซวยเพราะมันเลยสักนิด

โธ่ว้อยยย! ผมมาเพื่อเช็คชื่อแล้วก็โดนไล่ออกจากห้องสินะ ช่างเป็นการเริ่มต้นปีการศึกษาที่แสนพิเศษจริงๆ

ความคิดเห็น